April 16, 2009

เหตุที่ฝนตก บทที่ 6

“ตกลงว่าคุณจะทิ้งรถคุณไว้ให้ฉันใช้จริงเหรอคะ” ปณาลีถามย้ำกับเขาอีกครั้ง ขณะเดินนำคนร่างสูงเข้ามานั่งภายในห้องนั่งเล่นกึ่งห้องรับแขกภายในบ้านเช่าของหล่อน

ห้องนั้นกว้างพอวางโซฟายาวกับเก้าอี้นวมอย่างละตัว ทั้งสองอย่างมาพร้อมกับตัว คุณยายเจ้าของบ้านสั่งทำผ้าคลุมเก้าอี้ และโซฟาให้หล่อนใหม่ เป็นลายดอกไม้สดใส ชวนให้พื้นที่เล็กๆ ภายในบ้านดูสว่างตา ปณาลีเพียงแต่ซื้อโต๊ะตัวเล็กๆ มาเพิ่มเติมภายในห้องเองเท่านั้น

“อือฮึ” เนธานพยักหน้าขณะถือวิสาสะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานุ่ม โดยไม่รอให้เจ้าของบ้านเอ่ยเชิญ

ปณาลีเกือบจะนึกตำหนิแขกในใจ หากแต่ก็ผลักไสความคิดนั้นเสีย เขาอุตส่าห์ให้หล่อนอาศัยนอนบ้านเขาทั้งคืน ซ้ำยังใจดีมาส่งและให้ยืมรถใช้อีก แม้จะเพิ่งรู้จักกันแต่ก็มีความไว้ใจและถือได้ว่าพอจะสนิทสนมกันระดับหนึ่งแล้วละน่า

“ขอโทษนะ ที่นั่งโดยทีคุณยังไม่ได้เชิญ ผมมันคนบ้านนอก เสียมารยาทไปนิด” เนธานพูดขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มๆ คล้ายอ่านความคิดแวบแรกของหล่อนออก

“โอ…เชิญตามสบายค่ะ ฉันไม่ได้คิดว่าคุณเสียมารยาทสักนิดเลยค่ะ” หล่อนรีบร้องค้าน นึกหมั่นไส้ที่หนุ่มเจ้าของฟาร์มโคนมอ่านสีหน้าหล่อนได้ทะลุ แม้หล่อนจะคิดเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นจริง ๆ

“คุณจะดื่มน้ำ กาแฟ หรือว่าทานอะไรเบาๆ ระหว่างรอฉันเตรียมตัวไปทำงานหรือเปล่าคะ” หล่อนเอ่ยถาม

“ขอน้ำสักแก้วละกันครับ”

“ดูทีวีมั้ยคะ” หล่อนเสนออีกเกรงว่าเขาจะเบื่อ พลางตั้งท่าจะก้มหยิบรีโมทคอนโทรลบนโต๊ะตัวเตี้ย ที่ตั้งอยู่ข้างโซฟา

“ไม่ละครับ ขอบคุณ เชิญคุณตามสบาย ผมจะนั่งรออยู่ตรงนี้ละ”

หล่อนพยักหน้าแล้วเดินเข้าห้องครัวไปรินน้ำจากตู้เย็นมาให้เขา

“เอ่อ…ปรกติฉันเป็นคนอาบน้ำนาน แต่งตัวนาน ยังไงวันนี้จะรีบที่สุด ถ้าคุณ…เอ่อ…คิดว่ารอนานก็ตะโกนเร่งฉันได้นะคะ”

ท่าทางของหล่อนที่อึกอักบอกเขาอย่างเกรงใจ จุดรอยยิ้มปนขำให้ฉาบทาบนใบหน้าเข้มของชายหนุ่มอเมริกัน

“แน่นอนครับ ผมจะไปทุบประตูเรียกอย่างที่เรียกคุณเมื่อคืนนี้เลย”

ปณาลีได้แต่ส่งค้อน โดยไม่พูดอะไรก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าห้องของตนเอง โดยไม่ลืมที่จะลงกลอนประตูให้เรียบร้อย แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่น่าเชื่อถือได้ แต่ขึ้นชื่อว่าผู้ชาย อย่างไรก็ไว้ใจไม่ได้อยู่ดี หล่อนบอกกับตัวเอง

ระหว่างนั่งรอหญิงสาว เนธานก็กวาดสายตามองไปรอบห้อง แลเห็นกรอบรูปบานใหญ่สะดุดตาติดอยู่ที่ผนังห้องด้านหนึ่ง รูปภาพหลายภาพบรรจุอยู่ภายในกรอบนั้น ตกแต่งด้วยกระดาษสีแบบปะติดดูน่ารัก ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นเดินไปดูใกล้ๆ ด้วยความสนใจ

ภาพตรงกลางเป็นภาพหล่อนถ่ายคู่กับครอบครัวในวันรับปริญญา คงเป็นที่ประเทศบ้านเกิดของหล่อน เนธานคิด ไล่สายตามองรูปอื่นๆ มี 2 รูปที่หล่อนถ่ายกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง หากอีก 3 รูป หล่อนถ่ายกับชายหนุ่มคนเดียวกันอย่างสนิทสนม หนุ่มคนนั้นคงเป็นคนรักของหล่อน ภาพโอบกอด ศีรษะหล่อนแนบอกกว้างของเขาแบบนั้น คงไม่ใช่เพื่อนเป็นแน่

สองในสามรูปนั้นดูบรรยากาศบอกให้รู้ว่าถ่ายในสหรัฐอเมริก โดยที่รูปหนึ่งนั้นทิวทัศน์ด้านหลังรูปคือสะพานโกลเด้น เกท ในซาน ฟรานซิสโก ส่วนอีกรูปก็พอเดาได้ว่าถ่ายในประเทศไทยบ้านของหล่อน

ไล่สายตามาดูกรอบรูปที่ตั้งอยู่บนชั้นหนังสือที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ เนธานก็แลเห็นรูปคู่ของชายหนุ่มคนเดิมกับปณาลี อีกรูปหนึ่ง รอยยิ้มของหล่อนในรูปสดใส แววตาและใบหน้าของหล่อนบ่งบอกถึงความสุขที่ท่วมท้นในใจอย่างไม่มีปิดบัง…หล่อนคงรักเขามากจริง ๆ

ชายหนุ่มในรูปเป็นคนหน้าตาหล่อเหลา ดูสะอาดสะอ้าน แต่งกายดี แบบฉบับที่สาวๆ ทั่วไปใฝ่ฝันถึง ต่างกับเขาราวกับอยู่คนละโลก

เนธานก้มมองดูเสื้อเชิ้ต กับกางเกงยีนส์ของตนเอง แล้วนึกขัน หากปณาลีจะเปลี่ยนคู่ควงจากหนุ่มสำอางค์ อย่างที่เห็นในนิตยสาร GQ มาเป็นหนุ่มบ้านนอกอย่างเขาคงตลกดีพิลึก แต่ความจริงมันคงเป็นไปไม่ได้เสียละมากกว่า และหากเป็นได้ ก็คงเป็นแค่ช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น…เหมือนอย่างอดีตที่ผ่านมาของเขา

ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมหยักศกสีน้ำตาลเข้ม ละสายตาจากภาพคู่ตรงหน้าก่อนที่ความคิดจะเตลิดย้อนไปถึงอดีตรักที่ขมขื่นของตน ยอมรับกับตนเองว่าเขาไม่นึกเสียใจหรือเจ็บปวดกับความผิดหวังอีกแล้ว แต่ก็ไม่มีทางที่ลืมรอยเจ็บนั้นได้

“เรียบร้อยแล้วค่ะ” เสียงพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแบบคนเอเชีย หากชัดเจนฟังง่าย ดังเจื้อยแจ้วมาจากทางด้านหลัง เรียกให้เนธานหันมามอง

หญิงสาวมีหน้าตาผ่องใสขึ้น หล่อนรวบผมผูกเป็นหางม้า เผยให้เห็นวงหน้าเรียวที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบา หล่อนแต่งตัวอยู่ในชุดทำงานที่ดูทะมัดทะแมงด้วยเสื้อเชิ้ตตัวในสีชมพูอ่อน คลุมทับด้วยสูทสีดำ กางเกงผ้าเนื้อดีสีดำตัดเข้าชุดกัน กระเป๋าสะพายที่คล้องไหล่แบบเก๋ไก๋ ดูด้วยสายตาเนธานก็รู้ว่าเป็นของที่มีราคาค่างวดอยู่ไม่น้อยทีเดียว

“ไม่นานกว่าเท่าที่ผมคาดไว้นะ” เนธานเอ่ยล้อ พลางทำท่ายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา

“ก็ถ้าคุณไม่นั่งรออยู่ ฉันคงไม่อาบน้ำแต่งตัวเร็วขนาดนี้หรอกค่ะ” หญิงสาวย่นจมูก

“หวังว่าคุณคงอาบน้ำสะอาดดีตามมาตรฐานตัวเองนะครับ” ชายหนุ่มอมยิ้มอยู่ในหน้า

“ไม่ต้องห่วงฉันเรื่องนั้นหรอกค่ะ” หล่อนแสร้งตอบน้ำเสียงสะบัด

เนธานยิ้มขันนึกเอ็นดูกับใบหน้าและท่าทางของหล่อน

ปณาลีเดินตรงไปเปิดชั้นวางรองเท้าที่ตั้งวางอยู่ใกล้ประตูโดยไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรกับเขาอีก โดยเฉพาะไม่เอ่ยทักเรื่องที่เขายืนดูรูปถ่ายของหล่อนกับวีรภัทร คนรักเก่า หล่อนไม่อยากตอบคำถาม และไม่อยากบอกว่าที่หล่อนยังเอารูปคู่ของหล่อนกับเขามาตั้งไว้ เพราะว่า…หล่อนยังลืมเขาไม่ได้

“ตกลงว่าฉันไปส่งคุณที่โรงงานนมที่คุณบอกนั่น แล้วฉันก็ขับรถคุณไปทำงานอย่างนั้นหรือคะ” หล่อนถามเขาหลังใส่รองเท้าบู้ทสีดำหุ้มข้อเสร็จเรียบร้อยดี

เนธานพยักหน้า ก่อนเอ่ยต่อ “ผมจะหาช่างมาดูรถคุณให้ พอรถคุณซ่อมเสร็จ ผมจะขับรถมาส่งให้คุณที่บ้าน แล้วรับรถของผมกลับ”

“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ พอรถซ่อมเสร็จฉันขับรถไปคืนที่บ้านคุณ แล้วเอารถกลับมาก็ได้” หล่อนเอ่ยอย่างเกรงใจ

“ก็…ตามใจคุณ ถ้าคุณสะดวกอย่างนั้น” เนธานไม่พูดจาต่อรองแต่อย่างใด เพราะเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะมีเวลาว่างพอที่จะบริการนำรถมาส่งให้หล่อน แต่ก็ไม่ลืมที่จะเปิดทางเผื่อไว้ด้วยว่า “แต่ยังไงก็ดูเหตุการณ์ล่วงหน้าอีกที แล้วค่อยตกลงกันใหม่”

“โอเคค่ะ” หญิงสาวยกไหล่ ยิ้มให้เขานิดหนึ่ง

ทั้งคู่เดินออกจากบ้านเดินตรงมาที่รถ ปณาลีตั้งท่าจะเดินตรงไปทางที่นั่งผู้โดยสาร หากแต่มือแข็งแรงของเขารั้งแขนหล่อนไว้เบาๆ หล่อนหันตัวมามองหน้าเขาเลิกคิ้วเป็นเชิงตั้งคำถาม

“คุณขับรถไปเลยละกัน ผมขอเป็นคนนั่งเอง” เนธานพูดพร้อมกับยื่นพวงกุญแจรถให้หล่อน

“เอาอย่างนั้นหรือคะ”

เนธานพยักหน้า

“ก็ดีเหมือนกัน คุณจะได้บอกฉันได้ว่าอะไรต่ออะไรในรถของคุณอยู่ตรงไหน เพราะรถญี่ปุ่นกับรถอเมริกันที่บังคับอะไรต่างๆ ไม่ค่อยจะเหมือนกันนัก”

หล่อนเอ่ยเมื่อนึกขึ้นได้ว่ารถขับเคลื่อนสี่ล้อของเขา เป็นรถที่ผลิตโดยบริษัทรถยนต์ชั้นนำของสหรัฐอเมริกา

ปณาลีรับกุญแจมาแล้วเดินอ้อมไปที่นั่งด้านคนขับ ซักถามเขานิดหน่อยเกี่ยวกับปุ่มปรับ และคันบังคับต่างๆ ในรถ พอเข้าใจดีแล้วหล่อนก็ออกตัวรถ ขับออกไปสู่ถนนใหญ่ แล้วขับไปตามทางที่เขาบอก ก่อนเลี้ยวเข้าถนนสายที่ตรงไปโรงงานนมเพื่อไปส่งเขา

ภาพของสถานที่ที่ปณาลีเห็นตรงหน้าเป็นภาพที่ดูแปลกตาจากความเคยชินของหล่อน พื้นที่โรงงานกว้างขวาง หากก็ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนหลายหลัง บนลานจอดรถมีรถบรรทุกขนาดกลางที่มีลักษณะคล้ายตู้เก็บของด้านหลังจอดอยู่หลายคัน ตัวตู้ที่บรรทุกของนั้นทาพื้นสีขาวแล้วเขียนเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อของผลิตภัณฑ์นมที่หล่อนเห็นคุ้นตาในซุปเปอร์มาร์เก็ต เพิ่งได้มาเห็นสถานที่ผลิตกับตาตัวเอง

“เห็นแท็งค์สแตนเลสสูงๆ นั่นมั้ย” เนธานชี้มือขึ้นไปที่แท็งค์สีเงินสองตัวที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่คู่กัน

“นั่นคือแท็งค์บรรจุนมล่ะ” เขาอธิบายขณะที่หล่อนค่อยๆ ขับรถเลี้ยวเข้ามาตามทางเข้าด้านหลังโรงงาน “แท็งค์ใหม่เอี่ยมเลยนะคุณ บริษัทแม่ของโรงงานนี้เพิ่งส่งงบประมาณมาปรับปรุงโรงงานขนานใหญ่ แล้วก็ปรับระบบให้ผลิตนมแบบยืดวันหมดอายุออกไปอีก แล้วก็เปลี่ยนมาผลิตนมที่มาจากวัวที่ไม่ใช้ฮอร์โมนเร่งทั้งหมด” เนธานเอ่ยด้วยน้ำเสียง

ปณาลีพยักหน้ารับฟัง ก่อนจะหยุดรถตรงที่ป้อมทางเข้าซึ่งมีไม้กั้นอยู่ หล่อนหันมามองหน้าเขา เมื่อแลเห็นยามประจำป้อมเดินตรงมาที่รถ

“เฮ้ แม๊กซ์” เนธานทักทายยามหนุ่มผิวขาวผู้นั้นอย่างสนิทสนม

“อ้าว นายเองเหรอ เนธ ฉันเห็นชัคเพิ่งถอยรถไปโหลดนมที่ท่าเทียบเอง วันนี้รถส่งนมเข้ามาพร้อมๆ กันหลายคัน เลยรอคิวนานหน่อย” หนุ่มแม๊กซ์บอก พลางมองมาที่หญิงสาวผู้ทำหน้าที่คนขับรถ ยิ้มล้ออยู่ในหน้าก่อนถาม “แฟนเหรอ ?”

“เพื่อนกันน่ะ อาศัยรถเขามา” เนธานโบกไม้โบกมือ แล้วหันมายิ้มให้ปณาลี ก่อนจะเอ่ยตัดบท “ขอให้เธอเข้าไปส่งฉันข้างในหน่อยนะ แล้วอำนวยความสะดวกให้เธอตอนขับออกมาด้วย”

“เนธนี่เสน่ห์แรงนะ หวังว่าคุณคงปราบเขาอยู่หมัด” ยามหนุ่มไม่วายพูดยั่ว พลางหลิ่วตาให้ปณาลีนิดหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปยกไม้กั้นทางขึ้นให้

“เจ้านี่ปากมากอย่างนี้ละคุณ อย่าถือสาเลย” เนธานพูดคล้ายขอโทษเมื่อแลเห็นหญิงสาวมีสีหน้ากระอักกระอ่วน

ปณาลีเพียงแต่ยักไหล่ให้เขารู้ว่าหล่อนไม่ได้เก็บเอาคำกล่าวล้อเลียนนั้นมาใส่ใจ

หล่อนจอดส่งเขาที่ลานจอดรถซึ่งอยู่ไม่ห่างกับท่าเทียบสำหรับรถบรรทุกส่งนมนัก เนธานเปิดประตูรถก้าวลง โบกมือให้หล่อน แต่ยังยืนรออยู่กระทั่งหล่อนกลับรถและขับออกจากโรงงาน จึงค่อยหันตัวเดินตรงไปหาชัค เพื่อนร่วมงานที่ยืนคอยอยู่ข้างรถส่งนมของเขา

“นั่นเธอที่นายเล่าให้ฟังเหรอ” ชัคเอ่ยถาม

“อืมม์” เนธานพยักหน้าตอบเพียงสั้น ๆ

“แค่มองไกลๆ ก็รู้แล้วว่าน่ารัก มิน่าล่ะ นายถึงยินดีบริการให้ถึงขนาดนี้” ชัคแกล้งเอ่ยแซว ทั้งๆ ที่เห็นหน้าหญิงสาวไม่ชัดด้วยซ้ำ”

“บ้าน่า แค่มีน้ำใจให้เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเท่านั้นละ” เนธานบอกปัด ก่อนจะรำพึงทีเล่นทีจริง “เรามันแค่คนส่งนม ผู้หญิงที่ไหนจะสนใจ”

“คนส่งนมที่เป็นเจ้าของฟาร์ม กับเจ้าของบริษัทรวบรวมนมนำส่งโรงงานนี่ ใครคิดว่ากระจอกก็โง่เต็มทีแล้ว” ชัคชกเบาๆ เข้าที่ต้นแขนของเพื่อนผู้เป็นทั้งเจ้านาย

“คนส่งนมยังไงก็เป็นคนส่งนมวันยังค่ำละน่า” เนธานยังเอ่ยอย่างเจียมตัว ทั้งยังอดนึกถึงภาพอดีตแฟนหนุ่มของหล่อนไม่ได้ คนส่งนมอย่างเขา ต่อให้มีฐานะดีกว่าชาวนาชาวไร่ทั่วไป อย่างไรก็คงไม่ต้องรสนิยมหล่อนเป็นแน่

“น้ำ น้ำ” เสียงเรียกชื่อเล่นของหล่อนด้วยสำเนียงแปร่งๆ ทำให้หล่อนจำต้องหยุดเท้าที่กำลังก้าวเดิน พลางถอนหายใจออกมาเบา ๆ

เจ้าของเสียงเรียกวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาหาขณะที่หล่อนค่อยๆ หันหลังกลับมามอง

“ไฮ เดวิด” ปณาลีทักน้ำเสียงเรียบ ไม่มีทีท่ายินดีที่ได้พบเขา เดวิด ลี อาจารย์หนุ่มภาควิชาคณิตศาสตร์ชาวจีนไต้หวัน

“ผมแวะไปหาคุณที่ห้องทำงานเมื่อเช้า ไม่พบคุณก็เป็นห่วงคุณแทบแย่ โทรไปที่บ้านก็ไม่มีคนรับสาย โทรเข้ามือถือก็ได้แต่ฝากข้อความ คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า หรือว่าไม่สบาย ถ้าป่วยวันหลังโทรมาบอกผมนะ ผมจะไปรับที่บ้าน พาไปหาหมอ” อาจารย์หนุ่มชาวจีนไต้หวันพูดเป็นชุด ราวกับอัดอั้นไม่ได้พูดกับหล่อนมาเป็นแรมเดือน

“เปล่าคะ ฉันไม่เป็นอะไร พอดีว่า…” หญิงสาวหยุดคำพูดไว้แค่นั้น เมื่อยับยั้งชั่งใจไว้ได้ว่า ไม่ควรเล่าเรื่องที่หล่อนไปนอนค้างบ้านคนแปลกหน้าเมื่อคืนให้เขาฟัง ด้วยไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด “โทรศัพท์ฉันแบตเตอรรี่หมดนะค่ะ แล้วก็นอนหลับเพลินไปหน่อยเลยไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่บ้าน”

มุสา หล่อนตำหนิตัวเองในใจ แต่กับหนุ่มจีนที่น่ารำคาญคนนี้ หล่อนขี้เกียจจะอธิบายอะไรให้มากความ ลองถ้าหล่อนบอกความจริงสิ ตาเดวิด ลี คงจะร้อนรนกระวนกระวาย ต่อว่าต่อขานที่ไม่โทรมาขอความช่วยเหลือจากเขา หรือไม่ชวนเขาขับรถเข้าเมืองไปด้วยเมื่อวาน

“คุณไม่มีแบตสำรองเหรอ คุณควรจะมีไว้นะ เอางี้ถ้าคุณไม่มีผมจะไปหาซื้อมาให้ละกัน เป็นของขวัญสำหรับเพื่อนใหม่” เดวิด ลียิ้มจนตาปิดเป็นเส้นตรง

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ไม่ต้องหรอกค่ะ มันไม่จำเป็นเท่าไร” หล่อนกล่าวปฎิเสธ พร้อมตั้งท่าจะเดินจาก “ขอตัวก่อนนะคะ ฉันต้องรีบเตรียมงานนำเสนอผู้อำนวยการตอนบ่ายนี้”

“มีอะไรให้ผมช่วยมั้ย” เดวิด เสนอตัว

“ไม่มีค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” หล่อนยิ้มอ่อนหวานอย่างรักษาน้ำใจ หลังกล่าวปฏิเสธ “ไปก่อนนะคะ บาย”

“เดี๋ยว ๆ น้ำ วันนี้ไปทานอาหารเที่ยงกันนะ ผมอยากทานอาหารเม็กซิกัน แต่ไม่รู้จะสั่งยังไง คุณไปทานบ่อยไม่ใช่เหรอ”

ปณาลีลอบถอนหายใจอีกครั้ง “เดวิดค่ะ ขอโทษค่ะ วันนี้ฉันไม่ว่างจริงๆ เอาไว้เป็นโอกาสหน้าละกันนะคะ” พูดจบแล้วหล่อนก็ยอมเสียมารยาทรีบหมุนตัวเดินจ้ำอ้าว โดยไม่หันกลับไปมองอาจารย์หนุ่มที่ยืนมองตามร่างหล่อนไปตาละห้อย หากหล่อยยังขืนอยู่ต่อ เดวิดคงจะหาเรื่องตื๊อให้หล่อนไปไหนต่อไหนต่อกับเขาอยู่นั่นแล้ว

ความจริงเขาก็ดูเหมือนจะเป็นคนน่ารักอยู่หรอก เป็นคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนร่วมงาน ตอนที่หล่อนมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ ก็มีเดวิด ลีนี่ละ ที่เข้ามาพูดคุย แนะนำเรื่องต่างๆ ในเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของเอเชียในเมืองใกล้กัน ร้านอาหารจีนในเมือง และยังความเป็นไปภายในวิทยาลัยที่หล่อนและเขาทำงาน ทำให้หล่อนให้ความสนิทสนมกับเขาพอควรกระทั่ง ให้เขาเรียกชื่อเล่นของหล่อนแทนชื่อจริง

ข้อเสียของเดวิด ลีคือเขาเป็นคนมือไว ชอบฉวยโอกาสจับเนื้อต้องตัวหล่อนบ่อยๆ แรกๆ ก็นึกว่าเขาไม่ตั้งใจ แต่พอชักบ่อยเขาหล่อนก็เริ่มสะกิดใจ จึงพยายามตีตัวออกห่างเขา อย่าหาว่าหล่อนมองโลกในแง่ร้ายเลย นี่ถ้าเมื่อคืนเป็นเดวิด ลี ที่หล่อนต้องไปค้างอ้างแรมด้วย ไม่ใช่เนธาน หล่อนอาจจะถูกปล้ำไปแล้วก็เป็นได้

เนธาน…หล่อนนึกถึงเขาอีกแล้ว ตั้งแต่ขับรถแยกจากเขามา ใจหล่อนไพล่นึกไปถึงเขาเป็นรอบที่เท่าไรแล้วนี่ ชอบ? รักแรกพบ? บ้าน่า คิดเป็นนิยายเพ้อฝันไปได้ ก็แค่ประทับใจที่เขามีน้ำใจเท่านั้นหรอกน่า หญิงสาวรีบสลัดหัวขับไล่ภาพชายหนุ่มเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลเข้ม และเรือนผมหยักศกที่ตกลงมาปรกหน้าผาก ร่างสูง ไหล่ผึ่งผายบึกบึน ภายใต้เสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีน้ำเงิน คนที่ยืนรอส่งหล่อนขับรถออกจากโรงงานจนกระทั่งลับสายตา

หรือว่าภายในใจหล่อนปรารถนาที่จะมีคนที่คอยมองตามด้วยความห่วงใยกันนะ ทำให้ภาพนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงคิดของหล่อน สลัดเท่าไรก็ยังไม่เลือนหายไปสักที

สัญญาณโทรศัพท์มือถือดังขึ้นเป็นท่วงทำนองเพลง Rhythm of the Falling Rain

เพลงที่เจ้าของหมายเลขซึ่งแสดงบนหน้าจอขณะนี้เคยค่อนหญิงสาวไว้ว่า ‘ไม่รู้จะตอกย้ำอะไรนักหนากับเรื่องอกหักของตัวเอง’

ใช่…หล่อนอยากย้ำเตือนตัวเองว่าหล่อนอกหัก เพราะอกหัก หล่อนถึงได้หนีมาอยู่เสียที่นี่ เพื่อให้ลืมว่าหัวใจของหล่อนร้าวรานที่ฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา หากวันใดที่หล่อนสามารถรักษาบาดแผลในใจได้ หล่อนคงเบื่อและเอียนกับเพลงนี้ วันนั้นละหล่อนจะเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าเสียใหม่

เป็นทฤษฎีเจ็บเสียให้พอ ร้องไห้เสียให้หนำใจ จะได้เลิกเจ็บ เลิกร้องเสียที ปณาลีบอกตัวเองไว้อย่างนั้น

“ว่าไงจ๊ะ” หญิงสาวกรอกเสียงผ่านโทรศัพท์ทักทายเพื่อนหนุ่มคนสนิท ที่โทรมาจากแคลิฟอร์เนีย

“ก็ไม่มีอะไร โทรมาเช็คดูว่ายังมีชีวิตอยู่สบายดีมั้ย” วินซ์ หรือ วินเซ้นต์ ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงประชดประชันมากกว่าจะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบจริงจัง

“ยังอยู่สบายดีน่า ไม่ต้องห่วง คนดีๆ อย่างฉัน ยังมีเทวดาคุ้มครอง”

“แสดงว่าเมื่อคืนมีเทวดามาช่วยล่ะสิ หล่อหรือเปล่า หวังว่าแถวนั้นคงไม่มีแต่หนุ่มบ้านนอกพูดเหน่อ คอแดงเถือก หน้าตาเด๋อด๋านะ” ปลายสายส่งเสียงหัวเราะคิกคักตามมา

“แหม…มิสเตอร์วินซ์ คุณอย่าคิดแต่ว่าหนุ่มหล่อดูดีมีสไตล์จะกระจุกตัวอยู่แต่แถวแคลิฟอร์เนียสิคะ รัฐบ้านนอกอย่างเคนตั๊กกี้ก็มีหนุ่มๆ น่ามองเหมือนกันนะ”

คำพูดของเพื่อนสาวทำให้เกย์หนุ่มหูผึ่ง เกิดอาการคึกคักขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขาตื่นเต้นกับหนุ่มหล่อ แต่วินซ์รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ด้วยเข้าใจว่า ปณาลีอาจจะเจอใครที่หล่อนถูกใจเข้าให้แล้ว เบื่อกับการที่เพื่อนสาวจมอยู่กับความเศร้าเพราะผู้ชายห่วยๆ อย่างนายวีรภัทรเต็มทน

“งั้นแสดงว่าเธอเจอคนน่ามองคนนั้นแล้วสิ เมื่อคืนนี้ใช่มั้ย เล่ามาเดี๋ยวนี้ เขาเป็นใคร มาช่วยเธอยังไง โรแมนติกเหมือนในหนังมั้ย รักแรกพบเลยหรือเปล่า” วินซ์รัวคำถามใส่เพื่อนสาวเป็นชุด

“โอย…หลายคำถามจัง ฉันพูดถึงทั่วๆ ไป ไม่ใช่ผู้ชายคนเมื่อคืน อุ๊บ!” หล่อนยกมือปิดปากตัวเอง

“นั่นไงล่ะ เมื่อคืนอยู่กับผู้ชายงั้นเหรอ เจ้าของบ้านที่รถเธอไปจอดเสียอยู่หน้าบ้านเขาใช่มั้ย” วินซ์คาดเดาไปตามเรื่อง “ใช่มั้ย เล่าให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้เลยนะ” วินซ์คาดคั้นเพื่อนสาว

“โอเคๆ” หล่อนผ่อนลมหายใจยอมแพ้ “เจ้าของบ้านนั้นนั่นแหละ เขาออกมาดูฉัน แล้วก็ช่วยเหลือลากรถฉันเข้าไปในโรงจอดรถบ้านเขา แล้วก็…เอ่อ บอกให้ฉันพักที่บ้านเขาก่อน เพราะรถฉันยังเสียอยู่ ฝนก็ยังตกหนัก แล้วก็จะมีพายุทอร์นาโดเข้าด้วย”

“ใจดีจัง เขาต้องเป็นคนดีมากๆ เลย” วินซ์เอ่ยชมออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด

“รู้ได้ไงว่าเขาเป็นคนดี” ปณาลีถามแบบประชด

“ถ้าไม่ดี เธอคงยังไม่ได้กลับบ้านมารับโทรศัพท์ของฉันหรอก”

“ก็จริงนะ” ปณาลีพยักหน้ารับ

“แล้วหน้าตาล่ะเป็นไง ยังไม่ได้บอกฉันเลย อายุเท่าไร โสดหรือเปล่า” น้ำเสียงเพื่อนแฝงด้วยความกระตือรือร้น

“มันเกี่ยวอะไรด้วยกับการช่วยเหลือฉันด้วย” ปณาลีย้อนถามเมื่อเห็นว่าชักไม่เข้าเรื่อง

“อ้าว ฉันก็จะได้ลุ้นถูกไงว่า ไอ้ที่เธอพูดไว้ว่า เคนตั๊กกี้ก็มีผู้ชายน่ามองเหมือนกันน่ะ” วินซ์ยักคิ้วหลิ่วตาไปด้วยระหว่างพูดโทรศัพท์กับเพื่อน

“แหม…ก็บอกแล้วไงว่าฉันพูดถึงผู้ชายทั่วไป ไม่ได้เจาะจงถึงเนธสักหน่อย” พูดแล้วก็กัดริมฝีปากตัวเอง เผลอจนได้

“อ๋อ ชื่อเนธ งั้นเหรอ แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเท่” วินซ์กระเซ้า

“เอางี้นะ อย่างย่อๆ เลยนะ ฉันโชคดีที่เจอครอบครัวใจดี ไม่ใช่แค่เนธ แต่เป็นมิสซิสอลิส แม่ของเขาด้วยที่ช่วยเหลือฉัน ฉันรู้แต่ว่าเนธเป็นเจ้าของฟาร์มโคนม เรื่องอื่นนอกจากนั้นฉันไม่รู้ พอใจหรือยัง”

“ไม่รู้กระทั่งว่าหน้าตาหล่อหรือไม่หล่อเหรอ”

ปณาลีเผลอนิ่งนึกไปถึงใบหน้าของเขา รูปหน้าดูแข็งแรง ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ภายใต้คิ้วหนาสีเดียวกับเรือนผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มกว่าดวงตา จมูกโด่งเป็นสันตรงได้รูป ผิวขาวที่คล้ำลงด้วยเพลิงแดดแผดเผาอย่างคนที่ใช้ชีวิตอยู่กลางแจ้ง เรือนร่างสูงสง่า ด้วยแผงอกกว้าง ไหล่ตรง เขาก็จัดว่าดูดี เข้าข่ายผู้ชายในฝันของหญิงสาวทั้งหลายได้เหมือนกันนะ

หญิงสาวนึกตกใจตัวเอง นี่หล่อนจำรายละเอียดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกของเขาได้ขนาดนี้เชียวหรือ

“สรุปว่าหน้าตาดีใช่หรือเปล่าล่ะ ถึงนิ่งไปนาน นึกถึงใบหน้าชวนฝันของเขาอยู่ล่ะสิ” วินซ์หัวเราะคิกคักราวกับเดาใจเพื่อนได้ถูก

“บ้าสิ ไม่เอาละ คุยกันเรื่องอื่นดีกว่า สรุปว่าฉันกลับบ้านมาได้อย่างปลอดภัยก็แล้วกัน”

ปณาลีรีบเสบ่ายเบี่ยงเพื่อน หากก็ไม่เป็นผล คนช่างซักอย่างวินซ์ ก็ยังถามราวกับอัยการกำลังซักถามจำเลย จนหล่อนต้องเล่าให้เพื่อนหนุ่มฟังทั้งหมดว่า เนธไม่ได้แค่ให้ที่พักพิงหลบฝน แต่ยังขับรถมาส่งหล่อนที่บ้าน อาสาเอารถไปซ่อมให้ และยังให้ยืมรถใช้จนกว่ารถหล่อนจะซ่อมเสร็จ

พอฟังจบแล้ววินซ์ก็ค่อยเอ่ยออกมาอย่างพอใจ

“สงสัยกามเทพจะแผลศรให้หนุ่มเจ้าของฟาร์มเข้าแล้วล่ะ ถึงได้ยินดีบริการเธอถึงขนาดนี้”

“ไม่หรอกน่า เขาก็แค่เป็นคนมีน้ำใจเท่านั้นละน่า” ปณาลีรีบแก้ต่าง ด้วยไม่คิดว่าจะเป็นไปได้

อีกทั้งเนธานเองก็ไม่ได้แสดงทีท่าอะไรเป็นพิเศษ อย่างที่ผู้ชายทั่วไปแสดงออกต่อผู้หญิงที่เขาพึงพอใจ หล่อนไม่ใช่เด็กสาวอ่อนหัดนี่นา เคยเห็นสายตาเหล่านั้นมามาก ทำไมจะไม่รู้

“กับผู้หญิงต่างชาติแปลกหน้า ยังมีน้ำใจล้นฟ้ามหาสมุทรขนาดนี้ สงสัยมิสเตอร์เนธคนนี้จะเป็นเทวดาประจำตัวของเธอกลับชาติมาเกิดซะละมั้ง” พูดจบวินซ์ก็หัวเราะน้อยๆ คล้ายล้อเลียน ก่อนจะพูดต่อ “คอยดูต่อไปเถอะ พ่อหนุ่มเจ้าของฟาร์ม คงไม่จบความสัมพันธ์กับเธอ แค่เรื่องนี้หรอก”

ปณาลีฟังแล้วก็ส่ายหน้า ต่อว่าเพื่อนหนุ่ม “มันไม่มีทางเป็นอย่างที่เธอคิดหรอกน่า วินซ์”

แต่กระนั้นคำพูดที่เพื่อนหนุ่มหยอดทิ้งท้ายไว้ ที่ยังติดอยู่ในใจหญิงสาวไปค่อนคืน

———————————