นาฬิกาปลุกแบบวิทยุที่โต๊ะข้างเตียงของชายหนุ่ม ส่งเสียงเพลงดังขึ้น เป็นเพลงร็อคยอดนิยมในอดีตที่เปิดจากสถานีวิทยุช่องโปรดของเขา ลำแสงอ่อนของอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีครีมหนา แลให้เห็นภาพภายในห้องเพียงลางเลือน
เนธานขยับตัวลุกขึ้น สะบัดหัวแรงๆ ไล่ความง่วงงุน เขาตั้งเวลาให้ปลุกก่อนครึ่งชั่วโมงที่จะถึงเวลาไปเรียกให้หญิงสาวแปลกหน้าตื่นขึ้น เผื่อเวลาไว้อาบน้ำแต่งตัวสำหรับตัวเอง พอบิดเนื้อบิดตัวคลายกล้ามเนื้อแล้ว เขาจึงค่อยลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ภายในตัวห้องนอนของเขา ในใจหวังว่าแม่สาวสายน้ำคนนั้นคงจะหลับสบาย พร้อมที่จะไปนำเสนองานสำคัญที่หล่อนว่าในตอนบ่ายวันนี้
เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น เนธานละมือที่กำลังเลือกเสื้อเชิ้ตในตู้เสื้อผ้ามารับสาย
“เฮ้ เนธ เมื่อคืนทางบ้านคุณเป็นไงบ้าง” ชัค แลนดอน ผู้ช่วยของเขาทั้งที่ฟาร์ม และบริษัทรวบรวมนำส่งนม ถามไถ่มาตามสาย
“ก็เสียหายนิดหน่อย หน้าต่างของชั้นใต้ดินแตก ผนังบ้านมีรอยแตกนิดหน่อย แต่ที่แย่คือเศษไม้ เศษข้าวของเสียหายกระจายเกลื่อนรอบบ้าน แล้วก็กิ่งไม้ใหญ่หักโค่นลงจากต้น คงต้องขอแรงคนงานที่ฟาร์มมาช่วยนิดหน่อย” เนธานบอกก่อนถามออกไปบ้าง “แล้วทางนายล่ะ ที่บ้านเป็นไง รอดจากพายุมั้ย”
“โชคดีที่ไม่โดนอะไรเลย ไม่อย่างนั้นบ้านน้อยของผมของแย่แน่” ชัคหัวเราะน้อยๆ “ที่ฟาร์มก็ไม่มีอะไรเสียหายนะ แม่วัวของเรายังอยู่สุขสบายดีทุกตัว”
“ดีแล้ว หวังว่าพายุคงไม่ทำให้ตกใจ จนพร้อมใจกันไม่ผลิตนมนะ” เนธานเอ่ยอย่างติดตลก
ทางปลายสายหัวเราะตอบมา “ถ้าอย่างนั้นคงแย่แน่เรา ยิ่งผลิตนมได้น้อยกว่าพวกฟาร์มที่ใช้ฮอร์โมนอยู่ด้วย” ชัคพูดถึงฟาร์มโคนมที่ฉีดสารเร่งน้ำนมให้แก่แม่วัว เพื่อให้ผลิตน้ำนมได้มาก
ฟาร์มของเนธานปฎิเสธที่จะใช้สารกระตุ้นดังกล่าว ด้วยตระหนักดีว่าสารเหล่านั้นมีผลข้างเคียงทั้งต่อแม่วัวเอง และไม่ก่อผลดีกับสุขภาพผู้บริโภค มีหลายฟาร์มที่เขารู้จักพบว่าแม่วัวพันธุ์ดีหลายตัวต้องผจญกับโรคภัยที่เกิดจากการติดเชื้อที่เต้านมและล้มตายไปในที่สุด ส่วนมนุษย์นั่นเล่า ก่อผลให้เห็นชัดถึงการเติบโตเข้าสู่วัยเจริญพันธ์ก่อนวัยอันควรของพวกเด็กสาว ๆ
ถึงแม้จะการโต้เถียงทางวิชาการถึงคุณประโยชน์และโทษของสารเร่งน้ำนมนี้ บ้างก็ว่าหากควบคุมให้ใช้ปริมาณที่เหมาะสมก็จะไม่เกิดอันตราย แต่สำหรับเนธานเขาเชื่อมั่นว่า การเลี้ยงดูวัวอย่างธรรมชาติเป็นสิ่งดีที่สุดต่อสุขภาพแม่วัว สิ่งแวดล้อม และมนุษย์
“แม่วัวคงไม่ใจร้ายกับเราหรอกน่า อุตส่าห์ขัดสีฉวีวรรณเต้านมให้พวกเธออย่างดี” พูดแล้วชายหนุ่มก็หัวเราะขำกับคำพูดของตัวเอง อีกฝ่ายก็พลอยขำไปด้วย
“ความจริงนายโทรมาตอนนี้ก็ดีมากเลยนะชัค ฉันมีเรื่องไหว้วานหน่อย” เนธานเอ่ยขึ้น เมื่อนึกถึงธุระของตัวเองขึ้นได้
“ว่ามาเลยครับเจ้านาย”
“วันนี้พอส่งนมที่แมรี่โกลด์เสร็จแล้ว นายรอฉันอยู่ที่นั่นก่อนนะ จะขอติดรถกลับไปที่ฟาร์มด้วย” เนธานเอ่ยถึงชื่อโรงงานนมที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองเมดิสันวิลล์ ซึ่งชัคจะนำนมไปส่ง
ทั้งบ้านและวิทยาลัยที่ปณาลีทำงานอยู่นั้น ก็อยู่ในเมดิสันวิลล์เช่นกัน เนธานตั้งใจว่าจะขับรถไปส่งหล่อน และให้ปณาลียืมรถของเขาไปใช้ก่อน แล้วค่อยติดรถบรรทุกนมกลับมาที่ฟาร์มพร้อมกับชัค
เขาไม่คิดว่าได้ให้ความไว้เนื้อเชื่อกับคนแปลกหน้าอย่างหล่อนมากเกินไปนักหรอก เพราะถึงอย่างไร เขาก็ยังมีรถของหล่อนเป็นประกันอยู่ ถึงมันจะยังใช้การไม่ได้ แต่ก็มีราคาค่างวดอยู่ไม่น้อย อีกทั้งหล่อนก็มีหน้าที่การงานที่น่าเชื่อถือ สามารถตามตัวได้ หญิงสาวคงไม่ดับอนาคตตัวเองด้วยการเชิดรถของเขาไปเป็นแน่
“แล้วนายจะเข้าเมดิสันวิลล์ยังไง” ชัคซักด้วยความอยากรู้
เนธานผ่อนลมหายใจ ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ชัคฟัง ถึงการช่วยเหลือผู้มาเยือนสาวยามวิกาล
“เธอคงจะสวยมากล่ะสิท่า นายถึงยอมขับรถไปส่ง แถมยังทิ้งรถไว้ให้ใช้อีก” ผู้ช่วยหนุ่มซึ่งเป็นเสมือนเพื่อนของเขาด้วยสัพยอกอย่างอดไม่ได้ ด้วยไม่เคยเห็นเนธานข้องแวะกับสาวคนไหน ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ฟาร์ม ไม่สนใจแม้แต่เมลินดา ลูกสาวเจ้าของฟาร์มโคนมด้วยกัน ที่คอยมาตามเทียวไล้เทียวขื่อเนธานอยู่
“ไร้สาระน่า ไม่ใช่อย่างที่นายคิดหรอก” เจ้านายหนุ่มรีบแย้ง จะว่าไปหล่อนก็ดูน่ารักตามแบบฉบับสาวเอเชียดี แต่เขาไม่ได้ช่วยหล่อนเพราะรูปลักษณ์แน่ ๆ
“ครับ เจ้านายผู้มีคุณธรรม และมนุษยธรรมสูงส่ง” ชัคกระเซ้า ทั้งหัวเราะน้อยๆ อีกครั้งก่อนที่จะนัดหมายธุระเรื่องการไปส่งนมที่โรงงาน แล้วจึงวางสายไป
เหลือบดูนาฬิกาแล้วเนธานก็สะดุ้งโหยง มัวแต่คุยกับชัคจนเวลาเลยไปจากที่ตั้งใจไว้ 15 นาที ไม่รู้ป่านนี้หล่อนจะตื่นหรือยัง เนธานรีบกลัดกระดุมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตโทนสีฟ้าอ่อน ยัดปลายเสื้อเข้าไว้ในกางเกงยีนส์สีเข้ม เสร็จแล้วก็ผลุนผันออกจากห้อง วิ่งขึ้นไปชั้นสอง ห้องนอนของแขก
เสียงเคาะประตูรัวถี่ยิบเพราะความร้อนใจมากกว่าตั้งใจ ทำให้คนที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นขมวดคิ้วมุ่น พลิกตัวนอนตะแคง แล้วยกผ้าขึ้นคลุมหัว
ใครนะช่างกวนใจคนจะหลับจะนอน! บ่นหงุดหงิดในใจทั้งครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วปณาลีจึงได้สติ ผุดลุกนั่งขึ้นทันควัน หล่อนไม่ได้นอนอยู่ที่บ้านของตัวเองนี่นา ยกมือตบหน้าผากตัวเองทีหนึ่ง โทษฐานที่หลับเพลิน สงสัยคนที่หน้าประตูห้องคงจะเคาะประตูเรียกหล่อนอยู่นานแล้ว จนเกิดอาการของขึ้นอีกครั้ง เหมือนเมื่อตอนตี 3 ที่เรียกเท่าไรหล่อนก็ไม่ตื่น ก็คนมันง่วงนี่นา หล่อนแก้ต่างให้ตัวเองอยู่ในใจ
“ค่ะ ๆ ๆ ตื่นแล้วค่ะ” หล่อนร้องตะโกนบอกไป ไม่อาจควบคุมความหงุดหงิดที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นได้
หากเสียงไม่พอใจนั้นกลับทำให้คนข้างนอกตระหนักถึงความแรงของมือตัวเอง
“ขอโทษด้วยนะ พานาลี ผมใจร้อนเคาะประตูแรงไปหน่อย กลัวว่าคุณจะสาย”
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณที่มาปลุกฉัน” ปณาลีส่งเสียงตอบกลับออกมา
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปนั่งรอคุณข้างล่างนะ” บอกหล่อนแล้ว ก็ยกนาฬิกาขึ้นดูเห็นว่าคงมีเวลาพอ เนธานจึงถามออกไปอย่างเอื้อเฟื้อ “คุณหิวมั้ย ผมจะได้เตรียมอาหารไว้ให้ทาน คุณดื่มกาแฟหรือเปล่า”
ปณาลีระบายยิ้มออกมานิดหนึ่ง ประทับใจในความใจดีของเจ้าบ้าน
“ฉันชอบดื่มกาแฟมากค่ะ ขอบคุณมาก เอ่อ…แล้วถ้าไม่เป็นการรบกวน ขอขนมปังปิ้งสักชิ้นหนึ่งก็พอค่ะ” ท้ายประโยคหล่อนร้องผ่านประตูออกไปอย่างเกรงใจ
“โอเค เรียบร้อยแล้วพบกันที่ห้องครัวนะครับ” ชายหนุ่มทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวลงเดินกลับไปชั้นล่าง
ช่างเป็นเจ้าบ้านที่ดีจริงๆ เรา เนธานบอกตัวเองในใจขำๆ ขณะก้าวลงบันได
กาแฟจากหม้อต้มชงส่งกลิ่นหอมฉุย อวลไปกับกลิ่นขนมปังและเบค่อน ซึ่งเนธานเพิ่งนำออกมาจากเตาอบไมโครเวฟ ท้องของหญิงสาวร้องเตือนเบาๆ ทันทีที่หล่อนเดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย
นางอลิส มาร์ตินมารดาของเขานั่งอยู่ก่อนแล้วบนเก้าอี้ตัวสูง ที่เคาน์เตอร์ภายในห้องครัว ซึ่งจัดไว้เป็นที่นั่งรับประทานอาหารอย่างไม่เป็นทางการ ปณาลีแลเห็นแก้วน้ำส้ม และจานเปล่าตั้งไว้อยู่ถัดจากที่นั่งของนางมาร์ติน ก็คาดเดาได้ว่าสองแม่ลูกคงเตรียมเผื่อไว้สำหรับหล่อน เพราะเห็นเนธานหันมาหยิบขนมปังปิ้งจากจานอีกใบด้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับมารดาของเขา หลังจากวางจานใส่เบค่อนที่ส่งกลิ่นหอมยั่วให้น้ำลายสอ
“อรุณสวัสดิ์จ๊ะพาน่า” นางมาร์ตินเอ่ยทัก
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ อลิส” หล่อนยิ้มแย้มทักทายตอบไป
“มานั่งตรงนี้สิ” สตรีสูงวัยตบมือไปที่เก้าอี้สูงข้างตัว ตำแหน่งเดียวกับที่ปณาลีคาดไว้ว่าคงเป็นที่นั่งสำหรับหล่อน
“เนธ เพิ่งอบเบค่อนไก่งวงเสร็จพอดี หนูชอบเบค่อนหรือเปล่าจ๊ะ”
“ค่ะ แต่ฉันไม่ได้ทานบ่อยนักหรอกค่ะ” หล่อนตอบ
“กลัวอ้วนเหรอ” เป็นชายหนุ่มที่ถามขึ้นมา เจตนาเย้าแหย่มากกว่าคิดอย่างนั้นจริงๆ
ปณาลีส่ายหน้าพรืด ไม่ได้บอกไปว่า มื้อเช้าของหล่อนส่วนใหญ่มีแค่ขนมปังปิ้ง กับกาแฟเท่านั้นเอง ถ้าจะทานอะไรที่ผิดแผกไปก็เห็นจะเป็นโจ๊กสำเร็จรูป หรือไม่ก็อาหารเช้าที่แมคโดนัลด์
“ฉันอยู่คนเดียวเลยไม่ค่อยได้ซื้ออาหารประเภทนี้มาเก็บใส่ตู้เย็นน่ะค่ะ”
ชายหนุ่มพยักหน้า แล้วผลักจานใส่เบค่อนมาตรงหน้าหล่อน แล้วว่า “นี่เบค่อนไก่งวง ไขมันต่ำกว่าเบค่อนทั่วไปถึง 75 เปอร์เซ็นต์”
ต้องบอกสรรพคุณขนาดนั้น ราวกับกลัวว่าหล่อนจะไม่กล้ากินอย่างนั้นละ ปณาลีนึกค่อนขอดในใจ
“เนธ เขาระมัดระวังเรื่องอาหารการกินนะจ๊ะ กว่าจะซื้ออะไรได้แต่ละอย่าง ยืนอ่านส่วนประกอบ ข้อมูลทางโภชนาการอยู่นั่น” มารดาแกล้งทำท่ากระซิบกระซาบกับหล่อน
“ก็ประเทศเรามีแต่อาหารขยะเต็มไปหมดนี่ครับแม่” ลูกชายแก้ต่างในความช่างเลือกของตัวเอง แล้วทิ้งท้ายอย่างติดตลกมากกว่าคิดจริงจัง “ถ้าทำได้ผมคงจะทำอาหารทานเองทุกอย่างเลย”
“ถ้าลูกอยู่ที่บ้านมากกว่าอยู่ที่ฟาร์มก็คงมีเวลาทำอาหารเองอยู่หรอก”
คนเป็นลูกชายไม่ตอบโต้คำใดๆ ได้แต่ยักไหล่แล้วหันมาพูดกับหญิงสาวที่นั่งฟังสองแม่ลูกตาแป๋ว
“รอขนมปังสักครู่นะครับ ผมเพิ่งปิ้งให้เมื่อสักครู่ คุณชอบแยม หรือเนย ถ้าชอบแยมผมมีแยมพีชโฮมเมดฝีมือคุณนายมาร์ตินนะครับ” พูดพลางทำท่าผายมือมาทางสตรีสูงวัยที่นั่งอยู่ข้างหล่อน
“โอ้โฮ คุณทำแยมเองด้วยหรือคะ” ปณาลีเอ่ยด้วยความทึ่ง ขณะหันมามองนางมาร์ติน
นางมาร์ตินยิ้มรับพลางว่า “ที่บ้านเรามีต้นพีชอยู่ 3 ต้น ปีที่แล้วพร้อมใจกันออกลูกเยอะแยะ ฉันก็เลยเอามาทำแยมเก็บไว้น่ะ”
“งั้นฉันคงต้องขอชิมแยมฝีมือคุณสักหน่อยแล้วค่ะ”
หญิงสาวพูดจบ ขนมปังปิ้งร้อนๆ ก็มาวางอยู่ตรงหน้าหล่อนพร้อมขวดแยมสีส้มแก่ โดยมือของเจ้าบ้าน
“อาหารเช้าพร้อมแล้วครับมิส” เนธานเอ่ยติดตลก สักพักแก้วกาแฟร้อนๆ ในถ้วยเซรามิกสีขาวล้วนก็ตามมา พร้อมโถน้ำตาล และเหยือกนมสด
“นมสดจากฟาร์มของผม แต่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์จากโรงงานแล้วครับ” เนธานเอ่ยยิ้มๆ
“ขอบคุณค่ะ เป็นอาหารเช้าที่ฉันประทับใจมากๆ ค่ะ” ปณาลีเอ่ยขอบคุณพร้อมมองหน้าของสองแม่ลูกด้วยความซาบซึ้งใจ
หล่อนรู้สึกว่าช่างโชคดีเหลือเกินที่รถบังเอิญมาตายที่หน้าบ้านของครอบครัวนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าชะตาชีวิตจะพลิกผันไปเช่นไรหากว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเนธาน และมารดา จะกล่าวว่าจุดเริ่มต้นนั้นมาจากเนธานก็ว่าได้ เพราะถ้าเขาไม่ออกมาจากบ้านเพื่อมาดูแขกยามวิกาล หล่อนคงต้องนอนหลับเสี่ยงภัยอยู่ในรถจนรุ่งเช้า หรือจนกว่าจะมีใครผ่านมาพบเข้า โชคดี โชคดีมากๆ หล่อนได้แต่บอกกับตัวเองอย่างนั้น
“เอ้อ! ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ คุณต้องโทรศัพท์บอกที่ทำงานหรือเปล่าว่าคุณจะเข้าทำงานสาย” เสียงทุ้มๆ ของชายหนุ่มเอ่ยขึ้น “ถ้าจำไม่ผิดโทรศัพท์มือถือของคุณแบตเตอร์รี่หมดใช่มั้ย”
“ค่ะ แต่ไม่เป็นไร ฉันค่อยไปโทรที่บ้านก็ได้” หล่อนบอกด้วยความเกรงใจ แต่พลันก็นึกถึงเพื่อนสนิทขึ้นมาได้ วินซ์ ป่านนี้วินซ์จะกระวนกระวายหรือเพราะห่วงหล่อนหรือเปล่าที่หายไป
“มีอะไรหรือเปล่า” เนธานถามขึ้นเมื่อเห็นแววกังวลบนใบหน้าของหล่อน “คุณต้องโทรหาคนสำคัญหรือเปล่า ใช้โทรศัพท์ที่บ้านผมได้ ไม่ต้องเกรงใจ แพลนของผมรวมโทรทางไกลด้วย ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม”
“ขอบคุณค่ะ ฉัน…ฉันอยากจะโทรหาเพื่อนที่แคลิฟอร์เนีย บอกข่าวเขาสักนิดว่าฉันปลอดภัย เพราะเมื่อคืนนี้ตอนรถเสียฉันโทรหาเขา แล้วโทรศัพท์ก็ตัดพอดี”
พอได้ยินหล่อนเอ่ยเรียกเพื่อนว่า ‘เขา’ เนธานเข้าใจว่าหล่อนคงหมายถึงคนรัก หรือไม่ก็เพื่อนชายที่อาจกำลังคบหากันอยู่ ใจไหวนิดๆ แต่แล้วก็ขับไล่ความรู้สึกนั้น เขาเพิ่งพบกับหล่อนแค่คืนเดียวเท่านั้น ดูจะเร็วไปหน่อยแล้วหากจะคิดว่านึกชอบหล่อน เนธานเตือนตนเอง
“เชิญตามสบาย ถ้ามีบิลเรียกเก็บมา ผมจะไปตามทวงกับคุณเอง” เนธานพูดพลางหลิ่วตา แล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์แบบไร้สายมายื่นให้หล่อน
หญิงสาวพยักหน้ารับยิ้มให้เขาเป็นเชิงขอบคุณ
“เฮ้ นี่คุณปณาลีตัวจริงโทรมาจริงๆ หรือนี่ ไม่ใช่วิญญาณแน่นะ” เสียงเพื่อนหนุ่มทางปลายสายร้องออกมาด้วยความดีใจ หากแต่ยังอดเย้าแหย่เพื่อนสาวไม่ได้ตามนิสัย
“ก็จริงน่ะซี่” ปณาลีอยากตะโกนบอกไป แต่ก็ต้องจำต้องลดเสียงพูดเบากว่าปรกติด้วยความเกรงใจเจ้าบ้าน
“เป็นตายร้ายดียังไงบ้าง เธอกลับถึงบ้านปลอดภัยดีใช่มั้ย” วินซ์ หรือ วินเซ้นท์ถามด้วยความเป็นห่วง
“ปลอดภัยดี ได้คนแถวนี้ช่วยไว้ แล้วยังไงจะโทรเล่าให้ฟังอีกทีละกัน นี่ขอใช้โทรศัพท์ที่บ้านเขาอยู่ไม่อยากคุยนาน”
“โอเค ดีมากที่โทรมาบอก ฉันละห่วงแทบแย่ เมื่อคืนเลยไม่มีอารมณ์แชทข้ามประเทศกับหนุ่มๆ เลย”
ปณาลีส่ายหน้า ผ่อนลมหายใจพรืดผ่านหูโทรศัพท์ให้เพื่อนรู้ว่าหล่อนอยากจะค่อนขอดใจจะขาด ถ้าโทรศัพท์ที่บ้านตัวเองละก็ หล่อนคงจะอดกระเซ้าเรื่องรักออนไลน์ของเพื่อนหนุ่มของหล่อนผู้พิสมัยผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
ถ้าใครเห็นวินซ์ แม้แต่คลางแคลงนิดๆ แต่ก็คงเข้าใจว่าวินซ์คือหนุ่มเจ้าสำอางทั่วไป เขาไม่เคยแสดงท่าทีอย่างที่คนไทยเรียกกันว่าแต๋วแตก หรือออกสาว ชายหนุ่มสำรวมกิริยาต่อหน้าผู้คน เผลอหลุดมาบ้างก็แค่เวลาพูดคุยกับเพื่อนสนิทอย่างปณาลีเท่านั้น
หญิงสาวคุยกับเพื่อนอีกสองสามคำก็วางสาย โดยบอกไว้ว่าจะเล่ารายละเอียดเรื่องราวเมื่อคืนนี้ให้เพื่อนฟังในวันหลัง หล่อนยังไม่ได้บอกเพื่อนว่าใครที่มาช่วยหล่อน และให้ที่พักพิง รู้ว่าหากบอกว่าเป็นชายหนุ่มร่างสูงนัยน์ตาสีน้ำตาลเจ้าของฟาร์มโคนม วินซ์คงไม่หยุดซักไซ้ไล่เรียงเป็นแน่
พาหนะแบบขับเคลื่อนสี่ล้อสายพันธุ์อเมริกันเคลื่อนตัวออกจากโรงรถ ขับลงไปตามทางที่ลาดลงจากเนินเขาเตี้ยๆ ที่เป็นที่ตั้งของตัวบ้าน แสงแดดยามสายทำให้แลเห็นทุ่งหญ้าเขียวขจีที่รายรอบตัวบ้าน เป็นหญ้าบลูแกรส อันขึ้นชื่อของเคนตั๊กกี้ อวดสีเขียวสดตัดกับท้องฟ้าสีครามแลดูชื่นตา
เมื่อมองจากภายนอกมายังรถที่กำลังเคลื่อนลงเนินนั้น จะแลเห็นเจ้าแลบบราดอร์สีน้ำตาลสองตัว วิ่งขนาบข้างตัวรถทั้งสองด้านดุจองครักษ์ที่ตามพิทักษ์เจ้านาย
“หมาของคุณวิ่งตามด้วยนะคะ” ปณาลีร้องบอกเมื่อเหลือบไปเห็นสุนัขคู่ใจของเขาตัวหนึ่งที่กระจกมองข้างรถด้านที่หล่อนนั่งอยู่
“ครับ ทอมมี่กับเนลลี่จะวิ่งตามมาส่งผมที่หน้าประตูรั้วทุกเช้าที่ผมออกไปทำงาน” ชายหนุ่มพูดพลางยิ้มมุมปาก
“น่ารักจังเลยค่ะ พวกมันเคยวิ่งตามออกไปถึงถนนหรือเปล่าคะ” หล่อนอดสงสัยไม่ได้
“ไม่หรอกครับ ส่งแค่ประตูรั้วหน้าบ้านเท่านั้นละ” เขาตอบพลางยิ้มแล้วมองไปที่เจ้าเนลลี่ที่วิ่งอยู่ด้านข้างเขา
“คุณเทรนพวกมันหรือคะ”
เนธานพยักหน้า ยิ้มมุมปาก “พอรถพ้นจากประตูรั้ว ทอมมีกับเนลลี่จะหยุดอยู่ที่ประตูรั้วด้านใน รอให้ประตูปิด” เขาพูดถึงประตูรั้วเหล็กโปร่งด้านหน้าที่ควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล
เขตบ้านเขารายล้อมด้วยรั้วไม้สีขาว เป็นการบอกถึงอาณาเขตมากกว่ากั้นขวางผู้บุกรุก บ้านที่อยู่นอกเมืองทั้งหลายมักจะล้อมรั้วกันแบบนี้ บางบ้านไม่มีรั้วเลยด้วยซ้ำไป ผิดกับบ้านตามเมืองใหญ่ที่ปณาลีเคยเห็น มันบ่งบอกได้ว่าที่พำนักอาศัยที่ใดจะมีความปลอดภัยกว่า
“อืม…ผมลืมถามคุณไปเรื่องรถว่า คุณรู้จักอู่ที่เอารถไปซ่อมหรือยัง” เนธานเอ่ยถามขึ้น ขณะที่ขับรถมาตามถนนทางหลวงเล็กขนาดสองเลน
หล่อนส่ายหน้าพรืด “ไม่รู้จักสักอู่เลยค่ะ กะว่าจะลองไปเปิดหาในสมุดหน้าเหลืองดู”
“ผมเองก็ไม่รู้จักอู่ไหนในเมืองเมดิสันวิลล์ซะด้วย ไม่อย่างนั้นคงพอแนะนำได้บ้าง”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณช่วยฉันมามากแล้ว ถึงคราวที่ฉันต้องช่วยเหลือตัวเองบ้าง” หล่อนยิ้มน้อยๆ
“ดี ที่คุณรู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง” เขาเอ่ยชมอย่างจริงใจ “คนบางคน ไม่ยอมแม้แต่จะใช้หัวคิดในเรื่องง่ายๆ”
“อยู่คนเดียวต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ ฉันก็ต้องพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดละค่ะ”
ปณาลีไหวไหล่ อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อตอนที่อยู่แคลิฟอร์เนีย หล่อนแทบจะไม่ต้องวิ่งจัดการเรื่องที่ดูยุ่งยากสำหรับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นซื้อหลอดไฟมาเปลี่ยน ซ่อมอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ ในที่พัก วีรภัทรจะคอยตรวจตราดูแลให้หล่อนไปเสียทุกอย่าง แต่เมื่อต้องมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียว หล่อนจึงเพิ่งได้รู้ว่า เรื่องที่หล่อนเคยคิดว่าเป็นงานสำหรับผู้ชาย ผู้หญิงอย่างหล่อนไม่ประสีประสานั้น เป็นเรื่องง่ายนิดเดียวเท่านั้น
หล่อนรู้จักซื้อหาไขควง ตะปู ค้อน ชุดสว่านขนาดเล็ก และอุปกรณ์เครื่องมือช่างเล็กๆ น้อยๆ มาไว้ใช้ที่บ้านเผื่อว่ามีอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรงหล่อนคงพอซ่อมเองได้บ้าง งานชินที่คิดว่าใหญ่ที่หล่อนเคยทำมาแล้วก็คือติดตั้งกลอนห่วงโซ่ด้านในประตูหน้าบ้านเช่าหลังเล็กของหล่อน แม้มันจะไม่ใช่งานช่างใหญ่โต แต่หล่อนก็ภูมิใจนักหนาที่หล่อนสามารถทำได้
“คุณคิดถูกแล้วละ พานาลี แต่ถ้ามีอะไรที่มันสุดปัญญาก็ต้องรู้ว่า ควรขอความช่วยเหลือจากใคร” น้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยเป็นการคุยมากกว่าพร่ำสอน
สองหนุ่มสาวคุยกันไปเรื่อยๆ ตลอดทาง เนธานถามถึงเรื่องหน้าที่การงานของหล่อนเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะโลกของงานในระบบการศึกษาสมัยใหม่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวสำหรับเขา ส่วนปณาลีก็ถามเขาถึงเรื่องการเลี้ยงวัวนม ที่หล่อนไม่รู้อะไรมากไปกว่าภาพแม่วัวถูกรีดนมในโฆษณาทางทีวี
เนธานพารถตัดออกสู่ถนนไฮเวย์สาย 41 มุ่งตรงไปยังเมืองเมดิสันวิลล์ จากบ้านเมืองเล็กๆ ที่เขาอยู่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เขาชะลอรถลงเมื่อตัดเข้าถนนทางออกสู่ตัวเมืองเมดิสันวิลล์ ปณาลีบอกเส้นทางที่จะไปยังบ้านที่หล่อนเช่าอาศัยอยู่
บ้านของหล่อนอยู่ไม่ห่างไกลจากดาวน์ทาวน์นัก เนธานพารถเลี้ยวไปตามถนนสายเล็กขนาดวิ่งสวนกันได้ 2 เลน สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนหลังเล็กๆ ค่อนข้างเก่าแต่ก็ได้รับการบำรุงรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพดี หากก็มีบางบ้านที่เจ้าของปล่อยปละละเลยจนบ้านทรุดโทรม ทำให้ภาพของที่อยู่อาศัยแถบนี้ดูแย่ ไม่น่าอยู่
ปณาลีชี้ทางเลี้ยวเข้าถนนสายเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านของหล่อน เนธานนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อแลดูสภาพบ้านเรือนสองข้างท้างที่ดูเก่า รถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านก็เก่าครึ ชายหนุ่มประเมินจากสายตาว่าผู้ที่อยู่อาศัยนี้คงไม่ใช่ผู้มีรายได้สูงนัก
เลือกอยู่ที่นี่เพราะราคาค่าเช่าไม่สูงนัก ประกอบกับหล่อนอยากอยู่บ้านมากกว่า ห้องสี่เหลี่ยมอย่างอพาร์ทเม้นท์ หล่อนจึงไม่สนใจสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างไม่เป็นระเบียบของรอบบริเวณหมู่บ้านที่อยู่นัก
“สภาพบ้านแถวนี้ดูไม่ค่อยดีมากก็จริง แต่เป็นย่านที่ปลอดภัยนะคะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นราวกับล่วงรู้ถึงความคิดของชายที่นั่งอยู่ข้างๆ
“อือฮึ” เนธานพยักหน้ารับฟัง ก่อนถาม “คุณอยู่ที่นี่มานานแล้วเหรอ”
“ก็ประมาณ 2 เดือนได้แล้วค่ะ”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างฉงน “แค่ 2 เดือนยังบอกไม่ได้หรอกนะว่าอยู่แล้วปลอดภัย”
ปณาลียกไหล่ “เท่าที่อยู่มา ก็สงบสุขดีนี่คะ อีกอย่างก่อนที่ฉันจะตัดสินใจเช่าอยู่ที่นี่ ฉันกับเพื่อนก็ได้คุยกับตำรวจที่ดูแลท้องที่ ถามเรื่องสถิติการเกิดอาชญากรรมก่อนจะตัดสินใจ อีกอย่างแถวนี้ไม่มีบันทึกว่ามีพวกเซ็กส์ออฟเฟนเดอร์อาศัยอยู่ด้วยค่ะ”
หล่อนยิ้มพูดประโยคสุดท้ายจบถึงทะเบียนรายชื่อของอาชญากรที่ต้องคดีล่วงละเมิดทางเพศ
ตามกฎหมายในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา กำหนดให้ผู้เคยต้องโทษเหล่านี้ เมื่อได้รับการปลดปล่อยให้ได้รับอิสรภาพแล้ว จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้เคยต้องคดีล่วงละเมิดทางเพศ (Sex Offender) และแจ้งที่อยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์กฎหมาย ซึ่งบางคนกฎหมายอาจกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนรายชื่อนี้ไปตลอดชีวิต ในบางรัฐมีกฎหมายห้ามไม่ให้ผู้ต้องคดีเหล่านี้อาศัยอยู่ในรัศมี 1000 ฟุต (ประมาณ 333 เมตร) ที่ใกล้โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก โบสถ์ หรือที่ใดก็ตามที่มีเด็กอยู่มาก
ปณาลีคิดว่า เป็นการปลอดภัยสำหรับผู้หญิงอย่างหล่อนที่จะตรวจเช็คว่า ในเขตที่หล่อนอาศัยอยู่นี้มีรายชื่อของอดีตผู้ต้องคดีเหล่านี้ขึ้นทะเบียนไว้หรือไม่
เนธานยิ้มน้อยๆ พยักหน้ารับฟังอีกครั้ง “คุณคงทำการบ้านอย่างละเอียดรอบคอบแล้วนะ ก่อนตัดสินใจอยู่ที่ย่านนี้”
“ค่ะ เจ้าของบ้านเช่าของฉันเป็นคุณป้าอายุมากแล้วใจดีมากๆ ด้วยค่ะ เธอดูแลฉันเป็นอย่างดี ตำรวจท้องที่ก็บอกฉันว่าที่นี่สงบสุข ไม่เคยมีปัญหา ฉันถึงมั่นใจ”
“ดีแล้วล่ะ ถ้ามีเหตุร้ายแรงอะไร ผมรู้ว่าคุณควรจะโทรไปเบอร์อะไร” เสียงเขากลั้วหัวเราะน้อยๆ
“911 แน่นอนที่สุดค่ะ” หญิงสาวระบายยิ้มกว้างบนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยเบอร์โทรแจ้งเหตุด่วนที่หล่อนจำขึ้นใจ “เมื่อคืนนี้ก็เกือบได้โทรแล้ว บังเอิญแบตโทรศัพท์หมดเสียก่อน โชคดีที่พระเจ้าส่งคุณมาช่วยฉันไว้ก่อนที่จะส่งทอร์นาโดตามมา”
หญิงสาวหัวเราะเสียงใสเมื่อพูดจบ และได้ยินเสียงทุ้มๆ หัวเราะขึ้นมาพร้อมๆ กัน
——- จบตอน——- อ่านต่อสัปดาห์หน้านะคะ

มาส่งแรงเชียร์ค่ะ
หายไปนานนนนนนนนน เลยนะค้า
รออ่านอยู่ค่ะ สู้ๆ ฮึบๆ!!!
Comment by มุก — March 23, 2009 @ 12:05 am
มาลงชื่อว่ายังติดตามอย่างเหนียวแ่น่น
^_^
เฮ้อ .. น่ารักจัง ทั้งพระเอก และ นางเอก
Comment by กิ่ง — April 10, 2009 @ 9:45 pm
ขอบคุณ คุณมุก และคุณกิ่งนะคะ ที่ติดตามอ่าน
มีกำลังใจเขียนต่อขึ้นมาในทันที
Comment by mitsinee — April 16, 2009 @ 10:06 pm