April 17, 2007
คล้ายๆ กับว่ามีคนเข้ามาอ่านบล็อกนี้บ้างเหมือนกัน เลยขอแจ้งข่าวไว้หน่อยค่ะ เรื่องนิยาย “นวัต” ตอนนี้ลงเรื่องนี้ไว้ 2 ที่ คือที่ ถนนนักเขียน ในพันทิพ กับที่บล็อกแก๊งค์ ไม่ได้เอาลงไว้ที่นี่ด้วย เพราะไม่ค่อยมีเวลาเอามาลงหลายๆที่ กับขี้เกียจตามลบหลายที่ด้วยค่ะ
ยังไงถ้ามีใครผ่านมาที่นี่และอยากอ่านเรื่องนวัตต่อ ตามไปอ่านที่ บล็อกแก๊งค์นะคะ
ลงไว้ถึงตอนที่ 22 แล้วค่ะ
คลิ๊กได้เลยที่ –> นวัต
ขอโทษด้วยที่ไม่ค่อยได้อัพบล็อกที่นี่ เรามีเวลาว่างน้อยจริงๆ ค่ะ
ขอบคุณคนที่แวะเข้ามาอ่านะคะ (มีป่าวหว่า)
May 24, 2006
นวัต
บทที่ 13
ของเหลวสีม่วงอมแดงเข้มค่อยๆม้วนตัวลงในแก้วไวน์ใส หลังถูกรินออกจากขวดแก้วทรงเพรียว บุรุษสูงวัยผู้สวมชุดสูทสีเทาเข้ม เอื้อมมือออกไปจับก้านแก้ว แล้วยกขึ้นมาแตะปลายจมูก สูดดมกลิ่นหอมของไวน์ฝรั่งเศสชั้นดี ก่อนจิบ
“อืมม์…รสชาติกลมกล่อม สมราคาจริงๆครับท่าน” พสุธาเอ่ยขึ้นหลังได้ลองลิ้มไวน์ที่เจ้าของบอกว่า ‘ขวดละสองแสน’
‘ท่าน’ ผู้กำลังนั่งเอนกายพิงเก้าอี้นวมนุ่มภายในห้องรับรองแขกพิเศษของสถานบันเทิงหรูย่านถนนรัชดาภิเษก ยิ้มอย่างพอใจในคำชม หลังพ่นควันสีขาวออกจากปากเป็นทางยาว ส่งกลิ่นยาสูบจากไปป์ไม้สีน้ำตาลเข้มอบอวลไปทั่วห้อง
“ขวดนี้ได้มาฟรี ช่วยงานพรรคพวกเขานิดหน่อย เขาเลยจัดให้” นายพลผู้ทรงอิทธิพลกล่าวคล้ายมีเจตนาบอกให้พสุธารู้โดยนัยถึงมูลค่าของของกำนัลที่คู่ควรกับเขา
แค่มองตาพสุธาก็อ่านออก นักธุรกิจใหญ่จึงไม่ปล่อยโอกาสในการประจบประแจงผ่านเลยไปง่ายๆ
“ถ้างานของเราสำเร็จอย่าว่าแต่ไวน์ขวดละสองแสนเลย มากกว่านี้ผมก็จัดให้ท่านได้”
พลโทยุทธนาหัวเราะหึๆในลำคอ สายตามองนายพสุธาอย่างมีเลศนัย (more…)
May 5, 2006
นวัต
บทที่ 12
ชายหนุ่มเจ้าของเรือนร่างสูงและผิวเข้ม ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะก้าวขึ้นบันไดบริเวณมุขหน้าบ้าน ปรมะผิวปากเป็นท่วงทำนองเพลงรักยอดนิยม นิ้วมือก็หมุนพวงกุญแจรถเล่นอย่างอารมณ์ดี นานแล้วนะที่เขาไม่รู้สึกว่าหัวใจพองโตขึ้นแบบวันนี้ เพียงแค่รอยยิ้มจากปากสีชมพูอิ่มเอิบ แววตาอย่างคนช่างคิดที่เปล่งออกมาจากดวงตากลมโตใสแจ๋วคู่นั้น ก็ทำให้โลกของเขาดูสว่างกระจ่างตาขึ้นได้อย่างน่าประหลาด
ความรู้สึกพิเศษนี้ก่อตัวขึ้นเงียบๆในใจมาหลายวันแล้ว แต่ปรมะยังไม่แน่ใจเสียทีเดียวว่าเขาเพียงห่วงใยอาทรหล่อนด้วยรู้สึกผิด หรือว่า…เขาพึงใจหล่อนแล้วจริงๆ กระทั่งถึงวันนี้เอง ที่เขารู้แน่แก่ใจตนว่า สายฝนที่หล่นพรำลงรดหัวใจอันแห้งผากของเขาให้ชุ่มชื่นนั้น ถูกนำมาพร้อมกับหญิงสาวคนที่ชื่อว่า…จิดาภา
แม้จะมั่นใจในตัวเองมาเสมอว่า ความพร้อมพรั่งทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ และทรัพย์สมบัติของเขานั้นเป็นแม่เหล็กชั้นดี อันจะดึงดูดสาวๆทั้งหลายให้ตกลงปลงใจกับเขาได้โดยไม่ลังเล แต่สำหรับจิดาภา ปรมะไม่คิดว่าสิ่งต่างๆที่เขามีนั้น จะสามารถโน้มน้าวใจหล่อนให้โอนเอียงมาหาเขาแต่โดยง่าย ด้วยประจักษ์แก่ใจว่า สองตาของหล่อนนั้นแลเห็นเพียงภารุฒน์ เท่านั้น (more…)
April 21, 2006
บทที่ 11
“อ้าว! ไม่ไปทำงานหรือคะ ท่านประธานบริษัท” เขมจิราเอ่ยทักลูกชายด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“เช้านี้ผมมีนัดครับ
” ปรมะตอบด้วยน้ำเสียงเนือยๆ แล้วแก้คำพูดของมารดา
“อีกอย่างผมยังไม่ได้เป็นประธานบริษัทนะครับคุณแม่ ต้องรออีก 2 ปีโน่น
”
“ก็เรียกไว้ก่อนจะเป็นไรไปเล่า
” ผู้เป็นมารดาเบ้ริมฝีปากที่เคลือบด้วยสีชมพูเข้ม ยักไหล่บอกถึงอาการหมั่นไส้ลูกชายตัวเอง แกมชิงชังและเจ็บใจสามีผู้ล่วงลับที่ประเคนทรัพย์สินทั้งหมดให้กับลูกชายคนเดียว โดยที่ไม่แบ่งเผื่อแผ่มาให้หล่อนมากเกินไปกว่าสินสมรสเดิม
“ก็รอให้ถึงวันนั้นก่อนสิครับ
” ชายหนุ่มพูด ก่อนจะหันไปกล่าวกับพ.ต.ท.อนุชา
“เราไปคุยกันต่อข้างในเถอะครับ
”
ปรมะชวนสารวัตรหนุ่มให้ลุกขึ้น เพื่อหนีจากการเผชิญหน้ากับมารดาและชู้รัก ไม่เป็นการดีแน่ หากมาต่อปากต่อคำกับมารดาต่อหน้าคนอื่น
“อันที่จริงเรื่องที่ผมจะแจ้งให้คุณปรมะทราบก็มีเท่านั้นละครับ เสร็จธุระแล้วผมคงต้องขอตัวก่อน พอดีผมมีนัดต่อต้องรีบไปครับ
” พ.ต.ท.อนุชาลุกขึ้นยืน พร้อมหยิบหมวกขึ้นสวม
“งั้นก็เชิญตามสบายครับ
” ปรมะลุกขึ้นตาม
“ถ้าคุณปรมะยังมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับคดี ก็ติดต่อผมได้นะครับ ส่วนความคืบหน้าของคดี ผมจะแจ้งให้คุณปรมะทราบตามลำดับครับ ยังไงช่วงนี้คุณปรมะก็ต้องระวังตัวไว้บ้างนะครับ หากต้องการตำรวจคุ้มกัน ก็ยกหูบอกผมก็แล้วกัน
” สารวัตรเอ่ยทิ้งท้าย
ร่างของพ.ต.ท.อนุชา ยังไม่ทันลับสายตา เขมจิรา ก็ตรงรี่เข้าประชิดตัวบุตรชาย ซึ่งกำลังตั้งท่าจะก้าวเข้าตัวบ้าน
“ตำรวจมาหาแกเรื่องอะไร จับตัวคนร้ายได้แล้วงั้นเหรอ
”
ปรมะหยุดยืนนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆเบือนหน้ามาหามารดา
“เขามาแจ้งแค่ว่าได้เบาะแสคนร้ายแล้วครับ เป็นพวกคนมีสีนอกคอก
” ชายหนุ่มเน้นเสียงในตอนท้ายหนักแน่น พร้อมส่งสายตาเขม้นมองไปยังนายพันทหารชู้รักของเขมจิรา หมายสำรวจปฏิกิริยาของฝ่ายนั้น
ทว่าพันตรีกิตติภพ เพียงแต่ยักไหล่ แล้วแสยะยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้านกับคำพูด และสายตาชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่าแม้แต่น้อย
“ไปขัดผลประโยชน์ใคร หรือไปเหยียบตาปลาใครในผับเข้าหรือเปล่าล่ะคุณโอ๊ต
” ผู้พันกิตติภพถามเสียงเยาะ
“ผมไม่ได้พูดกับคุณ
” ปรมะพูดสวนขึ้นทันควัน ใบหน้าเขานิ่งขึงอย่างถือตัว
ชู้รักของเขมจิราขบฟันกรอด มองปรมะด้วยแววตาเอาเรื่อง หากแต่ไม่ได้พูดตอบโต้ใดๆออกไป ด้วยมารดาของชายหนุ่มรีบออกหน้าแทนแล้ว
“พูดอะไรให้เกียรติกันบ้าง ผู้พันยุทธเขาเป็นแขกของฉันนะ
”
“แขกของคุณแม่ ไม่ใช่แขกของผม ถึงใช่ ผมก็ไม่ต้อนรับ
” ปรมะเอ่ยใบหน้าเรียบสนิท
“มันจะมากไปแล้วนะไอ้โอ๊ต
!” เสียงแหวและเรียกแบบจิกหัวของมารดา ทำให้ปรมะถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ ชายหนุ่มเม้มริฝีปากจนเป็นเส้นตรง ไม่นึกว่าชายชู้ จะทำให้แม่หยาบคายกับเขามากขึ้น
นายพันทหารแห่งกองทัพบกหัวเราะหึๆอย่างสะใจ ก่อนพูดต่ออย่างย่ามใจ
“ผมไม่ใช่แค่แขกของคุณแม่คุณเท่านั้นนะคุณโอ๊ต อนาคตผมอาจจะเป็นพ่อเลี้ยงคุณก็ได้
”
ทว่าคำพูดของกิตติภพ กลับทำให้เขมจิราสะบัดกลับมาที่เขา ปรายตามองอย่างไม่พอใจ
“พูดมากไปแล้วนะภพ
”
“มากอะไรกันล่ะพี่เขม ผมกับพี่เขมเป็นอะไรกัน ลูกชายพี่ก็น่าจะรู้อยู่แล้ว
” กิตติภพยืดอกกล่าว ราวกับว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับม่ายสาวใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง
เขมจิรากัดริมฝีปาก ก่อนพูดด้วยเสียงเฉียบคม
“เราก็เป็นได้แค่เท่าที่เราเป็นตอนนี้ละนะ มากกว่านี้คงเป็นไปไม่ได้
”
คำพูดของเขมจิรา ทำให้ผู้พันหนุ่มหน้าตึง ไม่คิดว่าม่ายสาวใหญ่จะกล้าหักหน้าเขาได้ ที่กิตติภพไม่รู้ก็คือ เขมจิรายังสุภาพพอที่ไม่บอกไปว่า หล่อนเห็นเขาเป็นแค่ของเล่นสำหรับบำบัดกามารมณ์เท่านั้น มิได้เห็นเป็นอื่น หล่อนเข็ดหลาบกับการที่ผู้ชายมาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เจ้าชีวิตของหล่อนเสียแล้ว ถ้ามีโอกาสเขมจิราก็อยากทำให้พวกผู้ชายเหล่านั้น ยอมก้มหัวเป็นทาสหล่อนมากกว่า
“ได้ยินชัดเจนมั้ยละครับผู้พัน
” ปรมะได้ที จึงกล่าวเยาะเย้ยออกไปบ้าง
พันตรีกิตติภพกำหมัดแน่น ขบฟันจนสันกรามขึ้นนูน
“ถ้าพี่เขมพูดอย่างนี้ วันนี้ผมเห็นจะต้องขอลา วันหน้าจะเจอกันหรือไม่ ผมไม่รับประกัน
” กิตติภพพูดเป็นเชิงขู่ม่ายสาวคู่ขา แล้วเดินผละไปด้วยความโกรธจัด แต่ก้าวไปได้ไม่ไกลนัก เขาก็หันมายังปรมะ
“ระวังตัวไว้ด้วยคุณโอ๊ต คราวหน้าอาจจะไม่โชคดีอย่างคราวที่ผ่านมา
”
คำพูดของกิตติภพนั้นชวนสะดุดหู แต่ก็ไม่ได้ทำให้มารดาของเขาทุกข์ร้อนใดๆ เขมจิรากลับทำท่าสะบัดสะโบก หน้านิ่วขณะมองคู่ขาเดินจากไป แล้วหันมาแว้ดกับลูกชาย
“ฮึ่ย
! แกนะแกไอ้โอ๊ต ทำฉันกับภพทะเลาะกันจนได้
”
“ก็ไม่ตามไปง้อเขาละครับคุณแม่
” ปรมะอดใจไม่ได้จึงพูดประชดขึ้น ก่อนจะหมุนตัวเดินก้าวยาวๆเข้าบ้าน โดยไม่สนใจว่ามารดาจะจัดการเรื่องส่วนตัวของตัวเองอย่างไร
ปรมะครุ่นคิดถึงคำข่มขู่ของกิติภพ มันคล้ายมาตอกย้ำให้เขาปักใจเชื่อในสันนิษฐานแรกของตน กิตติภพ อย่างนั้นหรือ? ชายชู้ของแม่จะปองร้ายเขาด้วยเรื่องอันใด ในเมื่อเขาเองไม่เคยได้สนทนาวิสาสะกับเจ้านั้นเลยสักครั้ง หรือว่ามีอะไรซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ
…………………………………..
“คุณโอ๊ตคะ คุณโอ๊ต
” เสียงภริตาร้องเรียกพร้อมเดินเร็วๆเข้ามาหา เมื่อเห็นร่างของปรมะเดินออกมาจากห้องประชุมใหญ่ของบริษัท พร้อมผู้บริหารคนอื่นๆ
หล่อนมาป้วนเปี้ยนรอเขาอยู่แถวหน้าห้องประชุมครู่ใหญ่แล้ว ด้วยหวังจะบอกข่าวด่วนให้เขาทราบ
“มีอะไรหรือ กุ้ง
” ปรมะเดินแยกออกมาจากกลุ่มผู้บริหาร แล้วมาหยุดยืนรอภริตาอยู่ที่มุมหนึ่ง
“พี่คีย์ค่ะ พี่คีย์ฟื้นแล้วค่ะ
” พนักงานฝ่ายขายสาวรีบแจ้งข่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“จริงเหรอ
!” ชายหนุ่มเบิกตาโต เผยยิ้มอย่างยินดี
“ค่ะ ยัยจ๋าโทรมาบอกกุ้งเมื่อกี้นี้เอง กุ้งเลยรีบมาบอกคุณโอ๊ตนี่ละค่ะ
”
“แล้วคีย์อาการเป็นไงบ้าง จ๋าบอกมั้ย
” ปรมะถามต่อ ทว่าคำถามนั้น เปลี่ยนหน้าตาตื่นของภริตากลายเป็นยิ้มแห้งๆ
“เอ่อ…กุ้งไม่ได้ถามค่ะ รู้แค่ว่าพี่คีย์รู้สึกตัวแล้ว ก็รีบวางสายแล้ววิ่งมาหาคุณโอ๊ตเลย
” ภริตาอยากเอามือเขกหัวให้กับความหุนหันของตัว อารามดีใจหล่อนเลยลืมซักถามเพื่อนสาวเสียสนิท
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปเยี่ยมคีย์กันเลยดีกว่า กุ้งติดอะไรหรือเปล่า
” ชายหนุ่มถาม
“กุ้งคงต้องขอตัวค่ะคุณโอ๊ต มีนัดกับลูกค้าบ่ายนี้ ยังไงกุ้งฝากเยี่ยมด้วยนะคะ
” ภริตาบอก
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะ จะรีบไปสั่งงานคุณสุดถวิล เดี๋ยวจะได้รีบออกไปดูคีย์ ขอบใจมากนะกุ้งที่มาบอกข่าวผม
” ปรมะพูดแล้วก็รีบเดินตัวปลิวไปยังห้องทำงานส่วนตัว ในหัวสมองมีแต่ความตื่นเต้นยินดีกับเรื่องที่เพิ่งได้รับรู้
คีย์ ฟื้นแล้วจริงหรือนี่ ปรมะรำพึงกับตัวเองในใจ ข่าวดีนี้กลบความเครียดจากเรื่องยุ่งๆในห้องประชุมเมื่อครู่เสียสนิท ร่วม 2 เดือนแล้วสินะ ที่เขาสลบสไลไม่ได้สติ ชายหนุ่มภาวนาอยู่ในใจ ขอให้อาการของคิรากร ดีขึ้นเป็นลำดับด้วยเถิด ปรมะตั้งใจว่า ถ้าคิรากรฟื้นขึ้นมาพูดคุยกันได้ เขาจะกล่าวขอบคุณที่คิรากรช่วยชีวิตเขาเอาไว้ และเขาก็อยากขอโทษ ที่เป็นต้นเหตุให้คิรากรต้องมารับเคราะห์ คิรากรกลับมาเป็นปกติได้เมื่อไร ความรู้สึกของเขาคงคล้ายยกภูเขาออกจากอก ขอให้คำภาวนาของเขาเป็นผลด้วยเถิด
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ปรมะก็พบว่า จิดาภานั่งเฝ้าไข้คิรากรอยู่ในห้องก่อนแล้ว พร้อมด้วยชุติมา และนายวสันต์ ชายหนุ่มนึกประหลาดใจอยู่นิดหน่อยที่ไม่เห็นณัชชา แฟนสาวของคิรากร
“คีย์เป็นไงบ้างครับอาชุ
” ปรมะเอ่ยถามเบาๆเมื่อเข้าไปยืนข้างๆมารดาของคิรากร
รอยยิ้มจางๆบนใบหน้าของชุติมา บ่งบอกว่าอาการของคิรากรนั้น ไม่ได้เป็นไปตามที่ปรมะ หรือทุกคนคาดหวัง
“เพิ่งหลับไปค่ะ คีย์ลืมตาขึ้นมาได้แล้วเมื่อเช้า แล้วก็กระดิกนิ้วมือได้
” แววตาของหญิงสูงวัยหม่นวูบ ก่อนค่อยๆเบือนหน้าไปมองร่างของลูกชาย
“แต่…ก็…รับรู้อะไรไม่ได้ค่ะ น้าเรียกชื่อเขา ก็ไม่มีอาการว่าจะตอบสนอง ตาก็ลอยๆ เหมือนกับว่า…มองไม่เห็นพวกเรา
” ชุติมาพูดจบก็ยกมือขึ้นปาดหยาดน้ำตาที่ค่อยๆไหลรินจากสองตา
ปรมะรู้สึกเหมือนลำคอจะตีบตัน รู้สึกสงสารผู้หญิงตรงหน้าขึ้นมาจับใจ หัวอกคนเป็นแม่ คงไม่มีอะไรทำให้เจ็บปวดไปกว่าการที่ต้องเห็นลูกนอนเจ็บอยู่อย่างนี้ ปรมะบีบมือบางของผู้สูงวัยกว่าเป็นการให้กำลังใจ
“ทำใจดีๆครับอาชุ อย่างน้อยคีย์ก็มีพัฒนาการขึ้น ผมจะปรึกษาหมออีกที ดูกันไปว่ามีทางไหนที่เราจะทำได้บ้าง อาชุ กับอาวสันต์ ไม่ต้องห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาลนะครับ
” ปรมะสำทับ เพื่อให้ชุติมา และนายวสันต์ มั่นใจอีกครั้งว่าเขาจะรับผิดชอบการรักษาคิรากรอย่างเต็มที่
“ขอบคุณคุณโอ๊ตมากค่ะ…นึกเสียว่า…คีย์…เป็นพี่เป็นน้องกับคุณโอ๊ตก็แล้วกันนะคะ
” ชุติมาเอ่ยความลับที่อยู่ในใจนาง อันเป็นนัยที่ไม่มีใครอาจตีความได้
“ครับ ถึงลำดับญาติเราจะห่างกันมาก แต่ผมก็รู้สึกกับคีย์เหมือนเป็นญาติสนิทอยู่แล้วครับ
” น้ำเสียงของปรมะนั้นหนักแน่นบอกถึงความจริงใจ
“ขอบคุณมากนะครับคุณโอ๊ต ที่กรุณาต่อพวกเรา
” นายวสันต์พูดขึ้นด้วยซาบซึ้งในน้ำใจ และเกรงใจอยู่ในที
“อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับอาวสันต์
” ชายหนุ่มโคลงศีรษะก่อนยิ้มน้อยๆ แล้วพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
“ผมก็มีส่วนทำให้คีย์ต้องบาดเจ็บ เพราะฉะนั้นผมควรต้องรับผิดชอบ
”
หญิงสาวอีกคนในห้องส่งยิ้มอ่อนๆมาให้ ยามเมื่อปรมะหันมามองแล้วเอ่ยถาม
“แล้วจ๋าล่ะ ค่อยยังชั่วขึ้นหรือยัง เมื่อไรถึงจะถอดเฝือกที่คอออกได้
” ปรมะชี้มือไปที่คอตัวเองขณะถาม
“หมอบอกว่าอีก 2 อาทิตย์ค่ะ ตอนนี้จ๋าก็รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วละค่ะ ไม่ค่อยมีอาการปวดหัวเหมือนช่วงแรกๆ
” หล่อนบอก
“แล้วแขนล่ะ
” ปรมะยังถามต่อ
คราวนี้จิดาภายิ้มเบิกบานขึ้นกว่าเดิมก่อนบอกเสียงใส
“อาทิตย์หน้าหมอนัดให้มาถอดเฝือกออกได้แล้วค่ะ
” หล่อนรู้สึกรำคาญเจ้าปูนพสาสเตอร์แข็งๆที่พันอยู่รอบแขนของตัวเองเต็มที จิดาภาเฝ้ารอคอยวันที่ลำแขนของหล่อน จะออกมาสัมผัสอากาศภายนอกอีกครั้งอย่างใจจดใจจ่อ
ปรมะพยักหน้าแล้วยิ้มรับด้วยความโล่งใจที่อาการบาดเจ็บของหล่อนดีขึ้น เขายังจำใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของมารดาของจิดาภาไม่ลืม หากหล่อนเป็นอะไรมากกว่านี้ นางจันทราแม่ของหล่อน คงไม่มีวันให้อภัยเขาไปตลอดชีวิตเป็นแน่
คนทั้งสี่ค่อยๆทยอยเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยเมื่อหมดเวลาเยี่ยม ปรมะและจิดาภาเอ่ยลานายวสันต์ และชุติมาเกือบจะพร้อมๆกัน
“จากนี้แล้วจ๋าจะไปไหนต่อ
” ปรมะถามขณะเดินเคียงข้างหล่อนไปตามทางเดินระหว่างสวนหย่อมภายในบริเวณของโรงพยาบาล
“ก็…คงกลับบ้านค่ะ
” หล่อนตอบ
“กลับยังไง มีใครมารับหรือเปล่า
”
“ไม่มีหรอกค่ะ เดี๋ยวจ๋าจะกลับแท๊กซี่
”
“งั้นผมขอไปส่งจ๋าละกัน
” ปรมะเสนอตัว
จิดาภามองหน้าเขาอย่างเกรงใจปนชั่งใจ โดยที่หล่อนยังไม่เอ่ยคำพูดใดๆ ปรมะก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ จริงๆแล้วผมควรจะจัดคนคอยรับส่งจ๋าด้วยซ้ำ โทษฐานที่ผมทำให้
0จ๋า–
”
“อย่าพูดแบบนี้อีกเลยค่ะ
” หล่อนแทรกขึ้น
“คุณโอ๊ตเลิกโทษตัวเองเสียทีเถอะค่ะ เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเหตุสุดวิสัย แล้วคุณโอ๊ตก็ไม่ได้เป็นต้นเหตุ จ๋าได้ยินคุณโอ๊ตโทษแต่ตัวเองหลายร้อยรอบแล้ว
” ประโยคท้ายหล่อนพูดอุบอิบด้วยอดไม่ได้ พลางเมินหน้าไปทางอื่น
ปรมะกลั้นยิ้มกับท่าทางของหล่อน จิดาภาคงจะสบายใจขึ้นบ้างแล้ว ถึงได้กล้าพูดขัดเขาอย่างที่ใจหล่อนคิด
“ก็…ผมคิดว่าเป็นความผิดของผมจริงๆนี่นา อย่างแรกถ้าผมไม่ชวนคีย์กับจ๋าไปด้วยกัน คุณสองคนก็คงไม่ประสบอุบัติเหตุพร้อมผม
” ชายหนุ่มบอก
จิดาภาหันมาสบตา แล้วหยุดเดินก่อนพูดชัดถ้อยชัดคำ
“แล้วคุณโอ๊ตไม่คิดบ้างหรือคะว่า ถ้าจ๋ากับพี่คีย์ไปด้วยกัน เราก็อาจจะรถคว่ำ หรือเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน เรื่องที่เกิดขึ้นจ๋าคิดว่ามันเป็นบุญเป็นกรรมของพวกเราค่ะ และจ๋าเองก็ไม่เคยคิดโทษคุณโอ๊ตเลยสักนาทีเดียว
” หล่อนเน้นทีละคำในประโยคสุดท้าย
แววตาของปรมะที่มองหล่อนนั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ และเผยให้เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจเขา ถ้าทำได้เขาอยากเอื้อมมือไปจับมือเล็กๆของหล่อน แต่ชายหนุ่มก็ทำได้แค่เพียงเอ่ยบอกหล่อนไปว่า
“ขอบคุณมากนะครับจ๋า ขอบคุณจริงๆ
”
สองตากลมของหล่อนหลุบหลบวูบ รู้สึกความร้อนผะผ่าวแล่นขึ้นมาอาบสองแก้มนวลปลั่ง มันเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น โดยที่หล่อนสั่งตัวเองให้ทำทีท่าวางเฉยไม่ได้ ด้วยรับรู้ถึงความนัยประหลาด ที่จิดาภาไม่เคยพบจากชายใดแฝงมากับตาคมกล้าสีสนิมเหล็กคู่นั้น
“เอ่อ…ค่ะ
” จิดาภารู้สึกเหมือนลิ้นตัวเองกำลังจะพันกันยามพูด
‘ไม่ใช่น่า คุณโอ๊ตคงไม่คิดอะไรกับเธออย่างนั้นหรอกยัยจ๋า
’ หล่อนบอกตัวเอง ขณะกำลังเรียงลำดับความคิดในสมองที่พาลตื้อขึ้นมาเฉยๆ
“ยังไงก็เถอะ
” ปรมะเอ่ยทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างแขาและหล่อน
“วันนี้ผมต้องไปส่งจ๋าที่บ้านให้ได้ และถ้าจ๋าไม่รังเกียจ กรุณาอย่าปฏิเสธนะครับ ถ้าผมจะเชิญจ๋าไปทานอาหารเย็นก่อนกลับ
” เขายิ้มนัยน์ตาพราวระยับ
“เอ่อ…จ๋า…
” หล่อนไม่รู้ว่าควรตอบรับหรือปฏิเสธ
“นะครับ
” เขาอ้อนวอนทั้งน้ำเสียงและแววตา
หญิงสาวนิ่งไปอึดใจหนึ่ง จึงค่อยระบายยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบรับเบาๆ
“ค่ะ
”
ริมฝีปากหยักของชายหนุ่มยกโค้งขึ้นอย่างแช่มชื่น เขาผายมือไปข้างหน้า ส่งสัญญาณให้หล่อนออกเดิน โดยมีเขาก้าวเท้าไปเคียงข้างกัน เขาไม่รู้สึกชุ่มชื่นหัวใจแบบมานี้มานานเท่าไรแล้วนะ ปรมะถามตัวเองในใจ
ร้านอาหารที่ชายหนุ่มและหญิงสาวเข้ามารับประทานนั้น เป็นร้านที่อยู่ในโรงแรมชื่อดังย่านตอนเหนือของกรุงเทพฯ บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างเงียบเหมาะกับการพูดคุย ปรมะมาที่นี่บ่อยๆจนบริกรจำเขาได้ จึงจัดที่นั่งประจำไว้ให้เขา จิดาภานั้นค่อนข้างประหม่ากับสถานที่ ด้วยไม่บ่อยนักที่หล่อนจะมีโอกาสเข้าร้านอาหารหรูหราแบบนี้
หลังจากสั่งอาหารไปแล้ว สองหนุ่มสาวนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระไประหว่างนั่งรอ ปรมะเอ่ยถามถึงครอบครัวหล่อน จึงทำให้รู้ว่า หล่อนอยู่กับแม่และน้องชายวัยรุ่น โดยที่พ่อนั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่หล่อนอายุย่าง 12 ขวบ ซึ่งขณะนั้นน้องชายหล่อนเพิ่งจะอายุได้ 5 ขวบเท่านั้น ทำให้แม่หล่อนต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกๆด้วยความเหนื่อยยาก หากแต่ก็ไม่เคยทำให้ลูกต้องลำบาก จิดาภาได้รับการเลี้ยงดู และส่งเสียให้เล่าเรียนอย่างเต็มที่ เท่าที่ครอบครัวของชนชั้นกลางทั่วไปสามารถมอบให้กับบุตรหลาน
“แม่ของจ๋าเป็นคนเก่งแล้วก็ขยันมากๆค่ะ จ๋าไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขัดสน ทั้งๆที่บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
” หล่อนบอก
“จ๋าโชคดีนะที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น มีแม่ที่รักลูกมากๆอย่างนี้ หาความสุขที่ไหนมาแลกไม่ได้แล้วล่ะ
” ปรมะพูดพลางนึกถึงชีวิตของตัวเอง
“ค่ะ แม่ให้ความรักกับพวกเราเต็มที่ จนทำให้จ๋าไม่เคยเชื่อเลยว่าจะมีแม่ที่ไม่รักลูกอยู่บนโลกนี้ด้วย
” หญิงสาวพูดตามที่หล่อนคิด โดยที่ไม่เคยรู้เรื่องส่วนตัวภายในครอบครัวของชายหนุ่มตรงหน้า
“มีสิ แม่ผมไง…ไม่รักลูก
” น้ำเสียงเขาฟังดูขมขื่น
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้น อย่างไม่เชื่อหูกับเนื้อความที่ได้ยิน
“ไม่หรอกค่ะคุณโอ๊ต อย่าคิดอะไรแบบนั้น ไม่มีแม่ที่ไหนไม่รักลูก นอกจาก…เขาจะมีปัญหาส่วนตัวบางอย่าง หรือไม่ก็ปัญหาทางจิตใจนะคะ จ๋าว่า
” ใจหล่อนไพล่นึกไปถึงข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์เรื่องแม่ฆ่าลูก หรือแม่ทำร้ายลูก
ปรมะนิ่วหน้าคล้ายกำลังคิดตามที่หล่อนพูด
“คุณแม่ผมคงมีปัญหาทางใจเหมือนกันมั้งครับ…คุณพ่อเคยบอกว่าคุณตาคุณยายไม่ค่อยรักคุณแม่ คุณแม่ถึงรักลูกไม่เป็น จริงๆผมเองก็ไม่แน่ใจนะ ว่าคุณตาคุณยายจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า เพราะไม่ค่อยได้สนิทกันกับพวกเขามากนัก
”
“อืมม์…
” จิดาภาได้แต่อ้ำอึ้ง นึกไม่ออกว่าจะเอื้อนเอ่ยอะไรให้เขาสบายใจขึ้นดี
“บางทีอาจเป็นเพราะคุณพ่อด้วย ที่นอกใจคุณแม่ตอนที่ผมยังอยู่ในท้อง คุณแม่เลยพาลเกลียดมาถึงผมด้วย…ผมก็ฟังๆจากผู้ใหญ่เขาเล่ามา แล้วก็มาประมวลความคิดหาสาเหตุเอาเองน่ะครับ คิดมากเสียจนเลิกคิดไปแล้ว
” พูดจบแล้วปรมะก็หัวเราะขื่นๆ
“ไม่รู้สิคะ…จ๋าว่าถ้าเป็นอย่างที่คุณโอ๊ตเล่ามา คุณแม่คุณโอ๊ตก็…เป็นผู้หญิงที่น่าเห็นใจมากนะคะ
” หล่อนพูดไปอย่างที่ใจหล่อนคิด
“น่าเห็นใจ?
” ปรมะยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ถามเสียงสูง
“ผมว่าแทนที่จะเอาความโกรธทั้งหลายของตัวมาลงที่ลูกที่ไม่รู้เรื่องอะไร เปลี่ยนเป็นว่าเอาเรื่องของตัวมาเป็นบทเรียน ทำใจยอมรับอดีตที่แก้ไขไม่ได้ แล้วตั้งต้นชีวิตใหม่ ทุ่มเทความรักให้ลูก จะไม่ดีกว่าหรือครับ
”
“ก็จริงค่ะ แต่…คนบางคนก็คิดไม่ได้ ปลงไม่ตก เขาถึงน่าเห็นใจไงคะ
” จิดาภาย้ำความคิดของตนเองหนักแน่น ก่อนเสริมต่อว่า
“สิ่งที่คุณโอ๊ตคิดนั้นประเสริฐที่สุดแล้วละค่ะ ถ้าคุณโอ๊ตนำมาปฏิบัติกับตัวเอง คนที่คุณโอ๊ตก็รักคงมีความสุขมากด้วย
” หล่อนยิ้มอย่างให้กำลังใจเขา
“แน่นอนครับ ถ้าผมมีครอบครัว ผมจะไม่ทำให้คนที่ผมรักมีสภาพเหมือนคุณแม่ หรือตัวผมแน่ๆ
” ปรมะพูดพลางสบตากลมใสแจ๋ว บนใบหน้าอิ่มเอิบของหญิงสาวตรงหน้า
อีกครั้งที่จิดาภารู้สึกวูบวาบกับสายตาของเขา หล่อนเบือนหน้า เสมองไปทางอื่นเสีย ก่อนจะปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำคนทั้งคู่
สักพักชายหนุ่มก็ผ่อนลมหายใจ แล้วยกไหล่
“ “ผมคงพูดเรื่องไม่น่าฟัง งั้นคุยเรื่องอื่นกันดีกว่า
” ปรมะพยายามปรับสีหน้าให้แช่มชื่นขึ้น
“ไม่หรอกค่ะ
” หล่อนยิ้มน้อยๆ ก่อนจะใช้มือข้างที่ใช้การได้จับหลอด เขี่ยเนื้อมะพร้าวในแก้วเล่น
“ช่วงนี้ วันๆจ๋าทำอะไรบ้างครับ เบื่อหรือเปล่าที่ไม่ได้ออกไปทำงาน
” เขาชวนคุยต่อ
“ก็…มีเบื่อๆบ้างบางวันค่ะ แต่รำคาญตัวเองมากกว่าที่ทำอะไรไม่ค่อยสะดวก
” หล่อนมุ่ยหน้านิดหนึ่งแสดงอารมณ์ตามคำพูดนั้น แล้วริมฝีปากอิ่มก็กลับมาเหยียดยิ้มเล็กน้อยเช่นเดิม
“ผมเข้าใจ
” ปรมะพยักหน้าช้าๆ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงญาติหนุ่มผู้ยังนอนป่วย โดยที่ไม่รู้ว่า ใจของหญิงสาวตรงหน้าก็กระหวัดคิดเหมือนกันกับเขา
“จ๋าคิดนะคะว่า ขนาดตัวเองยังหงุดหงิดขนาดนี้ แล้วพี่คีย์ล่ะ ถ้าเขารู้สึกตัวทุกอย่าง แต่ทำอะไรไม่ได้ เขาจะยิ่งหงุดหงิดและรำคาญตัวเองมากแค่ไหน
” ใบหน้าของหล่อนสลดลง ก่อนที่หล่อนจะพยายามสลัดไล่ความคิด
“เฮ้อ…บางทีจ๋าก็อยากหยุดคิดถึงเรื่องพี่คีย์บ้างเหมือนกัน แต่มันก็อดไม่ได้ ฟังดูเหมือนเป็นคนใจดำมั้ยคะ
” หล่อนเอ่ยถามอย่างจริงจังในตอนท้าย ด้วยรู้สึกผิดต่อเขา
“ไม่หรอกครับ ผมคิดว่าถ้าคีย์เขารับรู้ได้ เขาคงเข้าใจว่าเราต่างก็มีเรื่องอื่นๆที่ต้องดูแล แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไร ที่ไหน เราก็รู้ตัวอยู่เสมอว่า ส่วนหนึ่งในใจเรายังคอยห่วงใย และให้กำลังใจเขาตลอดเวลา
” ปรมะไม่ได้เพียงต้องการพูดให้หล่อนรู้สึกสบายใจขึ้นเท่านั้น หากแต่สิ่งซึ่งตัวเขาเองก็ทำอยู่ และเขาเองก็อยากให้จิดาภาผ่อนคลายความเศร้าเรื่องคิรากรลงบ้าง
ถึงแม้จะผูกพันกันมากแค่ไหน แต่อีกชีวิตหนึ่งนั้นยังต้องดำเนินต่อไป ปรมะจึงคิดว่า หล่อนหรือเขา ควรจะทำเท่าที่ทำได้ และเต็มที่กับในสิ่งที่ทำเพื่อคิรากร
“ค่ะ
” หล่อนรับคำ แต่ไม่แน่ใจตัวเองว่าจะทำใจได้เหมือนที่ปรมะบอกหรือเปล่า
ก่อนที่ทั้งคู่จะพูดคุยกันต่อ อาหารที่สั่งไว้ก็เริ่มทยอยมาที่โต๊ะ หัวข้อสนทนาจึงเปลี่ยนเป็นเรื่องอาหารตรงหน้าแทน
ปรมะคอยชี้ชวนหล่อนให้ลองอาหารจานนั้น จานนี้ พร้อมตักใส่จานให้หล่อนตลอดมื้อ หญิงสาวแวบคิดไปถึงภริตาเพื่อนสาวอย่างอดไม่ได้ ถ้าไปเล่าให้กุ้งฟัง หล่อนจะโดนฉีกอกมั้ยนี่ โทษฐานมาทานข้าวกันสองต่อสองกับคุณโอ๊ตรูปหล่อของเจ้าหล่อน
หัวใจที่ค่อยคลายความเศร้าโศกของจิดาภารู้สึกอิ่มเอมขึ้นอย่างประหลาด ความประทับใจในตัวเจ้านายหนุ่มเริ่มคืบคลานเข้าสู่ห้องเล็กๆทั้ง 4 ห้องในอกข้างซ้ายหล่อนทีละเล็กละน้อย นี่หล่อนกำลังจะกลายเป็นคู่แข่งกับเพื่อนสนิทตัวเองหรืออย่างไร จิดาภาคิดอย่างขำๆ เพราะรู้ว่า ภริตาไม่ได้จริงจังกับเรื่องปิ๊งปรมะนัก เพื่อนสาวของหล่อนเพียงแต่ชอบกรี๊ดคนหนุ่มรูปหล่อไปตามประสาเท่านั้นเอง
จะอย่างไรก็ตาม หล่อนคงต้องเล่าเรื่องนี้ให้ภริตารับรู้ด้วย เพื่อที่จะได้หาทางหนีที่ไล่ได้ทันว่า หล่อนควรจะห้ามใจ หรือจะปล่อยใจ แต่…พี่คีย์ล่ะ หล่อนลืมไปแล้วหรือว่า…หล่อนรักเขา?
——————————
บทที่ 10
มืด…ทำไมถึงมืดอย่างนี้ คิรากรรำพึงกับตัวเอง เมื่อพยายามเพ่งสายตามองไปเบื้องหน้า ความรู้สึกคล้ายกำลังลอยล่องอยู่ในเวิ้งฟ้ากว้างใหญ่ ซึ่งถูกปกคลุมด้วยม่านสีนิลของราตรีกาล ไร้แสงดาวพราวพร่างประดับฟ้า
นี่เขาอยู่ที่ไหนกัน? เหตุใดค่ำคืนจึงยาวนานเช่นนี้ เขากำลังหลับอยู่หรืออย่างไร ถ้าอย่างนั้นเขาควรลืมตาขึ้น บางทีอาจจะแลเห็นแสงสว่างบ้าง จะได้พ้นจากความอึดอัดนี้เสียที
ในจิตสำนึกนั้น ชายหนุ่มร้อนรน กระสับกระส่าย กระเสือกกระสนหมายจะขยับกาย พยายามสะบัดหัวไล่ความหนักอึ้ง สลัดแขนขาให้เคลื่อนไหว ทว่า…แปลกเหลือเกิน ทำไมเขาจึงทำอย่างที่ใจนึกไม่ได้! เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันแน่ นี่เขาคงตายไปแล้วใช่ไหม? ต้องใช่แน่ๆ ไม่อย่างนั้น เขาก็ต้องลืมตาตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนานนี้ได้สิ
แล้ว…แม่กับพ่อล่ะ…จะรู้หรือยังนะว่าเขาอยู่ที่ไหน ป่านนี้แม่จะเสียใจร้องไห้มากมายเพียงใด เขารู้ว่าเขาเป็นความหวัง และความภาคภูมิใจของพ่อและแม่ เมื่อมีเหตุให้ต้องพลัดพรากจากกันกะทันหันแบบนี้ คงยากที่พ่อและแม่จะทำใจได้ คิดแล้วคิรากรก็เกิดอาการเต็มตื้นร้าวในหัวอกด้วยสงสารบุพการี
หวนคิดถึงหญิงสาวอีกคน…ณัชชา หล่อนจะเป็นอย่างไรบ้าง งานแต่งงานที่กำลังจะจัดขึ้นอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า…คงมีอันต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย ด้วยเจ้าบ่าวไม่อาจไปร่วมงานได้ ณัชชาคงเศร้าสร้อยกับการจากไปของเขา แล้วยังต้องมาเป็นหม้ายขันหมากอีกเล่า หล่อนต้องผิดหวังตรอมตรมหัวใจ
เขาคิดถึงณัชชาเหลือเกิน อยากสัมผัสมือเรียวบางอันอ่อนนุ่มของหล่อนอีกสักครั้ง ความรู้สึกคล้ายกับว่า…มันช่างนานแสนนานเหลือเกินที่จากหล่อนมา ชายหนุ่มโหยหารอยสัมผัสอุ่นจากหญิงสาวขึ้นมาจับใจ ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับเขาด้วย ใยเขาจึงโชคร้ายถึงเพียงนี้ คิรากรครวญคร่ำถามออกไปในความมืด
“คีย์ลูกแม่ แม่มาเยี่ยมแล้วนะลูก ฝันดีหรือเปล่า”
พลันที่เสียงอันคุ้นเคยและเต็มไปด้วยความอาทร ดังแว่วผ่านโสตประสาท คิรากรเหลียวหาที่มาของเสียงนั้น และพบว่าเสียงของแม่คล้ายดังมาจากที่ใกล้ๆตัวที่ไหนสักแห่ง
“เมื่อไหร่คีย์จะตื่นขึ้นมาคุยกับแม่ได้ซักที แม่คิดถึงคีย์นะลูก”
ภาพที่ชายหนุ่มไม่อาจมองเห็นคือ นางชุติมาโน้มตัวลงกระชิบบอกลูกชายที่บริเวณข้างใบหน้า มือบางที่เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่น ค่อยๆลูบไปตามผิวแก้มที่เริ่มสากระคายจากไรหนวดอย่างแผ่วเบา สักพักนางประคองกอดรอบศีรษะ แนบแก้มลงสัมผัสใบหน้าของบุตรชายคนเดียวอย่างรักใคร่ หยาดน้ำอุ่นๆคลอคลองทั้งสองตา นางโอดครวญในหัวอก ภาวนาขอให้ลูกชายสุดที่รักฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน
“อย่าทิ้งแม่ไปนะลูก แม่รักลูก…แม่รักลูกมากที่สุด…ลูกเป็นดวงใจของแม่นะคีย์…ถ้าแลกกันได้ แม่จะขอเจ็บแทนลูกเอง…แม่ไม่อยากเห็นลูกอยู่ในสภาพแบบนี้เลย…ขอให้พระ…คุ้มครองลูกของแม่ด้วยเถิด”
หญิงสูงวัยกลั้นสะอื้นขณะพร่ำบอกกับร่างที่ยังนอนนิ่งของบุตรชาย เสียงของนางขาดเป็นห้วงๆราวกับว่ากำลังจะขาดใจ
คิรากรได้ยินเสียงของแม่แล้วก็ได้แต่ร้องสะอื้นอยู่ในห้วงคำนึงอย่างเดียวดาย หากทำได้…เขาจะวาดแขนทั้งสองข้างโอบร่างของมารดา ปลอบโยนให้นางคลายเศร้า
‘แม่ครับ…ผมก็คิดถึงแม่ ผมอยากกอดแม่จังเลยครับ…แต่…ผม…ทำไม่ได้…’
ผู้เป็นแม่คงไม่รู้หรอกว่า…เขาได้ยินทุกคำที่แม่เอ่ย ทว่าไม่สามารถโต้ตอบคำใดๆกลับไปได้ แม้โศกาอาดูรเพียงใด สองตาก็ไม่สามารถกลั่นหยดน้ำใส เพื่อระบายความเศร้าที่อัดแน่นอยู่ในใจออกมาได้
‘แม่ครับ…แม่อย่าร้องไห้เลยนะครับ ผมสัญญาว่าวันหนึ่งผมจะต้องตื่นขึ้นมาพบแม่ให้ได้ ผมต้องทำให้ได้’ คิรากรตั้งปณิธานในใจ
ราวกับว่าจิตของผู้เป็นแม่และลูกนั้นสื่อถึงกัน นางชุติมาถอนใบหน้าขึ้นจากลูกชาย เปลี่ยนมาเป็นเพ่งพิศวงหน้าคมสัน พร้อมทั้งปาดน้ำตาจากร่องแก้ม หญิงสูงวัยพยายามฝืนยิ้มก่อนเอ่ยกับร่างที่มีเพียงลมหายใจของบุตรชาย
“คีย์รักแม่ ต้องกลับมาหาแม่นะลูกนะ นานแค่ไหนแม่ก็จะรอ แม่จะหาหนทางรักษาลูกให้ได้ ไม่ว่าจะวิธีไหนที่จะทำให้ลูกของแม่ฟื้น แม่จะทำทุกอย่าง ขอเพียงให้แม่ได้ลูกคืนมา”
หากเสียงของนางมั่นคงได้เพียงเท่านั้น ทำนบที่ปิดกั้นความในใจก็พังทลายลงอีกครา นางปล่อยโฮ แล้วก้มหน้าลงซบแนบอกของบุตรชายอีกครั้ง
“แม่รักลูกนะคีย์…แม่รักลูก…อย่าทิ้งแม่ไปนะลูก” นางชุติมาสะอื้นจนตัวโยน นางเพิ่งสัมผัสด้วยตัวเองและเข้าใจอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรกกับคำว่า…ร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ…จริงดังคำพูด…ด้วยหัวใจของนางตอนนี้แทบขาดแล้วจริงๆ หากลูกชายสุดที่รักต้องมีอันเป็นไป ดวงใจของนางคงแตกสลายเป็นแน่
“คุณชุ…อย่าร้องไห้ต่อหน้าลูกแบบนี้สิ” เสียงของนายวสันต์ผู้เป็นสามีดังขึ้นมาจากด้านหลัง เขาตรงเข้ามาโอบประคองภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก หลังก้าวเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย
“คุณวสันต์” หญิงสูงวัยเงยหน้าขึ้นมามองต้นเสียง นางปาดน้ำตา กลืนก้อนสะอื้นลงคอ ก่อนจะเอ่ยถามสามี “ทำไมวันนี้มาเร็วจัง เลิกงานแล้วหรือคะ”
“ยังหรอก ผมออกมาก่อนเวลาน่ะ อยู่นานๆแล้วปวดหัว” นายวสันต์พูดแล้วถอนหายใจ
“มีเรื่องอะไรหนักใจอย่างนั้นหรือคะ” ภรรยาถาม
“ก็…เรื่องเดิมๆนั่นละ คุณพสุธาเจ้าปัญหาตามเคย ตั้งแต่คุณอรรถยังไม่เสีย แกก็ทำระบบงานในบริษัทปั่นป่วนไปหมด แต่วันนี้สิหนักหน่อย คุณโอ๊ตจับได้ว่าแกเอาชั้นเพ้นท์เฮ้าส์ของคอนโดที่สุขุมวิท ไปเปิดให้เช่าทำบ่อนพนันเคลื่อนที่ เท่านั้นยังไม่พอ รายได้จากการเช่ากลับไม่มีรายงานว่าเข้าบัญชีบริษัทอีกด้วย” นายวสันต์เอ่ยเสียงเครียด
“แย่จังเลยนะคะ” นางชุติมาเพียงแต่พยักหน้ารับรู้โดยไม่มีความเห็นเพิ่มเติม ด้วยในหัวมีแต่เรื่องอาการบาดเจ็บของลูกชาย
“อืมม์…” นายวสันต์พยักหน้าน้อยๆ ก่อนเอ่ยถามเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “ลูกเป็นยังไงบ้างล่ะวันนี้” แววกังวลฉายออกมาจากทั้งสองตาของชายสูงวัย ขณะมองไปยังร่างของบุตรชายในชุดคนป่วยสีฟ้าอ่อน
“เหมือนเดิมค่ะ” นางชุติมากล่าวเสียงเครือ ขณะเบนสายตากลับมาที่ดวงหน้าของบุตรชาย พลางบอกสามี “คุยกับหมอเขาบอกว่าพรุ่งนี้จะเริ่มให้ยากระตุ้นสมองแล้ว ก็คงต้องรอดูผลกันต่อไป”
นายวสันต์ก้าวเท้าเข้ามายืนชิดรั้วกั้นที่ขอบตียง สองมือคว้ามือของลูกชายขึ้นมากุมไว้อย่างรักใคร่
“อย่าหลับนานนักนะลูกคีย์ พ่อกับแม่เป็นห่วง”
ได้ยินสามีพูดเพียงเท่านั้น นางชุติมาก็สุดจะกลั้นน้ำตาไว้ต่อไปได้ นางซบหน้ากับท่อนแขนของสามีแล้วสะอื้นเบาๆ นายวสันต์โอบภรรยาไว้แล้วตบไหล่เป็นเชิงปลอบใจ
แม้นายวสันต์จะรู้มาตั้งแต่ต้นว่าคิรากรไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตน แต่ความรักที่เขามีให้ชุติมานั้นท้วมท้นกระทั่งไล่เลยไปถึงลูกที่ติดมาในท้องของหล่อนก่อนแต่งงาน หลังจากที่ชุติมาให้กำเนิดคิรากรแล้ว ความรักที่มีต่อสองแม่ลูกก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ด้วยทั้งคู่เป็นส่วนเติมเต็มให้จิตใจเขาอิ่มเอมเปี่ยมสุข ยามเมื่อเห็นบุตรชายต้องมีอันเป็นเช่นนี้ ใจของนายวสันต์เองก็ปวดร้าวไม่น้อยไปกว่าภรรยาเลย
“ลูกเราเป็นคนดี สวรรค์ต้องมีเมตตา” นายวสันต์เอ่ยเสียงเครือ
“ฉันก็หวังว่าอย่างนั้นค่ะ”
เสียงสนทนาของพ่อและแม่แว่วผ่านเข้าสู่โสตประสาทของคิรากรอย่างแจ่มชัด เศร้าใจเหลือเกินที่เป็นต้นเหตุให้พ่อแม่ทุกข์ใจ โกรธแค้นแต่ไม่รู้จะไปลงที่ใคร ที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทำไมไม่ตายๆไปเสียจะได้พ้นจากความทรมานนี้…อยู่ต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะรอดหรือเปล่า เขาจะต้องอยู่แบบไม่รู้อนาคตไปเรื่อยๆแบบนี้อีกนานแค่ไหนกัน
………………………..
ริบบิ้นใยแก้วสีชมพูอ่อนที่สอดสลับขึ้นลงบริเวณกรอบด้านบนของการ์ดสีครีม ถูกดึงออกอย่างช้าๆ เจ้าของมือเรียวบางมองกองการ์ดสวยหวานตรงหน้าอย่างเงื่องหงอย มันเป็นการ์ดแต่งงาน ระบุชื่อ ‘ณัชชา’ ‘คิรากร’
หญิงสาวนอนคว่ำ พาดคางไว้กับท่อนแขนข้างหนึ่งของตัวเอง สายตาจับนิ่งที่ตัวอักษร ลายเส้นพิมพ์คล้ายลายมือตวัดอย่างมีศิลปะ หล่อนอ่านข้อความที่โปรยด้านหน้าการ์ดนั้นซ้ำไปมา โดยที่หล่อนเองก็ไม่รู้ว่าได้อ่านมันซ้ำเป็นรอบที่เท่าไรแล้ว
‘แล้วเราสองคน…ก็มีวันนี้’ ข้อความน่ารักที่หล่อนเลือกมา ด้วยคิดว่ามันเหมาะสมกับการรอคอยของหล่อนและคิรากร 3 ปี ในรั้วมหาวิทยาลัย และอีก 3 ปี ที่รอจนคิรากรเรียนจบกลับมาเมืองไทย
6 ปี ที่ทั้งคู่เฝ้ารอที่จะได้อยู่กินร่วมกันฉันท์สามีภรรยา ได้สานฝันสร้างครอบครัวดังที่วาดหวังไว้ด้วยกัน กลับพังทลายลงชั่วเพียงข้ามคืน
หากไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น มันควรจะเป็นวันนี้สินะ ที่หล่อนและเขาจะครองคู่กันเสียที ทว่างานแต่งงานจำต้องถูกล้มเลิกกระทันหัน และเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งหล่อนเองก็ไม่อาจคาดได้ว่า‘วันนั้น’ ของเขาและหล่อนจะมาถึงเมื่อไร ด้วยว่าอาการของคิรากรไม่มีแนวโน้มว่าจะกระเตื้องขึ้นเลย ถึงเขาจะฟื้นขึ้นมา หล่อนก็ไม่รู้ว่า หล่อนจะได้คิรากรคนที่แสนเก่งคนนั้นกลับมาหรือเปล่า
ณัชชา ปาดน้ำตาที่ไหลรินอาบสองข้างแก้ม ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะต้องพบกับชะตากรรมเช่นนี้ ชีวิตที่แสนสมบูรณ์พร้อมด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติ และกำลังเติมเต็มความเลิศด้วยการมีคู่ครองเป็นชายหนุ่มที่จัดอยู่ในระดับหัวกะทิของประเทศ ไฉนชีวิตหล่อนต้องมีรอยด่างให้หมองใจ ตั้งแต่เกิดมา ณัชชาก็เพิ่งจะผจญกับมรสุมชีวิตที่หนักที่สุดก็คราวนี้เอง
“นัท ลงมาทานข้าวเถอะลูก” คุณภาวนา มารดาของหล่อนร้องเรียกหล่อนอยู่หน้าประตูห้องนอน ปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากห้วงคิด
“นัทยังไม่หิวค่ะคุณแม่” หล่อนตอบกลับไป
“ร้องไห้อีกแล้วหรือลูก” มารดาถามอย่างหนักใจเมื่อได้ยินเสียงอู้อี้ของบุตรสาวคนเล็ก
“เปล่าค่ะ” ณัชชาปฏิเสธ
“อย่ามาโกหกแม่เลย ฟังเสียงก็รู้แล้ว ให้แม่เข้าไปได้มั้ยลูก”
“เดี๋ยวค่ะ นัทยังไม่พร้อม” หญิงสาวตะโกนบอกมารดา แล้วรีบลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำส่วนตัวภายในห้อง
หล่อนบิดก๊อกในอ่างล้างหน้า วักน้ำใสชะล้างคราบน้ำตาบนใบหน้า ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูสีขาวหนานุ่ม หมายเรียกความสดชื่นให้ปรากฏขึ้นบนวงหน้างามเช่นปกติ
คุณภาวนาเปิดประตูเข้ามา หลังลูกสาวเอ่ยเชิญ ณัชชาฝืนยิ้มสดใสให้มารดา หากแต่ก็ปิดรอยหมองในดวงตาได้ไม่มิด
“จะเศร้าอะไรกันนักหนานะลูก ดูสิ หน้าตาหมองคล้ำหมดแล้ว” มารดาผู้ที่ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายใดๆมากนักกับชะตากรรมของว่าที่ลูกเขย เอ่ยทักลูกสาว
คุณภาวนาไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับการที่ณัชชา บุตรสาวคนเล็กตกลงใจคบหากับคิรากร แม้คิรากรจะมีดีมันสมอง แต่ในเรื่องฐานะแล้ว เทียบกับครอบครัวของหล่อนไม่ติดฝุ่น ที่ยอมให้ณัชชาแต่งงานกับคิรากร ก็เพียงเพราะคุณภาวนาและคุณสิทธา ผู้เป็นสามีรักและไม่อยากขัดใจลูกสาวเท่านั้นเอง นางรู้ตัวว่านางอาจจะใจร้ายไปนิด ที่รู้ดีใจลึกๆที่ไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้น ทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อนางยังไม่ประทับใจในตัวเด็กหนุ่มคนนั้นมากนัก ลูกสาวของนางควรจะได้คนที่มีคุณสมบัติดีเลิศกว่านั้น
“คู่หมั้นนัทเจ็บหนักทั้งที คุณแม่จะให้นัทร่าเริงเต้นระบำได้ยังไงละคะ” หญิงสาวเอ่ยเป็นเชิงประชดแต่น้ำเสียงก็ยังซึมเซา
คุณภาวนาส่ายหน้าน้อยๆ แล้วดึงตัวลูกสาวมาโอบไว้
“แม่ก็ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นหรอกจ้ะ แม่แค่ไม่อยากเห็นลูกของแม่ไม่มีความสุข ความทุกข์ของลูก ก็คือความทุกข์ของแม่เหมือนกัน”
หญิงสาวมองหน้ามารดาแล้วถอดถอนหายใจ ก่อนจะผละออกจากการโอบกอดของคุณภาวนามาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง
คุณภาวนาเดินตามลูกสาวคนโปรด แล้วสายตาก็ปะทะเข้ากับกองการ์ดแต่งงานสีหวาน ที่กระจายเกลื่อนอยู่บนที่นอน
“ทำไมเอาการ์ดแต่งงานมาโปรยเต็มที่นอนอย่างนี้ล่ะลูก น่าจะเก็บๆมันซะไปให้พ้นหูพ้นตา” คุณภาวนาเอ็ดลูกสาวเบาๆ
“นัทยังทำใจไม่ได้ค่ะคุณแม่…ดูเหมือนสิ่งที่วางแผนไว้กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า” ณัชชาใช้ปลายนิ้วเขี่ยริบบิ้นสีชมพูที่ประดับอยู่บนการ์ดนั้นเล่น ขณะเอ่ยบอกมารดาเสียงเศร้า
“โถ…ลูกรักของแม่ หักอกหักใจบ้างเถอะลูก นัทของแม่ยังสาวยังสวย อีกไม่นานก็ต้องพบคนใหม่ที่ดีกว่านายคิรากรนั่น”
ลูกสาวได้ยินคำพูดของแม่ก็หันหน้าขวับ ท้วงเสียงสั่น “คุณแม่พูดเหมือนกับนัทอกหัก ถูกคีย์ทิ้ง เขาบาดเจ็บสาหัสนะคะ คุณแม่จะให้นัทตัดใจทิ้งเขา แล้วไปหาคนใหม่ได้ยังไง”
คุณภาวนาถอนหายใจพลางโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน
“โอ๊ย…ลูกจ๋าลูก แม่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” ผู้สูงวัยกว่านิ่งไปอึดใจก่อนเอ่ยต่อ
“แต่ว่าก็ว่าเถอะนะ อาการอย่างที่นายคิรากรเป็นอยู่ หากบังเอิญโชคดีหายขึ้นมา แม่ก็รู้มาว่า บางทีก็อาจจะเอ๋อ หรือสมองเสื่อมไปเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นขึ้นมาละก็ นัทจะยอมเป็นนางเอกผู้แสนดี ประคบประหงมพระเอกง่อยต่อไปหรือลูก”
หญิงสาวได้ยินแล้วก็นิ่งอึ้งไปบ้าง จากข้อมูลเกี่ยวกับการแพทย์ ที่หล่อนค้นจากอินเตอร์เน็ท และฟังจากเพื่อนๆมาบ้างนั้น ก็ทราบมาว่า หากคิรากรพ้นจากสภาพเป็นเจ้าชายนิทรา ร่างกายของเขานั้นก็ยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนปกติ และยิ่งสมองที่ได้รับการกระทบกรเทือนอีกเล่า ใครจะรับประกันได้ว่า เขาจะไม่กลายเป็นบุคคลทุพพลภาพ
ข้อมูลที่หล่อนได้รับรู้มานั้น ทำให้ความคิดของณัชชาปั่นป่วนไปหลายวัน อันเป็นเหตุให้หล่อนเกิดความขัดแย้งในใจอย่างรุนแรง จะว่ารัก…หล่อนก็รักคิรากรมากอยู่หรอก แต่หล่อนไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่า ความรักที่หล่อนมีให้เขานั้น จะยิ่งใหญ่ถึงขั้นอดทนรับสภาพที่ไม่สมบูรณ์ ของชายหนุ่มได้หรือไม่
แค่วาดภาพตนเองเดินรุนรถเข็นให้กับสามีพิการ ความรู้สึกอดสู และขมขื่นก็พลันบังเกิดขึ้นในใจของณัชชา หล่อนรู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ ทว่าหล่อนคุ้นชินกับความสมบูรณ์พร้อมทุกประการมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก จะให้ทำใจยอมรับความบกพร่อง ด้อยกว่าคนอื่นนั้น นับเป็นเรื่องยากจริงๆ
แต่…หล่อนก็รักเขาไม่ใช่หรือ ณัชชาถามตัวเองและแน่ใจในคำตอบว่า หล่อนรักเขาด้วยใจจริงแท้ๆ โดยมิได้สนใจถึงฐานะที่ด้อยกว่าของเขาสักนิด ด้วยรูปร่างหน้าตา ความฉลาดและความช่างเอาอกเอาใจของเขา คิรากรจึงชนะใจสาวสวยทั้งรูปและทรัพย์อย่างหล่อนได้
ยิ่งคิดณัชชาก็ยิ่งสับสน ถึงอย่างไรหล่อนก็ไม่ใจจืดใจดำพอที่จะทอดทิ้งเขาได้ในยามนี้ ทางเดียวที่มีก็คือ หล่อนคงต้องรอดูอาการของเขาไปก่อน ไม่แน่…คิรากรอาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ได้ ใครจะรู้…และถ้าเขาเป็นคิรากรคนเดิม หล่อนก็ยินดีที่จะรักเขาดุจเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากหล่อนโชคร้าย มิอาจได้พบคิรากรคนเก่า ก็ค่อยว่ากันอีกที
“แม่คะ ตอนนี้เรายังไม่รู้แน่ๆเลยนะคะว่าคีย์เขาจะเป็นยังไง ในเมื่อเขายังมีลมหายใจอยู่ นัทก็จะเฝ้ารอดูเขาต่อไปค่ะ” หล่อนตอบมารดาไปเบาๆ โดยที่ไม่เอ่ยถึงสิ่งที่ตนเฝ้าครุ่นคิด
“เฮ้อ!” คุณภาวนาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขัดหูกับคำบอกเล่าของลูกสาว ด้วยมันแสนจะไม่ได้ดั่งใจนาง “แม่ก็ได้แต่หวังว่า นัทคงรู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไป ยึดมั่นในความรักมันก็เป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมว่าชีวิตของนัทยังอีกยาวไกล จะไปจมปลักกับคนที่…เอ่อ…” คุณภาวนาระบายลมหายใจอย่างหงุดหงิดอีกรอบ ก่อนจะพูดต่อ “คนที่จะตายไม่ตายแหล่อย่างนายคีย์น่ะ”
“คุณแม่! ทำไมพูดอย่างนั้นละคะ” ณัชชาร้องครวญออกมาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “คีย์เขาก็มีโอกาสรอดนะคะ เพียงแต่…เราต้องอดทนรอ” หล่อนแย้งแต่น้ำเสียงก็ไม่มั่นคงนัก
“โอกาสรอด?” คุณภาวนาขึ้นเสียงสูงถามคล้ายจะเยาะมากกว่า “นี่ก็นอนไม่ได้สติมา 2 อาทิตย์เต็มๆแล้วไม่ใช่หรือ”
ณัชชาสูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนพ่นกลับออกมาแรงๆอย่างระบายอารมณ์ หญิงสาวลุกขึ้นจากเตียงก้าวไปยืนอยู่กลางห้อง แล้วหันมาพูดกับมารดา
“นัททราบดีค่ะคุณแม่ว่าคีย์…เขาอาจจะไม่รอด” เสียงหล่อนสั่นเครือ “แต่นัทจะทำยังไงได้ล่ะคะคุณแม่ นอกจากรอและภาวนาให้คีย์เขาปลอดภัย คนรักของนัททั้งคนนะคะ จะให้นัททิ้งเขาเหมือนผักเหมือนปลาได้ยังไง”
ร่างบางของณัชชาทรุดลงกับพื้นพรมภายในห้องนอน สองมือบางยกขึ้นมาปิดใบหน้า หยาดน้ำใสๆเอ่อท้นมาอีกคำรบหลังได้ระบายความอัดอั้นที่อยู่ในใจ ผู้เป็นแม่เห็นแล้วก็รีบลุกมาประคองลูกสาว ลูบไหล่ลูบหลังเป็นการปลอบโยน
“โถๆลูกรักของแม่ แม่ขอโทษนะจ๊ะ” คุณภาวนาเอ่ยเสียงอ่อน ลูบเรือนผมลูกสาวอย่างรักใคร่
“นัทก็รู้นี่ลูกว่าไม่ว่านัทจะตัดสินใจทำอะไร พ่อกับแม่ไม่เคยขัด ขอให้เป็นความสุขของลูกเท่านั้น ถ้านัทจะรอเขาแม่ก็ไม่ว่า ไม่เร่งรัดอะไรทั้งนั้นละ แต่จำไว้อย่างนะลูกว่า ที่แม่พูดอะไรไปทั้งหมด ก็เพราะแม่ไม่อยากให้นัทจมอยู่ในห้วงทุกข์ เวลาเห็นลูกร้องไห้แบบนี้แม่ไม่สบายใจเลยจริงๆ” ผู้เป็นมารดาโอบกอดลูกสาวไว้กับอ้อมอก
ณัชชาสบตามองผู้เป็นแม่ นัยน์ตามีแววสับสน “นัทรู้ค่ะว่าคุณแม่เป็นห่วงนัท แต่ตอนนี้นัทยังงงๆ จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกเลย นัทรักคีย์มากแค่ไหนคุณแม่ก็คงจะทราบ เกิดเรื่องขึ้นกระทันหันแบบนี้ นัทยังทำใจรับไม่ได้เลยค่ะแม่”
คุณภาวนาฟังลูกสาวแล้วก็ได้แต่นิ่งอึ้ง ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใดมาปลอบใจดี นางจึงได้แต่ตบไหล่บางของลูกสาวเพียงเบาๆ ‘พระเจ้าหนอพระเจ้า อยากจะให้นายคิรากรฟื้นหรือให้ตายก็น่าจะจัดการให้เด็ดขาดไปเสีย ไม่น่าปล่อยให้คาราคาซัง ขวางอนาคตชาวบ้านเขาอย่างนี้เลย’ หญิงสูงวัยรำพึงอยู่ในใจ
………………………….
“ผมสอบปากคำนายพงศธรและพวกอย่างละเอียดแล้วล่ะครับ พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมือปืนที่ลอบยิงคุณปรมะจริงๆ” พ.ต.ท.อนุชา สารวัตรสืบสวน-สอบสวน ผู้รับผิดชอบคดีของชายหนุ่มเปิดเผย ขณะมาพบปรมะที่บ้าน
ทั้งคู่นั่งคุยกันอยู่ที่เก้าอี้นั่งเล่นริมสนามหญ้าหลังบ้าน แมกไม้ใหญ่แผ่เงาร่มครึ้มไปทั่วอาณาบริเวณ ได้กลิ่นสดชื่นจากยอดหญ้าเขียวขจีที่เพิ่งได้รับการรดน้ำมาหมาดๆ เติมบรรยากาศการสนทนาให้น่าอภิรมย์ หากกลับไม่ช่วยให้ปรมะคลายความตึงเครียดที่สั่งสมอยู่ในใจลงได้เลย นับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุขึ้น อารมณ์แจ่มใสที่เคยมีอยู่เป็นนิจของเขานั้น กลับจางหายราวกับว่ามันไม่เคยอยู่คู่กับตัวเขามาก่อน
“สารวัตรแน่ใจหรือครับ” ปรมะเอ่ยถามเสียงเข้ม บ่งบอกถึงความความขึ้งเครียด
“ครับ” สารวัตรหนุ่มตอบรับหนักแน่น แล้วเล่าต่อ “ทั้งสามคนให้การตรงกันอย่างไม่มีพิรุธใดๆเลย นายพงศธรส่งลูกน้อง 2 คนไป เจตนาเพียงแค่จะไปป่วนคุณเท่านั้น”
“ถ้าไม่ใช่พงศธร แล้ว 2 คนบนมอเตอร์ไซค์นั่นมาจากไหน ผมไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อน” คิ้วเข้มของปรมะขมวดเป็นปมขณะเอ่ยถาม
ร่องรอยความหนักใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสารวัตรอนุชา ขณะที่กำลังชั่งใจว่า เขาควรจะบอกผลการสืบสวนซึ่งเผยเบื้องลึกที่แท้จริงแก่เจ้าทุกข์หนุ่มผู้นี้หรือไม่
“คุณปรมะลองคิดดูดีๆสิครับว่า เคยมีปัญหากับใครบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม” นายตำรวจหนุ่มเอ่ยนำร่อง
“อืมม์…ผมคิดไม่ออกนะ เท่าที่มีปัญหาตอนนี้ก็แค่เรื่องภายในบริษัท แต่มันก็เพิ่งมีหลังเกิดเหตุ” ปรมะนึกถึงข้อขัดแย้งของเขากับอาเขย “อีกอย่างผมก็ไม่คิดว่า พวกญาติๆผมจะมีใครกล้าทำการอุกอาจแบบนี้”
“แล้วเรื่องส่วนตัวเรื่องอื่นๆล่ะครับ” พ.ต.ท.อนุชาพยายามตะล่อมถาม หากแต่สีหน้าเผยว่า เขาได้รู้อะไรมาบ้าง
“ไม่มีหรอกครับ” ปรมะส่ายหน้าปฏิเสธ “เอาเป็นว่า สารวัตรรู้อะไรมาก็บอกผมมาตรงๆดีกว่า” ชายหนุ่มลองสุ่มถามไปด้วยสังเกตว่านายตำรวจหนุ่มทำท่าคล้ายมีเรื่องที่ยังปิดบังเขาไว้
สารวัตรอนุชาหัวเราะแหะๆ มีท่วงท่าสบายๆมากขึ้น “ผมนี่แย่จริงๆ เก็บพิรุธของตัวเองไม่มิด”
นายตำรวจหนุ่มขยับตัวนั่งตัวตรง ท่าทีเป็นการเป็นงาน เพื่อบอกเล่าข้อมูลที่ได้จากการสืบสวน
“คืออย่างนี้ครับ ผมได้ให้สายสืบเช็คตามซุ้มมือปืนหลายๆที่ ได้ความมาว่า มีจ่าทหาร 2 คน เพิ่งรับงานมา ซึ่งก็น่าจะเป็นช่วงเดียวกับที่คุณปรมะถูกลอบยิง ผมและทีมงานจึงสันนิษฐานกันว่า น่าจะเป็นกลุ่มนี้ที่รับจ้างมาทำร้ายคุณ”
“ก็แล้วทำไมไม่เรียกตัวมาสอบสวนเลยล่ะครับ” ชายหนุ่มโพล่งถามออกมา
สารวัตรอนุชาผ่อนลมหายใจยาวก่อนจะส่ายหน้า “ผมพยายามแล้วครับ แต่นายของ 2 คนนั้น เส้นใหญ่จริงๆ ขนาดผู้บังคับบัญชาของผมยังไม่กล้าแตะ”
“นายของมันเป็นใครกัน” ปรมะถามน้ำเสียงเครียดขึ้นกว่าเดิม
“ก็…เป็นทหารยศนายพันครับ” สารวัตรหนุ่มบอกไว้แต่เพียงเท่านั้น แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อออกมา ด้วยคิดว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่จะเผยทั้งหมด ตราบใดที่ข้อมูลยังไม่ชัดเจน
ยังไม่ทันที่ปรมะจะซักไซ้นายตำรวจหนุ่มต่อ เขาก็ต้องได้ยินเสียงชายหญิงคู่หนึ่งพูดคุยหยอกล้อกันอย่างเริงรื่น และคนคู่นั้นกำลังเดินลัดเลาะข้างตัวบ้านด้านหนึ่ง ตรงมายังบริเวณที่เขาและนายตำรวจหนุ่มนั่งสนทนากันอยู่
สายตาคมปราบของชายวัยปลาย 30 ที่เดินเคียงข้างมารดามา มองแวบมาที่เขาคล้ายจะเยาะเย้ย
ผู้พันกิติภพ…ชู้รักของแม่…หรือว่าจะเป็นมัน? ปรมะครุ่นคิดอยู่ในใจ
———————————–
March 23, 2006
นวัต
บทที่ 9
“เพิ่งเคยเห็นตัวจริง ลูกชายคุณอรรถเป็นครั้งแรก ท่าทางสมาร์ท สมคำเล่าลือจริงๆ” นายพลสูงวัยหยอดคำชม
“ขอบคุณครับ แต่ผมคงเทียบความเก่งกับคุณพ่อไม่ได้ เพราะท่านสร้างทุกอย่างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง” ปรมะเอ่ยถึงบิดาผู้ล่วงลับ
ชายหนุ่มหารู้ไม่ว่าคำพูดที่มีเจตนาเพียงยกย่องให้เกียรติกับคนตายนั้น กลับไปกระทบใจของอาเขยเข้าอย่างจัง จนกระทั่งพสุธามิอาจยั้งคำไว้ได้
“ที่หลานโอ๊ตพูดมานั้นก็จริงอยู่ แต่บริษัทเราก้าวหน้าขึ้นมาขนาดนี้ อาก็มีส่วนช่วยอยู่มากเหมือนกัน” น้ำเสียงของพสุธาติดจะเย่อหยิ่งและติดจะถือดี ด้วยปักใจเชื่อมาตลอดว่า ถ้าขาดมือบริหารการเงินชั้นเยี่ยมอย่างเขา มีหรือที่อรรถพันธ์เรียลเอสเตทแอนด์ดีเวลลอปเม้นท์จะมั่นคงได้ถึงเพียงนี้
ในสายตาของพสุธา นายอรรถเก่งเพียงคิดโครงการใหม่กับด้านบริหารการตลาดเท่านั้น แต่ปัจจัยหลักที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ คือเงินทุนต่างหาก ก็เพราะเขาไม่ใช่หรือ ที่วิ่งโร่คอยหาเงินทุน ติดต่อธนาคาร บริษัทเงินทุนต่างๆ ที่เขามีสายสัมพันธ์แนบแน่น ทั้งยังคิดโครงสร้างวางระบบเงินหมุนเวียนในบริษัท กระทั่งอรรถพันธ์ฯสามารถผ่อนชำระหนี้ธนาคารได้ไม่มีติดขัด ในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก บรรดาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างพากันล้มระเนระนาดไม่เป็นท่า แม้จะได้รับผลกระทบบ้าง แต่อรรถพันธ์ฯ ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ ก็เพราะใคร ไม่ใช่ นายพสุธาคนนี้หรอกหรือ
ปรมะสบตาอาเขยนิ่ง นึกไม่ถึงว่า พสุธาเกิดนึกจะมาลำเลิกความดีของตัวกลางงานศพ ชายหนุ่มพอรู้มาล่วงหน้าแล้วว่า พสุธาไม่ค่อยพอใจอยู่มากกับจำนวนหุ้นในบริษัทฯที่นายอรรถเจียดให้ อีกทั้งยังไม่ไว้ใจปล่อยให้นายพสุธาขึ้นแท่นเป็นประธานบริษัท ด้วยรู้ดีว่าหลักการบริหารของพสุธานั้น เห็นเพียงตัวเลขในบัญชีเป็นใหญ่ โดยไม่สนใจองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งก็เป็นส่วนสำคัญในการนำพาธุรกิจให้ก้าวหน้า
“ครับ ถ้าเราไม่มีคนเก่งๆอย่างคุณอา บริษัทฯเราก็คงแย่” ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาควรรักษากิริมารยาท จึงไม่อาจตอบโต้ใดๆออกไปได้อย่างใจนึก จึงได้แต่เอ่ยไปตามแกน คนเก่งกว่านายพสุธามีมากมาย ขอเพียงแค่ทุ่มเงินจ้างให้ถึงใจเท่านั้นละ
“ผมเองก็ยอมรับความสามารถของคุณพสุธานะ เป็นนักธุรกิจที่ฉลาดรู้จักหาช่องทางใหม่ๆในการลงทุน” พลโทยุทธนาเอ่ยชมพร้อมยิ้มให้นายพสุธาอย่างมีเลศนัย
“ขอบคุณครับท่านนายพล” ริมฝีปากนายพสุธาเหยียดยิ้มก่อนกล่าวต่อ “เอาไว้รอให้หลานโอ๊ต เคลียร์เรื่องยุ่งๆให้จบก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องโครงการที่ค้างไว้กันนะครับท่าน”
“โครงการอะไรครับ” ปรมะถามขึ้นอย่างสนใจ
“อืมม์…ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างดีหรอกนะ กำลังเจรจาเรื่องที่ดินกับทางฝั่งโน้นเขาอยู่” พลโทยุทธนาตอบ โดยยังเก็บกักความลับเรื่อง ‘โครงการ’ ที่เอ่ยถึงนั้นอยู่
“ผมยินดีร่วมมือกับท่าน ถ้าหากว่าโครงการนั้นไม่ผิด กฎหมาย และศีลธรรม ” ชายหนุ่มมองหน้าผู้อาวุโสกว่าทั้งสองพร้อมเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ โดยย้ำหนักแน่นเป็นพิเศษในตอนท้ายประโยค
“อ๋อ! แน่นอน ผมเป็นทหารจะทำผิดกฎหมายบ้านเมืองได้ยังไงกัน” นายพลโทยุทธนาตอบอย่างใจเย็น ทั้งๆที่ไม่ใคร่พอใจนักกับคำพูดของเด็กหนุ่มคราวลูก
“ได้ยินอย่างนี้ผมก็เบาใจครับ เพราะเคยได้ข่าวมาบ้างว่าคนมีสีบางคนก็ใช้อำนาจบารมี ไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ผมเชื่อแน่ว่าท่านนายพลต้องไม่ใช่นายทหารนอกแถวแน่ๆ เพราะไม่เช่นนั้นอาพสุธาคงไม่ยอมนับถือ จริงมั้ยครับคุณอา” ประโยคสุดท้ายปรมะหันมาถามอาเขย ซึ่งยืนหน้าตึงกับคำพูดของหลานฝ่ายภรรยา
ไม่รอให้นายพสุธาได้โต้ตอบอะไร ปรมะรีบเอ่ยขอตัวไปต้อนรับแขกคนอื่น ปล่อยให้นายพสุธาและนายพลยุทธนา ยืนกำหมัดแน่นข่มอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัว
“หลานคุณปากคอไม่เบานะคุณพสุธา” นายพลยุทธนาเอ่ยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เพราะอย่างนี้ไงครับท่าน ผมถึงบอกว่าถ้ามันยังอยู่ โครงการที่เราร่วมลงทุนกันคงมีอุปสรรค” นายพสุธาเค้นเสียงพูดลอดไรฟัน คำพูดนั้นคล้ายสื่อความนัยบางอย่างถึงนายพลทหารผู้ทรงอิทธิพล
นักธุรกิจสูงวัยทอดตามองตามร่างสูงของปรมะเดินจากไปด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม
~~~~~~~~~~~
ภายในงานสวดอภิธรรมศพวันสุดท้ายของนายอรรถนั้น นอกจากแขกผู้ใหญ่มากหน้าหลายตาแล้ว ก็ยังมีพนักงานในบริษัท ซึ่งคอยผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาร่วมงานและช่วยงานตั้งแต่พิธีรดน้ำศพ และสวดศพในคืนแรกจนกระทั่งคืนนี้
ส่วนจิดาภานั้นเพิ่งมาในคืนสุดท้ายนี้เอง โดยหล่อนมาพร้อมกับ ภริตาและเพื่อนสาวในแผนกเดียวอีกสองสามคน โดยคืนนี้จะมีพิธีเคลื่อนศพไปเก็บในสุสานของวัด ซึ่งนายอรรถได้สั่งให้เก็บศพของเขาไว้เป็นเวลา 100 วันแล้วค่อยทำพิธีเผา
เมื่อเห็นแขกที่มายืนคุยกับปรมะผละออกไปแล้ว จิดาภาและภริตาจึงชวนกันเดินเข้ามาหา เพื่อแสดงความเสียใจกับเขา ปรมะมองลำคอที่ยังคงมีเฝือกอ่อน และท่อนแขนที่ยังคงมีเฝือกหุ้มอยู่ของจิดาภาแล้วก็อดโทษตัวเองไม่ได้ไปเสียทุกครั้ง เขาได้แต่หวังให้หล่อนหายจากอาการบาดเจ็บ และกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว
เมื่อเห็นแขกที่มายืนคุยกับปรมะผละออกไปแล้ว จิดาภาและภริตาจึงชวนกันเดินเข้ามาหา เพื่อแสดงความเสียใจกับเขา ปรมะมองลำคอที่ยังคงมีเฝือกอ่อน และท่อนแขนที่ยังคงมีเฝือกหุ้มอยู่ของจิดาภาแล้วก็อดโทษตัวเองไม่ได้ไปเสียทุกครั้ง เขาได้แต่หวังให้หล่อนหายจากอาการบาดเจ็บ และกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว
“คีย์เป็นยังไงบ้างครับจ๋า” เขาถามอาการของคิรากรจากหล่อน ทั้งๆที่รับรู้มาก่อนหน้านี้จากนายวสันต์ บิดาของญาติหนุ่ม
“เหมือนเดิมค่ะ ยังไม่ฟื้นเลย” จิดาภาบอกด้วยน้ำเสียงหม่น
“เฮ้อ! กุ้งล่ะไหว้พระทุกวัน ขอให้พี่คีย์ฟื้น กลัวน้ำตาคนบางคนจะหมดตัวไปเสียก่อน” ภริตาแกล้งค่อนขอดเพื่อน จิดาภาได้ยินแล้วหรี่ตามองเพื่อนเป็นการปราม
ภริตาแอบทำหน้าเบ้ใส่เพื่อนสาว หล่อนสงสารคิรากร แต่ก็สงสารเพื่อนสาวเช่นกันที่กลายเป็นคนอมทุกข์ และยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก เมื่อเห็นคู่หมั้นของคิรากรมาเฝ้าดูแลอยู่ตลอดศก จนจิดาภาแทบจะไม่มีโอกาสได้เข้าเยี่ยม
“อย่ากลุ้มมากจนปล่อยให้ตัวเองทรุดโทรมเลยนะจ๋า” ปรมะสบตาหล่อนบอกอย่างห่วงใย เมื่อแลเห็นดวงหน้าที่เคยสดใสของหล่อนดูหล่อนหมองและซูบซีดลง แม้จะเคยเห็นหล่อนชัดเจนเพียงครั้งเดียวในวันที่เกิดอุบัติเหตุ แต่เขาก็จำแววตาที่สุกใส และพวงแก้มเปล่งปลั่งของหญิงสาวได้ไม่ลืม
“เอ่อ…ค่ะ” จิดาภาหลบสายตาที่มองมาคู่นั้น
“แล้วตอนนี้คุณเองล่ะอาการเป็นยังไงบ้าง” เขาเอ่ยถาม
“ตอนนี้ก็ค่อยยังชั่วขึ้นมากค่ะ ไม่ค่อยปวดหัวแล้ว หมอบอกว่าอีกสองสามอาทิตย์ จ๋าคงถอดเฝือกอ่อนที่คอออกได้ค่ะ” หล่อนบอก
“อืมม์…ได้ยินอย่างนี้ผมก็ค่อยสบายใจหน่อย ถ้าหายแล้ว จ๋าอยากจะหยุดพักก่อนก็ได้นะ ไม่ต้องรีบมาทำงาน ผมจะให้เขาจ่ายเงินเดือนให้คุณตามปกติ”
“ขอบคุณคุณโอ๊ตมากค่ะ” หญิงสาวกล่าวพร้อมยกมือขึ้นไหว้ ก่อนจะบอกเรื่องบางอย่างที่หล่อนเฝ้าขบคิดมาตลอดระยะเวลาที่นอนพักรักษาตัว “แต่จ๋าคงต้องขอคิดดูก่อนว่าจะกลับมาทำงานที่อรรถพันธ์ฯอีกหรือเปล่า”
คนที่ยืนฟังอยู่ทั้ง 2 คนมีสีหน้าประหลาดใจพอๆกัน
“ทำไมล่ะยายจ๋า แกไม่มีปัญหาอะไรที่ทำงานซักหน่อย จะออกทำไม” ภริตาร้องถามเพื่อน ด้วยจิดาภาไม่เคยแพร่งพรายความคิดนี้ให้หล่อนรู้มาก่อน
“นั่นสิ ถ้าไม่สบายใจเรื่องที่คุณขาดงานไปนานๆ ก็ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ เพราะผมเองก็เป็นต้นเหตุให้คุณเจ็บตัว” เจ้านายหนุ่มเอ่ยสมทบ หากหัวใจก็กระตุกวูบอย่างประหลาด
จิดาภามองหน้าปรมะที ภริตาที อย่างสับสนในใจ “ก็…ไม่รู้สิคะ เพียงแต่เกิดความรู้สึกว่า…ไม่อยากไปทำงานที่เดิม…ที่ที่…” หล่อนชั่งใจก่อนจะยกไหล่แล้วพูดต่อว่า “เฮ้อ! ช่างเถอะค่ะ ยังไงจ๋าก็ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอน เอาไว้คงรอดูเหตุการณ์ข้างหน้าอีกที”
สิ่งที่อยู่ในใจและหล่อนไม่กล้าพูดออกไปก็คือ…หล่อนไม่อยากกลับไปทำงานที่เดิม ที่ที่หล่อนเคยพบคิรากรในสภาพปกติอยู่ทุกวันๆ เขาเป็นแรงจูงใจที่ทำให้หล่อนเข้ามาสมัครงานที่อรรถพันธ์ฯ หล่อนต้องการเข้ามาทำงานที่นี่เพียงเพราะต้องการอยู่ใกล้ชิดเขามากกว่าสิ่งอื่นใด ในเมื่อที่นี่ปราศจากเงาของเขาเสียแล้ว กำลังใจที่จะไปทำงานนั้นก็สูญไปสิ้น เหตุผลนี้…คงไม่มีใครเข้าใจ
ปรมะส่งยิ้มบางๆให้หล่อนก่อนเอ่ยอย่างจริงใจ “ถ้าจ๋ายังไม่พร้อมจะกลับมาทำงาน ก็หยุดพักก่อนก็ได้ แต่จำไว้ว่า อรรถพันธ์ฯยินดีต้อนรับคุณเสมอ”
ภริตาลอบมองหน้าและแววตาของเจ้านายหนุ่ม แล้วหันไปมองหน้าเพื่อนสาว หล่อนเริ่มเห็นอะไรลางๆในสายตาคมของชายหนุ่ม ความห่วงใยฉายชัดออกมาทั้งจากแววตาและน้ำเสียง ยัยจ๋าจะแลเห็นอย่างที่หล่อนเห็นหรือไม่นะ ภริตานึกสงสัย
ก่อนที่จิดาภาจะตอบอะไรกลับไป สุดถวิล เลขานุการของปรมะก็เข้ามาตามเขาให้ไปเตรียมตัวเริ่มพิธีเคลื่อนศพของผู้บิดา ชายหนุ่มจึงจำต้องเอ่ยขอตัว
ปรมะเดินจากมาหากภายในใจยังครุ่นคิด…อย่าลาออกเลยนะ อย่าจากผมไปไหนไกลๆได้ไหมจ๋า…ชายหนุ่มตอบตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมจึงรู้สึกผูกพันกับหล่อนขึ้นมาโดยที่ไม่รู้สาเหตุ ทั้งๆที่เขาไม่ได้มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันกับหล่อนมากนัก…คงเป็นความรู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียเพื่อนที่ดีคนหนึ่งกระมัง ปรมะบอกตัวเองอย่างเหงาๆ
“นึกอะไรขึ้นมาล่ะยัยจ๋า แกถึงได้อยากลาออก งานไม่ใช่หากันง่ายๆนะ” ภริตาเอ็ดเพื่อนสาวทันทีที่ลับร่างของเจ้านายหนุ่ม
“ถ้าบอกแล้วแกอย่าว่าฉันไร้สาระนะ” หญิงสาวสบตาเพื่อนใบหน้าหมอง ก่อนผ่อนลมหายใจยาว “พอเห็นพี่คีย์เป็นแบบนี้แล้ว ฉันก็ไม่มีแก่ใจทำงานน่ะ”
“เฮ้อ! ฉันนึกแล้วไม่มีผิด จ๋าเอ๊ยจ๋า” ภริตาโคลงศีรษะก่อนเตือนสติเพื่อนสาว “แกจะมาหมดอาลัยตายอยากแบบนี้ได้ยังไง แกยังมีชีวิต มีลมหายใจอยู่ ยังไงก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป เข้าใจมั้ย”
“แต่พี่คีย์ยังไม่ตายนะกุ้ง” จิดาภาร้องสวนขึ้นมาทันควัน เมื่อเข้าใจความหมายที่แฝงมาในคำพูดนั้น
“ไม่ตายก็ปางตายนั่นละ จะฟื้นหรือเปล่าก็ไม่รู้” ประโยคสุดท้ายภริตาเสียงอ่อยก้มหน้าก้มตาพูดอุบอิบ
“ตราบใดที่พี่คีย์ยังหายใจอยู่ เราก็ไม่ควรหมดหวังนะกุ้ง” จิดาภาบอกกับเพื่อนอย่างที่ใจคิด น้ำเสียงหล่อนหนักแน่น
ภริตาถอนหายใจอีกเฮือก “ฉันเห็นด้วย แต่แกจะไปฝากชีวิตที่ยังมีอนาคตสดใสของแกไว้กับความหวังอันริบหรี่ได้ยังไง แล้วอีกอย่าง ถึงพี่คีย์ฟื้นขึ้นมา สบายดีขึ้นมาได้ เขาก็ต้องแต่งงานกับแฟนเขา รักกันจี๋จ๋าเหมือนเดิม ไม่ว่าจะยังไง ชีวิตแกก็ต้องดำเนินต่อไปโดยไม่มีพี่คีย์อยู่ดี”
คำพูดของเพื่อนสาวนั้นตรงแสนตรงจนคนฟังต้องเบือนหน้าหนี ซ่อนความเศร้าที่ทำท่าจะท่วมท้นออกมาจากสองตา จริงอย่างที่ภริตาบอก ถึงอย่างไรหล่อนก็ไม่มีวันได้อยู่เคียงข้างคิรากร ในเมื่อหัวใจของเขามีแต่ผู้หญิงคนที่ชื่อณัชชาครอบครองอยู่ทุกอณู
“ฉันเคยบอกแล้วไงว่า ความรักของฉันไม่จำเป็นต้องครอบครอง แค่เห็นเขามีความสุข ฉันก็สุขด้วย ก็เท่านั้น” จิดาภาเอ่ยเสียงเศร้า
“ฉันจำได้ แต่ก็อย่าให้ความรักแบบอุดมคติมาปิดโอกาสของตัวเองล่ะ คนที่ดีกว่าพี่คีย์ และพร้อมจะรักแกก็ยังมี สลัดความเศร้าทิ้งไป แล้วก็สบตาคนอื่นดูซะบ้าง เผื่อจะเห็นความในใจของเขาที่ซ่อนอยู่”
ภริตาพูดเป็นนัยๆ แต่ก็ยังไม่กล้าจะบอกไปตามตรงถึงสิ่งที่หล่อนแลเห็น หากปรมะส่งสายตาแบบนั้นกับหล่อนแล้วละก็ ภริตาจะรีบกระโจนตอบสนองทันที ไม่มีทางมาทำบื้อมัวแต่ยึดมั่นความรักที่ไม่มีวันสมหวังอย่างเพื่อนสาวเด็ดขาด
จิดาภามองเพื่อนสาวอย่างอ่อนใจ ด้วยภริตามักจะพูดโน้มน้าวให้หล่อนถอนใจจากคิรากรทุกครั้งเมื่อสบโอกาส หล่อนได้ยินมาจนชาชิน จึงไม่ได้นึกเอะใจถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเพื่อนสาวแม้แต่น้อย
ส่วนภริตานั้น แม้จะรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยที่เจ้านายหนุ่มคนที่หล่อนหลงใหลได้ปลื้มอยู่ทำท่าจะมีใจให้หญิงอื่น แต่ในเมื่อผู้หญิงคือเพื่อนรัก หล่อนยินดีและพร้อมจะสนับสนุนด้วยซ้ำ หล่อนอยากให้จิดาภาได้พบกับความรักที่สุขสมหวัง เลิกเป็นคนอมทุกข์แบบนี้เสียที
“ฉันแค่อยากเห็นแกกลับมาเป็นนางสาวจิดาภาผู้ร่าเริง ห้าวหาญ แก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าส์เหมือนเดิมเท่านั้นละ” ภริตาเอามือจับบ่าเพื่อนข้างหนึ่งขณะบอกอย่างจริงใจ
“ห้าวหาญนี่ยังพอรับนะ แต่แก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าส์นี่รู้สึกจะเป็นแกมากกว่านะกุ้ง” จิดาภาค่อยคลี่ยิ้มออกมาได้ ก่อนดึงมือออกจากบ่ามาจับไว้ด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ
เสียงแตรวงขึ้นเพลงโศกดังแว่วมาจากศาลาสวดอภิธรรมศพ เป็นสัญญานบอกว่าพิธีเคลื่อนศพเริ่มขึ้นแล้ว สองสาวจึงหยุดบทสนทนากันไว้เท่านั้น ก่อนจะรีบเดินเข้าไปร่วมสมทบขบวน
……………………..
“จะไปทำงานแล้วเหรอโอ๊ต” ปรมะชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงแหลมเล็กของมารดาเรียกเอาไว้ ขณะกำลังจะเดินผ่านห้องนั่งเล่นบริเวณชั้นล่างของตัวบ้าน
“ครับ” ชายหนุ่มตอบหลังค่อยๆเบือนหน้าไปมองมารดา เขมจิรายังคงอยู่ในชุดนอนมีเสื้อคลุมตัวหลวมเข้าชุดกัน หากแต่ใบหน้าได้รับการตกแต่งด้วยเครื่องสำอาง สวยพริ้งพร้อมที่จะออกนอกบ้านได้ สีแดงของผ้าแพรเนื้อเบาที่หล่อนสวมใส่ตัดกันกับโซฟาหนังสีครีมภายในห้อง ขับให้ร่างของเขมจิรานั้นดูเด่นราวกับนางพญา
“รีบมากหรือเปล่า นั่งคุยกันประเดี๋ยวซิ” หล่อนบอกกับลูกชายขณะที่สายตายังจดจ่ออยู่กับการตะไบ ตกแต่งเล็บที่เคลือบด้วยสีแดงสด
ปรมะเดินเข้ามานั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับมารดาอย่างเสียมิได้
“จะคุยกับแม่ซักที ทำหน้าซังกะตายเชียว” เขมจิราเหลือบตาขึ้นมอง ปลายเสียงหล่อนตวัดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“คุณแม่มีธุระอะไรกับผมก็พูดมาเถอะครับ”
เขมจิรากัดริมฝีปากสีแดงสดอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ หล่อนจะพาลโมโหไม่ได้ ตราบใดที่ยังเจรจาเรื่องสำคัญไม่เสร็จ
“ก็ได้” หล่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ไหนๆ พ่อแกก็ตายไปแล้ว ฉันก็เลยคิดว่า ฉันจะต้องได้เข้าไปทำงานที่บริษัทฯเสียที แกคนเดียวคงดูแลได้ไม่ทั่วถึง ที่สำคัญแกก็ยังเด็ก รู้ไม่เท่าทันไอ้พสุธาหรอก ขนาดพ่อแกยังไม่ทันตาย มันก็กร่างเหลือเกิน ทำตัวยังกับว่าเป็นเจ้าของบริษัทเสียอย่างนั้น”
ปรมะระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ด้วยเขมจิราเฝ้ารบเร้าขอมีส่วนร่วมบริหารบริษัทมาตั้งแต่บิดาของเขามีเข้ารับการรักษาตัวได้ไม่นาน ชายหนุ่มนำเรื่องนี้ไปปรึกษาบิดา แล้วก็ได้รับการห้ามปรามไว้ เขาเองก็ไม่เห็นด้วยเช่นกันที่จะให้มารดาเข้ามาทำงานในบริษัทฯ เนื่องจากเขมจิราไม่เคยทำงานอะไรมาก่อนเลยทั้งชีวิต ถึงแม้หล่อนจะจบการศึกษาถึงขั้นปริญญาตรีก็ตาม
“คุณแม่จะเข้ามาทำด้านไหนละครับ ตอนนี้ไม่มีตำแหน่งว่างให้คุณแม่ลงได้สักตำแหน่ง” ปรมะบอกไปตามความจริง
“ก็ตำแหน่งของแกไง อีกหน่อยแกก็จะได้เป็นประธานบริษัทแล้ว ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการก็ยังว่างนี่” เขมจิราเอ่ยหน้าตาเฉย ก่อนจะทำตาโตอย่างนึกขึ้นได้ แล้วแหวขึ้นมา “อย่าบอกนะว่า แม่อรกานต์อาของแกจะเข้ามาฮุบตำแหน่งนี้” หล่อนนึกถึงอรกานต์ น้องสาวของนายอรรถ ซึ่งกินตำแหน่งระดับผู้อำนวยฝ่ายภายในบริษัทขึ้นมาทันที
ปรมะโคลงศีรษะอย่างอ่อนใจ แล้วอธิบาย “ไม่มีใครมาแทนตำแหน่งนี้ทั้งนั้นละครับคุณแม่ พอถึงเวลาที่ผมขึ้นเป็นประธานบริษัทเต็มตัว บริษัทเราก็คงต้องปรับโครงสร้าง ตำแหน่งนี้อาจจะยุบไปก็ได้”
“ปรับโครงสร้าง?” เขมจิรานิ่วหน้าขณะพึมพำเบาๆ ด้วยไม่เข้าใจว่าลูกชายหมายถึงอะไร แต่หล่อนก็แสร้งทำวางเฉยไม่ถามให้เสียเชิง “ไม่รู้ละ ยังไงแกก็ต้องหาตำแหน่งผู้บริหารให้ฉันลงให้ได้ แกอย่าลืมนะว่าฉันก็ผู้ถือหุ้นบริษัทคนหนึ่งเหมือนกัน” หล่อนเชิดหน้าพูดอย่างถือดี
“นั่งคอยรับแต่เงินปันผลอย่างเดิมก็ดีแล้วนี่ครับคุณแม่ ไม่เห็นต้องมาทำงานให้ลำบาก” คนเป็นลูกชายว่า
“จะลำบากอะไร” คนเป็นแม่แหวกลับมาอีกครั้ง “ทีอาของแกยังได้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบ้าบออะไรนั่นได้ แล้วทำไมฉันจะเข้าไปทำงานบ้างไม่ได้ แล้วก็เพราะฉันไม่ได้เข้าไปช่วยเป็นหูเป็นตาให้แก่น่ะสิ ไอ้พสุธามันถึงเอาคอนโดที่ขายไม่ออกไปเปิดบ่อนพนัน” เขมจิราลุกขึ้นยืนแล้วโพล่งออกมาอย่างเหลืออด ทำให้ลูกชายมองหล่อนตาค้าง ด้วยคาดไม่ถึงว่า มารดาจะรู้เรื่อง ทั้งๆที่ไม่เคยมีโอกาสได้ข้องเกี่ยวกับงานภายในบริษัท
“คุณแม่รู้เรื่องนี้ด้วยหรือครับ” ปรมะถามด้วยความฉงนสนเท่ห์
เขมจิราเบ้ปากส่งเสียงฮึขึ้นจมูก “ฉันไม่ได้ปิดหูปิดตาอยู่แต่บ้านนี่ จะบอกให้ ฉันน่ะไม่ได้โง่อย่างที่แกหรือพ่อแกคิดหรอกนะ เรื่องอะไรทั้งหลายแหล่ที่เกิดในบริษัท ไม่รอดหูรอดตาฉันไปได้หรอก” หล่อนยักไหล่กล่าวอย่างมาดมั่น ก่อนจะถามต่อ“อ้อ! แล้วนี่ตำรวจเขาจับคนที่จะมายิงแกได้หรือยังล่ะ” น้ำเสียงนั้นออกทำนองเยาะเย้ยมากกว่าห่วงใย
“เขาเรียกพงศธร มาสอบปากคำแล้วครับ” ปรมะตอบเสียงเรียบ สองมือที่ประสานกันอยู่เหนือเข่ากระชับแน่นด้วยกำลังข่มความรู้สึกอัดอั้นภายในใจ
“เรียกมาแล้วก็ปล่อยไป ใช่มั้ยล่ะ” ถามขึ้นแล้วเขมจิราก็ไม่รอให้ลูกชายตอบ “งานนี้คงจะจับมือใครดมไม่ได้หรอก แต่ฉันน่ะสงสัยอยู่ว่าไอ้คนที่อยากจะฆ่าแกคงไม่ใช่คนที่ไกลตัวนัก”
“คุณแม่สงสัยใครล่ะครับ” ปรมะถอนหายใจ แล้วถามไปตามแกน ด้วยไม่ปักใจเชื่อคำที่มารดาพูดนัก
“จะใคร๊ ถ้าไม่ใช่ไอ้อาเขยของแก ถ้าแกตายไปซะคน บริษัทก็ต้องตกเป็นของมัน เพราะอย่างนี้ไงล่ะ แกถึงต้องให้ฉันเข้าไปบริหารงานด้วย จะได้ช่วยกันคานอำนาจมัน ไม่ให้ผยองไปมากกว่านี้” ประโยคท้ายเขมจิราหมายหว่านล้อมลูกชายให้เห็นด้วยกับหล่อน
“คุณแม่อย่ากล่าวหาอาพสุธาอย่างนั้นเลยครับ อาพสุธาอาจจะไม่พอใจที่ผมจะขึ้นเป็นประธานบริษัทก็จริง แต่ก็คงไม่ถึงขั้นส่งคนมาลอบฆ่า บ้านเมืองเรามีกฎหมายนะครับ ถ้าถูกจับได้คุณอาก็จะไม่เหลืออะไรเลยด้วยซ้ำ” ปรมะแจกแจงตามความคิดของตน
“แหม! ช่างมองโลกในแง่ดีเสียจริงจริ๊งนะลูกฉัน” เขมจิราค่อนขอด “ถ้าแกจะเชื่ออย่างนั้นก็ตามใจ แต่อย่าลืมก็แล้วกัน คนที่แกคิดไม่ถึง อาจจะเป็นคนที่อันตรายที่สุด” แววตาของผู้เป็นมารดาลุกวาวขึ้นขณะพูด
“คุณแม่หมดธุระกับผมแล้วใช่มั้ยครับ ผมจะได้ไปซะที” ปรมะเอ่ยแล้วลุกขึ้นยืนทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป หากแต่เขมจิราก็เรียกไว้อีก
“เดี๋ยวก่อน แล้วเรื่องที่ฉันบอกล่ะ แกจะว่ายังไง ไม่ว่าแกจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม แกต้องหาตำแหน่งผู้บริหารให้ฉันให้ได้ จะตั้งใหม่หรือแทนใครก็เรื่องของแก” เขมจิราบอกด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ผมคงทำไม่ได้หรอกครับคุณแม่ ถึงผมจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และกำลังจะเป็นประธานบริษัทเร็วๆนี้ เรื่องต่างๆก็ยังต้องผ่านคณะกรรมการบริษัทให้ลงมติตัดสินอยู่ดี ผมตัดสินใจโดยพลการไม่ได้”
คิ้วเข้มของชายหนุ่มขมวดเขาหากันด้วยขุ่นใจ แต่เขาก็ยังพยายามอธิบายเหตุผลตามความเป็นจริงให้มารดาฟังอย่างใจเย็น แม้จะรู้ดีว่าเขมจิราคงจะพยายามดึงดันให้เขาทำตามคำที่หล่อนบอก
ปรมะรู้ถึงนิสัยความเอาแต่ใจ และอยากเอาชนะของมารดาดี แต่เท่าที่เขาประสบมาครั้งที่บิดายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าเรื่องใดที่นายอรรถไม่เห็นด้วยกับภรรยา เขาก็จะคัดค้านเต็มที่โดยไม่ผ่อนปรนโอนอ่อนแต่อย่างใด ถึงอยากจะเอาชนะเท่าไร มารดาของเขาก็ไม่สามารถทำได้ คงได้แต่ตีอกชกตัว แล้วก็หาทางออกวิธีอื่น ปล่อยให้เรื่องที่อัดอั้นตันใจนั้นค่อยๆสลายไปตามกาลเวลา
ครั้งนี้ปรมะคิดว่า เขาก็คงจะปล่อยให้มารดาขัดใจกับสิ่งที่ไม่ได้ตามต้องการ โดยหวังว่าไม่นานเขมจิราก็จะมีเรื่องใหม่เข้ามาทำให้ลืมเรื่องเก่าไปเองดั่งที่เคยเป็น
ทว่าผู้เป็นลูกมิอาจรู้เลยว่า หลังจากหันหลังเดินจากมา ภายในใจของผู้เป็นมารดานั้นร้อนรนทุรนทุรายปานใด เขมจิรามุ่งมาดว่าหล่อนจะต้องเอาชนะให้ได้ หล่อนจะไม่ยอมให้ลูกชายกดหัวแม่ให้อยู่ใต้ฝ่าเท้า เหมือนที่ผูเป็นพ่อกระทำกับหล่อนเด็ดขาด คนเป็นแม่ต้องอยู่เหนือกว่าลูกสิจึงจะถูกต้อง
‘ไอ้ลูกทรพี คิดจะกดแม่ให้อยู่ใต้อุ้งตีน เหมือนที่พ่อมันทำกับฉันงั้นเหรอ ไม่มีวันที่ฉันจะยอมหงอให้อีกแล้ว คอยดูนะ’ เขมจิราคิดแค้นอยู่ในอก แววตาที่ดูสวยซึ้งบัดนี้กลับแข็งกร้าวกว่าที่เคยเป็น
——————————–
March 14, 2006
บทที่ 8
ปรมะพาตัวเองพร้อมด้วยสมองอันหนักอึ้ง มาที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังซึ่งนายอรรถ ผู้บิดาพักรักษาตัวอยู่ เขาเกิดอาการสั่นและหวาดๆเล็กน้อยเมื่อต้องขับรถด้วยตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุรุนแรง
ทำไมคนที่นอนป่วยหนักอยู่กลับเป็นคิรากร…ไม่ใช่เขา ชายหนุ่มร้องถามฟ้าดินอยู่ในใจ คิรากรคนที่มีครอบครัวอบอุ่น มีคนรักห้อมล้อมตัวมากมาย กลับเป็นคนที่โชคร้าย ส่วนคนที่ขาดแคลนคนรักอย่างเขา ทำไมจึงยังมีชีวิตอยู่ ได้รับรู้การกระทำที่ไม่ดีงามของผู้เป็นแม่ และยังต้องเฝ้าคอยดูการจากไปของผู้เป็นพ่อ หรือว่า…ชะตาได้กำหนดไว้ให้เขาต้องทนทรมานกับสิ่งต่างๆเหล่านี้ เพื่อถ่วงดุลย์ไม่ให้เขามีชีวิตที่สุขมากเกินไป
ชายหนุ่มก้าวไปตามทางเดินภายในอาคารโรงพยาบาลอย่างอ่อนระโหย หัวใจห่อเหี่ยวเมื่อนึกถึงว่าเขาจะบอกกับบิดาว่าอย่างไรสำหรับเรื่องที่เขาเพิ่งพบเห็นมาหมาดๆที่บ้านของตัวเอง
ขณะที่กำลังจะหมุนลูกบิดบานประตูห้องพักผู้ป่วยเพื่อเข้าไปในห้อง ประตูนั้นก็ถูกเปิดออกเสียก่อนพร้อมกับร่างผอมบางของหญิงสูงวัย ที่กำลังก้าวออกมาจากห้อง นางเป็นคนที่ปรมะรู้จักดี หากแต่เขาก็แปลกใจที่เห็นชุติมา มารดาของคิรากรที่นี่
“อ้าว! คุณอาชุติมา สวัสดีครับ” ปรมะเอ่ยทักขึ้นก่อน
“สวัสดีค่ะคุณโอ๊ต” สีหน้าของสตรีสูงวัยมีแววตื่นๆเมื่อเห็นเขา
“คุณอามาเยี่ยมคุณพ่อหรือครับ” ชายหนุ่มยิ้มก่อนเอ่ยถาม
“ค่ะ เยี่ยมเสร็จแล้วกำลังจะกลับแล้วล่ะ” อีกฝ่ายตอบ หากแต่มีท่าทีกระสับกระส่ายผิดปกติ
“คุณอาวสันต์ยังอยู่ข้างในหรือครับ” เขาถามอีก ด้วยคิดว่านางน่าจะมาพร้อมกับสามีซึ่งเป็นญาติของบิดาเขา
“ปละ…เปล่าค่ะ อามาคนเดียว ยังไงอากลับก่อนนะคะ ต้องรีบไปดูลูก”
ชุติมาเอ่ยตะกุกตะกักในตอนแรก แล้วก็รีบตัดบท ชายหนุ่มจึงรีบยกมือไหว้ลา ทั้งๆที่ยังคลางแคลงในท่าทีอันร้อนรนของมารดาคิรากรไม่หาย
………………….
“สวัสดีครับคุณพ่อ” ปรมะยกมือไหว้ขณะเดินเข้าไปหาบุคคลที่นอนระโหยโรยแรงอยู่บนเตียงผู้ป่วย นายอรรถระบายยิ้มน้อยๆ แววตาแสดงความดีใจเมื่อเห็นหน้าบุตรชาย ก่อนค่อยๆยกมือผอมเกร็งขึ้นข้างหนึ่งเพื่อทักทายลูกชาย ร่างกายของเขาผ่ายผอมลงผิดรูป ผิวที่เคยคล้ำอยู่ก่อนแล้วกลับคล้ำลงไปกว่าเดิมมาก จนเรียกได้ว่าดำเกรียม อันเป็นผลมาจากอาการแพ้สารเคมีที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง สภาพของเขาตอนนี้เรียกได้ว่า นอนรอความตายก็คงไม่ผิดนัก เศรษฐีชรารู้ตัวเองดีว่า เขาคงมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่กี่วัน ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขายังห่วงและต้องจัดการ นายอรรถรู้ดีว่าเขาต้องรีบทำให้เร็วที่สุดก่อนที่เวลาบนโลกของเขาจะหมดลง “เป็นไงบ้างลูก” นายอรรถเอ่ยทักลูกชายด้วยเสียงอันแหบแห้ง ปรมะตรงเข้ากอดร่างผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของผู้เป็นพ่อ แล้วก็ต้องสะกดกลั้นความเศร้าภายในใจ “พ่อดีใจที่ลูกไม่เป็นไร พระย่อมคุ้มครองคนดี” มือผอมลูบศีรษะลูกชายอย่างรักใคร่ หลังจากที่คนสนิทส่งข่าวเรื่องปรมะประสบอุบัติเหตุ อีกทั้งยังถูกลอบปองร้าย นายอรรถก็วิตกกังวลเป็นห่วงลูกชายจนอาการทรุดหนักลง วันนี้เมื่อเห็นลูกชายในสภาพครบ 32 ด้วยตาตัวเอง นายอรรถจึงค่อยเบาใจลงบ้าง เหลือเพียงอีกเรื่องที่ยังรบกวนจิตใจ นั่นคือ…ใครกันแน่ ที่ส่งมือปืนหมายสังหารบุตรชายของตน “ผมรอดชีวิตมาได้เพราะคีย์แท้ๆเลยครับคุณพ่อ เขาช่วยให้ผมพ้นจากวิถีกระสุน ผมเสียอีกที่ทำให้เขาต้องเจ็บหนัก” ปรมะบอกบิดาหลังจากคลายวงแขนออก แล้วลากเก้าอี้มาทรุดนั่งที่ข้างเตียง นายอรรถพยักหน้าช้าๆเป็นเชิงรับรู้ “คีย์โชคร้ายจริงๆ”น้ำเสียงผู้เป็นบิดาสลดลง นัยน์ตาเหม่อมองไปยังเพดานห้อง “ครับ…ถ้าเป็นไปได้…ผมอยากเป็นคนที่นอนป่วยแทนคีย์มากกว่า” ปรมะเอ่ยอย่างเศร้าๆ ขณะหวนคิดถึงคิรากรที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่ พลันเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงเอ่ยถามบิดา “เมื่อกี้นี้ อาชุติมามาเยี่ยมพ่อ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ” ปรมะถามด้วยไม่คิดว่า ชุติมาจะมาเยี่ยมไข้บิดาในฐานะญาติ ใจนั้นประหวัดคิดไปว่า ชุติมาอาจจะโกรธที่เขาเป็นต้นเหตุให้คิรากรเจ็บตัว…เหมือนกับที่นางจันทรา มารดาของจิดาภาก่นโทษเขา “อืมม์…ก็ไม่มีอะไร ชุติมาเขามาเยี่ยมไข้ธรรมดา” นายอรรถพูดปดกับลูกชาย ด้วยเรื่องที่เขากับชุติมาได้พูดคุยกันนั้น เป็นเรื่องที่เขาไม่อาจแพร่งพรายให้ใครรู้ได้ มันเป็นความลับที่จะต้องตายไปพร้อมเขา “แล้ว…คุณอาเขาไม่ได้พูดถึงเรื่อง…คีย์บ้างหรือครับ” หัวใจคนป่วยกระตุกวูบเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามจากลูกชาย นายอรรถได้แต่หวังว่าปรมะคงไม่ได้ไปรู้เรื่องมาจากใครที่ไหน “เรื่อง…เรื่องอะไร” เสียงที่เบาและแหบพร่าของผู้เป็นพ่อนั้น ทำให้ปรมะไม่สามารถจับเค้าความผิดปกติในน้ำเสียงนั้นได้ เขาจึงถามไปอย่างที่ใจกังวล “ก็…เรื่องที่คีย์ช่วยผมจนต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ อาชุติมาเขา…โทษผมหรือเปล่าครับ” นายอรรถมองใบหน้าที่เศร้าหมองของลูกชาย แล้วค่อยๆเอื้อมมือมาตบแขนบุตรชายเบาๆเป็นเชิงปลอบใจ “ไม่หรอก…เขาเข้าใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุ…แต่…เขามีเรื่องมาขอร้องพ่อ แล้วพ่อก็ยินดีทำตามที่เขาขอ” ปรมะขยับตัวตั้งใจฟังคำพูดที่เปล่งออกมาด้วยความลำบากเย็นของผู้เป็นพ่อ “ชุติมาขอให้เราช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จะรักษาคีย์ไปตลอดชีวิต แล้วก็…ขอให้รักษาอย่างเต็มที่” “เป็นความตั้งใจของผมอยู่แล้วละครับคุณพ่อ” ปรมะยืดอกบอกทันควัน ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผมจะทุ่มเรื่องการรักษาพยาบาลให้คีย์อย่างดีที่สุด” นายอรรถยิ้มให้บุตรชาย ปลาบปลื้มใจที่ปรมะเติบโตมาเป็นคนดี ทั้งๆที่ครอบครัวออกจะกระพร่องกระแพร่ง และตัวเขาเองก็ไม่ได้ทุ่มเทเวลาให้ลูกชายอย่างเต็มที่ กลับปล่อยให้ภาระการเลี้ยงดูตกเป็นของปู่ย่า ซึ่งก็แก่ชราเกินกว่าจะดูแลปรมะได้ตลอดรอดฝั่ง บิดามารดาของเขาเสียชีวิตลงในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อปรมะยังเรียนไม่ทันจบชั้นประถม 6 ดี จนเขาเองจำใจต้องรับบุตรชายกลับมาเลี้ยงดูภายใต้ชายคาเดียวกัน ทั้งๆที่เขาอยากให้ปรมะหลีกห่างจากเขมจิราให้มากที่สุด ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายซ้ำสองกับบุตรชาย…อันเนื่องมาจากฝีมือผู้ป็นแม่เอง “โอ๊ตพูดมาอย่างนี้ก็ดีแล้ว พ่อตั้งใจอยากจะสั่งโอ๊ตเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน ไม่ว่าจะอย่างไร…อย่าทิ้งคีย์นะลูก รักษาเขาให้เต็มความสามารถที่สุด…ถึงหมอจะบอกว่าเขาต้องนอนเป็นเจ้าชายนิทราไม่มีทางรักษาให้หาย โอ๊ตก็ต้องดูแลเขาต่อไปนะลูก” ท้ายประโยคเสียงแหบพร่าของนายอรรถสั่นเครือ ปรมะเข้าใจว่าบิดาคงจะรักและเมตตาคิรากรอยู่ไม่น้อย ถึงได้มีอาการสะเทือนใจกับอาการของญาติหนุ่มของเขาขนาดนี้ นายอรรถหมายมั่นปั้นมือให้คิรากรกลับมาช่วยงานบริษัท โดยส่งเสียเล่าเรียนอย่างดี แต่มิทันที่คิรากรจะได้ตอบแทนบริษัทเต็มที่ เขาก็มีอันต้องล้มหมอนนอนเสื่อเสียก่อน ชายหนุ่มยังไม่อาจสลัดความรู้สึกผิดในใจออกไปได้ ถึงแม้จะรู้แน่แก่ใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันป็นเหตุสุดวิสัยที่ใครๆก็ไม่คาดคิด และห้ามไม่ให้มันเกิดได้ “ครับ” ปรมะรับคำพร้อมเอื้อมมือมาจับมือที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกของบิดา “ถ้าหากว่าคีย์หายแล้วกลับมามีสภาพไม่เหมือนเดิม โอ๊ตรับปากพ่อได้ไหมว่าจะช่วยเหลือดูแลเขาตลอดไป” นายอรรถมองตาลูกชายนิ่งอย่างต้องการคำตอบ “แน่นอนอยู่แล้วครับ พ่อไม่ต้องห่วง ผมจะดูแลตลอดชั่วชีวิตของผม”
นายอรรถพยักหน้าน้อยๆอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยถาม “กลับไปบ้านมาแล้วหรือยังลูก”
ปรมะก้มหน้าพลางลอบถอนหายใจระบายความหนักอึ้งภายในจิตใจ ภาพของมารดากับชายชู้ยังคงตรึงอยู่ในหัว หากคุณพ่อรู้เข้าจะว่าอย่างไรนะ ชายหนุ่มครุ่นคิดกังวล “ไปรู้เห็นอะไรมาหรือเปล่า” ผู้เป็นพ่อถามอย่างเดาได้เมื่อเห็นท่าทางกลัดกลุ้มของลูก “คุณพ่อทราบแล้วหรือครับ” ชายหนุ่มมองหน้าบิดาก่อนถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจ นายอรรถพยักหน้ารับอีกครั้ง ความขมขื่นแสดงออกมาทางดวงตาอย่างปิดไม่มิด “โอ๊ตอย่าอยู่ที่บ้านเราเลยนะ ออกไปอยู่ที่คอนโดที่ไหนสักแห่งของเราก็ได้” นายอรรถบอกลูกด้วยรู้ว่า ปรมะคงไม่มีความสุขหากจะต้องทนอยู่ร่วมชายคากับแม่และชายชู้ เศรษฐีชราทราบดีถึงข่าวคราวความประพฤติของภรรยาสาวใหญ่ ด้วยสั่งให้สุพจน์ ลูกน้องคนสนิท คอยรายงานความเป็นไปต่างๆทั้งเรื่องที่บ้านและงานบริษัทให้เขาได้รับรู้ อาการนายอรรถทรุดหนักลงเมื่อรู้ว่าภรรยาของตนพาชายชู้มาระเริงสวาทกันถึงที่บ้าน ทั้งเสียใจและแค้นระคนกันที่เมียและอดีตนายทหารผู้เคยทำหน้าที่คุ้มกันเขา กลับสมคบกันทรยศต่อเขาได้ลงคอ “พ่อจะสั่งให้สุพจน์จัดการเรื่องที่อยู่ใหม่ให้ แล้วจะหารถใหม่ เอาแบบกันกระสุน” แม้เสียงนั้นจะผ่านออกมาจากปากคนป่วยอย่างแผ่วเบา หากก็เต็มไปด้วยความหนักแน่นตามลักษณะของคนที่คุ้นเคยกับการสั่งการอยู่เป็นนิจ “คงไม่ต้องถึงขนาดนั้นมั้งครับพ่อ คนที่ปองร้ายผม ก็จะถูกจับอยู่แล้ว” ปรมะหมายถึงพงศธร นายอรรถส่ายหน้าช้าๆ มองลูกด้วยสายตาของคนที่มีประสบการณ์ชีวิตมามากว่า “แล้วถ้ากฎหมายทำอะไรมันไม่ได้ล่ะ เราจะทำยังไง ทางที่ดีเราควรระวังตัวไว้บ้าง บางทีเราอาจจะมีศัตรูที่เรามองไม่เห็นอยู่ก็ได้” ฟังเหตุผลของผู้เป็นพ่อแล้ว ชายหนุ่มก็ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง จริงอย่างที่นายอรรถว่า พงศธรอาจจะรอดตัวไปได้อีกในคราวนี้ ซึ่งคนอันธพาลพรรค์นั้นอาจจจะกลับมาแว้งกัดเขาทีหลังได้ ปรมะจึงต้องยอมจำนนทำตามคำแนะนำของบิดา
ปรมะกลับไปได้ครู่ใหญ่แล้ว หลังจากที่สุพจน์คนสนิทของบิดากลับเข้ามาเฝ้าดูแล นายอรรถหลับตาลงคล้ายพยายามข่มความรู้สึกต่างๆในจิตใจ ช่วงเวลาที่นอนรอความตายนี้เอง ที่ทำให้เศรษฐีชรา ได้มีโอกาสทบทวนเรื่องราวต่างๆในอดีต นึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองหลายเรื่อง โดยเฉพาะบาปกรรมที่ทำร้ายจิตใจผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยา เขมจิรา…นายอรรถในวัย 39 ปี ตกหลุมรักสาวน้อยเขมจิราที่เพิ่งอายุครบ 21 อย่างหัวปักหัวปำทันทีตั้งแต่ครั้งแรกเห็นจากการแนะนำของผู้ใหญ่ ด้วยวัยที่ต่างกันถึง 18 ปี ทำให้เขมจิรามีท่าทีอิดเอื้อนปฏิเสธที่จะตกลงปลงใจกับเขา ทว่าหล่อนก็ต้องจำยอมตามคำสั่งของผู้ใหญ่ ‘คุณอรรถ สัญญากับเขมได้ไหมคะว่า จะไม่ข่มเหงน้ำใจเมื่อเราแต่งงานกันไป’ สาวน้อยเขมจิราเอ่ยบอกอย่างขลาดกลัว ภาพในอดีตเพิ่งจะแจ่มชัดในห้วงคิด นายอรรถกุมมือบางของหญิงสาวไว้ มองหล่อนอย่างรักใคร่ ‘ได้สิจ๊ะ พี่จะดูแลเขมเป็นอย่างดี จะไม่ทำให้น้องน้ำตาตกแม้สักวันเดียว’ คำหวานหว่านล้อมหญิงสาวทุกคำที่เคยพูดพรั่งพรูเข้ามาในโสตประสาทคนใกล้ตายไม่ขาดสาย แล้วสิ่งที่เขาทำกับหล่อนเล่า…นิสัยเจ้าชู้ของเขาที่แก้ไม่หาย ทำให้นายอรรถยังคงแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนบรรดาเมียเก็บ เมียเล็ก เมียน้อยซึ่งเคยมีสัมพันธ์กันมาก่อนหน้าที่จะแต่งงานอยู่เป็นนิจ กระทั่งเขมจิรา ระแคะระคาย หล่อนไม่เพียงแต่ร้องไห้ฟูมฟาย กลับแสดงฤทธิ์เดชตามล่าตามล้างบรรดาบ้านเล็กบ้านน้อยของเขา อย่างที่นายอรรถไม่คาดคิดว่า เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราดูคล้ายไม่มีพิษสง จะสามารถทำได้ถึงขนาดนั้น ความรักความเอ็นดูที่เคยมีให้ค่อยๆมลายหายไป หากเพราะต้องรักษาหน้าตาในสังคมและหน้าตาของผู้หลักผู้ใหญ่ นายอรรถจำต้องประคับประคองชีวิตคู่ที่เริ่มร้าวฉานต่อไป เขมจิรานั้นสุดทนกับพฤติกรรมของสามี จึงขอหย่าตั้งแต่หม้อข้าวไม่ทันดำ หากแต่หล่อนก็ตั้งครรภ์ปรมะเสียก่อน ทำให้นายอรรถไม่ยอมหย่า ทั้งยังบังคับให้หล่อนทนใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเขา โดยให้พ่อแม่ของเขมจิราช่วยบังคับหล่อนอีกแรง ซึ่งทำให้เขมจิราต้องยอมจำนนอีกครั้ง ด้วยว่าตลอดชีวิตหล่อนไม่เคยได้รับเสรีภาพในการตัดสินใจ…นี่เป็นอีกเรื่อง ที่นายอรรถเสียใจ เขาน่าจะยอมหย่ากับหล่อน หลังจากหล่อนคลอดลูก และมีอาการป่วยด้วยโรคซึมเซาหลังตั้งครรภ์ กระทั่งสภาพจิตใจที่ย่ำแย่นั้น ทำให้หล่อนเกือบจะฆ่าลูกในไส้ของตัวเอง และด้วยเหตุที่ปรมะเกิดมาในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมนี่เอง ทำให้เขมจิรา ชิงชังลูกชาย และกล่าวโทษว่าเขาเป็นมารชีวิตหล่อนมาโดยตลอด นายอรรถถอนหายใจแรงๆ จนรู้สึกเจ็บที่หน้าอก มะเร็งร้ายคุกคามลามไปทั่วร่างของเขาแล้ว ชายชราไม่แน่ใจว่าวันพรุ่งนี้เขาจะยังมีลมหายใจอยู่อีกหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆเขาคงไม่มีโอกาสได้สั่งเสียลูกชายอีกคน ซึ่งยังนอนเจ็บไม่ได้สติ แสงไฟอ่อนๆจากโคมไฟติดผนังบริเวณหัวเตียง สาดลำแสงนวลกระทบหยาดน้ำที่ไหลออกจากตาผ่านร่องรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าหมองคล้ำ “คีย์…ลูกพ่อ อภัยให้พ่อด้วย ที่พ่อไม่ได้ทำหน้าที่พ่อให้แก่ลูก” เขารำพึงเบาๆกับความสลัวรางภายในห้องพัก มีเพียงชุติมาและเขาเท่านั้นที่รู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของคิรากร ชุติมาซึ่งอดีตเคยเป็นพนักงานคนแรกๆในยุคเพิ่งเริ่มก่อตั้งบริษัท ตกเป็นเมียลับๆของนายอรรถโดยที่ไม่มีใครระแคะระคาย ชุติมาเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์หลังจากที่นายอรรถแต่งงานกับเขมจิราไปได้ไม่นานนัก ด้วยไม่ต้องการทำลายชีวิตครอบครัวของนายอรรถ และไม่ต้องการเรียกร้องให้นายอรรถรับผิดชอบเด็กในท้อง ชุติมาจึงตัดสินใจแต่งงานกับวสันต์ ญาติห่างๆของนายอรรถที่มอบความรักให้นางด้วยความจริงใจ สิ่งเดียวที่ชุติมาขอร้องนายอรรถไว้ คือขอให้ส่งเสียคิรากรได้เล่าเรียนให้สูงที่สุด และนายอรรถก็ตกลงโดยมีเงื่อนไขว่า คิรากรจะต้องกลับมาทำงานให้อรรถพันธ์ฯ บริษัทของครอบครัว หากแต่เริ่มทำงานมิทันเท่าไร คิรากรก็มาประสบเหตุร้ายเสียก่อน นายอรรถนั้นแสนสงสารและเสียดาย ลูกชายอีกคนของเขา เป็นคนปราดเปรื่องและกำลังมีอนาคตไกลแท้ๆ ไม่น่าต้องพบกับชะตากรรมเช่นนี้ คนสนิทของเขาผล็อยหลับไปแล้ว ปล่อยให้เจ้านายได้จมอยู่กับความขมขื่นในห้วงคิด พรุ่งนี้สุพจน์คงจัดการธุระต่างๆที่เขาสั่งไว้ให้เรียบร้อย จดหมายที่นายอรรถให้สุพจน์ร่างและพิมพ์ขึ้น โดยมีลายเซ็นต์ของนายอรรถกำกับไว้ คงถึงมือของทนายประจำตัว ส่วนเอกสารทางการแพทย์ชิ้นสำคัญนั้น เขาให้ชุติมาเก็บไว้ เขาไว้ใจว่านางคงนำมาใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นจริงๆ นายอรรถระบายลมหายใจอ่อนๆ ด้วยพอจะเบาใจลงได้ว่า อย่างน้อยเขาก็ได้มอบความมั่นคงไว้ให้กับชุติมาและลูกบ้างแล้ว เป็นห่วงก็แต่ปรมะ บุตรชายที่ออกหน้าออกตาคนเดียวของเขา นายอรรถได้แต่ภาวนาขอพรคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองลูกชาย อย่าได้เกิดเรื่องร้ายๆกับปรมะอีกเลย สองตาของนายอรรถค่อยๆเปิดขึ้น ก่อนจะหลับลงอีกครา ลมหายใจที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเริ่มสะดุด ขาดช่วงไม่เป็นจังหวะ เสียงหายใจหอบ รวมทั้งเสียงแขน ขา และร่างที่เสียดสีกับที่นอนไปมาอย่างกระสับกระส่ายของคนป่วย ปลุกให้สุพจน์สะดุ้งตื่นขึ้น ชายกลางคนรีบทะลึ่งพรวดมาที่ข้างเตียงของผู้เป็นนาย “นายครับนาย” สุพจน์เขย่าตัวเจ้านายตามสัญชาติญาน ก่อนที่มือจะคว้าสายสัญญาณเรียกพยาบาล ซึ่งตกห้อยอยู่ข้างเตียงขึ้นมากดเรียก “จัดการ…เรื่อง…ที่ฉันสั่ง…ให้เรียบร้อยนะ” เสียงของนายอรรถขาดๆเป็นห้วงๆขณะสั่งเสียธุระสำคัญก่อนวาระสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง “ครับนาย ไม่ต้องห่วงผมจะจัดการให้เรียบร้อย” สุพจน์บีบมือเจ้านาย รับคำหนักแน่น เปลือกตาของนายอรรถปิดลงอย่างช้าๆ ร่างยังคงขยับไปมาด้วยความเจ็บปวดจากภายใน พยายามจะหายใจแต่ลำคอตีบตันก็คล้ายถูกบีบเค้น มัจจุราชได้มาเชื้อเชิญเขาแล้วสินะ นายอรรถรำพึงในใจอย่างรู้วินาทีข้างหน้าของตน ก่อนที่วิญญาณจะหลุดจากร่าง
……………………..
งานศพของนายอรรถ อรรถพันธานนท์ จัดอย่างใหญ่โตสมเกียรติและฐานะของผู้ตาย คนที่เศร้าโศกเสียใจที่สุดคงมีเพียงบุตรชายคนเดียว ซึ่งบัดนี้รู้สึกเคว้งคว้างคล้ายขาดเสาหลักยึดในชีวิต ส่วนผู้เป็นภรรยานั้นแม้จะพยายามสำรวมกิริยาตลอดระยะเวลา 7 วันที่มีการตั้งสวดพระอภิธรรมศพ หากแต่แววตาอันเปล่งประกายระยิบระยับของเขมจิรานั้น แสดงออกถึงความยินดีปรีดาที่หล่อนมิอาจปกปิดมันไว้ได้อย่างมิดชิด อีกคนที่ดูเหมือนว่าจะโล่งอกเมื่อสิ้นบุญของนายอรรถ ก็คือ นายพสุธา อาเขยของปรมะนั่นเอง ชายหนุ่มไม่เห็นอาการเศร้าสลดหรืออาลัยอาวรณ์ใดๆ ต่อการจากไปของหัวเรือใหญ่ของ อรรถพันธ์เรียลเอสเตท แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จากใบหน้าและแววตาของนายพสุธา และนางอรกานต์ ผู้ภรรยา ซึ่งเป็นน้องสาวคนเดียวของนายอรรถแม้แต่น้อย ปรมะรู้ดีว่าคงเป็นเพราะเรื่องสัดส่วนหุ้นซึ่งได้รับการถ่ายโอนมาให้เขาเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้แบ่งเผื่อแผ่ให้นางอรกานต์ผู้เป็นน้องสาว และตำแหน่งประธานบริษัทฯที่นายพสุธาหมายตาอยู่ อีกไม่นานก็จะตกทอดเป็นของชายหนุ่มตามพินัยกรรมที่ได้นายอรรถได้ระบุไว้ สร้างความไม่พอใจให้กับอาทั้งสองเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มทอดสายตาเหม่อมองบรรดาพวงหรีดดอกไม้สดหลากสี กากเพชรสีเงินของตัวหนังสือบอกชื่อเจ้าของพวงหรีดบนแถบป้ายกระดาษสีดำสนิท ต้องแสงไฟนีออนภายในศาลาอย่างเหงาๆ พวงหรีดแสดงความเสียใจนั้นล้วนมาจากคนใหญ่คนโตในสังคม และสมาคมต่างๆที่บิดาของเขาเป็นสมาชิกและให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ยิ่งใหญ่ หรือมีบารมีล้นฟ้าแค่ไหน สุดท้ายแล้วทุกคนก็หลีกหนีความตายไม่พ้น วันที่ลาจากก็ไปได้เพียงแต่วิญญาน ไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้แม้แต่ร่างกายของตัว ทรัพย์สมบัติทั้งหลายเป็นของนอกกายแท้ๆ อีกเพียงไม่กี่วันข้างหน้า ร่างของบิดาก็คงค่อยๆเน่าเปื่อยผุพังลงเหลือจนเหลือแต่กระดูก ที่จะรอวันเผาให้เหลือเพียงเถ้าธุลี คืนร่างให้สู่แผ่นดินเกิด ตลอด 7 วันที่นั่งฟังพระสวดอภิธรรมศพ ปรมะครุ่นคิดปลงสังขาร หมายให้ดวงวิญญานของผู้เป็นพ่อ ได้ไปสู่สุคติในสัมปรายภพ เขาไม่ต้องการให้บิดามีห่วงกังวลใดๆเกี่ยวกับตัวเขาอีก ชีวิตคนเราก็เท่านี้…เกิดมาแล้วก็แตกดับ มีพบแล้วมีจาก สิ่งที่ทำได้ก็เพียงดำเนินชีวิตต่อไปให้ดีที่สุดก่อนที่จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสวดศพ แขกเหรื่อมาร่วมงานหนาตา รวมทั้งคนสำคัญระดับประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ฯพณฯ รัฐมนตรี ดำรงค์ เลิศปรีชาชัย บิดาของคู่อริ นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จัก พลโทยุทธนา จากการแนะนำของนายพสุธา อาเขยของเขา ราวกับว่านายพสุธามิได้เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ ที่ปรมะได้ข่าวระแคะระคายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนายพสุธากับนายพลยุทธนา และธุรกิจนอกกฎหมายที่ทั้งสองคนร่วมมือกันอยู่ บางทีอาพสุธา อาจจะยังไม่รู้ก็ได้ ชายหนุ่มคิด ขณะกระชับมือกับนายพลทหารใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพล
—————————–
March 7, 2006
** มีใครรออ่านอยู่มั้ย มาช้าหน่อยนะบทนี้ มาแบบเครียดๆด้วย เขียนแล้วเครียดเลยไม่อยากอ่านทวนจ้ะ ใครเจอคำผิดช่วยบอกด้วยนะ มีรางวัลเป็นจุ๊บๆจากน้องธีร์ ฮิๆ**
นวัต
บทที่ 7
ปึกหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับถูกเหวี่ยงมาอย่างแรงบนโต๊ะอาหาร ภายในคฤหาสน์หลังงาม ชายหนุ่มหน้าตี๋ซึ่งกำลังนั่งจิบกาแฟ พลางอ่านนิตยสารสำหรับผู้ชาย ถึงกับสะดุ้งโหยง หันไปมองที่มาของกองหนังสือพิมพ์นั่น
ชายหนุ่มหน้าตี๋ซึ่งกำลังนั่งจิบกาแฟ พลางอ่านนิตยสารสำหรับผู้ชาย ถึงกับสะดุ้งโหยง หันไปมองที่มาของกองหนังสือพิมพ์นั่น
“เมื่อไหร่ แกจะหยุดก่อเรื่องซะทีวะไอ้ธร!” เสียงทรงอำนาจของผู้เป็นบิดาตวาดลั่นอย่างฉุนเฉียว
“อะไรกันฮะพ่อ ผมยังไม่ได้ไปทำอะไรใครที่ไหนเลย” พงศธรนิ่วหน้าแก้ตัวจากข้อกล่าวหา
“เฮอะ! ไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้นเหรอ แหกตาอ่านหนังสือพิมพ์ซิ ชื่อแกน่ะหราอยู่บนหน้าหนึ่งทุกฉบับแล้ว”
พงศธรมองหน้าบิดาอย่างงงๆ พลางหยิบหนังสือพิมพ์หนึ่งในหลายฉบับนั้นขึ้นมาอ่าน
‘ดับแค้นอดีตเพื่อนด้วยกระสุนสนั่นกรุง
พงศธรส่งสมุนไล่ล่าลูกเสี่ยอสังหาฯหวิดดับ‘
‘ทายาทเสี่ยพันล้านซิ่ง หนีกระสุนลูกรมต.
รถพลิกคว่ำเจ็บสาหัส’
“เฮ้ย! นี่มันอะไรกันเนี่ย ผมไม่ได้ส่งใครไปยิงไอ้ปรมะซักหน่อย” ตาเรียวเล็กของพงศธรเบิกกว้างก่อนร้องเสียงหลงหลังอ่านข่าวพาดหัวจากหนังสือพิมพ์สองฉบับในปึกนั้นจบ
“ยังมีหน้ามาปฏิเสธ ก็เจ้าตัวเขาบอกตำรวจอย่างนั้น แล้วยังมีพยานมายืนยันด้วย”
“ไอ้ปรมะมันกล้าดียังไงมาปรักปรำผม พ่อต้องจัดการเรื่องนี้ให้ผมด้วยนะ มันใส่ร้ายผมชัดๆ” ลูกชายรัฐมนตรียังยืนกรานเสียงแข็ง
“จัดการ! ฉันจัดการให้แกมากี่เรื่องแล้วไอ้ธร คราวนี้เห็นทีฉันต้องตัดหางปล่อยวัดแกซะแล้ว ให้ไปนอนเล่นในคุกซะบ้าง จะได้รู้สึกซะที”
รัฐมนตรีดำรงค์พูดไปด้วยโทสะ หากใจจริงก็ไม่อาจยอมให้ลูกชายคนเดียวไปเผชิญชะตากรรมเช่นนั้น ทั้งที่อิดหนาระอาใจกับพฤติกรรมลูกชายตัวแสบเหลือเกิน
“ทำไมพ่อไม่เชื่อผม” พงศธรลุกขึ้นยืนโวยวายเสียงดัง “ผมบอกว่าไม่ได้ทำ ก็ไม่ได้ทำสิ”
“จะให้ฉันเชื่อแกได้ยังไง” คนเป็นพ่อเอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากบุตรชาย ก่อนพูดต่อ “ลูกน้องพี่รักษ์ ก็เป็นคนบอกฉันเองว่า เห็นแกสั่งอะไรกับไอ้สมหวัง กับไอ้บุญเพิ่ม สักพักไอ้สองตัวนั่นก็ขับรถตามไปทันที ไอ้พวกเวรนั่นก็เหมือนกัน ฉันใช้ให้มันคอยคุ้มกันแก แต่เสือกทำตัวเป็นขี้ข้าหมารับใช้ซะนี่ คอยดูนะถ้าไอ้สมหวัง กับไอ้บุญเพิ่มมันพาดพิงแกเมื่อไหร่ ฉันจะไม่ช่วยเลย ปล่อยให้ติดคุกหัวโตทั้งนายทั้งลูกน้องนั่นแหละ”
รัฐมนตรีดำรงค์พูดจบแล้วก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนสันกรามขึ้นนูนด้วยแรงโกรธ
“คำยืนยันของผมไม่มีความหมายอะไรกับพ่อเลยใช่มั้ย” พงศธรมองพ่ออย่างน้อยใจ
“ใครจะเชื่อคำจากปากผู้ร้ายเล่า” ผู้บิดาตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยอยู่ในที
“แต่ผมเป็นลูกพ่อนะ ไม่ใช่ผู้ร้าย” น้ำเสียงนั้นมีแววตัดพ้อ
“จำได้เหมือนกันเหรอว่าเป็นลูกฉัน รู้อย่างนี้แล้วก็หัดทำตัวให้มันสมกับเป็นลูกชายรัฐมนตรีหน่อยซี่ รู้จักรักษาหน้าพ่อบ้าง อย่าให้ฉันอับอายเขาไปทั่วที่มีลูกเป็นอันธพาลอย่างแก”
“พ่ออายที่มีลูกเป็นอันธพาล แต่ไม่อายที่มีเมียใหม่เป็นอดีตกะหรี่” อารมณ์ของพงศธรพลุ่งพล่าน
“ไอ้ธร!” ผู้เป็นพ่อคำรามลั่น
“โกรธเหรอ ผมพูดแทงใจล่ะสิ กะหรี่ยังไงก็เป็นกะหรี่อยู่วันยังค่ำ ต่อให้ชุบตัวเป็นเมียรัฐมนตรี มันก็ลบอดีตเน่าๆไม่ได้หรอก”
“แกหยุดพูดก้าวร้าวลิลลี่เดี๋ยวนี้นะ” รัฐมนตรีดำรงค์ชี้หน้าลูกชายพูดปากคอสั่นด้วยโมโหเต็มที่
“ไม่หยุด!” พงศธรตะโกนพูดใส่หน้าบิดาอย่างไม่เกรงกลัว “ทีกับอีกะหรี่นั่นพ่อกลับปกป้อง มันพูดอะไรพ่อเชื่อมันทุกอย่าง แต่ลูกในไส้แท้ๆโดนกล่าวหาพ่อกลับไม่เชื่อ”
แรงโทสะที่เพิ่มเป็นทวีคูณส่งให้รัฐมนตรีดำรงค์ถึงกับตัวสั่นริกๆ เมื่อลูกชายพงศธรกล้าเอ่ยว่าพาดพิงถึงภรรยาสาวคนใหม่ อดีตนักแสดงสาวตกอับ จนต้องผันตัวมาเป็นโสเภณีในสังคมชั้นสูงอย่างลับๆ รัฐมนตรีดำรงค์ซึ่งตกพุ่มม่ายหลังภรรยาเสียชีวิตมาหลายปี เกิดความลุ่มหลงในเสน่ห์ยั่วยวน จึงแต่งงานกับหล่อนออกหน้าออกตา โดยไม่สนใจอดีตของดาราสาว ทั้งยังไม่ฟังเสียงทัดทานของผู้เป็นลูก ซึ่งต่อต้านแม่เลี้ยงคนใหม่อย่างสุดกำลัง
“ถ้าแกไม่หยุดคำพูดกักขฬะของแก ฉันก็จะไม่ช่วยอะไรแกอีกแล้วไม่ว่าแกจะไปทำชั่วช้าเลวทรามไว้ที่ไหน” ผู้เป็นบิดาเค้นเสียงเข้มเด็ดขาด
แทนที่จะสลดพงศธรกลับลอยหน้าลอยตา ยิ้มเยาะผู้เป็นพ่อ “หลงเสน่ห์อดีตอีตัวขนาดหนัก จนไม่แคร์ลูกเลยหรือครับคุณพ่อ นึกเหรอว่าผมจะสนใจ จะเรียกมันแบบนี้ล่ะ อีกะหรี่ อีกะหรี่ อีกะหรี่”
ผลั๊วะ! กำปั้นลุ่นๆของผู้สูงวัยกระแทกเข้าบนใบหน้าของบุตรชายอย่างแรง กระทั่งพงศธรเซถลาไปด้านหลัง
ชายหนุ่มจ้องตาบิดาเขม็งอย่างเจ็บแค้น มือคลำบริเวณผิวแก้มด้านซ้าย ที่มุมปากมีเลือดซึมออกมา
“พ่อชกผม” พงศธรพูดได้เพียงเท่านั้น ทั้งโกรธระคนน้อยใจคนเป็นพ่อ ตั้งแต่เกิดมาจนเป็นหนุ่มใหญ่ ชายหนุ่มเพิ่งได้ลิ้มรสหมัดของรัฐมนตรีดำรงค์เป็นครั้งแรก
“เออ! เอาเลือดชั่วๆออกมาซะบ้าง เผื่อจะดีขึ้น” เขาตะคอกใส่บุตรชาย คล้ายกับว่าความโกรธ ระอาใจ และผิดหวังในตัวบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนได้มารวมตัวกันแล้วระเบิดออกมาในวันนี้
ก่อนที่สองพ่อลูกจะเปิดศึกสงครามปากกันคำรบสอง หญิงสาวร่างอวบอัดซึ่งตกเป็นเหยื่อคำบริภาษของพงศธรเมื่อครู่ ก็เดินนำนายตำรวจยศพันตำรวจโท และจ่าตำรวจผู้ติดตามอีก 2 นายเข้ามาในห้องรับประทานที่รัฐมนตรีดำรงค์และลูกชายกำลังยืนจ้องหน้ากันอยู่อย่างจะกินเลือดกินเนื้อ
“ท่านคะ ตำรวจมาขอพบตัวคุณพงศธรค่ะ” หล่อนเอ่ยเสียงใส ขณะปรายตามองลูกเลี้ยงวัยอ่อนกว่าไม่กี่ปี ริมฝีปากเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนมีรอยยิ้มเยาะอย่างไม่ปกปิด
รัฐมนตรีดำรงค์หันมาตามเสียงนั้น ก็พบแขกผู้มาเยือนยามสาย แล้วก็พยายามข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติ
“สวัสดีครับท่าน” นายตำรวจหนุ่มยศสูงที่สุดในกลุ่ม ยกมือไหว้ทำความเคารพแทนการตะเบ๊ะ ก่อนจะแนะนำตัวอย่างนอบน้อม “กระผมพันตำรวจโทอนุชา เชี่ยวเชิงธรรมสารวัตรงานสืบสวนสอบสวนครับ”
“สวัสดีครับ” รัฐมนตรีดำรงค์ยกมือรับไหว้ “มีธุระอะไรหรือครับ”
“กระผมมาขอพบคุณพงศธร บุตรชายท่าน เพื่อเชิญไปสอบปากคำที่โรงพักครับ”
สิ้นคำของสารวัตรหนุ่ม พงศธรถึงกับหน้าแดงก่ำ เดินถลันเข้ามาโวยวายลั่น
“สอบปากคำเรื่องอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย”
“ธร! เงียบๆก่อนได้มั้ย” ผู้เป็นพ่อร้องปรามเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปถามสารวัตรอนุชา “มีเรื่องอะไรพูดกันที่นี่ก็ได้นี่ครับสารวัตร”
“คุณพงศธรตกเป็นผู้ต้องสงสัยเป็นผู้บงการลอบยิงคุณปรมะ ตามคำให้การของเจ้าทุกข์ และพยานครับ” สารวัตรอนุชายืดตัวตรงขณะแจ้งให้ท่านรัฐมนตรีและบุตรชายทราบ
พงศธรร้องโวยหนักขึ้นหลังได้ยินข้อกล่าวหา “จะมากไปแล้ว พวกมันจะมากล่าวหาผมลอยได้ยังไง ผมไม่ไปโรงพักเด็ดขาด”
“เรามีพยานยืนยันหนักแน่นหลายปากครับ คิดว่าคุณพงศธรคงรู้จักนายสมหวังกับดาบฯบุญเพิ่มดี” สารวัตรหนุ่มหรี่ตามองลูกชายรัฐมนตรีฯอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า
ได้ยินชื่อของลูกสมุนทั้งสองแล้ว พงศธรกลับเดือดดาลเพิ่มมากขึ้น ชายหนุ่มกำมือแน่น กัดฟันกรอดแค้นที่ถูกสมุนทรยศ
“ไอ้สองคนนั้นมันเกี่ยวอะไรด้วย ผมไล่มันออกไปเป็นชาติแล้ว” พงศธรโกหกหมายปัดสวะให้พ้นตัว
หากแต่คำให้การของลูกชายรัฐมนตรีดำรงค์ก็ไม่อาจช่วยให้ตนพ้นข้อกล่าวหาได้ หลังจากเจรจากันอีกครู่ใหญ่ พงศธรจำต้องยอมให้ตำรวจควบคุมตัวไปโรงพัก โดยมีผู้เป็นพ่อมองตามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“อย่าคิดมากเลยค่ะท่าน ถ้าคุณธรไม่ได้ทำจริงๆ เดี๋ยวตำรวจก็ปล่อยตัวแล้วล่ะค่ะ” ลดาวรรณ หรือลิลลี่ ภรรยาสาวเดินเข้ามาเกาะแขนพร้อมเอ่ยปลอบอย่างเอาใจ ทั้งๆที่หล่อนภาวนาให้ลูกเลี้ยงตัวแสบโดนจับเข้าซังเต จะได้ไปให้พ้นหูพ้นตาสักที
“กลัวแต่ว่ามันจะทำจริงๆน่ะสิ ฉันไม่รู้จะมีปัญญาช่วยมันได้แค่ไหน” รัฐมนตรีดำรงค์ผ่อนลมหายใจยาวบอกถึงความหนักหน่วงใจ
แม้ปากบอกว่าจะตัดหางปล่อยวัดลูกชายจอมเกเร แต่ในหัวของรัฐมนตรีอาวุโสนั้นกลับเฝ้าครุ่นคิดหาหนทาง งานนี้เขาจะใช้เส้นสายและอำนาจที่ตัวเองมีช่วยให้ลูกชายพ้นผิดได้อย่างไร
………………………..
เครื่องมือแพทย์นานาชนิดยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน ทว่าร่างหนาที่นอนอยู่บนเตียงซึ่งปูลาดด้วยผ้าสีขาวสะอาดนั้น ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงลมหายใจที่ยังคงรวยริน และแผ่นอกที่ขยับขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น เป็นสัญญานบอกถึงการมีชีวิตอยู่ของเจ้าของร่าง
หญิงสาวผมซอยสั้นยืนทอดสายตามองร่างนั้นอยู่ที่ข้างเตียง ลำคอหล่อนยังคงมีเฝือกอ่อนสวมอยู่ มือเรียวบางข้างที่ปราศจากเฝือกแขนพันนั้น ค่อยๆยื่นไปลูบไล้ใบหน้าคมเข้มนั้นเพียงแผ่วเบา
“พี่คีย์คะ จ๋ามาเยี่ยมนะ เมื่อไหร่พี่จะตื่นสักทีคะ” จิดาภาเอ่ยบอกเขาเสียงเครือ
หล่อนมาเยี่ยมเขาเป็นวันที่ 4 แล้วนับจากวันแรกที่มาเยี่ยมพร้อมปรมะ แต่คิรากรก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิม คล้ายคนนอนหลับไม่รู้ตื่น หญิงสาวได้แต่เฝ้าอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภาวนาให้เขาหลุดพันจากสภาพเจ้าชายนิทราเสียที
วันแรกที่หล่อนรับรู้จากปากชุติมา มารดาของคิรากรถึงอาการของคิรากร จิดาภาก็แทบจะทรงตัวไว้ไม่อยู่ หญิงสาวร้องไห้จนน้ำตาไม่มีจะไหล หล่อนสงสารเขาจับใจที่ชายหนุ่มอาจจะอยู่ในสภาพนี้ไปตลอดชีวิต เนื่องจากสมองของเขาได้รับบาดเจ็บมาก เป็นผลให้ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายหยุดทำงาน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สมองเขา…ตายไปแล้ว
มีเพียงปาฏิหาริย์เท่านั้น….ที่จะทำให้คิรากรกลับมามีสภาพเหมือนเดิมได้!
“วันนี้คุณโอ๊ตกลับบ้านแล้วนะคะ เหลือจ๋านอนอยู่โรงพยาบาลกับพี่คีย์สองคนแล้ว”
หล่อนพยายามทำน้ำเสียงให้ร่าเริง พูดกับเขาคล้ายเล่าเหตุการณ์ประจำวันเหมือนเช่นวันก่อนๆที่มาเยี่ยม
“พี่คีย์ไม่ต้องกลัวเหงานะ จ๋าจะมาเยี่ยมพี่ทุกวันเลยค่ะ จ๋าจะรอวัน…วัน…”หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น พยายามสะกดก้อนสะอื้นที่แล่นมาจุกอยู่ที่ลำคอ “จ๋าจะรอ…วันที่พีคีย์ตื่นขึ้นมาคุยกับจ๋าได้เหมือนเดิมนะคะ จ๋ารู้ว่าวันนึงพี่คีย์ต้องฟื้น พี่คีย์เป็นคนดี พระต้องคุ้มครอง”
พูดได้เพียงเท่านั้นจิดาภาก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป ทั้งๆที่สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า หล่อนจะไม่ร้องไห้ต่อหน้าเขา ถึงแม้เขาจะอยู่ในสภาพที่ไม่อาจรับรู้ได้ก็ตาม
พี่คีย์คงไม่อยากให้ใครทุกข์ใจ ความเศร้าโศกของคนรอบข้างอาจบั่นทอนกำลังใจของคนป่วยได้ คิดอย่างนั้นแล้ว หญิงสาวก็รีบปาดหยาดน้ำใสๆที่ไหลลงมาอาบสองข้างแก้ม หล่อนต้องเข้มแข็งและทำใจให้เชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งคิรากรจะต้องฟื้นขึ้นมา หล่อนจะต้องคอยเป็นกำลังใจให้เขาสู้เพื่อมีชีวิตอยู่
‘ตราบใดที่คีย์ยังมีลมหายใจอยู่ เราก็ยังมีความหวัง’ ชุติมา มารดาของคิรากรเคยบอกหล่อน หญิงสาวยังจำได้ถึงแววตาอันมุ่งมั่นบนใบหน้าอมทุกข์ของสตรีสูงวัย
ไม่ว่าคิรากรจะตื่นขึ้นมาในสภาพใด หล่อนก็จะคอยอยู่เคียงข้างเขาเช่นเดิม แม้หล่อนจะไม่ได้เป็นเจ้าของหัวใจของเขาก็ตาม แต่ความรักที่หล่อนมีให้เขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลง หล่อนจะอยู่ตรงนี้เพื่อสนับสนุนพี่คีย์ของหล่อน…ตลอดไป ว่าแต่…เมื่อไรพี่คีย์จะตื่นสักทีนะ หล่อนอยากเห็นรอยยิ้มของเขาอีกสักครั้งเหลือเกิน
……………………….
เมอร์ซิเดส เบ๊นซ์ สีดำเป็นมันปลาบ แล่นผ่านประตูเหล็กอัลลอยด์ซึ่งเปิดออกโดยอัตโนมัติหลังชายผู้มีหน้าที่ขับรถกดปุ่มจากรีโมทคอนโทรล
ภายในกำแพงอิฐสูงสีขาวนั้น คือตัวบ้าน 2 ชั้น ขนาดใหญ่ หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีส้มอ่อน สลับสีส้มจาง ตามรูปแบบที่เรียกว่าบ้านสไตล์แคลิฟอร์เนีย สองข้างถนนทางเข้าสู่ตัวบ้าน ประดับด้วยต้นปาล์มสูง แลดูเป็นทิวแถวสบายตา สนามหญ้าเขียวขจีบริเวณหน้าบ้าน ประดับด้วยไม้พุ่มนานาชนิด ฝั่งปีกซ้ายของบ้านมีสระน้ำขนาดย่อม บัวสายหลากสี ทั้งชมพู แดง ขาว แข่งกันชูช่ออวดความงามในความเงียบเหงา…
สีเขียวขจีของพันธุ์ไม้หลากชนิด รวมกับสีสันสดใสของดอกไม้นานาพันธุ์ตลอดแนวทางเข้าบ้าน ไม่ได้ทำให้จิตใจของชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะหลังภายในตัวรถสดชื่นเบิกบานขึ้นมาแม้แต่น้อย
หากทำได้เขายินดีจะนอนที่โรงพยาบาลต่อมากกว่า กลับมาพักที่บ้าน อย่างน้อย…ที่นั่น เขายังมีเพื่อนพูดคุยคลายเหงาได้บ้าง นึกขึ้นมาแล้ว ใบหน้าอิ่มของหญิงสาวเจ้าของแววตาคู่หมองก็ลอยเข้ามาในมโนคิด
จิดาภา…ไม่เคยมีผู้หญิงคนใดที่ทำให้เขากลับมาครุ่นคิดคำนึงถึงได้เหมือนเธอ…ปรมะรำพึงกับตัวเองอยู่ในใจ
ขณะที่คนขับรถพารถยนต์เข้าเทียบจอดที่บริเวณมุขหน้าบ้าน สายตาของปรมะก็ปะทะเข้ากับรถสปอร์ตสัญชาติญี่ปุ่นสีขาว ซึ่งจอดอยู่บริเวณไม่ห่างจากตัวบ้าน
“นั่นรถใครน่ะ พล” คิ้วเข้มขมวดนิดหนึ่ง ด้วยปกติที่บ้านนี้ไม่ค่อยมีแขกไปมาหาสู่บ่อยนัก นับตั้งแต่นายอรรถ ผู้เป็นบิดาเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล
นายพล คนขับรถประจำบ้าน มีสีหน้ากระอักกระอ่วนก่อนตอบคำถามเจ้านายหนุ่ม
“รถของ…เพื่อนคุณนายครับ”
“เอ…แปลกจัง คุณแม่ไม่เคยมีเพื่อนมาหาถึงที่บ้านนี่นา หรือว่า…คุณแม่เป็นอะไรไป ไม่สบายหรือเปล่า” ถึงแม้จะไม่ค่อยสนิทกับผู้เป็นมารดานัก แต่ปรมะก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“ท่านสบายดีครับ” นายพล นึกอยากจะเพิ่มไปว่า คุณนายเขมจิราสบายมากทีเดียวละ แต่ก็ไม่อยากจะยุ่งกับเรื่องของนาย เผลอๆคุณปรมะซักไซ้ไล่เรียงขึ้นมา จนตนเก็บเรื่องไว้ไม่อยู่พลั้งปากเล่าพฤติกรรมอันไม่น่าอภิรมย์ของมารดาของเขาไป แล้วความรู้ไปถึงเจ้าตัว เขามีหวังตกงาน ให้เจ้านายหนุ่มไปรู้เห็นด้วยตาของตัวเองจะดีกว่า
ปรมะจึงได้ยิ้มบางๆแล้วยักไหล่ ก่อนจะก้าวลงจากรถ เพื่อเดินเข้าไปในตัวบ้าน
“อ้าว! คุณโอ๊ต ทำไมกลับมาเร็วจัง หายดีแล้วเหรอคะ” สมศรี คนรับใช้วัยอาวุโสในบ้าน เอ่ยทัก ละมือที่กำลังเช็ดถูนาฬิกาเรือนไม้ตั้งพื้นแบบโบราณ ซึ่งเป็นของตกแต่งบ้านมากกว่าจะใช้บอกเวลา
“! ”
“ผมไม่เป็นอะไรมากนี่ครับป้า หมอเขาเลยไล่ให้กลับบ้าน” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงแช่มชื่น
“ป้าขอโทษนะคะที่ไม่ได้ไปเยี่ยมคุณโอ๊ตเลย” ใบหน้าแม่บ้านสูงวัยสลดลง ก่อนก้มหน้าน้อยๆแล้วกล่าวต่อด้วยเสียงอันเบา “คุณนายเธอไม่อนุญาตให้ป้าไป ทั้งๆที่ป้าบอกว่าจะเอาของกิน ของใช้ไปให้คุณโอ๊ตแท้ๆ”
ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจเบาๆ ก่อนบอกคล้ายให้นางเบาใจ “ไม่เป็นไรหรอกครับป้าศรี คุณสุดถวิล เลขาฯผม เธอจัดการดูแลให้เป็นอย่างดี ป้าศรีไม่ต้องกังวลใจไปหรอกครับ”
ตลอดระยะเวลาที่เขานอนพักรักษาตัว ก็มีเพียงเลขาฯสาวใหญ่เท่านั้นที่หมั่นเวียนไปเยี่ยมเยียนไม่เคยขาด พร้อมจัดหาสิ่งของที่จำเป็น และข้าวปลาให้เขา นอกเหนือจากพนักงานในบริษัทแล้ว ไม่มีญาติคนใดไปเยี่ยมเขาสักคนเดียว ไม่เว้นแม้แต่มารดาของตัวเอง
สมศรีได้ยินแล้วค่อยมีสีหน้าสีตาดีขึ้นมาบ้าง หลังรู้ว่าเจ้านายหนุ่มไม่ถึงกับนอนป่วยอย่างไร้ญาติขาดมิตรอยู่ที่โรงพยาบาลเสียทีเดียว นางไม่เข้าใจคุณนายเขมจิราเลยว่า ทำไมถึงใจจืดใจดำกับลูกชายนัก ไม่เคยแม้แต่เอ่ยปากถามไถ่อาการของลูกชาย ส่วนคุณผู้ชายที่ป่วยหนักอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น คุณนายก็ไม่เคยย่างกรายไปเยี่ยม ดีแต่อยู่บ้านเสวยสุขกับ…ไอ้ทหารแมงดาคนนั้น! คิดมาถึงตรงนี้ สมศรีอดเหลือบขึ้นไปมองบนชั้นสองไม่ได้ ไม่รู้ว่าถ้าคุณโอ๊ตเห็นคนทั้งคู่เข้า เจ้านายหนุ่มจะรู้สึกอย่างไร
“คุณโอ๊ตทานอะไรมาหรือยังคะ” สมศรีถาม ก่อนเอ่ยต่ออย่างกระตือรือร้น “วันนี้ป้าทำขนมจีน แกงเขียวหวานไก่ ของโปรดของคุณโอ๊ตไว้พอดีเลย”
ชายหนุ่มระบายยิ้มชื่น แม้ในใจจะอดขมขื่นไม่ได้ว่า คนที่รู้ใจเขากลับเป็นคนที่ไม่ได้เกี่ยวพันกันทางสายเลือดแม้แต่น้อย
“ตอนแรกก็ว่าจะไม่ทานแล้วล่ะ แต่พอได้ยินแบบนี้ท้องผมร้องจ๊อกๆขึ้นมาเลยครับป้าศรี” พูดพลางเอามือลูบพุง
“งั้นไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารเลยค่ะ เดี๋ยวป้าจะจัดการให้” สมศรียิ้มแก้มปริ ก่อนจะเดินหายไปทางห้องครัว นางอยากประวิงเวลาไว้ หาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้านายหนุ่มขึ้นไปข้างบน ว่าแล้วในหัวหญิงสูงวัยก็ครุ่นคิดหากลวิธีอื่นต่อจากอาหารมื้อนี้ โดยนางมิได้คาดเลยว่า ความพยายามของตัวนั้นจะล้มเลวไม่เป็นท่า ด้วยว่าความลับนั้น ไม่มีในโลก
ลับหลังแม่บ้านสูงวัยไปแล้ว ปรมะตั้งท่าจะเดินเข้าไปที่ห้องรับประทานอาหาร หากแต่ก็ชะงักเท้าไว้ หลังก้าวเดินออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เขารู้สึกเหนียวตัวเหลือเกิน อยากอาบน้ำที่ห้องของตัวเองให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาสักหน่อย ปรมะจึงเปลี่ยนใจหมุนตัวก้าวเท้าขึ้นบันไดไปที่ห้องของตัวเองแทน
ชั้นสองของตัวบ้าน นอกจากห้องนอน 4 ห้องแล้ว ยังมีส่วนที่กั้นไว้สำหรับเป็นห้องนั่งเล่น ผนังด้านที่ติดทางเดินกรุด้วยกระจกใสให้ดูโปร่งโล่งตา ภายในห้องจัดเป็นศูนย์ความบันเทิง หรือ โฮมเธียเตอร์ อันประกอบด้วยทีวีจอใหญ่ และเครื่องเสียงชั้นดี
ปรมะเดินผ่านห้องนั่งเล่นนั้น เพื่อตรงไปยังห้องของตัว แต่พลันก็สะดุดกับภาพอะไรสักอย่าง ซึ่งเขาแลเห็นจากทางหางตา ชายหนุ่มหันไปมองต้นตอของภาพนั้น แล้วเขาก็ถึงกับชะงัก ตะลึงกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า!
ภาพที่เห็นคือมารดาของตนในชุดคลุมแบบกิโมโนผ้าแพรสีแดงเป็นเงาเลื่อม กำลังหัวเราะต่อกระซิกขณะที่นั่งซ้อนตักของผู้ชายร่างกำยำ แขนทั้งสองข้างกระหวัดเกี่ยวรอบคอชายผู้นั้นไว้อย่างหลวมๆ ครู่หนึ่งมารดาก็ก้มลงเอียงหน้าคล้ายรับฟังนายคนนั้นกระซิบอะไรบางอย่าง หล่อนหัวเราะน้อยๆก่อนจะแนบริมฝีปากลงจรดหน้าผากของชายตรงหน้า
จังหวะนั้นเองสายตาของเขมจิราก็ช้อนขึ้นมาปะทะเข้ากับสายตาที่วาวโรจน์ของบุตรชายเข้าพอดี หล่อนยิ้มเยาะราวกับไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ
“คุณแม่ทำแบบนี้ได้ยังไง” ปรมะสุดจะกลั้น เขาเปิดบานประตูกระจกเลื่อนอย่างแรง ก่อนจะถลันมายืนประจันหน้ากับแม่และชายชู้ของหล่อน
“ทำไมฉันจะทำไม่ได้” เขมจิราลอยหน้าพูด ขณะลุกขึ้นยืนพร้อมกระชับสายคาดเสื้อคลุมให้เข้าที่เข้าทาง โดยที่พันตรีกิติภพ ชายชู้ยังคงนั่งเอนกายอยู่บนโซฟา ด้วยใบหน้าที่ไม่ได้แสดงว่าทุกข์ร้อนนักที่ถูกจับได้
“คุณแม่น่าจะเห็นแก่คุณพ่อบ้าง ท่านยังนอนป่วยอยู่แท้ๆ” ปรมะกำหมัดแน่น ขณะพูดเสียงดังจนเกือบเป็นตะโกน
“เห็นแก่พ่อแกงั้นเหรอ แล้วเวลาที่มันไปนอนกับดาราคนโน้น นางแบบคนนี้ เลี้ยงเมียน้อยคนนั้น มันเคยเห็นแก่ฉันบ้างมั้ย” เขมจิราตะเบ็งเสียงลั่น
ได้ยินแล้วปรมะก็จนด้วยถ้อยคำ หากแต่ก็ยังพูดออกไป “ถึงคุณพ่อจะทำไม่ถูก แต่…คุณแม่ก็ไม่น่าจะทำอย่างนี้”
“ทำไมล่ะ เพราะฉันเป็นผู้หญิง พ่อแกเป็นผู้ชายใช่มั้ย ผู้ชายทำได้ทุกอย่าง อยากนอนกับใครก็ไปนอนได้ แต่ผู้หญิงสิ ผัวนอกใจ ไม่ดูดำดูดี ก็ต้องทน เก็บกดอารมณ์ไว้อย่างนั้นเหรอ แกมันก็คิดเห็นแก่ตัวเหมือนพ่อแก เหมือนผู้ชายทั่วไปไม่มีผิด” เขมจิราเอ่ยโต้ด้วยความคั่งแค้น
ปรมะขบฟันแน่น ขณะมองหน้าแม่นิ่ง “คุณแม่…การแก้แค้นคุณพ่อแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะครับ อย่างน้อยก็ในเรื่องศีลธรรม แล้วคุณแม่ไม่คิดบ้างเลยหรือครับว่า การที่คุณแม่ทำแบบนี้ มันจะทำร้ายจิตใจผมแค่ไหน” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเกือบเครือ รู้อยู่เต็มอกว่า คนเป็นแม่ไม่เคยนึกเป็นห่วงเขาอยู่แล้ว
เขมจิรามองเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวด้วยหางตา ก่อนจะแค่นยิ้มมุมปากเยาะเย้ย
“ถามทั้งๆที่รู้หรือจ๊ะลูกโอ๊ต” หล่อนทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะฉุดแขนนายพันหนุ่มใหญ่คู่ขาให้ลุกขึ้น “ไปคุยกันต่อในห้องพี่เถอะจ้ะภพ เบื่อคนขัดคอ” หางเสียงตวัดเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ
พันตรีกิติภพคว้าเสื้อเชิ้ตที่วางพาดอยู่บนพนักโซฟา แล้วลุกขึ้นเดินตามหญิงสูงวัยกว่าอย่างว่าง่าย
ปรมะมองตามร่างของบุคคลทั้งสองเดินจากไปด้วยดวงตาปวดร้าว ภาพที่มารดาเดินเบียดกระแซะผู้ชายที่เขาคะเนว่าวัยอ่อนกว่าแม่หลายปีนั้น กระแทกลงที่ใจของชายหนุ่ม จนเขารู้สึกชาไปทั้งตัว ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยโลหิตที่สูบฉีดขึ้นมาอันเนื่องมาจากความโกรธ
คำถามที่ไม่มีคำตอบเฝ้าวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในหัวของชายหนุ่มผู้ ‘เพียบพร้อม’ ด้วยทรัพย์ศฤงคาร ชาติตระกูล และการศึกษา แม่ไม่รักพ่อ เขายังพอเข้าใจว่าเหตุใด แต่ทำไม…แม่ไม่รักเขา! ซ้ำยังไม่เคยแม้แต่จะแสดงออกให้รู้ว่ารักเลย แม้เพียง…สักครั้งเดียว
————————–
February 27, 2006
**หมายเหตุไว้ก่อนเลย เพิ่งเขียนเสร็จหมาดๆเลยรีบเอามาลงก่อน กลัวไม่ว่าง ยังไม่ได้อ่านตรวจทานคำผิดนะ (ยังกะเคยอ่าน ฮ่าๆๆ) ถ้าใครอ่านเจอตรงไหนแปลกๆบอกด้วยนะ ใครช่วยจับผิดจะมอบหนังสือที่จะได้พิมพ์ให้ฟรีพร้อมลายเซ็นต์ (ทำยังกะว่าจะได้พิมพ์รวมเล่มแน่ๆ ก๊ากกก)** มิ๊สสสรักคนอ่านทุกคนค่ะ คริๆ
บทที่ 6
“คุณโอ๊ตอย่าเก็บคำพูดของแม่มาใส่ใจเลยนะคะ” จิดาภาเอ่ยบอกปรมะเบาๆ หลังเดินออกจากห้องพักของหล่อน เพื่อไปเยี่ยมดูอาการของคิรากรด้วยกัน
“ปกติแม่ของจ๋าเป็นคนมีเหตุผลนะคะ เพียงแต่ท่านอาจจะไม่สบายใจที่เห็นจ๋า…เอ่อ..เจ็บตัวแบบนี้” ท้ายประโยคหญิงสาวเอ่ยเบาๆ อย่างเกรงว่าคำพูดของหล่อนจะไปกระทบกระเทือนความรู้สึกของเขา
“ใช่ค่ะ น้าจันทร์แกกำลังเครียดที่ลูกสาวสุดที่รักมานอนเจ็บ เลยพูดออกไปแบบนั้น ปกติแกใจดีจะตายไป” ภริตาซึ่งตามออกมาดูแลเพื่อนรักด้วยรีบเอ่ยเสริม ทั้งๆที่ค้านกับความรู้สึกนิดหน่อย หล่อนคันปากยุบๆอยากจะต่อว่า ค่าที่มีส่วนพาให้จิดาภาและคิรากรเจ็บตัว (more…)
February 19, 2006
บทที่ 5
กริ่งโทรศัพท์กรีดเสียงดังอยู่เนิ่นนาน กว่าที่หญิงวัยเลยสาวไปหลายปีจะผลักอกชายหนุ่ม ซึ่งกำลังกอดรัดนัวเนียออกจากตัว เพื่อลุกขึ้นไปรับได้ ก็กินเวลาหลายนาที จนคนทางต้นสายแทบจะถอดใจวางหูโทรศัพท์
“ฮัลโหล” เขมจิรากรอกเสียงห้วนไปตามสายอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“คุณเขมจิรา ใช่มั้ยคะ” หญิงสาวต้นสายถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ก็ใช่สิยะ โทรเบอร์ตรงมาห้องนอนฉัน แล้วหล่อนหวังว่าใครจะมารับล่ะ”
“ค่ะๆ ขอโทษค่ะ” หญิงสาวคนเดิมตอบลนลาน “เอ่อ…คุณเขมคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ คุณโอ๊ตรถคว่ำ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล…” หล่อนแจ้งข่าวกับมารดาของปรมะ พร้อมบอกชื่อโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณจุดเกิดเหตุ (more…)