หวัดดีค่ะ เอาเรื่องใหม่ล่าสุดมาให้ลองอ่านกันดู อยากรู้ว่าจะชอบกันมั้ย แต่ไม่รับประกันว่าจะเอาตอนต่อไปมาลงได้เมื่อไหร่นะคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องของกิ่งแก้ว สาวโสดคนสุดท้ายในนิยาย 2 เรื่องแรกที่เขียนจบไป หวังว่าคงชอบกันนะคะ
*********************************
มีคู่เสียที ดีไหม โดย มิตรสินี
บทที่1 นักดูตัวมืออาชีพ
อาหารจีนกลิ่นหอมกรุ่นนานาชนิดถูกทยอยยกมาวางลงบนแท่นหมุนกลางโต๊ะจนครบ จานสุดท้ายที่อยู่ในชุดอาหารหลักก่อนที่จะเสิร์ฟของหวานเป็นชุดต่อไป คือเป็ดปักกิ่งอบน้ำผึ้ง ซึ่งได้รับการแล่เนื้อหั่นเป็นชิ้นบางพอดีคำ ข้างจานแนมด้วยยอดคะน้าใบอ่อนๆลวกกับน้ำซุปพอให้ผักสลด สีเขียวเข้มเป็นมันปลาบของใบคะน้าตัดกับสีชมพูอ่อนของขิงดองที่ถูกมุ่นม้วนดูคล้ายดอกกุหลาบ ตกแต่งให้อาหารจานนั้นดูน่าลิ้มลองมากขึ้นเป็นอักโข
เจ้าของมือเล็กๆขาวนวลมีเนื้ออิ่มอูมอย่างคนที่ไม่เคยผ่านการทำงานหนัก ตั้งตะเกียบกับโต๊ะเพื่อจัดให้ทั้งสองขาเท่ากัน ก่อนจะยื่นมือไปคีบเนื้อเป็ดล้วนๆหลายชิ้น มาใส่จานกระเบื้องพอร์ซเลนตรงหน้า โดยมิใยดีกับผักแกล้มสีสันสวยงามข้างจาน หล่อนสูดดมกลิ่นอันเย้ายวนนิดหนึ่งก่อนจะส่งเนื้อเป็ดชิ้นแรกเข้าปาก
ริมฝีปากบางเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนเบาสบเข้าหากัน ขณะค่อยๆละเมียดเคี้ยวชิ้นเนื้อนุ่ม สีหน้าหล่อนแสดงออกถึงความพึงพอใจในรสชาติ อันสมกับที่เป็นอาหารของเหลาชื่อดังย่านถนนพระราม 3
“อะแฮ่ม! อะแฮ่ม! หนูแก้วคะ” หญิงวัยกลางคนหน้าตาบอกเชื้อสายจีน แสร้งกระแอมไอเพื่อเรียกความสนใจจากหญิงสาวผู้กำลังเพลิดเพลินกับอาหารอันโอชะอย่างไม่กังวลเรื่องปัญหาไขมันส่วนเกิน
“คะ? ว่าไงนะคะ” กิ่งแก้วลดตะเกียบสีงาช้างลง ก่อนหันไปถามพลางเลิกคิ้วมองคุณวิมล ผู้ซึ่งเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการจัดการนัดในวันนี้
“เมื่อตะกี้นี้ คุณปริญญา เธอถามว่า หนูแก้วชอบไปเที่ยวต่างประเทศหรือเปล่า หนูแก้วยังไม่ได้ตอบเลยนะคะ”
หญิงสาวผิวขาวราวหยวกกล้วย ยิ้มน้อยๆ พร้อมส่งยิ้มเลยเผื่อไปให้ชายหนุ่มผิวขาวพอๆกัน ซึ่งนั่งอยู่ด้านตรงกันข้าม
“อ๋อ ชอบสิค่ะ แต่แก้วไม่ค่อยได้ไปบ่อยหรอกค่ะ ไม่ค่อยว่าง” ตอบเสร็จก็กลับไปสนใจเป็ดตรงหน้าต่อ
“คุณแก้วท่าทางจะชอบทานเป็ดมากนะครับ” ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกชื่อว่า ปริญญากล่าวอ้อมแอ้ม ด้วยแลเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าดูเหมือนจะสนใจรับประทานอาหารตรงหน้ามากกว่าการพูดคุยกัน
กิ่งแก้วระบายยิ้มแต่พองาม ในระดับที่มั่นใจว่าจะไม่ทำให้เกิดรอยยับใดๆรอบดวงตากลมโต อันผ่านการศัลยกรรมตาสองชั้นมาแล้ว
“แหม…ก็เป็ดที่นี่เขาอร่อยขึ้นชื่อนี่คะ” พูดแล้วก็ยกผ้าเช็ดปากขึ้นมาแตะๆรอบๆริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนตั้งข้อศอกข้างขวาไว้บนโต๊ะ เอามือขึ้นเท้าคาง ทำหน้าแฉล้มเป็นเชิงบอกว่า ‘เอาละ สนใจฟังตั้งใจคุยก็ได้ (วะ)’
“ที่ถามว่าชอบไปเที่ยวเมืองนอกมั้ย หมายความว่าถ้าแก้วชอบคุณปริญญาจะลดค่าแพ็คเกจทัวร์ให้เป็นพิเศษอย่างนั้นหรือเปล่าคะ”
หล่อนถามน้ำเสียงระรื่นทีเล่นทีจริง หมายมาดในใจว่า ถ้าหากปริญญา หรือ คุณโหงว (หรือคุณชายห้า ที่หล่อนแอบตั้งชื่อให้) ผู้ซึ่งเป็นทายาทคนสุดท้องของเจ้าของกิจการทัวร์ต่างประเทศชั้นนำ จะใจป้ำเซ็นต์หลังนามบัตรว่า ‘ลด 50% ตลอดชีพ’ แต่พอเห็นรอยยิ้มที่บานเต็มหน้ารวมทั้งประกายแวววาวเล็ดลอดออกมาจากดวงตาเล็กยิบหยีแล้ว กิ่งแก้วก็นึกอยากจะตบปากตัวเอง
“คงไม่ต้องลดหรอกครับ เพราะบางทีคุณแก้วอาจจะได้ไปเที่ยวฟรีทุกทัวร์”
กิ่งแก้วลดมือที่ยันคางลงอย่างฉับพลันทันใด เข้าใจนัยของคำพูดในบัดดล ไม่ใช่ว่าคุณชายห้า แห่งตระกูลเหมา ใจดีหรอกนะ แต่นั่นหมายความว่า เขาวาดหวังจะให้หล่อนตกลงปลงใจร่วมหอลงโรงกับเขาต่างหาก
เป็นนางสาวกิ่งแก้ว รัตนจินดามหาศาล อย่างทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว หล่อนไม่ได้นึกพิศวาทอยากเป็นสะใภ้เล็กของตระกูลเหมาเจริญทรัพย์ยิ่ง ซึ่งเป็นตระกูลอัครมหารวยเลยสักนิด ต่อให้เป็นตระกูลอัครอภิมหารวยดับเบิ้ลรวยตระกูลไหนๆ หล่อนก็ไม่สน ด้วยหล่อนรักและหวงแหนชีวิตโสดที่สุด รักมากๆเลยทีเดียวละ ไม่อย่างนั้นจะกอดความสาวรักษาพรหมจรรย์มาจนถึงอายุ 35 ได้หรือ!
“สงสัยคงจะไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ” น้ำเสียงหล่อนสะบัดเล็กน้อย ไม่มีรอยยิ้มปรากฏขณะพูด บอกให้รู้ว่าหล่อนค่อนข้างจริงจังกับความนัยที่ส่งไปนั้น
ทว่าทันทีที่พูดจบ กิ่งแก้วก็สะดุ้งโหยงๆ ด้วยรู้สึกเจ็บหนึบๆที่หน้าขาด้านซ้าย และเมื่อก้มลงไปมองที่ต้นตอ หล่อนก็เห็นมืออวบอูมของมารดาวางแปะอยู่อย่างรอท่าว่า ขืนหล่อนพูดอะไรไม่เข้าหูอีก สองนิ้วของหม่าม้า ก็พร้อมจะหนีบหน้าขาหล่อนให้เขียว
“หนูแก้ว คงหมายความว่าเกรงใจคุณปริญญาล่ะสิ” วิมล ผู้ทำหน้าที่ ‘แม่สื่อ’ เป็นอาชีพเสริม รีบเอ่ยปากแก้ตัวแทนฝ่ายหญิง ผู้ทำท่าราวกับไม่ใส่ใจกับการนัดดูตัวในวันนี้สักเท่าไร
ถ้าเป็นลูกเป็นเต้า วิมลอยากจะจับกิ่งแก้วเขย่าให้รู้สึกตัวเสียบ้าง อายุก็มากแล้ว หน้าตาก็ไม่ได้สวยเป็นนางสาวไทยเสียหน่อย นางสู้อุตส่าห์จับคู่ หาหนุ่มรวยๆมานัดขอดูตัวให้ตั้งหลายต่อหลายราย กิ่งแก้วก็ไม่สนใครสักที หากไม่ใช่ว่านางสนิทกับเจ๊เหมยฮัว มารดาของกิ่งแก้ว กับหวังค่าจ้างค่าออนนิดหน่อยแล้วละก็ วิมลจะไม่ยอมนัดชายหนุ่มคนไหนมาดูตัวกิ่งแก้วโดยเด็ดขาด เสียทั้งเวลา และอารมณ์
“ค่ะ แก้วหมายความว่าอย่างนั้นละ” หล่อนฝืนยิ้มทั้งยังคลำต้นขาที่เพิ่งโดนหยิกมาหมาดๆป้อยๆ ‘ม้านะม้า แค่นี้ก็ต้องทำร้ายร่างกายกันด้วย’ หล่อนบ่นว่ามารดาอยู่ในใจ
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ เราคนกันเอง” หนุ่มใหญ่วัยใกล้ 40 บอกด้วยน้ำเสียงสุภาพ ยิ้มหน้าบานเสียจนนัยน์ตาเล็กหยีแทบจะปิดกลายเป็นเส้นตรง
กิ่งแก้วนึกสงสัยก่อนหน้าที่จะมาดูตัวนักว่า ปริญญาอายุขนาดนี้ ทำไมหาแฟนเองไม่ได้จนต้องพึ่งพากระบวนการดูตัว วิธีที่ชาวไทยเชื้อสายจีนหลายครอบครัวนิยมใช้ เพื่อเฟ้นหาคู่ให้บุตรหลาน โดยมีแม่สื่อเป็นโต้โผจัดการติดต่อและป้อนข้อมูลสรรพคุณของแต่ละฝ่าย เรียกเป็นภาษาอังกฤษก็คือ เป็น Match Maker ดีๆนี่เอง
ตามที่คุณวิมลเล่าสรรพคุณชายหนุ่มคนที่คาดว่าจะ ‘สม’ กันกับหล่อนนั้น ได้ความว่า นอกจากทรัพย์สมบัติที่ใช้ไปถึงชาติหน้าก็ยังไม่หมดแล้ว ปริญญายังเป็นคนขยันขันแข็ง เอาการเอางาน จบปริญญาโทจากอเมริกา ไม่มีนิสัยเจ้าชู้ก้อร่อก้อติก เหตุที่ยังหาคู่ไม่ได้ ทั้งๆที่คุณสมบัติเพียบพร้อมเช่นนี้ (ยกเว้นว่าหน้าตากระเดียดไปทางแป๊ะยิ้มมากไปนิด) ก็เพราะปริญญามัวแต่ห่วงขยายกิจการจนลืมที่จะหาคู่ให้ตัวเอง ประกอบกับเป็นคนขี้อาย ก็เลยได้กินแห้วไปหลายกระป๋อง
แม่สื่อยังเสริมอีกว่า ทันทีที่ปริญญาได้เห็นรูปถ่าย (แต่งงดงามจากสตูดิโอ) ของกิ่งแก้ว บวกกับคุณสมบัติด้านการศึกษาและการทำงาน ชายหนุ่มก็กระตือรือร้นที่จะขอดูตัวทันที อีกทั้งยังเป็นคนเลือกสถานที่นัดเป็นภัตตาคารอาหารจีนที่ขึ้นชื่อแห่งนี้อีกด้วย
คุณสมบัติการศึกษาอย่างนั้นหรือ? หล่อนจบเพียงปริญญาตรีมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งไม่ใช่อันดับ 1 หรืออันดับ 2 ของเมืองไทยสักหน่อย ส่วนการทำงาน ตลอดชีวิตหล่อนไม่เคยเป็นลูกจ้างใคร เพราะหางานทำไม่ได้ ก็เลยต้องตกกระไดพลอยโจนทำงานให้ครอบครัว กิ่งแก้วยังนึกไม่ออกว่า คุณสมบัติ 2 ข้อนี้ มันเลิศเลอเสริมหล่อนให้เด่นขึ้นมาได้อย่างไร หญิงสาวปักใจเชื่ออย่างสุดลิ่มทิ่มประตูว่า ปริญญาจะต้องหลงความงามที่เห็นจากภาพถ่ายเป็นแน่
ก็รูปที่มารดาหล่อนคัดเลือกไปให้นั้น กิ่งแก้วงามน้อยเสียเมื่อไร แค่คิดอยากจะมีรูปสวยๆที่ถ่ายโดยสตูดิโอถ่ายภาพชั้นดีเก็บเอาไว้ดูยามแก่แท้ๆ ไม่คาดว่ารูปเหล่านั้นจะกลายมาเป็นรูปโฆษณาเชิญชวนให้มาดูตัวหล่อนไปเสียชิบ
หากเป็นคนอื่นที่ไม่ชอบวิธีจับคู่ให้บุตรหลานแบบดึกดำบรรพ์เช่นนี้ อาจจะมีการประท้วง หลบฉากไม่ยอมมาให้ดูตัวเสียอย่างนั้น แต่สำหรับกิ่งแก้วแล้ว หล่อนไม่เคยปฏิเสธ เมื่อใดที่มารดาร้องขอ หล่อนก็ ‘จัดให้’ ยินดีไปให้ดูตัวตามที่มารดาต้องการ และการดูตัวแต่ละครั้งหล่อนก็แต่งตัวสวยเต็มที่ รักษากริยามารยาทพอควร อาจจะมีหลุดๆบ้างบางครั้ง แต่ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียดจนอีกฝ่ายเมิน
เหตุผลที่หล่อนไม่เคยอิดออดนั่นหรือ…หึๆ กิ่งแก้วหัวเราะด้วยมาดนางร้ายอยู่ในใจ นอกจากจะอิ่มท้องกินอาหารอร่อย และได้เช็คเรตติ้งเสน่ห์ความงามของตัวเองแล้ว บททิ้งท้ายของการดูตัวนั้น มันหวานหอมชื่นใจน้อยอยู่เสียเมื่อไร
. ………………………
“หมื่นนึง! เขาใส่ซองมาให้แกตั้งหมื่นนึงเชียวหรือนังแก้ว” เนาวนิตย์เพื่อนสาวของหล่อนร้องถามอย่างแทบไม่เชื่อหูตัวเองกลางร้านอาหารญี่ปุ่น ย่านสยามสคแวร์ มือที่ตั้งท่าจะดึงหลอดมาดูดชาเขียวเย็นชะงักค้าง
“ก็ใช่น่ะซี่” กิ่งแก้วลอยหน้าลอยตา ส่ายหัวกระด็อกกระแด๊กราวกับนางเอกหนังแขก จนผมที่เพิ่งไปยืดตรงและทำไฮไลท์สีน้ำตาลแดงมานั้นสะบัดพริ้วไปมา หญิงสาวยิ้มกริ่มอย่างกระหยิ่มใจ ก่อนจะคีบข้าวปั้นหน้ากุ้งเข้าปาก
“มิน่าล่ะ แกถึงไม่พลาดการดูตัวนัดไหนๆเลย ใช่มั้ยนังแก้ว” บุษบงเพื่อนรักของหล่อนอีกคนถามอย่างอดหมั่นไส้ไม่ได้
“ฮู้ว!ตั้งหมื่นนึง ฉันต้องรับจ็อบเขียนบทความตั้ง 3 เรื่องแน่ะ แล้วกว่าจะได้เงินหมื่นนี่นะ ฉันก็ต้องค้นคว้าหาข้อมูลตาเหลือก แต่แกนี่แค่ไปนั่งๆยิ้มๆ ก็รับมาแล้วหมื่นนึง” เนาวนิตย์ผู้มีอาชีพนักข่าวประจำนิตยสารเชิงครอบครัวเอ่ยขึ้น ราวกับจะตัดพ้อถึงโชควาสนาของตัว
“แหมแก! ก็ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆนะยะ ฉันก็ต้องแต่งองค์ทรงเครื่อง เสริมความงาม เสียเงิน เสียเวลา มันก็ต้องทำอะไรบ้างเหมือนกัน” กิ่งแก้วบ่นถึงความยากลำบากของตัวเองอย่างไม่จริงจังนัก
“ฉันก็เห็นแกแต่งตัว ‘งาม’ ออลเดอะไทม์ อยู่แล้วนี่ยะ จะยกมาอ้างทำไม”
บุษบงผู้ที่ยังหมั่นไส้เพื่อนไม่หายแกล้งค่อนขอด ด้วยว่ากิ่งแก้วนั้นเป็นสุดยอดของผู้ตามแฟชั่น หล่อนเป็นคนที่สนใจดูแลความงาม และตามแฟชั่นอย่างกระชั้นชิดไม่มีตกขอบ ไม่ว่าจะเป็นทรงผม เทรนด์แต่งหน้า เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ไล่เลยไปถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณต่างๆ เรียกว่าตั้งแต่หัวจรดเท้าของกิ่งแก้ว คล้ายมีป้ายที่มองไม่เห็นเขียนบอกไว้ว่า ‘ฮิป ฮิป ฮิป ฮิป’
ความทันสมัยของกิ่งแก้วเป็นที่รู้กันทั่วภายในเพื่อนรุ่นเดียวกัน กระทั่งมีคนกล่าวว่า หากเพื่อนคนใดออกไปอยู่ป่าอยู่ดอยมานาน หรือมัวแต่เลี้ยงลูกปรนนิบัติสามี จนตกกระแสโลก แล้วต้องการจะรับรู้ข่าวใหม่ๆในวงการความสวยความงามอีกครั้ง ควรกดโทรศัพท์ไปหากิ่งแก้วด่วน โดยกิ่งแก้วอาจจะแถมข่าวดาราฮอลลีวูดที่กำลังฮอตให้ประดับสมองอีกด้วย จนเป็นที่มาของสโลแกนที่ว่า ‘เกาะกิ่งแก้วไว้ไม่มีเอ้าท์’
เจ้าแม่แฟชั่นวาดมือขึ้นมาปิดที่ปากบางก่อนหัวเราะน้อยๆอย่างมีจริต ภาคภูมิใจในคำค่อน ซึ่งหล่อนแปลเป็นคำชมด้วยตนเองเสร็จสรรพเรียบร้อย
“เวลาออกไปดูตัวแบบนี้ มันก็ต้องมีแต่งตัวเพิ่มกว่าปกตินิดหน่อย จะได้มีผลกับเงินในซอง” นักดูตัวมืออาชีพกล่าว
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า หากชายหนุ่มที่นัดขอดูตัวสาวนั้น มีความพึงพอใจ ฝ่ายชายก็จะต้องเอาเงินใส่ซองให้เป็นการบอกว่าสนใจต้องการจะสมัครรักใคร่กับสาวเจ้า พอใจมากก็ใส่มาก แต่ถ้าไม่พอใจบางคนอาจจะไม่ใส่เลย หรืออาจจะให้นิดหน่อย นัยว่าพอให้เป็นค่าแท็กซี่กลับบ้าน
จากประสบการณ์การไปให้ฝ่ายชายดูตัวมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งถ้าจะนับเป็นเวลาก็ยาวนานกว่า 10 ปี กระทั่งหล่อนแทบจะนับว่าการรับนัดดูตัวเป็นจ็อบพิเศษของหล่อน ด้วยได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ซองที่กิ่งแก้วได้รับมักมีเงินสอดอยู่เป็นจำนวนมากเสมอ อย่างน้อยๆก็ต้องได้สัก 2000 บาท มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ที่หล่อนได้มาแค่ 200 ด้วยว่าวันนั้นฝ่ายชายพูดจาไม่เข้าหู จนทำให้หล่อนอารมณ์เสีย เลยเผลอปากตอบโต้ไปบ้าง อันเป็นผลทำให้เกียรติประวัติการดูตัวของหล่อนด่างพร้อย จนไม่กล้าบอกให้เพื่อนๆรู้ว่า หล่อนก็เคยได้เงินจำนวนน้อยมาเหมือนกัน
“เดือนๆนึงแกได้ดูตัวกี่หนวะแก้ว” เนาวนิตย์โพล่งถามขึ้นมา ใบหน้าครุ่นคิด
“บ้า! ใครเขาจะมาดูตัวกันเดือนละหลายหน ปีนึงฉันรับแค่ 5-6 ครั้งเท่านั้นละ” นักดูตัวตอบ
“5-6 ครั้ง ก็ตีได้ว่า 2 เดือนครั้ง สมมติว่า ได้ครั้งละห้าพัน ก็เท่ากับว่ามีเงินพิเศษมาเดือนละสองพันห้า” เนาวนิตย์คิดคำนวณ แล้วความคิดบางอย่างก็วาบเข้ามา หล่อนจึงเอ่ยบอกเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงจริงจังมากๆ “เออว่ะ อาชีพนี้น่าสน แกเอาชื่อ เบอร์โทร พร้อมคุณสมบัติฉันไปเสนอ แม่สื่อแกหน่อยสิ ฉันยินดีรับเดือนละ 1 ครั้ง เป็นอย่างน้อย”
กิ่งแก้วกับบุษบงได้ยินแทบจะสำลักซูชิออกมาพร้อมกัน ด้วยตะลึงกับความคิดอันล้ำเลิศของเพื่อน
“แกมีแฟนแล้ว จะไปนัดดูตัวทำบ้าอะไรล่ะนังนิตย์” บุษบงรีบเอ่ยเตือนสติเพื่อน “ถ้าคุณติ้นรู้เข้า เขาจะว่ายังไง” หล่อนอ้างถึง ติณณ์ ชายหนุ่มที่เนาวนิตย์เพิ่งตกลงปลงใจเป็นแฟนด้วยหมาดๆ
“ก็ไม่ต้องให้เขารู้สิ ถ้าเขารู้ฉันก็จะบอกความจริงว่า ฉันแค่ต้องการหารายได้เสริม เก็บเงินไว้ซื้อบ้านไง” เนาวนิตย์เฉลยความคิดของตัว
“เมื่อไหร่ แกจะคิดอะไรเหมือนๆชาวบ้านเขาบ้างวะนิตย์” กิ่งแก้วส่ายหน้าระอาใจกับความคิดแผลงๆของเพื่อนสาว “แม่สื่อ เขาต้องติดต่อหาคนที่ต้องการจะแต่งงานจริงๆ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆก็จะไปให้ชื่อขอให้นัดดูตัว”
“แล้วแกอยากจะแต่งงานงั้นเหรอนังแก้ว ถึงได้รับนัดดูตัวทั่วราชอาณาจักรแบบนี้” บุษบงถามดักคอ พลางเลิกคิ้วสวยที่ได้รับการตกแต่งจนเข้ารูป
สาวหมวย ขาว อึ๋ม ทำปากเบ้ ก่อนยักไหล่ ตอบว่า “ก็ไม่ได้อยากแต่ง เพียงแต่อยากรู้ว่า ความงามขนาดฉัน จะมีใครสนมั้ย”
คำตอบของหล่อนทำเอาเพื่อนสาวทั้งสองได้แต่กลอกตา แล้วหันมามองหน้ากัน โรคชอบเช็คเรตติ้งของเพื่อนรักยังแก้ไม่หายสักที
“กับอีกอย่าง…ไปแล้วก็ได้เงิน ดีกว่าอยู่เปล่าๆ งวดนี้ได้เงินมาพอดีกับค่าคอร์สนวดหน้าเลย”
คำตอบต่อท้ายยิ่งทำให้เพื่อนทั้งสองกลอกตาหนักเข้าไปใหญ่ บุษบงและเนาวนิตย์จำได้ว่า กิ่งแก้วร่ำๆอยากจะซื้อคอร์สนวดหน้าบำรุงผิว ซึ่งต้องทำต่อเนื่อง 10 ครั้งเป็นเวลา 10 เดือน นัยว่าทำแล้วจะเห็นผลชัดเจนทันตา
เพื่อนรักทั้งสองรู้ดีว่า กิ่งแก้วพยายามทำทุกวิถีทางที่ไม่ใช่การทำศัลยกรรม เพื่อชะลอความสาวให้อยู่คงคู่กับใบหน้าหล่อนให้นานที่สุด คอร์สนวดหน้า คือวิธีล่าสุดที่กิ่งแก้วเพิ่งค้นพบ และเพื่อสิ่งนี้นี่เอง กิ่งแก้วจึงยอมรับนัดดูตัวครั้งที่ผ่านมาโดยไม่มีอิดออด และผลของมันก็ดีกว่าที่คาด ฝ่ายชายใส่ซองมาให้ราวกับรู้จำนวนที่หล่อนต้องการในใจ
หลังจากรับประทานอาหารญี่ปุ่นก็จนอิ่มหนำ เม้าท์กระหน่ำกันเสร็จสรรพ สามสาววัยต้นสามสิบ ก็เริ่มออกเดินชมสินค้าบวกกับย่อยอาหารไปในตัว กิ่งแก้ว บุษบง เนาวนิตย์ ซึ่งเป็นเพื่อนรักร่วมโหลชาดำเย็นสาบานกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย (คือสมัยเรียนพวกหล่อนดื่มน้ำชาดำเย็นที่บรรจุในขวดโหลเนสกาแฟด้วยกันบ่อยๆ กระทั่งพวกหล่อนนับว่า ชาดำเย็นน่าจะเป็นน้ำร่วมสาบานสำหรับพวกหล่อน) มีนัดกันเดือนละครั้งในวันอาทิตย์ ณ สถานที่เดิมที่พวกหล่อนพึงพอใจมาโดยตลอด…สยามสแควร์
สามสาวเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อย่างเพลิดเพลิน กิ่งแก้วเลือกซื้อกระโปรงผ้าทรงบานยาวคลุมเข่า ลวดลายกราฟฟิกสีสดใสอย่างที่กำลังนิยม หล่อนลองสวมใส่อยู่เป็นนานเพื่อให้แน่ใจว่า เข้ากับบุคลิกที่ดูกระฉับกระเฉง และใบหน้าที่ออกสไตล์หมวยนิดๆ ญี่ปุ่นหน่อยๆ เกาหลีน้อยๆของหล่อน (หล่อนขอรวมทุกเชื้อชาติในเอเชียที่ดูน่ารัก) ที่สำคัญเสื้อผ้านั้นต้องไม่เด็กเกินไปสำหรับสาววัยต้นสามสิบอย่างหล่อน (เฮ้อ! ใจจริงหล่อนไม่อยากพูดถึงอายุเลย มันตอกย้ำ)
“แกว่า กระโปรงตัวนี้ฉันใส่แล้วดูโอเคมั้ยวะ” กิ่งแก้วถามเพื่อนสาวทั้งสองเพื่อความแน่ใจ
“เออ ก็โอเคนะ แกขาว ใส่แบบนี้แล้วขับผิวดี ดูผ่องเชียว” บุษบงบอก
“ใส่แล้วไม่ดูเตี้ยไปกว่าเดิมนะ” กิ่งแก้วถามย้ำ ด้วยว่าหล่อนไม่ใช่คนสูง เพรียวอย่างเนาวนิตย์ หล่อนสูงแค่ 158 เซ็นติเมตรเท่านั้น ต่ำกว่ามาตรฐานหญิงไทยนิดหน่อย แต่หุ่นที่สมส่วน ไม่อ้วนไปไม่ผอมไป ทำให้หล่อนดูดี ใส่เสื้อผ้าแบบใดก็ไม่น่าเกลียด
กิ่งแก้วค่อนข้างพิถีพิถันกับเรื่องการแต่งตัวให้เข้ากับตัวเอง หล่อนไม่อยากให้ใครมาหัวเราะเยาะเอาได้ว่า หล่อนใส่เสื้อผ้าไม่เหมาะกับตัว หลายวันก่อนหล่อนเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง คะเนอายุคงราวๆปลาย40 เจ้าหล่อนใส่เสื้อสายเดี่ยวสีดำ สวมกระโปรงสั้นลายสก็อตสีแดงจีบรอบตัว แล้วยังล่อถุงเท้ายาวถึงเข่า เห็นแล้วกิ่งแก้วแทบอยากจะเข้าไปติวเข้ม วิชา
‘แต่งตัวให้สมวัย 101
’ เสียเดี๋ยวนั้น หากหล่อนก็ได้แต่ปฏิญาณกับตัวเองว่า หล่อนจะไม่มีวันแต่งตัวเช่นนั้นเด็ดขาด และคงจะต้องสั่งเสียเพื่อนๆหรือพี่น้องไว้ว่า ถ้าหล่อนเกิดทำตัวแบบป้าคนนั้นเมื่อไร ช่วยยิงหล่อนทิ้งเสียด้วย
พอเลือกซื้อเสื้อผ้า และของกระจุกกระจิกจนพอใจแล้ว ขบวนของสามสาวก็ไปจบลงที่ร้านหนังสือ สามคนแยกย้ายไปยังมุมหนังสือโปรดของแต่ละคน บุษบงตรงดิ่งไปที่นิยายแปลโรม๊านซ์ ซึ่งหล่อนกำลังติดหนึบหนับยิ่งกว่า ติดแฟนหนุ่ม เนาวนิตย์เข้ามุมหนังสือวิชาการด้านสุขภาพ ก่อนจะเลยเรื่อยไปที่หนังสือดูดวง
ส่วนกิ่งแก้ว เข้าไปหยิบๆจับๆ หนังสือสารคดีท่องเที่ยวอยู่หลายเล่ม ด้วยว่าช่วงนี้หล่อนรู้สึกอยากไปเที่ยวที่ไหนสักที่ ติดที่งานที่โรงงานของครอบครัวยังยุ่งอยู่มาก ทำให้หล่อนขอหยุดไม่ได้เลย ท่องเที่ยวไปตามตัวอักษรไปก่อน คงพอช่วยชะลอให้ชีพจรหล่อนไม่ลงมาที่เท้าได้บ้าง
กิ่งแก้วเลือกหนังสือท่องเที่ยวมาสองเล่ม เล่มหนึ่งเที่ยวกัมพูชา อีกเล่มหนึ่งเที่ยวภูฐาน ก่อนจะเดินเลยมามุมหนังสือประเภทแนะนำวิธีโน่นนี่สารพัด หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษง่ายๆว่า How to หล่อนตั้งใจจะหาดูว่า มีใครแปลหนังสือสอนการแต่งหน้าของ บ็อบบี้ บราวน์ เมคอัพอาร์ตติสท์ชื่อดังออกมาหรือยัง ก็ภาษาอังกฤษของหล่อนไม่แข็งแรงนี่นา ก็เลยไม่อาจเอื้อมซื้อต้นฉบับภาษาอังกฤษมาแกะอ่านทีละตัวได้
ระหว่างที่มองไล่เรื่อยไปบนชั้นหนังสือ หญิงสาวก็นิ่วหน้ากับหนังสือสีสันจัดจ้าหลายเล่ม ที่วางเรียงรายให้เห็นอย่างสะดุดตา
‘มารยาหญิง พันเล่มเกวียน’ ‘จับผู้ชายให้ได้ภายใน 7 วัน’ ‘50 วิธีมัดใจผู้ชาย’ ‘ล่อผู้ชายมาตกหลุม’ ‘เดทแบบนี้ได้แต่งแน่’ ‘ทำอย่างไรให้ตกคาน’ ‘30 ยังแจ๋วก็มีรักหวานแหววได้’ และเล่มสุดท้ายที่สะดุดใจหล่อนมาก ‘กลวิธีหาคู่ให้ได้ หลังอายุ 35’
หล่อนอายุ 35 ปีนี้แล้ว ควรจะหยิบเล่มนี้มาอ่านหรือเปล่านะ ‘เฮ้ย!ฉันไม่ได้อยากมีคู่จนตัวซีดตัวสั่น ถึงขั้นต้องพึ่งพาหนังสือสารพัดวิธีจับผู้ชายนะ’ หล่อนรีบร้องบอกตัวเองก่อนที่มือจะเอื้อมไปหยิบหนังสือหนึ่งในหลายเล่มนั้นขึ้นมา
มีบางอย่างสะกิดใจกิ่งแก้วอย่างแรง จนหล่อนอดรนทนไม่ไหว ต้องไปลากเพื่อนทั้งสองมายังชั้นหนังสือประเภท ‘ฮาวทูล่าผู้ชาย’
“พวกแกดูนี่ซิ เดี๋ยวนี้สังคมไทยเราวิกฤติถึงขึ้นที่ต้องมีคนลุกมาเขียนหนังสือสอนผู้หญิงล่าผู้ชายแล้วเหรอ” กิ่งแก้วชี้นิ้วกราดไปยังหนังสือที่วางรายเรียงอยู่บนชั้น
“ก็สังคมสมัยนี้เขารณรงค์ให้หญิงชายเท่าเทียมกันนี่แก” บุษบงบอกเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ ค่าที่ถูกขัดจังหวะในการเลือกซื้อนิยายโรม๊านซ์วาบหวิว
“เฮ้ย ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” กิ่งแก้วรีบขัด หล่อนก็เห็นด้วยเรื่องสิทธิสตรี และไม่รู้สึกแปลกที่ผู้หญิงบางคนอาจจะเริ่มจีบผู้ชายก่อน แต่หล่อนเกิดคำถามวูบขึ้นมาว่า “ผู้หญิงกลัวการขึ้นคานมากเสียจนต้องมีหนังสือพวกนี้ออกมาแนะนำกันให้สลอนขนาดนี้เลยหรือ แทนที่จะแนะนำวิธีการครองตัวเป็นโสด อย่างมีความสุข เพราะจะช่วยให้ผู้หญิงเราใจสงบมากกว่าร้อนรุ่มและฟุ้งซ่านกับการตามหาความรักนะ”
เพื่อนสาวสองคนซึ่งเพิ่งก้าวพ้นจากคำว่า ‘อนาคตคานทอง’ ได้ฟังสุนทรพจน์ของนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีโสดแล้วต่างก็พยักหน้าหงึกหงัก
“ก็คนที่เขาอยากมีคู่ก็มีนี่แกอยากอยู่เป็นโสดก็อยู่ไป จะไปร้องห้ามคนที่เขาอยากมีได้ไงล่ะ” เนาวนิตย์เอ่ยขัดขึ้นเบาๆ ด้วยหล่อนเคยตกอยู่ในสภาพโสดและอยากมีแฟนมากถึงมากที่สุดมาก่อน
“ฉันไม่ได้ร้องห้ามนะ แต่แกดูหนังสือพวกนี้สิ มันจะมากเกินไปแล้ว ยิ่งพิมพ์มาก็ยิ่งประกาศความพ่ายแพ้ของผู้หญิง ว่าเราต้องการผู้ชายมากแค่ไหน ดูสิไม่มีหนังสือสอนผู้ชายให้จีบผู้หญิงซักกะเล่ม โอ๊ย! ยิ่งพูดยิ่งเดือด” เสียงของหล่อนสั่นตามอารมณ์ที่พุ่งขึ้น
บุษบงเดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนรักเบาๆ เป็นเชิงบอกให้เพื่อนเย็นลง ก่อนจะเอื้อมไปหยิบหนังสือที่มีชื่อว่า ‘กลวิธีหาคู่ให้ได้ หลังอายุ 35’ ขึ้นมา
“แกลองเอาหนังสือเล่มนี้ไปอ่านดูละกัน ฉันซื้อให้เอง เผื่อจะเข้าใจอารมณ์ของคนอยากมีคู่มากขึ้น”
พูดจบบุษบงก็ส่งยิ้มอ่อนๆให้เพื่อนสาว พร้อมมองหล่อนด้วยแววตาปรานี หล่อนอยากให้กิ่งแก้วได้รู้บ้างว่า การมีคู่นั้นมันทำให้จิตใจเป็นสุขสดใสซาบซ่า ต่างจากชีวิตโสด…ที่ก็อาจจะเป็นสุขเหมือนกันของกิ่งแก้ว
มันเป็นความสุขคนละแบบ สุขแบบคนโสด กับสุขแบบคนมีคู่ ฉะนั้นต่างฝ่ายต่างไม่ควรกล่าวหาว่าร้ายซึ่งกันและกัน ด้วยแต่ละฝ่ายเป็นปัจเจกชน ล้วนมีความต้องการไปกันคนละแบบ เช่นเดียวกับที่กิ่งแก้วที่ยึดว่าอยู่เป็นโสดก็เป็นสุขได้ ก็ไม่ควรจะไปกล่าวว่าคนที่เขาอยากมีคู่ จนต้องพึ่งพาหนังสือ
“ก็ทีแกกับพวกผู้ชายทั้งหลาย ยังต้องมีการนัดดูตัวเพื่อหาคู่เลย แกได้ยินยอมนำตัวเองเข้าสู่วังวนของการอยากมีคู่แล้ว แกจะมาบ่นหาพระแสงอะไร” เนาวนิตย์บอกเพื่อนด้วยสำนวนวิชาการ พอจะเป็นสุนทรพจน์ได้ไม่แพ้กัน
“ฉันอยากมีคู่ที่ไหนเล่า ก็บอกแล้วไงว่า ฉันไปดูตัวเพื่อเหตุผลอื่นไม่ใช่เพราะอยากมีคู่” กิ่งแก้วร้องค้านแก้ข้อกล่าวหา
บุษบงและเนาวนิตย์มองหน้ากันแล้วก็ต้องกลอกตาเป็นรอบที่สาม ก่อนที่จะเดินกลับไปที่มุมหนังสือโปรดของตนต่อไป โดยไม่ใส่ใจเพื่อนสาวผู้ยังลักลั่นกับตัวตนสองด้านของตนเองอยู่ ระหว่างความเป็นนักดูตัวมืออาชีพ กับนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีโสด
————————————-