July 1, 2009

เหตุที่ฝนตก บทที่ 7

ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าเข้มมองตามรถบรรทุกสำหรับลากรถ ที่เพิ่งเคลื่อนตัวพ้นจากอาณาเขตบริเวณบ้าน โดยที่ท้ายรถนั้นได้มีรถเก๋งญี่ปุ่นขนาดกลางของหญิงสาวชาวไทยบรรทุกติดไปด้วย

เนธานจัดการโทรติดต่อหาช่างซ่อมรถที่ไว้ใจได้ ซึ่งเขาก็ได้รับการแนะนำมาจากเพื่อนอีกต่อหนึ่ง จากนั้นก็โทรหารถบรรทุกรับจ้างมายกรถของปณาลีไปส่งที่อู่

จะมีใครเคยทำอะไรให้กับคนที่เพิ่งรู้จักกันมากมายขนาดนี้หรือเปล่านะ เนธานคิด แม้แต่ชัค ผู้ช่วยของเขาก็ยังเอ่ยปากว่า เขาใจดีกับเจ้าหล่อนมากเสียเหลือเกิน ในสังคมปัจจุบันที่น้ำใจระหว่างเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งหายากเช่นนี้ การกระทำของเขาก็คงดูแปลก และมากเกินไปในสายตาของคนอื่นกระมัง

ชายหนุ่มไหวไหล่ให้กับตัวเอง จะสนใจคำของคนอื่นไปทำไม ในเมื่อเขามีความสุขที่จะได้เอื้อเฟื้อ ถ้ามีโอกาสได้ทำความดี ก็ทำเสียดีกว่าจะมองเมินแล้ววันหนึ่งมาหวนคิดรู้สึกผิดว่าไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไรเลย

ปล่อยใจว่าง มองทุ่งหญ้าสีเขียวชอุ่มรอบตัวบ้านสักพัก ก่อนที่เนธานจะหมุนตัวมุ่งหน้าเดินเข้าบ้าน ระหว่างนั้นก็ดึงโทรศัพท์มือถือที่เหน็บอยู่ที่เข็มขัด กดหมายเลขโทรศัพท์ของหญิงสาวที่เขาได้บันทึกลงไว้ในเครื่อง สัญญาณดังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความ ชายหนุ่มแจ้งเรื่องส่งรถไปซ่อม และที่อยู่ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ของอู่ซ่อมรถไว้ให้หล่อนรับทราบ ก่อนจะวางสาย

หมดเรื่องไปเปลาะหนึ่ง หลังจากนี้หล่อนก็คงติดต่อกับอู่ซ่อมรถได้เอง โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องทำตัวเจ้ากี้เจ้าการมากเกินฐานะของ “คนเพิ่งรู้จัก” อย่างที่ชัคค่อนขอดไว้

“เฮ้! น้ำ ซื้อรถใหม่เหรอ” เดวิด ลี ร้องถามเมื่อพบกับปณาลีที่ลานจอดรถของวิทยาลัย ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

“เปล่าค่ะ เอ่อ…รถเพื่อนน่ะค่ะ เขาให้ยืมมา” ปณาลีตอบเพียงสั้น ๆ

“เพื่อนที่ไหน น้ำมีเพื่อนคนอื่นที่นี่ นอกจากผมด้วยเหรอ” เดวิด นิ่วหน้า

ปณาลีลอบถอนหายใจ พลางคิดกงการอะไรที่หล่อนต้องรายงานให้เขารู้ด้วยว่า หล่อนไปมีเพื่อนที่ไหนไว้บ้างหลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่

“ฉันก็ต้องมีเพื่อนคนอื่นบ้างสิคะ” หล่อนปั้นหน้ายิ้มรักษามารยาท

“แล้วทำไมถึงต้องยืมรถเพื่อนล่ะ รถคุณเป็นอะไรไปเหรอ” เดวิด ถามด้วยน้ำเสียงสงสัย

“รถฉันเสียค่ะ เพื่อนเลยให้ฉันยืมรถใช้ชั่วคราว” ตอบไปแล้วหญิงสาวก็คิดในใจ อย่าถามอีกนะ ว่าเพื่อนคนไหน ทำไมให้ยืมรถ

“เพื่อนคุณใจดีจัง ทำไมไม่แนะนำให้ผมรู้จักบ้างล่ะ จะได้นัดเจอกันบ้าง” เดวิด บอกแล้วยิ้มจนดวงตาในกรอบแว่นตาสีน้ำตาลยิบหยี

“ค่ะ ไว้มีโอกาสจะแนะนำให้รู้จัก” ปณาลีตอบไปตามแกน ก่อนจะเอ่ยปากขอตัว หากตั้งท่าจะเดินผละออกมา หล่อนก็แทบจะสะดุดขาตัวเองล้มเมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของเขา

“ไม่ต้องกลัวว่าผมจะไปหลงเสน่ห์เพื่อนของคุณหรอกนะ ผมชอบสาวเอเชียด้วยกันมากกว่า โดยเฉพาะสาวไทย”

หญิงสาวต้องยืนหลับตานิ่งตั้งสติครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมาตอบรับคำสั้นๆ “ค่ะ”

ระหว่างที่มองหน้าที่ยิ้มเขิน ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่นั้น ปณาลีตัดสินใจไม่ถูกว่า ควรจะยิ้มให้อาจารย์หนุ่มชาวไต้หวันคนนี้ดี หรือว่าจะตีหน้ายักษ์ใส่ดี หากแต่จิตใจด้านดีก็ทำให้หล่อนส่งยิ้มน้อยๆ กลับไปให้ อย่างน้อย…เขาก็เคยมีน้ำใจช่วยเหลือหล่อน เป็นคำพูดที่ปณาลีบอกตัวเองไม่รู้กี่สิบรอบ ทุกครั้งที่คำพูดหรือการกระทำของเขากวนใจ

ปณาลีระบายลมหายใจ แล้วเลี่ยงเดินจากมา แต่…

“ขอผมเดินไปส่งคุณที่ห้องทำงานนะ”

และเมื่อหันไปมองข้างตัว เดวิดก็เดินตามประกบหล่อนเสียจนเกือบประชิดเสียแล้ว หญิงสาวอยากจะยกมือตบหน้าผากตนเอง ไม่น่าเลย! ไม่น่ายิ้มให้เลย!

หญิงสาวไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากปล่อยเลยตามเลย เดวิดเดินคู่ไปกับหล่อนด้วยใบหน้าเบิกบาน พร้อมคุยจ้อไปตลอดทาง หากปณาลีรู้สึกเซ็งเกินกว่าจะจับใจความเรื่องต่างๆ ที่เขาพูดถึง หล่อนได้แต่พยักหน้าเนือยๆ คล้ายรับฟังเขาไปอย่างนั้นเอง กระทั่งถึงห้องทำงานของตัวเอง

ถึงที่หมายแล้ว เดวิด ก็ยังอ้อยอิ่งอยู่หน้าประตู ไม่ยอมจะลาจากเสียที กระทั่งปณาลีต้องเอ่ยปาก หรืออีกนัยคือไล่เขาไปอย่างสุภาพ

“ฉันขอตัวทำงานต่อก่อนนะคะ เดวิด มีงานด่วนค่ะ ขอโทษด้วย”

“งานอะไรล่ะ มีอะไรให้ผมช่วยได้หรือเปล่า ผมไม่มีสอนตอนเช้า” อาจารย์หนุ่มเลือดมังกรยังยื้อเวลาที่จะอยู่ต่อ โดยไม่ใส่ใจถึงหน้าตาของหญิงสาวเริ่มตึงเล็กน้อย

“คุณช่วยฉันไม่ได้หรอกค่ะ เป็นงานที่ฉันต้องทำเอง และฉันต้องใช้สมาธิอย่างหนัก และอยากอยู่สงบๆ คนเดียว” หล่อนตัดสินใจเอ่ยด้วยเสียงเข้ม ในเมื่อเขาไม่สนใจถึงความเป็นส่วนตัว หล่อนก็จะไม่สนใจเรื่องมารยาทเช่นกัน

“น้ำโกรธผมเหรอ” เดวิด ถามเสียงอ่อย ทำหน้าเศร้าหมายให้หล่อนสงสาร “ผมเพียงแค่อยากจะช่วยคุณเท่านั้นเอง แต่ถ้ามันเป็นการรบกวนคุณ ผมไปก็ได้” พูดแล้วก็ก้าวเท้าถอยหลังออกไปจนพ้นเขตประตูห้องทำงาน

“ไม่ได้โกรธค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ โดยไม่ต่อประโยคที่อยากจะพูดต่ออีกด้วยว่า ‘แต่รำคาญมากกว่า’

เดวิด ลี ยิ้มชื่นอีกตามเคย “ขอบคุณครับที่ไม่โกรธผม อย่าลืมนะ ถ้ามีอะไรให้ช่วย ผมยินดีเสมอ ไปก่อนครับ บาย” พูดแล้วอาจารย์หนุ่มก็หันตัวกลับเดินไปตามทิศทางที่ไปสู่ห้องทำงานของตนเอง โดยทิ้งสายตาอาวรณ์ไว้ให้ เผื่อว่าหล่อนจะเห็นใจบ้าง

เมื่อร่างของชายหนุ่มพ้นประตูไป ปณาลีเดินไปปิดประตูแทบจะทันที หล่อนหันหลังพิงประตู หลับตาข่มอารมณ์แปรปรวน เป็นอาการขุ่นมัวแกมรำคาญ ซึ่งหล่อนก็ไม่สามารถบรรยายออกมาได้ รู้แต่ว่าเบื่อตาเดวิด ลี คนนี้เหลือเกิน หล่อนควรทำอย่างไรดี เพื่อให้เขาเลิกตอแยกับหล่อนสักที

เดินกลับมาที่โต๊ะทำงานเมื่อจิตใจสงบลงแล้ว หญิงสาวจึงได้หยิบโทรศัพท์มาเช็คข้อความที่เนธานฝากไว้ หล่อนไม่ได้รับสายเพราะว่ากำลังขับรถ แล้วล้วงมือหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าไม่ถนัด หล่อนจึงปล่อยเลยตามเลย เวลาที่ขับรถคนอื่นอยู่ หล่อนไม่อยากเสี่ยงอุบัติเหตุ ด้วยการทำอะไรอย่างอื่นระหว่างขับรถ

หญิงสาวหยิบปากกามาจดชื่อเจ้าของอู่ หมายเลขโทรศัพท์ พร้อมที่อยู่ของอู่ซ่อมรถใส่กระดาษไว้ เขาจัดการเรื่องต่างๆ ให้หล่อนมากแล้ว ต่อไปหล่อนคงต้องจัดการเรื่องรถของหล่อนเองบ้างแล้วล่ะ หล่อนไม่อยากติดหนี้บุญคุณเขามากจนเกินไป นี่หล่อนควรจะตอบแทนน้ำใจของเขาอย่างไรดีนะ เลี้ยงอาหารเขามื้อหนึ่ง คงยังน้อยเกินไป จะซื้อของขวัญตอบแทนเขาด้วยดีไหมนะ แล้วจะให้อะไรดีล่ะ

ปณาลีเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ครุ่นคิด หล่อนควรจะมอบอะไรตอบแทนให้เขาดีเล่า หล่อนไม่เคยซื้อของให้ผู้ชายคนไหนนอกจากวีรภัทร อดีตคนรักของหล่อน รายนั้นไม่ว่าหล่อนจะซื้ออะไรให้เขาก็ดูถูกใจไปเสียหมด หรือว่าจะเป็นเพราะยามรักก็ไม่รู้

ความคิดที่ย้อนนึกไปถึงคนรักเก่า ทำให้ความเหงาคืบคลานเข้ามาหัวใจของปณาลีโดยฉับพลัน หากเมื่อรู้สึกตัวหล่อนก็รีบสลัดไล่อารมณ์หม่นนั้นออกไป หล่อนมาที่นี่เพื่อลืมเขา ไม่นึกถึงเขาอีกไม่ใช่หรือ?

ก่อนที่น้ำตาที่รี่ไหลออกมา ปณาลีก็รีบเปิดแฟ้มทำงาน ดึงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ออกจากกระเป๋าหิ้ว ตั้งสติให้จดจ่อกับการทำงาน เพื่อที่ไม่คิดถึงเรื่องอื่นใดทั้งหมด ไม่ว่าผู้ชายคนเก่า หรือว่าผู้ชายคนไหนๆ หล่อนต้องขจัดพายุฝนออกไปจากหัวใจของหล่อนให้ได้ เพื่อพบกับท้องฟ้าที่สดใสในเร็ววัน

“อรุณสวัสดิ์ค่ะเนธ” เสียงใสๆ คุ้นหูที่เอ่ยทักทาย ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังต้องละมือจากเครื่องรีดนม แล้วเงยหน้าขึ้นหันมามองเจ้าของเสียงนั้น

“อรุณสวัสดิ์แมนดี้ เป็นไงบ้างล่ะ วันนี้ไม่มีเรียนหรือไง” เนธานยิ้มให้ และถามอย่างคุ้นเคย

เขารู้จักและเห็นเมลินดา หรือแมนดี้ เด็กสาววัย 18 มาตั้งแต่หล่อนเรียนไฮสคูลปี 1 โดยบิดาของหล่อน บิล กอร์ดอน เจ้าของฟาร์มโคนม ซึ่งเป็นลูกฟาร์มของเขาแนะนำลูกสาวคนเดียวให้รู้จัก

ฟาร์มของบิล อยู่ไม่ห่างจากฟาร์มของเนธานนัก เมลินดา จึงมักจะขับรถจากฟาร์มของบิดาแวะมาหาเขาบ่อย ๆ ด้วยแอบปลื้มชายหนุ่มโสดรูปงาม ฐานะมั่นคง แม้เขาจะมีวัยที่สูงกว่าหล่อนถึง 12 ปี เมลินดาก็มิได้ใส่ใจ และยิ่งทั้งพ่อและแม่ของหล่อนดูคล้ายจะส่งเสริมหล่อนอยู่กลาย ๆ เมลินดาก็ยิ่งเดินหน้าเต็มตัว หมายจะพิชิตใจเนธานให้ได้

หล่อนอยากเป็นคุณนายสมิธ ภรรยาเจ้าของฟาร์มกว้างใหญ่แห่งนี้ และบริษัทรวบรวมนมดิบส่งโรงงาน ธุรกิจที่มีรายได้เป็นกอบกำของเนธาน สมิธใจจะขาด มันคือความใฝ่ฝันที่หล่อนอยากให้เป็นจริงมากกว่าการเรียนจบมหาวิทยาลัยเสียอีก

เมลินดา ตั้งใจไว้ว่าถ้าเนธานขอหล่อนแต่งงานเมื่อไร หล่อนจะเลิกเรียนทันที แต่ถ้าเขาร้องขอให้หล่อนเรียนต่อ หล่อนก็อาจจะจำใจเรียนต่อไปเพื่อเอาใจเขา สาขาอะไรก็ได้ ที่จบง่าย ๆ แค่ได้ชื่อว่าจบมหาวิทยาลัยก็พอ

เด็กสาวผิวขาวร่างกลมกลึงสมส่วนในเสื้อสายเดี่ยวสีส้ม กางเกงยีนส์สี่ส่วนส่งยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม พลางเดินเข้าไปนั่งเบียดตัวข้างเขาอย่างสนิทสนม

ไอร้อนจากกายเด็กสาวทำให้ชายหนุ่มต้องรีบขยับตัวหนี ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างตัวเขากับเมลินดาไว้ในระยะที่พอเหมาะ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทำไมเนธานจะไม่รู้ว่าเมลินดาคิดประสงค์อะไร

รอยยิ้มจางจากไปใบหน้าของเมลินดา ก่อนจะกระเง้ากระงอดค่อนขอดเขา

“ทำไมต้องลุกหนีฉันด้วยล่ะค่ะ เนธ คุณรังเกียจฉันมากหรือไง”

“ไม่น่าแมนดี้ เพียงแต่ผมนั่งรีดนมวัวตั้งนานแล้ว มันเมื่อยน่ะ” เนธานแก้ตัวไปตามเรื่อง “อีกอย่างผมคิดว่าคุณอยากจะช่วยผมเสียอีก ผมเลยหลีกทางให้ คุณจะได้นั่งรีดนมวัวได้สะดวก” พูดพลางแกล้งหลิ่วตา คล้ายหยอกล้อเด็กสาว

เมลินดาพาซื่อ ยิ้มหน้าชื่นออกมาได้ “แหม…ฉันน่ะอยากจะช่วยคุณจะแย่ แต่ฉันรีดนมวัวไม่เป็นน่ะสิ พ่อฉันไม่เคยสอนอะไรฉันเกี่ยวกับฟาร์มเลย พ่ออยากให้ฉันเรียนหนังสืออย่างเดียว” เด็กสาวย่นจมูกในแบบที่หล่อนมั่นใจว่าดูน่ารัก

เมลินดาชอบส่องกระจกฝึกยิ้ม และทำหน้าตาในแบบต่างๆ จนจำได้แม่นยำว่าหน้าของหล่อนจะแสดงออกมาอย่างไรบ้าง

เนธานได้แต่ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรตอบ เขาเดาได้ว่าเมลินดาคาดหวังคำตอบอะไรจากปากเขา และเมื่อเขาเป็นฝ่ายเงียบ หล่อนจึงพูดออกมาเสียเอง

“คุณน่าจะสอนฉันเรื่องฟาร์มโคนมบ้างนะคะเนธ แล้วก็เรื่องการออกไปเก็บน้ำนมดิบตามฟาร์มต่าง ๆ ด้วย ความจริงฉันอยากนั่งรถบรรทุกนมไปกับคุณที่โรงงานที่เราเอานมไปส่งด้วยนะ” เมลินดาทำสีหน้าจริงจังขณะลุกขึ้นมายืนตรงหน้าเขา แล้วช้อนตามองใบหน้าเข้มด้วยดวงตาหวานฉ่ำ

“เฮ้! เนธ แมนดี้ คุยอะไรกันอยู่น่ะ” เสียงเอ่ยทักของชัค ทำให้เนธานยิ้มออกมาอย่างดีใจระคนโล่งอก ที่เพื่อนร่วมงานเข้ามาช่วยเขาจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดได้

ผิดกับเมลินดาที่ตีหน้าเบื่อทันทีที่หันไปเห็นบุรุษที่เดินเข้ามาขัดจังหวะ

“อืม…นายมาก็ดีแล้วชัค แมนดี้เพิ่งจะบอกว่า เธออยากนั่งรถบรรทุกไปส่งนมด้วย นายจะพาเธอไปด้วยได้มั้ยล่ะ” เนธานรีบชิงพูดก่อนที่เมลินดาจะเอ่ยอะไรต่อ

ชัคที่แอบชมชอบเด็กสาวอยู่แล้ว ยิ้มกว้างตอบรับทันที

“ด้วยความยินดีเลย รถส่งนมของผมไม่เคยมีสาวสวยมานั่งด้วยเลย จะมีคุณเป็นคนแรกนี่แหละที่จะได้นั่ง”

เมลินดามองเมินไปทางอื่น พลางตอบอย่างไม่ใยดี

“ฉันไม่ได้อยากนั่งรถไปกับคุณเสียหน่อย”

“แต่ก็เลี่ยงไม่ได้นะแมนดี้ เพราะคนที่ออกไปรับและส่งน้ำนมดิบ คือชัค” เนธานพูดพลางหัวเราะหึๆ “อ้อ…คุณอยากรู้เรื่องวิธีรีดนมวัวด้วยใช่มั้ย ชัคนี่แหละผู้ชำนาญการประจำฟาร์มของผม เขาจะสอนคุณได้มากทีเดียวล่ะ ถ้าคุณจะเริ่มบทเรียนวันนี้เลยก็ได้นะ ชัคคงยินดีสอน”

“แน่นอนอยู่แล้ว สำหรับแมนดี้ ผมไม่คิดค่าสอนด้วยนะ” ชัครับลูกต่อก่อนหลิ่วตาให้เจ้านายหนุ่ม

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน มีธุระต้องทำในออฟฟิศอีกเยอะเลย ฝากดูแลแมนดี้ด้วยนะชัค” พูดจบแล้วเนธานก็ยกมือขวาขึ้นเป็นเชิงเอ่ยลากับเด็กสาว “บายนะ แมนดี้ แล้วค่อยเจอกันใหม่ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม”

ไม่รอฟังคำทัดทานใดๆ จากเมลินดา เนธานรีบหมุนตัวเดิน ก้าวเท้าเร็วๆ จากมาทันทีโดยไม่เหลียวไปมองว่า เด็กสาวจะตีหน้ายักษ์ใส่ชัค หรือต่อว่าชัคอย่างไรบ้างโทษฐานที่เขามาขัดจังหวะ

“มานั่งตรงนี้สิ แมนดี้ ขั้นแรกผมจะสอนให้คุณรู้จักเครื่องรีดนมวัวก่อน ว่ามันทำงานยังไงบ้าง” ชัคเอ่ยบอกหล่อนด้วยเสียงนุ่มนวล

“ใครบอกว่าฉันอยากรู้เรื่องรีดนมกันล่ะ อย่าลืมว่าพ่อฉันก็มีฟาร์มโคนมเหมือนกัน ฉันเห็นวัว เต้านมวัวจนเบื่อแล้ว” หล่อนพูดเสียงสะบัด นึกโกรธเนธานอยู่ในใจที่จู่ ๆ ก็ทิ้งหล่อนไว้กับลูกน้องซื่อบื้อของเขา

“อ้าว! ก็เนธบอกว่าคุณอยากรู้เรื่องรีดนมวัว” ชัคแสร้งเอ่ยทำเป็นว่าประหลาดใจ หากยังคงมีรอยยิ้มละมัยอยู่ในหน้า นัยน์ตาคมสีฟ้าเข้มนั้นมีแววระยับ ไม่ยี่หระกับท่าทางสะบัดสะโบกของหล่อน ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหน เมลินดาก็ดูน่ารักไปเสียหมดในสายตาของเขา

เมลินดาส่งเสียงจิ๊จ๊ะ บอกให้รู้ว่าหล่อนไม่พอใจขนาดหนัก

“เนธฟังผิดไปน่ะสิ ฉันบอกเขาว่าฉันอยากเรียนรู้เรื่องฟาร์มจากเจ้าของฟาร์มด้วยกันต่างหาก ไม่ใช่จากคนงานในฟาร์ม” เมลินดาเอ่ยด้วยเสียงเหยียดหยาม หมายจะบอกให้เขารู้ว่าหล่อนกับเขานั้นมีสถานะต่างกัน

“อืม…แต่เจ้าของฟาร์มบางคน ก็เริ่มต้นมาจากการเป็นคนงานในฟาร์มก่อนนะ” ชัคเอ่ยขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าจางไป “วันหนึ่งผมก็จะทำฟาร์มของตัวเองเหมือนกัน” เขามองหน้าเด็กสาวเอ่ยด้วยใบหน้าจริงจัง “คุณจะรอเรียนกับผมในตอนนั้นก็ได้นะ เจ้าของฟาร์มอย่างผมจะมีเวลาว่างให้คุณเสมอ”

สายตาของเขาที่จ้องมองมา ประกอบกับคำพูดที่เอ่ยนั้น ทำให้ใบหน้าของเด็กสาวร้อนผ่าว จนต้องเบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบจากสายตาที่คมกล้าคู่นั้น

หล่อนจัดว่าเป็นสาวหน้าตาดีคนหนึ่ง มีหนุ่ม ๆ วัยเดียวกันเคยเข้ามาจีบ แต่ก็ไม่มีเคยมีใครมองหล่อนด้วยสายตาอย่างที่ชัคมอง พูดอย่างที่ชัคพูด เมลินดาไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมหล่อนถึงรู้สึกหวั่นไหวได้กับคำเพียงไม่กี่คำของคำ

และในใจของเมลินดาก็นึกเสียใจขึ้นมา เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเขาสลดลง หลังจากที่หล่อนดูแคลนเขา

“จริง ๆ นะแมนดี้” ชัคพูดพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ร่างของเด็กสาว นึกอยากจะรวบร่างสมส่วนนั้นเข้ามากอดไว้แนบอกนัก

“เอ่อ…ฉัน…” คล้ายมีอานุภาพบางอย่างในตัวของเขาที่ทำให้เมลินดาหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ บ้าชะมัด หล่อนสบถกับตัวเอง ทำไมวันนี้หล่อนถึงรู้สึกประหม่านักนะ ทั้ง ๆ ที่เคยพบชัคมาหลายครั้งแล้ว

“ว่าไงล่ะแมนดี้” เสียงนุ่มนวลของชัคเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

เมลินดายังคงเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่กล้าสบตาเขา ในหัวพยายามนึกคำพูด และเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่หล่อนตั้งใจให้มันห้วนที่สุด “ฉันขออวยพรให้คุณได้เป็นเจ้าของฟาร์มสมใจก็แล้วกันค่ะ”

หากเสียงที่เอ่ยออกมานั้นก็สั่นพร่าเสียเหลือเกิน จนทำให้ชัคยิ้มชื่นออกมา คิดว่าหล่อนเอ่ยอวยพรเขาด้วยความจริงใจ

“ขอบคุณมากแมนดี้ ผมจะตั้งใจทำให้สำเร็จ แล้วผมจะไปรับคุณมาเที่ยวที่ฟาร์มของผม”

เมลินดาตั้งสติ ควบคุมความปั่นป่วนภายในใจ แล้วบังคับตัวเองให้เชิดหน้าขึ้น หลังตั้งตรง “กว่าจะถึงวันนั้นฉันอาจจะเบื่อฟาร์มไปแล้วก็ได้” พูดจบแล้วหล่อนก็รีบหมุนตัว สะบัดหน้าเดินหนีออกมาจากเขา

“แล้วจะไปไหนน่ะแมนดี้” ชัคร้องเรียกตามหลัง

“ฉันก็จะกลับบ้านน่ะสิ คุณจะได้ฝันกลางวันของคุณต่อไปได้ตามสบาย”

หญิงสาวหันมาตะโกนบอกเขา แล้วก็วิ่งจี๋ไปที่รถกระบะของตนเอง ขับออกไป ทิ้งให้ชายหนุ่มมองตามรถของหล่อนไปด้วยสายตาละห้อย

“วันหนึ่งเถอะแมนดี้ คุณจะซาบซึ้งในรักของผม” ชัคเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเดินคอตกตรงไปยังคอกวัว ที่ทำงานประจำของเขา

เจ้านายหนุ่มที่ลอบมองผ่านมูลี่บังตาภายในห้องทำงาน ลอบยิ้มอ่อน ๆ พลางส่ายศีรษะ เนธานเอาใจช่วยขอให้ชัคพิชิตใจสาวน้อยได้สำเร็จ ถึงแม้ต้องแลกกับว่าเขาอาจจะเสียผู้ช่วยคนสนิทไปให้กับบิล กอร์ดอน บิดาของเมลินดาก็ตาม

ผ่านไปสามวันแล้ว หลังจากที่ปณาลีโทรมาขอบคุณ และบอกเขาว่าได้รับข้อความที่เขาฝากไว้เกี่ยวกับอู่ซ่อมรถ และได้คุยกับช่างเรียบร้อยแล้ว เนธานก็ไม่ได้รับข่าวคราวจากหญิงสาวอีก

ชายหนุ่มนึกอยากโทรไปหาหล่อนอยู่เหมือนกัน แต่ก็คิดไปไกลกลัวหล่อนจะเข้าใจผิดว่าเขาโทรไปทวงรถ เขาไม่ห่วงเรื่องรถของตัวเองแม้แต่น้อย ด้วยเขาค่อนข้างวางใจในตัวหล่อน

ปณาลีคงไม่มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับเรื่องรถของหล่อน หรือรถของเขา หล่อนถึงไม่ได้โทรมา หากรถของหญิงสาวซ่อมเสร็จเมื่อไร หล่อนคงจะโทรมาเองนั่นละ

ในยามบ่ายของวัน ขณะนั่งตรวจเอกสารต่างๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานของตน โทรศัพท์มือถือของเนธานก็ดังขึ้น หมายเลขไม่คุ้นเคยนักแต่เขาก็กดรับ

“สวัสดีครับ ผมโทรจากเดฟ ออโต้รีแพร์ ที่คุณส่งรถฮอนด้า แอคคอร์ดมาซ่อมไว้” ทางปลายสายเอ่ยนำ

“อ๋อ! ครับ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน นึกกังวลไปก่อนล่วงหน้าราวกับว่าเป็นรถของตนเอง

“ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่จะแจ้งให้ทราบว่ารถซ่อมเสร็จแล้ว ผมรู้ว่าความจริงผมควรจะติดต่อกับคุณผู้หญิง เจ้าของรถที่โทรมาตกลงเรื่องการซ่อม แต่ผมติดต่อเธอไม่ได้ โทรไปก็ได้แต่ฝากข้อความ ผมเลยอยากโทรมาแจ้งกับคุณไว้ด้วย เพราะผมต้องแจ้งเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย” ชายเจ้าของอู่ซ่อมรถเอ่ยเหตุผลสำคัญในตอนท้าย

เนธานตอบรับพลางผงกศีรษะ ถามถึงจำนวนเงิน

“ทั้งหมดก็ 2000 เหรียญ เพราะต้องยกเกียร์ออโตเมติกเปลี่ยนใหม่ ของเก่าหมดสภาพใช้ไม่ได้แล้ว และต้องเปลี่ยนไดสตาร์ทรถด้วย”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง ตกใจกับราคาค่าซ่อมซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อย

“ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินนะ ผมคิดว่าเธอคงไม่เบี้ยวคุณแน่” เนธานบอกให้ความมั่นใจกับเจ้าของอู่

“โอ! ไม่ ไม่ ผมไม่ห่วงเรื่องนั้นหรอก แค่อยากให้เธอหรือคุณมารับรถไปเร็ว ๆ เท่านั้นละ เพราะตอนนี้อู่ผมงานล้นมือมาก กลัวว่าจะดูแลรถที่จอดทิ้งไว้ไม่ทั่วถึง”

“อ้อ โอเค แต่ยังไงผมก็ไม่อยากให้คุณกังวลเรื่องค่าซ่อมอยู่นั่นละ” เนธานพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “เอาอย่างนี้นะ วันนี้ผมจะลองพยายามติดต่อเธอดู ถ้าได้คุยกับเธอแล้ว เราอาจจะนัดกันไปรับรถวันนี้ หรือพรุ่งนี้เลย ตกลงตามนี้นะ”

เนธานเอ่ยนัดแนะกับเจ้าของอู่ แล้วก็วางสายโทรศัพท์ จากนั้นเขาก็กดหาเบอร์โทรศัพท์ของหญิงสาวจากบันทึกในโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ก่อนจะโทรไปหาหล่อน สัญญาณโทรศัพท์ทางปลายสายตัดเข้าระบบฝากข้อความในทันที เนธานจึงได้แต่ฝากข้อความไว้ เรื่องไปรับรถที่อู่ แต่ไม่ได้พูดถึงจำนวนเงินค่าซ่อมที่เจ้าของอู่แจ้งไว้แต่อย่างใด

ชายหนุ่มหวังว่าหล่อนคงได้รับข้อความทั้งของเขา และเจ้าของอู่ และโทรกลับมาภายในเวลาไม่ช้านัก หากแต่ความคาดหวังของเขาก็ไม่เป็นผล เมื่อเฝ้ารอโทรศัพท์กระทั่งตกเย็น ก็ไม่วี่แววว่าหล่อนจะโทรมา บางทีหล่อนอาจจะติดต่อกับทางอู่ซ่อมไปเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้ เนธานคิดในทางที่ดี หล่อนคงไม่มีความจำเป็นอะไรต้องพึ่งพาเขาเพื่อไปรับรถกระมัง

ความคิดหลังพาหัวใจหนุ่มอเมริกันหม่นไปวูบหนึ่ง หลังจากที่เสร็จเรื่องรถ เขากับหล่อนก็คงไม่มีเหตุอะไรต้องติดต่อกันแล้วสิ ช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันที่หล่อนห่างหายไป เนธานค่อย ๆ ยอมรับกับตัวเองทีละนิดว่า เขาอยากพูดคุยกับหล่อนอีก อยากให้หล่อนโทรศัพท์มาหาเขาบ้าง จะด้วยเรื่องธุระหรือเรื่องอะไรที่ไม่เป็นสาระก็ได้ เขาอยากได้ยินเสียงพูดภาษาอังกฤษสำเนียงเอเชียหากฟังชัดถ้อยชัดคำของหล่อนนัก มันฟังดูน่ารัก และรื่นหูดีเหลือเกิน

นึกอยากโทรไปหาหล่อนเสียเอง แต่ก็ไม่กล้า หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยโทรไปสองครั้งแล้ว สัญญาณโทรศัพท์ของหล่อนตัดเข้าระบบฝากข้อความทั้งสองครั้ง

แม้จะข้ามผ่านอารมณ์ผิดหวังจากรักครั้งแรกมาได้นานแล้ว แต่เนธานก็ยังละล้าละลังกับการก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์ครั้งใหม่ อีกอย่าง…เขาเพิ่งรู้จักกับหล่อนได้ไม่นานนัก จะบอกกับหล่อนได้อย่างไรว่า เขา…รู้สึกตกหลุมรักหล่อนเข้าเสียแล้ว ในเวลาอันรวดเร็ว และหาเหตุผลของรักนั้นไม่ได้ หล่อน…ผู้ที่ดูคล้ายว่าหัวใจยังชอกช้ำจากความรักครั้งก่อน จะมีใจให้ หรือว่าเปิดใจรับหนุ่มบ้านนอกอย่างเขาหรือ?

เนธานไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดว่า ต้นรักต้นใหม่ที่เขาอยากปลูกนั้น จะสามารถผลิดอกออกใบรับลมฝนเย็นฉ่ำได้อย่างแข็งแรง

————————————-

Comments »

The URI to TrackBack this entry is: http://mitsinee.blogsome.com/2009/07/01/p85/trackback/

No comments yet.

RSS feed for comments on this post.

Leave a comment

Line and paragraph breaks automatic, e-mail address never displayed, HTML allowed: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>