January 31, 2008

เหตุที่ฝนตก บทที่ 4

บทที่ 4

ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมที่คลุมด้วยหนังสีน้ำตาลแก่ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย นิ้วมือยาวเสยผมหยักศกยุ่งเหยิงพ้นจากหน้าผาก แลเห็นคิ้วดกหนา

“ยิ้มหน่อยสิ พาน่า” ชายหนุ่มกระเซ้า เมื่อยังแลเห็นรอยหมองปรากฏบนดวงหน้า “เอ…ผมเรียกชื่อคุณอย่างนี้ถูกหรือเปล่านะ แม่ของผมบอกว่าชื่อภาษาไทยของคุณยาวกว่านี้ แล้วก็ออกเสียงยากกว่านี้”

“ชื่อเต็มของฉันชื่อปณาลี ค่ะ ปะ-นา-ลี ” หล่อนบอกเขาแล้วออกเสียงเน้นคำ

“พะ-นา-ลี ชื่อเพราะดีนะ ออกเสียงยากไปหน่อยสำหรับคนลิ้นแข็งอย่างผม”

“คุณยังออกเสียงผิดอยู่ดีค่ะ” หล่อนแสร้งต่อว่าเขาพลางยิ้มน้อยๆ

“ขอโทษด้วยนะครับ แต่ผมว่าออกเสียงผิดยังดีกว่าเรียกคุณว่าพาน่า ทำให้ผมนึกไปถึงทีวียี่ห้อ พานาโซนิค ทุกที” ริมฝีปากหยักบางเหยียดยกเป็นมุมโค้ง ดวงตาส่อแววทะเล้นไม่ปิดบัง

“คุณไม่ใช่คนแรกหรอกค่ะที่คิดอย่างนั้น”

“คุณโกรธมั้ย ถ้ามีคนล้อชื่อคุณ”

หญิงสาวส่ายหน้า

“ดีนะ สมัยผมเด็กๆ ถ้าใครในโรงเรียนชื่อประหลาดจากชาวบ้าน คนนั้นมักจะถูกล้อเลียน หรือไม่ก็ถูกรังแก” เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ เงยหน้าขึ้นมองเพดาน

“ขนาดนั้นเลยหรือคะ? แค่ชื่อแปลก ไม่เหมือนใครนี่นะ” หล่อนทำหน้าฉงน “มิน่าล่ะ ฉันถึงเห็นคนชื่อซ้ำๆ กันเต็มไปหมด ไม่เหมือนที่ประเทศของฉันนะคะ ใครชื่อแปลกแหวกแนว ไม่เหมือนใครก็จะเก๋ที่สุด ส่วนคนชื่อซ้ำๆ ก็จะเชยแสนเชย ถูกล้อเลียนมากกว่าคุณชื่อแปลกซะอีก”

ปณาลีเล่าให้เขาฟังถึงสภาพสังคมที่แตกต่าง

“แล้วชื่อคุณมีคำแปลมั้ย”

“มีค่ะ ชื่อฉันแปลว่า สายน้ำ ฉันเลยมีชื่อเล่นว่าน้ำ” หล่อนบอกชื่อเล่น พร้อมคำแปลเป็นภาษาอังกฤษแก่เขา

“ผมชอบสายน้ำ” เขาเอ่ยออกมาเบาๆ “ตอนเด็กๆ ผมอาศัยอยู่รัฐเทนเนสซี่ ก่อนจะย้ายมาที่นี่ พ่อชอบพาผมไปตั้งแคมป์ที่ลำธาร ใกล้เชิงเขา ผมชอบนั่งมองดูสายน้ำไหลผ่านโขดหินไปเรื่อยๆ ในใจก็สงสัยว่าสายน้ำจะไปสิ้นสุดที่ไหน”

“แล้วคุณเดินตามไปมั้ยคะ” หล่อนถาม

“เคยสิ แล้วเกิดอะไรขึ้นรู้มั้ย” เขาเหยียดยิ้ม

“อะไรคะ”

“ผมก็หลงป่าน่ะสิ” เขาหัวเราะเบาๆ “ตอนนั้นผมเพิ่ง 9 ขวบเท่านั้น”

“แล้วคุณทำยังไงคะ”

“พอรู้ตัวว่าหลงผมก็…เดินย้อนกระแสลำธารขึ้นไป แล้วก็ นั่นไง! แคมป์ไฟของพ่อ” นัยน์ตาเขายังคงมีประกายตื่นเต้น เมื่อเล่าถึงเรื่องราววัยเยาว์

“โถ นึกว่าจะมีอะไรตื่นเต้นมากกว่านี้” หล่อนยกไหล่ เอนหลังพิงพนักโซฟาที่นั่งอยู่

“แล้วคุณจะให้มีอะไรล่ะ เจอเสือ หมี หรือว่าอะนาคอนด้า” เขาเลิกคิ้ว “ถ้าคุณคาดหวังอย่างนั้นล่ะก็ คุณเตรียมเผ่นหนีได้เลย เพราะคนที่กำลังนั่งโม้กับคุณอยู่ตอนนี้ คงเหลือแต่วิญญาณ” พูดจบเนธานก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน

ปณาลีส่ายหน้ากับคำพูดชวนหัวของเขา แล้วพลันนึกขึ้นได้ จึงทวงถาม“ไหนว่าคุณมีเรื่องอดีตขมขื่นจะเล่าให้ฉันฟังไงคะ หรือว่าคือเรื่องไม่เจอเสือ ไม่เจอหมี หรืออะนาคอนด้า ทำให้คุณเศร้า”

“มันก็น่าเศร้าอยู่นะคุณ เพราะความใฝ่ฝันของผมคือเป็นนักสัตววิทยา ออกไปเฝ้าดู ศึกษาพวกสัตว์ป่าแปลกๆ แต่กลายเป็นว่าผมต้องมานั่งดมขี้วัว รีดนมวัวแทน” เขาหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงบ่งบอกว่าการไม่ได้มีชีวิตตามฝันนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่

“ไม่มีใครที่เดินตามฝันไปได้หมดทุกคนหรอกค่ะ อยู่ที่ว่ามีความสุขกับปัจจุบันหรือเปล่า” หล่อนเอ่ยขึ้น พลางโน้มตัวมาข้างหน้า จ้องหน้าเขา “ทีนี้พร้อมหรือยังคะ ที่จะเล่าเรื่องที่ว่า” ปณาลีแสร้งยักคิ้วหลิ่วตาทวงถามอีกครั้ง

ชายหนุ่มยิ้มกว้าง นึกขันกับท่าทีของหล่อน เออหนอ แม่สาวไทยคนนี้อารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็วราวกับพายุ เมื่อกี้ยังหน้าหมอง น้ำตานอง ตอนนี้กลับทำท่าทะเล้นใส่เขาเสียอีก วิธีที่เขาหลอกชวนหล่อนคุยออกนอกเรื่อง หมายจะให้หล่อนลืมเรื่องเศร้าในอดีตได้ผลเหมือนกัน ถ้าหล่อนรื่นเริงอย่างนี้ไปตลอดได้ก็จะดีไม่น้อย ใบหน้าของหล่อนยิ้มพราย ดวงตากลมโตเป็นประกาย เนธานเห็นแล้วนึกหมั่นเขี้ยวอยากดึงปลายจมูกเล็กๆ ของหล่อนเล่นนัก

“โอเคๆ ถ้าคุณอยากจะฉีกแผลในใจของผมให้เปิดออกนักละก็ ไม่มีปัญหา ผมจะเล่าให้ฟัง”

น้ำเสียงเนธานฟังดูรื่นเริงมากกว่าจะโศกเศร้า แต่พลันใบหน้าเขาก็เปลี่ยนมาเป็นนิ่ง เคร่งครึม จนปณาลีหวั่นใจ หากนิ่งฟังคำพูดต่อไปของเขา

“คุณเตรียมทิชชู่ไว้ซับน้ำตาหรือยัง เพราะเรื่องที่ผมเล่าอาจจะทำให้คุณสะเทือนใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่”

ประโยคที่เอ่ยออกมา พร้อมนัยน์ตาที่ส่องประกายระยับ ก็ทำให้หล่อนนึกอยากจะหยิกเขาสักหมับ คนอะไรนะ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะพูดเล่น เมื่อไรจะพูดจริง

“ฉันว่าคงไม่น่าเศร้าขนาดนั้นหรอกมั้งคะ” หล่อนประชด ส่งค้อนให้วงใหญ่ เนธานหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางของหญิงสาว

“เอาละๆ ทีนี้ พร้อมหรือยัง”

“พร้อมมาตั้งแต่นานแล้วค่ะ รอคุณนั่นแหละ”

“ถ้าอย่างนั้น” พูดจบเนธานก็รวบสองขายาวของตนเองขึ้นมาขัดสมาธิบนเก้าอี้ “คริสครอส แอ๊ปเปิ้ลซอส (crisscross applesauce)” เขายืดอกตรงทำท่าตั้งใจ

หากหญิงสาวทำหน้างงกับคำพูดของเขา “อะไรคะ คริสครอส แอ๊ปเปิ้ลซอส?”

“อ้าว ก็นั่งขัดสมาธิตั้งใจฟังไง มันเป็นคำพูดคล้องจองเวลาผู้ใหญ่พูดกับเด็กตอนเวลาจะเล่านิทานให้ฟัง อะไรทำนองนั้น” เนธานอธิบาย “สมัยเด็กๆ ครูบรรณารักษ์ของผมชอบพูดก่อนจะเริ่มชั่วโมงเล่านิทาน”

“อืมม์…เป็นความรู้ใหม่ของฉันค่ะ” หญิงสาวพยักหน้า

“สมัยเด็กๆ คุณชอบฟังนิทานมั้ย” เนธานถามใบหน้ายิ้มๆ

“ก็…ชอบค่ะ…ไม่นะ คุณกำลังจะเถลไถลคุยเรื่องอื่นอีกแล้ว” หญิงสาวเหล่ตามองเขาอย่างรู้ทัน

เนธานหัวเราะร่ายกสองมือชูขึ้น “โอเคๆ ผมยอมแพ้คุณ เอาละจะเล่าแล้วนะ”

ปณาลีรวบขาขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้บ้าง แล้วคว้าหมอนอิงมาวางไว้บนตัก แล้วยกสองมือขึ้นมาเท้าคาง

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่ง ทั้งสองรักกันมากมาตั้งแต่สมัยเข้าเรียนมัธยมปลาย เรียกได้ว่าเป็นคู่ไฮสคูล สวีทฮาร์ทที่น่าอิจฉาประจำโรงเรียน เพราะหนุ่มก็หล่อ สาวก็สวย และยังเรียนเก่งอีกด้วย” เนธานอมยิ้มทำหน้าทะเล้นขณะเล่า

“ไม่ค่อยจะถ่อมตัวเองเล้ย” หญิงสาวแกล้งแซว

ชายหนุ่มทำท่ายกมือเสยผม ยักไหล่ “ก็ช่วยไม่ได้ ใครๆ ก็ว่ากันอย่างนั้น”

ปณาลียิ้มแล้วส่ายหน้า ก็จริงอยู่หรอกนะ เนธานจัดว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง สมัยที่ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่นคงมีสาวๆ กรี๊ดกร๊าดติดเนื้อต้องใจเขาอยู่พอดู “เล่าต่อเถอะค่ะ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับสองคนนั่น”

“ก็…” แววตาของเนธานปรากฏรอยผิดหวังขึ้นวูบหนึ่ง “ทั้งคู่ก็คบหากัน แล้วก็ตั้งความหวังว่าจะแต่งงานกันหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย”

เนธานเว้นระยะไปอึดใจก่อนเล่าต่อ “โชคไม่ดีที่เราทั้งคู่ไม่ได้เรียนที่เดียวกัน คอร์ทนีย์ได้ทุนเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐอิลลินอยส์ ส่วนผมได้ทุนนักกีฬาว่ายน้ำเรียนที่มหาวิทยาลัยในรัฐบ้านเกิด แต่เราก็ยังคบหากันเรื่อยมานะ จนกระทั่งเรียนปีสุดท้ายที่คอร์ทนีย์ไปฝึกงานที่ชิคาโก้”

ชายหนุ่มก้มหน้ามองพื้น ไม่มีแววรื่นเริงปรากฏให้เห็นดั่งตอนแรก

“เธอคงมองเห็นแล้วว่าอนาคตของเธอหากแต่งงานกับผมแล้วจะเป็นอย่างไร ผมเรียนด้านการเกษตร ครอบครัวผมมีฟาร์มเลี้ยงวัว สุดท้ายเมื่อเรียนจบผมก็ต้องกลับบ้านมาเลี้ยงวัว ส่วนเธอเรียนด้านการเงิน อนาคตของเธอคืออยู่ในเมืองใหญ่ เธอใฝ่ฝันที่จะไปทำงานในนิวยอร์ก พอเรียนจบคอร์ทนีย์ก็ได้รับข้อเสนอให้ทำงานในสถาบันการเงินในนิวยอร์ก เธอรบเร้าให้ผมตามไปอยู่ที่นั่นกับเธอ แล้วเคี่ยวเข็ญให้ผมเรียนต่อเป็นสัตวแพทย์ หรือไม่เข้าโรงเรียนแพทย์ โรงเรียนทันตแพทย์ ในนิวยอร์ก เลิกความคิดที่จะกลับมาเลี้ยงวัว”

“แล้วคุณทำตามที่เธอขอหรือเปล่าคะ”

เนธานพยักหน้า “ผมทั้งรัก ทั้งหลงเธอ ผมไม่ต้องการเสียเธอไป ผมจึงยอมตามใจเธอทุกอย่าง” ชายหนุ่มก้มหน้านิ่งเงียบ

“แล้ว…” ปณาลีเอ่ยขึ้นเบาๆ

“ผมสละทุนเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเดิมเสนอให้ ย้ายจากเคนตั๊กกี้ไปอยู่นิวยอร์ก พ่อโกรธผมมาก ประกาศไม่ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินใดๆ หากผมจะเรียนต่อ”

“ทำไมละคะ ถ้าคุณเรียนต่อเป็นหมอ หรือสัตวแพทย์ ก็เป็นโอกาสที่ดีนี่คะ” ปณาลีถามด้วยความแปลกใจ

“พ่ออยากให้ผมเรียนที่นี่มากกว่า แต่ที่สำคัญคือพ่อไม่เห็นด้วยกับการที่ผมย้ายตามผู้หญิง การตัดสินใจของผมมันเป็นไปตามที่คอร์ทนีย์ต้องการ ไม่ใช่ตัวผม พ่อรู้ว่าผมไม่ต้องการเข้าโรงเรียนแพทย์ หรือเป็นสัตวแพทย์ สิ่งที่ผมชอบคือการทำฟาร์ม พ่อบอกให้ผมเรียนในสิ่งที่ผมต้องการเรียนดีกว่า จะให้คนอื่นมาตัดสินอนาคตให้ แต่ตอนนั้นผมไม่เชื่อพ่อ โกรธพ่อด้วยซ้ำที่พ่อเรียกคอร์ทนีย์ว่าเป็นคนอื่น ทั้งๆ ที่เราจะแต่งงานกัน ผมโกรธที่พ่อไม่เชื่อมั่นในความรักของเรา” รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม เขาเงียบไปครู่หนึ่งอีกครั้ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ

เรื่องในอดีตที่เขาเก็บไว้มันคงหนักหนาสาหัสพอดู จึงทำให้ชายหนุ่มผู้มีท่าทีขี้เล่น ชอบเย้าแหย่คนอื่นอย่างเนธานถึงกับเคร่งครึมลงไปมาก มากกว่ายามที่ปณาลีเคยเห็นในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้พบเขา หล่อนอยากจะเอ่ยห้ามไม่ให้เขาเล่าต่อ แต่ปากหล่อนก็หนักเกินกว่าจะพูดออกไป

“ผมย้ายไปนิวยอร์กซิตี้ เราเช่าอพาร์ทเม้นท์อยู่ด้วยกัน ผมพยายามหางานอะไรก็ได้ที่ทำให้พอมีรายได้เลี้ยงตัว แล้วก็พยายามสมัครเข้าเรียนต่อแพทย์ สัตวแพทย์ ทันตแพทย์ ผมได้รับเข้าคัดเลือกไปสอบสัมภาษณ์ แต่…ก็ไม่ผ่านทั้งแพทย์ และทันตแพทย์ โชคยังดีที่ผมได้เข้าเรียนสัตวแพทย์ ถึงคอร์ทนีย์จะผิดหวังนิดหน่อย เพราะถ้าเทียบรายได้แล้ว ดูเหมือนสัตวแพทย์จะรายได้น้อยที่สุด”

“แหม…ทำไมเธอถึงห่วงแต่เรื่องรายได้มากมายนักนะคะ เป็นสัตวแพทย์ก็ดี มีเกียรติ ได้ช่วยเหลือสัตว์ด้วย” ปณาลีพูดให้กำลังใจ

“คนที่ทำงานอยู่แต่กับเงิน เขาจะสนใจอะไรละครับ ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน” เนธานยิ้มเศร้า

“เอาละนะ ตอนนี้จะถึงไคลแม๊กซ์แล้ว” เขาพูดเล่นเพื่อคลายบรรยากาศหม่น
.
“ผมเข้าเรียนสัตวแพทย์ได้ไม่นาน ก็ต้องเลิกทำงานบริษัทในตอนกลางวัน ตอนกลางคืนผมทำงานส่งพิซซ่า หารายได้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ผมเหนื่อยมาก นอนดึก เรียนหนัก รายได้ไม่พอใช้ ในที่สุดผมก็ต้องยอมอาย ขอร้องให้คอร์ทนีย์ช่วยเหลือค่าเรียนผมส่วนหนึ่ง ตรงนั้นมันก็เป็นจุดเริ่มของร้าวฉานของเรา ไม่ใช่ว่าเธอไม่เต็มใจช่วยผมหรอกนะ เธอยินดีช่วย ผมต้องนับถือน้ำใจเธอในข้อนี้ แต่คงเป็นเพราะเธออยู่ในสังคมที่พบปะผู้คนที่มีรายได้ดี มีผู้ชายหลายคนสนใจเธอ ตรงนั้นจึงทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบ ระหว่างผม…ซึ่งในตอนนั้นกำลังย่ำแย่ อนาคตของผมอาจจะดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ ส่วนผู้ชายอีกคน เป็นหนุ่มใหญ่ระดับผู้บริหาร ฐานะร่ำรวย การงานมั่นคง เป็นคุณ คุณจะเลือกใคร?”

ปณาลีถอนหายใจเฮือกใหญ่ หล่อนรู้ถึงบทสรุปในตอนท้ายได้ โดยที่เขาไม่ต้องเฉลยตอนจบ ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เลือกเขา…ผู้ชายที่ยอมทิ้งทุกอย่างที่บ้านเกิดเพื่อมาอยู่กับเธอ และทำตามที่เธอต้องการ

ความจริง…อดีตของหล่อนกับเนธาน แทบจะไม่แตกต่าง หล่อนทิ้งทุกสิ่งที่เมืองไทย เพื่อมาใช้ชีวิตกับเขาที่สหรัฐอเมริกา แต่โชคหล่อนยังดีที่ทางบ้านสนับสนุน เพราะอย่างน้อยหล่อนก็ได้มาเรียนต่อ ได้รับปริญญาโทกลับบ้านเกิดเมืองนอน แต่ชายหนุ่มตรงหน้าหล่อนคนนี้เล่า ชีวิตเขาดูเหมือนจะสาหัสกว่าหล่อนมากนัก หล่อนคาดเดาว่า…เขาคงเรียนสัตวแพทย์ไม่สำเร็จ จึงต้องกลับมาทำฟาร์มอยู่ที่บ้านเกิดเช่นทุกวันนี้

“คุณรู้ตอนจบแล้วใช่ไหม พานาลี ว่ามันไม่ใช่ Happily Ever After เหมือนนิทานอย่างที่เราอยากให้เป็น” เนธานเอ่ยถามหล่อนทั้งหัวเราะขื่นๆ

“ชีวิตคนก็ต้องมีทั้งสุข ทั้งทุกข์ สมหวัง และผิดหวังนะคะ” หล่อนพูดอย่างเข้าใจถึงสัจธรรม แต่ถึงจะพูดไปอย่างนั้นตัวเองก็ยังทำใจยอมรับความผิดหวังที่นำมาซึ่งความทุกข์ไม่ได้เสียที

“ผมรู้ ผมถึงยังมีชีวิตอยู่ได้ถึงวันนี้ไง ไม่อย่างนั้น ผมคงไปกระโดดสะพานบรุ๊คลินฆ่าตัวตายไปแล้ว” ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มขึ้นจางๆ

“ฉันไม่น่ารบเร้าให้คุณเล่าเรื่องนี้เลย ทำให้คุณต้องขุดรอยแผลนั้นขึ้นมาอีก” หล่อนเอ่ยขึ้นมาเบาๆ

ถึงตอนนี้เนธานลุกขึ้นยืน มีท่าทีสดชื่นขึ้น “โอ…ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ผมสบายดี แผลนั่นมันเป็นแค่รอยแผลเป็น ย้ำไม่ให้ผมลืมเท่านั้น ไม่ใช่แผลติดเชื้อเรื้อรัง อย่างแผลในใจคุณ” พูดแล้วก็หลิ่วตาข้างหนึ่งให้หล่อนคล้ายหยอกล้อมากกว่าซ้ำเติม

“ก็…แผลฉันยังสดอยู่นี่คะ แล้วอีกอย่างฉันก็ไม่มีวัวเป็นฝูงๆ เป็นเพื่อนปรับทุกข์เหมือนคุณ” ปณาลีแกล้งพูดกระทบเขา พลางลุกยืนขึ้นบ้าง

“เข้าใจพูดนะคุณ จะมาปรับทุกข์กับวัวผมบ้างไหมละ ผมยินดี สองมือก็รีดนมวัวไป ปากก็รำพันความเศร้าไป โว้ว…ช่างเป็นไอเดียที่ดีนะ” เนธานยิ้มกว้าง ก่อนจะชะโงกหน้ามาทางหล่อนนิดหนึ่ง “อ้อ…แต่อย่านึกแค้นผู้ชายที่ทำให้คุณช้ำ จนดึงนมวัวผมแรงเกินไปล่ะ เดี๋ยวแม่วัวตกใจจะเตะคุณเข้าให้” พูดแล้วก็หัวเราะร่า

“คุณนี่นะ” ปณาลีได้แต่ส่ายหน้า จนด้วยคำพูดจะตอบโต้ “ไม่เอาละ ฉันไม่คุยกับคุณแล้ว ไปนอนดีกว่า กี่โมงกันแล้วเนี่ย” พูดพลางหญิงสาวก็ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา แล้วก็ต้องเบิกตากว้างร้องออกมาอย่างตกใจ “ว๊าย จะ 6 โมงเช้าแล้ว ฉันต้องกลับบ้านแล้วล่ะ ฉันต้องเข้างานตอน 8 โมงเช้า”

“โทรไปลางานสิคุณ บอกว่ามีเหตุด่วน รถเสียติดพายุ” เนธานพูดออกมาง่ายๆ

“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันมีนัดนำเสนองานกับผู้อำนวยการวิทยาลัยตอนบ่ายโมง” หญิงสาวเอ่ยอย่างร้อนรน

“แล้วคุณจะไปในสภาพซอมบี้เหรอ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม

ปณาลีพยักหน้าช้าๆ หล่อนไม่กล้าโทรไปขอเลื่อนนัดกับด็อกเตอร์ด็อดจ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยที่หล่อนทำงานอยู่หรอก ใครๆ ก็รู้ว่าสตรีวัย 45 ผู้นั้นเคร่งครัดขนาดไหนเรื่องเวลานัด ถึงแม้ตัวนางเองจะติดธุระจนเข้าประชุมสายก็ตาม คนอื่นรอ หรือเลื่อนนัดให้นางได้ แต่นางรอคนหรือเลื่อนนัดคนอื่นไม่เป็น

“ไม่รู้ว่ารถฉันจะสตาร์ทติดหรือยัง คุณ…เอ่อช่วยดูให้หน่อยได้มั้ยคะ” หล่อนทำหน้าละห้อย เอ่ยวิงวอน

เนธานส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ได้ เดี๋ยวผมจะดูให้ ถ้ารถคุณยังใช้การไม่ได้ ผมขับไปส่งคุณที่บ้านก็ได้ หรือไม่คุณก็เอารถผมไปใช้ก่อน” เขาเสนอให้อย่างใจดี

ปณาลียิ้มออกมาอย่างเกรงใจ เขาคงลืมคิดไปกระมังว่าหล่อนเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เขาเพิ่งรู้จัก

“ขอบคุณมากค่ะ ฉันคงแค่รบกวนให้คุณไปส่งวันนี้ ถ้ารถฉันยังเสียอยู่ แล้วฉันจะโทรหาคนมาลากรถฉันไปอู่ซ่อมเอง”

“เรื่องนั้นไว้ค่อยคิดกันทีหลังเถอะ ตอนนี้ผมว่าคุณไปนอนพักเอาแรงก่อน ไปทำงานสายสักหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง ดีกว่าไปสลึมสลือต่อหน้าผู้อำนวยการของคุณ”

“แต่…รถฉันละคะ ฉันต้องไปดูรถ” หล่อนท้วง

“คุณไปดูแล้วช่วยอะไรได้หรือเปล่า หรือว่าคุณเป็นช่าง?” คิ้วหนายกขึ้น ถามอย่างกวนโทสะ

ได้ยินอย่างนั้นหญิงสาวได้แต่ส่งค้อน “ก็ได้ค่ะ ฉันไปนอนก็ได้” หล่อนสะบัดหน้า หมุนตัวเดินไปตามทางที่นำสู่บันไดขึ้นไปห้องพักของหล่อนบนชั้น 2

เนธานมองตามหลังร่างบางนั้นไป แล้วยิ้มให้ตัวเองอย่างนึกขันในใจ นานแล้วนะ ที่ไม่ได้เห็นจริตของหญิงสาวอย่างใกล้ชิดแบบนี้

ขณะที่เจ้าของรถยนต์สาวกำลังนอนหลับสบายอยู่ภายใต้ผ้าห่มอุ่น เจ้าบ้านหนุ่มก็กำลังก้มๆ เงยๆ ขะมักเขม้นตรวจตราเครื่องยนต์ หาจุดที่ทำให้เจ้าเก๋งญี่ปุ่นจอดสงบนิ่ง เนธานลองสตาร์ทรถครั้งแล้วครั้งเล่า จับตรงโน้น ตรวจตรงนี้เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ถอดใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างจะดีกว่า พลางบ่นกับตัวเองคนเลี้ยงวัวอย่างเขาจะมีปัญญาซ่อมรถได้อย่างไรเล่า น่าจะรู้ตัวดี

เสร็จจากดูรถให้หญิงสาวแล้ว ชายหนุ่มก็ออกเดินสำรวจความเสียหายจากพายุรอบๆ ตัวบ้าน แลเห็นกิ่งไม้จากต้นไม้ใหญ่ 2 ต้นที่ริมรั้วหน้าบ้านหักห้อยลงมาที่โคนต้น ทั้งยังมีบางกิ่งที่ห้อยร่องแร่งคาต้นอยู่ ช่วงสายคงต้องพาคนงานที่ฟาร์มมาช่วยจัดการ

มีซากเศษไม้จากที่อื่นลอยตามพายุมาตกอยู่ไม่ห่างจากตัวบ้านอยู่จำนวนหนึ่งให้เขาต้องเก็บกวาด เคราะห์ดีที่ตัวบ้านไม่มีร่องรอยเสียหายมากนัก มีเพียงผนังอิฐด้านนอกตัวบ้านแตกร้าวนิดหน่อย ต้องใช้ปูนโปกทับ

กระจกหน้าต่างบานเล็กที่ชั้นใต้ดินแตกทั้งสามบาน เห็นทีต้องหาลูกกรงมากั้นด้านนอกเพื่อกันกระแทก ว่าจะทำมาหลายครั้งแล้ว เขาก็ลืมเรื่อยไปครั้งนี้คงต้องจัดการกับมันเสียที

สำรวจทุกอย่างเรียบร้อยชายหนุ่มก็เดินกลับเข้าบ้าน ขึ้นไปนอนพัก กะเวลานอนพักอีกสัก 2 ชั่วโมง ค่อยตื่นไปปลุกหญิงสาวชาวไทย ออกจากบ้านสัก 9 โมงเช้านิดหน่อย หล่อนคงกลับบ้านทันเตรียมตัวไปทำงาน

ยามเมื่อเอนกายลงนอน เนธานไม่อาจลืมท่าทางสะบัดสะบิ้งแสนงอนของหล่อนตอนก่อนจากได้เลย ชายหนุ่มยิ้มละมัยในหน้าก่อนจะดวงตาสีน้ำตาลเข้มจะค่อยๆ หรี่หลับลงด้วยความอ่อนเพลีย

—————————————-

6 Comments »

The URI to TrackBack this entry is: http://mitsinee.blogsome.com/2008/01/31/rain4/trackback/

  1. สนุกจังค่ะ เมื่อไหร่จะเขียนต่อคะ รออ่านอยู่ค่ะ

    Comment by Mook — May 19, 2008 @ 11:30 pm

  2. ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ คงรอจนลืมไปเลยแน่ ยังไม่ค่อยมีเวลาเขียนต่อเต็มที่เลยค่ะ

    Comment by Anonymous — June 23, 2008 @ 7:50 pm

  3. มาลงชื่อเป็นกำลังใจค่ะ
    น่ารักดีค่ะ สนุกด้วยนะ อยากรู้ว่าจะเป็นยังไงตอ่ไป ยังไงจะแวะมาอีกนะคะ

    Comment by กิ่ง — March 4, 2009 @ 8:50 am

  4. ขอบคุณคุณกิ่งค่ะ ที่แวะเข้ามาอ่าน ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัพนิยาย เพราะยุ่งภารกิจส่วนตัวหลายเรื่อง เอาไว้ถ้าอัพเดทแล้วจะบอกนะคะ

    Comment by มิตรสินี — March 12, 2009 @ 9:06 pm

  5. สนุกมากเลยค่ะ รออยู่ว่าตอนหน้าจะเป็นยังไง รอติดตามอยู่นะค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

    Comment by Phak — March 21, 2009 @ 7:42 am

  6. คุณ Phak ขอบคุณมากค่ะที่เข้ามาอ่าน ลงบทที่ 5 ต่อแล้วนะคะ

    Comment by mitsinee — March 22, 2009 @ 12:58 am

RSS feed for comments on this post.

Leave a comment

Line and paragraph breaks automatic, e-mail address never displayed, HTML allowed: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>