January 31, 2008

เหตุที่ฝนตก บทที่ 4

บทที่ 4

ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมที่คลุมด้วยหนังสีน้ำตาลแก่ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย นิ้วมือยาวเสยผมหยักศกยุ่งเหยิงพ้นจากหน้าผาก แลเห็นคิ้วดกหนา

“ยิ้มหน่อยสิ พาน่า” ชายหนุ่มกระเซ้า เมื่อยังแลเห็นรอยหมองปรากฏบนดวงหน้า “เอ…ผมเรียกชื่อคุณอย่างนี้ถูกหรือเปล่านะ แม่ของผมบอกว่าชื่อภาษาไทยของคุณยาวกว่านี้ แล้วก็ออกเสียงยากกว่านี้”

“ชื่อเต็มของฉันชื่อปณาลี ค่ะ ปะ-นา-ลี ” หล่อนบอกเขาแล้วออกเสียงเน้นคำ

“พะ-นา-ลี ชื่อเพราะดีนะ ออกเสียงยากไปหน่อยสำหรับคนลิ้นแข็งอย่างผม”

“คุณยังออกเสียงผิดอยู่ดีค่ะ” หล่อนแสร้งต่อว่าเขาพลางยิ้มน้อยๆ

“ขอโทษด้วยนะครับ แต่ผมว่าออกเสียงผิดยังดีกว่าเรียกคุณว่าพาน่า ทำให้ผมนึกไปถึงทีวียี่ห้อ พานาโซนิค ทุกที” ริมฝีปากหยักบางเหยียดยกเป็นมุมโค้ง ดวงตาส่อแววทะเล้นไม่ปิดบัง

“คุณไม่ใช่คนแรกหรอกค่ะที่คิดอย่างนั้น”

“คุณโกรธมั้ย ถ้ามีคนล้อชื่อคุณ”

หญิงสาวส่ายหน้า

“ดีนะ สมัยผมเด็กๆ ถ้าใครในโรงเรียนชื่อประหลาดจากชาวบ้าน คนนั้นมักจะถูกล้อเลียน หรือไม่ก็ถูกรังแก” เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ เงยหน้าขึ้นมองเพดาน

“ขนาดนั้นเลยหรือคะ? แค่ชื่อแปลก ไม่เหมือนใครนี่นะ” หล่อนทำหน้าฉงน “มิน่าล่ะ ฉันถึงเห็นคนชื่อซ้ำๆ กันเต็มไปหมด ไม่เหมือนที่ประเทศของฉันนะคะ ใครชื่อแปลกแหวกแนว ไม่เหมือนใครก็จะเก๋ที่สุด ส่วนคนชื่อซ้ำๆ ก็จะเชยแสนเชย ถูกล้อเลียนมากกว่าคุณชื่อแปลกซะอีก”

ปณาลีเล่าให้เขาฟังถึงสภาพสังคมที่แตกต่าง

“แล้วชื่อคุณมีคำแปลมั้ย”

“มีค่ะ ชื่อฉันแปลว่า สายน้ำ ฉันเลยมีชื่อเล่นว่าน้ำ” หล่อนบอกชื่อเล่น พร้อมคำแปลเป็นภาษาอังกฤษแก่เขา

“ผมชอบสายน้ำ” เขาเอ่ยออกมาเบาๆ “ตอนเด็กๆ ผมอาศัยอยู่รัฐเทนเนสซี่ ก่อนจะย้ายมาที่นี่ พ่อชอบพาผมไปตั้งแคมป์ที่ลำธาร ใกล้เชิงเขา ผมชอบนั่งมองดูสายน้ำไหลผ่านโขดหินไปเรื่อยๆ ในใจก็สงสัยว่าสายน้ำจะไปสิ้นสุดที่ไหน”

“แล้วคุณเดินตามไปมั้ยคะ” หล่อนถาม

“เคยสิ แล้วเกิดอะไรขึ้นรู้มั้ย” เขาเหยียดยิ้ม

“อะไรคะ”

“ผมก็หลงป่าน่ะสิ” เขาหัวเราะเบาๆ “ตอนนั้นผมเพิ่ง 9 ขวบเท่านั้น”

“แล้วคุณทำยังไงคะ”

“พอรู้ตัวว่าหลงผมก็…เดินย้อนกระแสลำธารขึ้นไป แล้วก็ นั่นไง! แคมป์ไฟของพ่อ” นัยน์ตาเขายังคงมีประกายตื่นเต้น เมื่อเล่าถึงเรื่องราววัยเยาว์

“โถ นึกว่าจะมีอะไรตื่นเต้นมากกว่านี้” หล่อนยกไหล่ เอนหลังพิงพนักโซฟาที่นั่งอยู่

“แล้วคุณจะให้มีอะไรล่ะ เจอเสือ หมี หรือว่าอะนาคอนด้า” เขาเลิกคิ้ว “ถ้าคุณคาดหวังอย่างนั้นล่ะก็ คุณเตรียมเผ่นหนีได้เลย เพราะคนที่กำลังนั่งโม้กับคุณอยู่ตอนนี้ คงเหลือแต่วิญญาณ” พูดจบเนธานก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน

ปณาลีส่ายหน้ากับคำพูดชวนหัวของเขา แล้วพลันนึกขึ้นได้ จึงทวงถาม“ไหนว่าคุณมีเรื่องอดีตขมขื่นจะเล่าให้ฉันฟังไงคะ หรือว่าคือเรื่องไม่เจอเสือ ไม่เจอหมี หรืออะนาคอนด้า ทำให้คุณเศร้า”

“มันก็น่าเศร้าอยู่นะคุณ เพราะความใฝ่ฝันของผมคือเป็นนักสัตววิทยา ออกไปเฝ้าดู ศึกษาพวกสัตว์ป่าแปลกๆ แต่กลายเป็นว่าผมต้องมานั่งดมขี้วัว รีดนมวัวแทน” เขาหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงบ่งบอกว่าการไม่ได้มีชีวิตตามฝันนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่

“ไม่มีใครที่เดินตามฝันไปได้หมดทุกคนหรอกค่ะ อยู่ที่ว่ามีความสุขกับปัจจุบันหรือเปล่า” หล่อนเอ่ยขึ้น พลางโน้มตัวมาข้างหน้า จ้องหน้าเขา “ทีนี้พร้อมหรือยังคะ ที่จะเล่าเรื่องที่ว่า” ปณาลีแสร้งยักคิ้วหลิ่วตาทวงถามอีกครั้ง

ชายหนุ่มยิ้มกว้าง นึกขันกับท่าทีของหล่อน เออหนอ แม่สาวไทยคนนี้อารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็วราวกับพายุ เมื่อกี้ยังหน้าหมอง น้ำตานอง ตอนนี้กลับทำท่าทะเล้นใส่เขาเสียอีก วิธีที่เขาหลอกชวนหล่อนคุยออกนอกเรื่อง หมายจะให้หล่อนลืมเรื่องเศร้าในอดีตได้ผลเหมือนกัน ถ้าหล่อนรื่นเริงอย่างนี้ไปตลอดได้ก็จะดีไม่น้อย ใบหน้าของหล่อนยิ้มพราย ดวงตากลมโตเป็นประกาย เนธานเห็นแล้วนึกหมั่นเขี้ยวอยากดึงปลายจมูกเล็กๆ ของหล่อนเล่นนัก

“โอเคๆ ถ้าคุณอยากจะฉีกแผลในใจของผมให้เปิดออกนักละก็ ไม่มีปัญหา ผมจะเล่าให้ฟัง”

น้ำเสียงเนธานฟังดูรื่นเริงมากกว่าจะโศกเศร้า แต่พลันใบหน้าเขาก็เปลี่ยนมาเป็นนิ่ง เคร่งครึม จนปณาลีหวั่นใจ หากนิ่งฟังคำพูดต่อไปของเขา

“คุณเตรียมทิชชู่ไว้ซับน้ำตาหรือยัง เพราะเรื่องที่ผมเล่าอาจจะทำให้คุณสะเทือนใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่”

ประโยคที่เอ่ยออกมา พร้อมนัยน์ตาที่ส่องประกายระยับ ก็ทำให้หล่อนนึกอยากจะหยิกเขาสักหมับ คนอะไรนะ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะพูดเล่น เมื่อไรจะพูดจริง

“ฉันว่าคงไม่น่าเศร้าขนาดนั้นหรอกมั้งคะ” หล่อนประชด ส่งค้อนให้วงใหญ่ เนธานหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางของหญิงสาว

“เอาละๆ ทีนี้ พร้อมหรือยัง”

“พร้อมมาตั้งแต่นานแล้วค่ะ รอคุณนั่นแหละ”

“ถ้าอย่างนั้น” พูดจบเนธานก็รวบสองขายาวของตนเองขึ้นมาขัดสมาธิบนเก้าอี้ “คริสครอส แอ๊ปเปิ้ลซอส (crisscross applesauce)” เขายืดอกตรงทำท่าตั้งใจ

หากหญิงสาวทำหน้างงกับคำพูดของเขา “อะไรคะ คริสครอส แอ๊ปเปิ้ลซอส?”

“อ้าว ก็นั่งขัดสมาธิตั้งใจฟังไง มันเป็นคำพูดคล้องจองเวลาผู้ใหญ่พูดกับเด็กตอนเวลาจะเล่านิทานให้ฟัง อะไรทำนองนั้น” เนธานอธิบาย “สมัยเด็กๆ ครูบรรณารักษ์ของผมชอบพูดก่อนจะเริ่มชั่วโมงเล่านิทาน”

“อืมม์…เป็นความรู้ใหม่ของฉันค่ะ” หญิงสาวพยักหน้า

“สมัยเด็กๆ คุณชอบฟังนิทานมั้ย” เนธานถามใบหน้ายิ้มๆ

“ก็…ชอบค่ะ…ไม่นะ คุณกำลังจะเถลไถลคุยเรื่องอื่นอีกแล้ว” หญิงสาวเหล่ตามองเขาอย่างรู้ทัน

เนธานหัวเราะร่ายกสองมือชูขึ้น “โอเคๆ ผมยอมแพ้คุณ เอาละจะเล่าแล้วนะ”

ปณาลีรวบขาขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้บ้าง แล้วคว้าหมอนอิงมาวางไว้บนตัก แล้วยกสองมือขึ้นมาเท้าคาง

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่ง ทั้งสองรักกันมากมาตั้งแต่สมัยเข้าเรียนมัธยมปลาย เรียกได้ว่าเป็นคู่ไฮสคูล สวีทฮาร์ทที่น่าอิจฉาประจำโรงเรียน เพราะหนุ่มก็หล่อ สาวก็สวย และยังเรียนเก่งอีกด้วย” เนธานอมยิ้มทำหน้าทะเล้นขณะเล่า

“ไม่ค่อยจะถ่อมตัวเองเล้ย” หญิงสาวแกล้งแซว

ชายหนุ่มทำท่ายกมือเสยผม ยักไหล่ “ก็ช่วยไม่ได้ ใครๆ ก็ว่ากันอย่างนั้น”

ปณาลียิ้มแล้วส่ายหน้า ก็จริงอยู่หรอกนะ เนธานจัดว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง สมัยที่ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่นคงมีสาวๆ กรี๊ดกร๊าดติดเนื้อต้องใจเขาอยู่พอดู “เล่าต่อเถอะค่ะ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับสองคนนั่น”

“ก็…” แววตาของเนธานปรากฏรอยผิดหวังขึ้นวูบหนึ่ง “ทั้งคู่ก็คบหากัน แล้วก็ตั้งความหวังว่าจะแต่งงานกันหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย”

เนธานเว้นระยะไปอึดใจก่อนเล่าต่อ “โชคไม่ดีที่เราทั้งคู่ไม่ได้เรียนที่เดียวกัน คอร์ทนีย์ได้ทุนเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐอิลลินอยส์ ส่วนผมได้ทุนนักกีฬาว่ายน้ำเรียนที่มหาวิทยาลัยในรัฐบ้านเกิด แต่เราก็ยังคบหากันเรื่อยมานะ จนกระทั่งเรียนปีสุดท้ายที่คอร์ทนีย์ไปฝึกงานที่ชิคาโก้”

ชายหนุ่มก้มหน้ามองพื้น ไม่มีแววรื่นเริงปรากฏให้เห็นดั่งตอนแรก

“เธอคงมองเห็นแล้วว่าอนาคตของเธอหากแต่งงานกับผมแล้วจะเป็นอย่างไร ผมเรียนด้านการเกษตร ครอบครัวผมมีฟาร์มเลี้ยงวัว สุดท้ายเมื่อเรียนจบผมก็ต้องกลับบ้านมาเลี้ยงวัว ส่วนเธอเรียนด้านการเงิน อนาคตของเธอคืออยู่ในเมืองใหญ่ เธอใฝ่ฝันที่จะไปทำงานในนิวยอร์ก พอเรียนจบคอร์ทนีย์ก็ได้รับข้อเสนอให้ทำงานในสถาบันการเงินในนิวยอร์ก เธอรบเร้าให้ผมตามไปอยู่ที่นั่นกับเธอ แล้วเคี่ยวเข็ญให้ผมเรียนต่อเป็นสัตวแพทย์ หรือไม่เข้าโรงเรียนแพทย์ โรงเรียนทันตแพทย์ ในนิวยอร์ก เลิกความคิดที่จะกลับมาเลี้ยงวัว”

“แล้วคุณทำตามที่เธอขอหรือเปล่าคะ”

เนธานพยักหน้า “ผมทั้งรัก ทั้งหลงเธอ ผมไม่ต้องการเสียเธอไป ผมจึงยอมตามใจเธอทุกอย่าง” ชายหนุ่มก้มหน้านิ่งเงียบ

“แล้ว…” ปณาลีเอ่ยขึ้นเบาๆ

“ผมสละทุนเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเดิมเสนอให้ ย้ายจากเคนตั๊กกี้ไปอยู่นิวยอร์ก พ่อโกรธผมมาก ประกาศไม่ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินใดๆ หากผมจะเรียนต่อ”

“ทำไมละคะ ถ้าคุณเรียนต่อเป็นหมอ หรือสัตวแพทย์ ก็เป็นโอกาสที่ดีนี่คะ” ปณาลีถามด้วยความแปลกใจ

“พ่ออยากให้ผมเรียนที่นี่มากกว่า แต่ที่สำคัญคือพ่อไม่เห็นด้วยกับการที่ผมย้ายตามผู้หญิง การตัดสินใจของผมมันเป็นไปตามที่คอร์ทนีย์ต้องการ ไม่ใช่ตัวผม พ่อรู้ว่าผมไม่ต้องการเข้าโรงเรียนแพทย์ หรือเป็นสัตวแพทย์ สิ่งที่ผมชอบคือการทำฟาร์ม พ่อบอกให้ผมเรียนในสิ่งที่ผมต้องการเรียนดีกว่า จะให้คนอื่นมาตัดสินอนาคตให้ แต่ตอนนั้นผมไม่เชื่อพ่อ โกรธพ่อด้วยซ้ำที่พ่อเรียกคอร์ทนีย์ว่าเป็นคนอื่น ทั้งๆ ที่เราจะแต่งงานกัน ผมโกรธที่พ่อไม่เชื่อมั่นในความรักของเรา” รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม เขาเงียบไปครู่หนึ่งอีกครั้ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ

เรื่องในอดีตที่เขาเก็บไว้มันคงหนักหนาสาหัสพอดู จึงทำให้ชายหนุ่มผู้มีท่าทีขี้เล่น ชอบเย้าแหย่คนอื่นอย่างเนธานถึงกับเคร่งครึมลงไปมาก มากกว่ายามที่ปณาลีเคยเห็นในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้พบเขา หล่อนอยากจะเอ่ยห้ามไม่ให้เขาเล่าต่อ แต่ปากหล่อนก็หนักเกินกว่าจะพูดออกไป

“ผมย้ายไปนิวยอร์กซิตี้ เราเช่าอพาร์ทเม้นท์อยู่ด้วยกัน ผมพยายามหางานอะไรก็ได้ที่ทำให้พอมีรายได้เลี้ยงตัว แล้วก็พยายามสมัครเข้าเรียนต่อแพทย์ สัตวแพทย์ ทันตแพทย์ ผมได้รับเข้าคัดเลือกไปสอบสัมภาษณ์ แต่…ก็ไม่ผ่านทั้งแพทย์ และทันตแพทย์ โชคยังดีที่ผมได้เข้าเรียนสัตวแพทย์ ถึงคอร์ทนีย์จะผิดหวังนิดหน่อย เพราะถ้าเทียบรายได้แล้ว ดูเหมือนสัตวแพทย์จะรายได้น้อยที่สุด”

“แหม…ทำไมเธอถึงห่วงแต่เรื่องรายได้มากมายนักนะคะ เป็นสัตวแพทย์ก็ดี มีเกียรติ ได้ช่วยเหลือสัตว์ด้วย” ปณาลีพูดให้กำลังใจ

“คนที่ทำงานอยู่แต่กับเงิน เขาจะสนใจอะไรละครับ ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน” เนธานยิ้มเศร้า

“เอาละนะ ตอนนี้จะถึงไคลแม๊กซ์แล้ว” เขาพูดเล่นเพื่อคลายบรรยากาศหม่น
.
“ผมเข้าเรียนสัตวแพทย์ได้ไม่นาน ก็ต้องเลิกทำงานบริษัทในตอนกลางวัน ตอนกลางคืนผมทำงานส่งพิซซ่า หารายได้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ผมเหนื่อยมาก นอนดึก เรียนหนัก รายได้ไม่พอใช้ ในที่สุดผมก็ต้องยอมอาย ขอร้องให้คอร์ทนีย์ช่วยเหลือค่าเรียนผมส่วนหนึ่ง ตรงนั้นมันก็เป็นจุดเริ่มของร้าวฉานของเรา ไม่ใช่ว่าเธอไม่เต็มใจช่วยผมหรอกนะ เธอยินดีช่วย ผมต้องนับถือน้ำใจเธอในข้อนี้ แต่คงเป็นเพราะเธออยู่ในสังคมที่พบปะผู้คนที่มีรายได้ดี มีผู้ชายหลายคนสนใจเธอ ตรงนั้นจึงทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบ ระหว่างผม…ซึ่งในตอนนั้นกำลังย่ำแย่ อนาคตของผมอาจจะดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ ส่วนผู้ชายอีกคน เป็นหนุ่มใหญ่ระดับผู้บริหาร ฐานะร่ำรวย การงานมั่นคง เป็นคุณ คุณจะเลือกใคร?”

ปณาลีถอนหายใจเฮือกใหญ่ หล่อนรู้ถึงบทสรุปในตอนท้ายได้ โดยที่เขาไม่ต้องเฉลยตอนจบ ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เลือกเขา…ผู้ชายที่ยอมทิ้งทุกอย่างที่บ้านเกิดเพื่อมาอยู่กับเธอ และทำตามที่เธอต้องการ

ความจริง…อดีตของหล่อนกับเนธาน แทบจะไม่แตกต่าง หล่อนทิ้งทุกสิ่งที่เมืองไทย เพื่อมาใช้ชีวิตกับเขาที่สหรัฐอเมริกา แต่โชคหล่อนยังดีที่ทางบ้านสนับสนุน เพราะอย่างน้อยหล่อนก็ได้มาเรียนต่อ ได้รับปริญญาโทกลับบ้านเกิดเมืองนอน แต่ชายหนุ่มตรงหน้าหล่อนคนนี้เล่า ชีวิตเขาดูเหมือนจะสาหัสกว่าหล่อนมากนัก หล่อนคาดเดาว่า…เขาคงเรียนสัตวแพทย์ไม่สำเร็จ จึงต้องกลับมาทำฟาร์มอยู่ที่บ้านเกิดเช่นทุกวันนี้

“คุณรู้ตอนจบแล้วใช่ไหม พานาลี ว่ามันไม่ใช่ Happily Ever After เหมือนนิทานอย่างที่เราอยากให้เป็น” เนธานเอ่ยถามหล่อนทั้งหัวเราะขื่นๆ

“ชีวิตคนก็ต้องมีทั้งสุข ทั้งทุกข์ สมหวัง และผิดหวังนะคะ” หล่อนพูดอย่างเข้าใจถึงสัจธรรม แต่ถึงจะพูดไปอย่างนั้นตัวเองก็ยังทำใจยอมรับความผิดหวังที่นำมาซึ่งความทุกข์ไม่ได้เสียที

“ผมรู้ ผมถึงยังมีชีวิตอยู่ได้ถึงวันนี้ไง ไม่อย่างนั้น ผมคงไปกระโดดสะพานบรุ๊คลินฆ่าตัวตายไปแล้ว” ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มขึ้นจางๆ

“ฉันไม่น่ารบเร้าให้คุณเล่าเรื่องนี้เลย ทำให้คุณต้องขุดรอยแผลนั้นขึ้นมาอีก” หล่อนเอ่ยขึ้นมาเบาๆ

ถึงตอนนี้เนธานลุกขึ้นยืน มีท่าทีสดชื่นขึ้น “โอ…ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ผมสบายดี แผลนั่นมันเป็นแค่รอยแผลเป็น ย้ำไม่ให้ผมลืมเท่านั้น ไม่ใช่แผลติดเชื้อเรื้อรัง อย่างแผลในใจคุณ” พูดแล้วก็หลิ่วตาข้างหนึ่งให้หล่อนคล้ายหยอกล้อมากกว่าซ้ำเติม

“ก็…แผลฉันยังสดอยู่นี่คะ แล้วอีกอย่างฉันก็ไม่มีวัวเป็นฝูงๆ เป็นเพื่อนปรับทุกข์เหมือนคุณ” ปณาลีแกล้งพูดกระทบเขา พลางลุกยืนขึ้นบ้าง

“เข้าใจพูดนะคุณ จะมาปรับทุกข์กับวัวผมบ้างไหมละ ผมยินดี สองมือก็รีดนมวัวไป ปากก็รำพันความเศร้าไป โว้ว…ช่างเป็นไอเดียที่ดีนะ” เนธานยิ้มกว้าง ก่อนจะชะโงกหน้ามาทางหล่อนนิดหนึ่ง “อ้อ…แต่อย่านึกแค้นผู้ชายที่ทำให้คุณช้ำ จนดึงนมวัวผมแรงเกินไปล่ะ เดี๋ยวแม่วัวตกใจจะเตะคุณเข้าให้” พูดแล้วก็หัวเราะร่า

“คุณนี่นะ” ปณาลีได้แต่ส่ายหน้า จนด้วยคำพูดจะตอบโต้ “ไม่เอาละ ฉันไม่คุยกับคุณแล้ว ไปนอนดีกว่า กี่โมงกันแล้วเนี่ย” พูดพลางหญิงสาวก็ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา แล้วก็ต้องเบิกตากว้างร้องออกมาอย่างตกใจ “ว๊าย จะ 6 โมงเช้าแล้ว ฉันต้องกลับบ้านแล้วล่ะ ฉันต้องเข้างานตอน 8 โมงเช้า”

“โทรไปลางานสิคุณ บอกว่ามีเหตุด่วน รถเสียติดพายุ” เนธานพูดออกมาง่ายๆ

“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันมีนัดนำเสนองานกับผู้อำนวยการวิทยาลัยตอนบ่ายโมง” หญิงสาวเอ่ยอย่างร้อนรน

“แล้วคุณจะไปในสภาพซอมบี้เหรอ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม

ปณาลีพยักหน้าช้าๆ หล่อนไม่กล้าโทรไปขอเลื่อนนัดกับด็อกเตอร์ด็อดจ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยที่หล่อนทำงานอยู่หรอก ใครๆ ก็รู้ว่าสตรีวัย 45 ผู้นั้นเคร่งครัดขนาดไหนเรื่องเวลานัด ถึงแม้ตัวนางเองจะติดธุระจนเข้าประชุมสายก็ตาม คนอื่นรอ หรือเลื่อนนัดให้นางได้ แต่นางรอคนหรือเลื่อนนัดคนอื่นไม่เป็น

“ไม่รู้ว่ารถฉันจะสตาร์ทติดหรือยัง คุณ…เอ่อช่วยดูให้หน่อยได้มั้ยคะ” หล่อนทำหน้าละห้อย เอ่ยวิงวอน

เนธานส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ได้ เดี๋ยวผมจะดูให้ ถ้ารถคุณยังใช้การไม่ได้ ผมขับไปส่งคุณที่บ้านก็ได้ หรือไม่คุณก็เอารถผมไปใช้ก่อน” เขาเสนอให้อย่างใจดี

ปณาลียิ้มออกมาอย่างเกรงใจ เขาคงลืมคิดไปกระมังว่าหล่อนเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เขาเพิ่งรู้จัก

“ขอบคุณมากค่ะ ฉันคงแค่รบกวนให้คุณไปส่งวันนี้ ถ้ารถฉันยังเสียอยู่ แล้วฉันจะโทรหาคนมาลากรถฉันไปอู่ซ่อมเอง”

“เรื่องนั้นไว้ค่อยคิดกันทีหลังเถอะ ตอนนี้ผมว่าคุณไปนอนพักเอาแรงก่อน ไปทำงานสายสักหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง ดีกว่าไปสลึมสลือต่อหน้าผู้อำนวยการของคุณ”

“แต่…รถฉันละคะ ฉันต้องไปดูรถ” หล่อนท้วง

“คุณไปดูแล้วช่วยอะไรได้หรือเปล่า หรือว่าคุณเป็นช่าง?” คิ้วหนายกขึ้น ถามอย่างกวนโทสะ

ได้ยินอย่างนั้นหญิงสาวได้แต่ส่งค้อน “ก็ได้ค่ะ ฉันไปนอนก็ได้” หล่อนสะบัดหน้า หมุนตัวเดินไปตามทางที่นำสู่บันไดขึ้นไปห้องพักของหล่อนบนชั้น 2

เนธานมองตามหลังร่างบางนั้นไป แล้วยิ้มให้ตัวเองอย่างนึกขันในใจ นานแล้วนะ ที่ไม่ได้เห็นจริตของหญิงสาวอย่างใกล้ชิดแบบนี้

ขณะที่เจ้าของรถยนต์สาวกำลังนอนหลับสบายอยู่ภายใต้ผ้าห่มอุ่น เจ้าบ้านหนุ่มก็กำลังก้มๆ เงยๆ ขะมักเขม้นตรวจตราเครื่องยนต์ หาจุดที่ทำให้เจ้าเก๋งญี่ปุ่นจอดสงบนิ่ง เนธานลองสตาร์ทรถครั้งแล้วครั้งเล่า จับตรงโน้น ตรวจตรงนี้เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ถอดใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างจะดีกว่า พลางบ่นกับตัวเองคนเลี้ยงวัวอย่างเขาจะมีปัญญาซ่อมรถได้อย่างไรเล่า น่าจะรู้ตัวดี

เสร็จจากดูรถให้หญิงสาวแล้ว ชายหนุ่มก็ออกเดินสำรวจความเสียหายจากพายุรอบๆ ตัวบ้าน แลเห็นกิ่งไม้จากต้นไม้ใหญ่ 2 ต้นที่ริมรั้วหน้าบ้านหักห้อยลงมาที่โคนต้น ทั้งยังมีบางกิ่งที่ห้อยร่องแร่งคาต้นอยู่ ช่วงสายคงต้องพาคนงานที่ฟาร์มมาช่วยจัดการ

มีซากเศษไม้จากที่อื่นลอยตามพายุมาตกอยู่ไม่ห่างจากตัวบ้านอยู่จำนวนหนึ่งให้เขาต้องเก็บกวาด เคราะห์ดีที่ตัวบ้านไม่มีร่องรอยเสียหายมากนัก มีเพียงผนังอิฐด้านนอกตัวบ้านแตกร้าวนิดหน่อย ต้องใช้ปูนโปกทับ

กระจกหน้าต่างบานเล็กที่ชั้นใต้ดินแตกทั้งสามบาน เห็นทีต้องหาลูกกรงมากั้นด้านนอกเพื่อกันกระแทก ว่าจะทำมาหลายครั้งแล้ว เขาก็ลืมเรื่อยไปครั้งนี้คงต้องจัดการกับมันเสียที

สำรวจทุกอย่างเรียบร้อยชายหนุ่มก็เดินกลับเข้าบ้าน ขึ้นไปนอนพัก กะเวลานอนพักอีกสัก 2 ชั่วโมง ค่อยตื่นไปปลุกหญิงสาวชาวไทย ออกจากบ้านสัก 9 โมงเช้านิดหน่อย หล่อนคงกลับบ้านทันเตรียมตัวไปทำงาน

ยามเมื่อเอนกายลงนอน เนธานไม่อาจลืมท่าทางสะบัดสะบิ้งแสนงอนของหล่อนตอนก่อนจากได้เลย ชายหนุ่มยิ้มละมัยในหน้าก่อนจะดวงตาสีน้ำตาลเข้มจะค่อยๆ หรี่หลับลงด้วยความอ่อนเพลีย

—————————————-

January 14, 2008

เหตุที่ฝนตก บทที่ 3

หมายเหตุก่อนอ่าน — อ่านแล้วขอคอมเม้นต์บ้างก็ดีนะคะ เพื่อเป็นกำลังใจ อิอิ :)

บทที่ 3

จะเป็นด้วยเตียงนุ่ม และบรรยากาศอบอุ่นภายในห้องนอน หรือว่าหล่อนเพลียจริงๆ ก็ไม่รู้ ปณาลีหลับสนิทภายใต้ผ้าห่มควิลท์ที่เย็บปะติดด้วยผ้าหลากสี ระหว่างที่กำลังนอนสบาย หญิงสาวก็ต้องสะดุ้งตกใจตื่นขึ้น เมื่อมีเสียงปึงปังดังที่ประตูหน้าห้อง

อะไรกันนี่ คนกำลังหลับสนิท หญิงสาวชาวไทยบ่นอึงอยู่ในใจทั้งๆ ที่เปลือกตายังคงปรือ แต่แล้วเสียงเรียกที่ดังตามมาจากเสียงทุบประตู ก็ทำให้หล่อนผุดลุกขึ้นโดยฉับพลัน

“มิส มิส คุณยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า”

ตาบ้าเอ๊ย สาบานได้นะว่านี่เป็นคำถาม เจ้าของบ้านพูดกับแขกแบบนี้หรือ

“ค่ะ ท่าน” หล่อนร้องตอบออกไปด้วยน้ำเสียงประชดประชันโดยไม่ปิดบัง

“เฮ้อ! ค่อยโล่งอกไปที นึกว่าจะมีคนแปลกหน้ามานอนตายที่บ้านซะแล้ว”

คำพูดที่ลอดผ่านบานประตูเข้ามาทำให้ปณาลีตาแทบถลนออกมานอกเบ้า หล่อนเดินแน่วไปที่ประตูแล้วกระชากเปิดออกโดยแรง

“กรุณาระมัดระวังคำพูดของคุณด้วยนะคะ ถึงฉันจะมาเป็นแขกของคุณโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉันก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็น ‘แขก’ โปรดแสดงความสุภาพกับฉันด้วย”

เจ้าของบ้านที่คล้ายว่าจะยกมือขึ้นท้าวสะเอวในตอนแรก เปลี่ยนใจรีบลดสองมือลงมาไว้ด้านหน้ากลางลำตัว พลางทำท่าโค้งอย่างอ้อนน้อม

“ขอประทานโทษด้วยครับคุณผู้หญิง กระผมผิดไปแล้ว โปรดให้อภัยด้วยเถิดครับ”

รู้ว่าตาฝรั่งผมสีน้ำตาลตรงหน้าประชดประชันเข้าให้ ปณาลีจึงยังตั้งท่าปึ่งให้เขารู้ว่าหล่อนไม่พอใจเขาอย่างมาก แต่คำพูดต่อไปของเขาทำให้หล่อนจำต้องยอมลดความโกรธลงไปกว่าค่อน

“สัญญาณเตือนภัยพายุทอร์นาโดดังหลายรอบแล้ว ผมยังไม่เห็นคุณเปิดประตูออกมา ก็เลยมาเคาะเรียก เคาะอยู่นานคุณก็ยังไม่เปิดประตู ผมก็ห่วงว่าคุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า ขอโทษด้วยที่พูดกวนอารมณ์คุณ”

ปณาลีอึ้งไปครู่ใหญ่ ด้วยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี ความผิดอยู่ที่หล่อนด้วยที่นอนหลับอุตุจนไม่ได้ยินเสียงใดๆ จากภายนอก

“ไปกันเถอะครับ แม่ของผมลงไปหลบภัยรออยู่ที่ห้องใต้ดินแล้ว”

พูดจบแล้วเนธานก็ถือวิสาสะฉวยข้อมือของหญิงสาวให้เดินตามมา เขาก้าวยาว และเร็วจนหล่อนแทบจะเดินตามไม่ทัน

คราวนี้เองที่หล่อนได้ยินเสียงหวอสัญญาณเตือนภัยพายุทอร์นาโด เสียงหวีดร้องของมันกรีดเข้าไปในโพรงอกของหล่อน กระตุ้นหัวใจของหล่อนให้เต้นรัวถี่ขึ้น และผลักให้ขาทั้งสองข้างเร่งความเร็วให้ตามเจ้าของร่างสูงที่นำหน้าอยู่ไปโดยอัตโนมัติ

เนธานเปิดประตูไปสู่ห้องใต้ดิน ก่อนจะหันมาบอกหล่อนให้ระวังและก้าวช้าลง เขาคอยหันมาดูหล่อนเป็นระยะระหว่างก้าวลงไปตามขั้นบันไดที่ค่อนข้างชัน

เมื่อไปถึงพื้นข้างล่างซึ่งเป็นที่ค่อนข้างโล่ง มีเพียงโต๊ะไม้ที่ใช้เป็นที่ทำงานช่าง ที่ไม่ปรากฏอุปกรณ์เครื่องมือใดๆ อยู่บนโต๊ะนั้น ด้านหนึ่งมีบานหน้าต่างเล็กๆ ที่อยู่เหนือพื้นด้านนอกเพียงเล็กน้อย ตรงใกล้หน้าต่างมีเก้าอี้ไม้โยกตั้งอยู่ กับเก้าอี้ไม้อีกหนึ่งตัว พร้อมโต๊ะตัวเตี้ย

เนธานฉุดข้อมือหล่อนไปอีกด้านหนึ่งของห้องใต้ดิน มันดูอับทึบ มีเพียงแสงไปสลัวจากหลอดไฟแรงเทียนต่ำที่ห้อยลงจากเพดานด้านบน แลมองไปข้างหน้าปณาลีเห็นห้องเล็กที่ประตูยังเปิดโล่งอยู่ อึดใจเดียวมารดาของเขาก็โผล่หน้าออกมาจากห้องนั้น

“มากันแล้วหรือเนธ แม่เป็นห่วงแทบแย่ กลัวว่าจะลงมากันไม่ทัน” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย

ลูกชายไม่ได้เอ่ยสักคำถึงสาเหตุที่ทำให้ล่าช้า แต่หันมาพูดกับหญิงสาวร่างบางที่เดินตามมาอยู่ข้างหลัง

“ห้องนี้เป็นห้องหลบภัย แถวนี้มีพายุเข้าบ่อย ผมเลยทำห้องหลบภัยไว้ที่ห้องใต้ดิน ผนังเป็นคอนกรีตหนา เพดานห้องใต้ดินทั้งหมดก็เสริมด้วยคอนกรีต เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องห่วง นอกจากว่าโชคร้ายถูกพายุที่รุนแรงกว่าที่พยากรณ์ไว้มาก”

หล่อนได้แต่พยักหน้ารับ ในใจนั้นเริ่มหวาดหวั่นบ้างเมื่อเห็นความเคร่งเครียดบนใบหน้าคมสันของเขา ประกอบกับเค้าความกังวลที่ฉายชัดออกมาจากแววตาของหญิงชรา มารดาของเนธาน

ที่มุมห้องเจ้าสุนัขพันธ์แลบบราดอร์สีน้ำตาลตัวใหญ่ 2 ตัวลุกขึ้นยืนกระดิกหางด้วยความดีใจเมื่อแลเห็นร่างสูงของเจ้านายหนุ่ม มันทั้งสองตัวไม่ได้กระโจนเข้าใส่เขา หากแต่รอให้เจ้านายหนุ่มเดินเข้าไปประชิดตัว ทั้งคู่จึงยกขาหน้าตะกาย ราวกับจะปีนป่ายเจ้านาย

“ทอมมี่ เนลลี่ นั่งลง” เนธานร้องสั่งขณะสองมือลูบตัวของสุนัขทั้งสอง

ทั้งเจ้าทอมมี่และเนลลี่หมอบนั่งลงอย่างว่าง่ายแทบเท้าเนธาน

“คุณกลัวหมาหรือเปล่า สองตัวนี้ไม่ดุหรอกนะ เป็นมิตร โดยเฉพาะกับสาวๆ” เนธานเอ่ยทั้งยิ้มน้อยๆ แลดูคลายความตึงเครียดลง

ปณาลีส่ายหน้า ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างนางอลิส มารดาของเขา หญิงชราเอื้อมมือมากุมมือของหล่อนไว้กระชับแน่นคล้ายจะปลอบให้หล่อนคลายกังวล

“ไม่ต้องกังวลหรอกนะ พายุเข้าไม่นาน เดี๋ยวก็ผ่านไป” นางเอ่ยขึ้น

หล่อนพึมพำคำขอบคุณเบาๆ พร้อมยิ้มให้นาง

“ความจริง ฉันก็ไม่ค่อยกลัวมากเท่าไร แต่ประหม่ามากกว่า เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ เลยไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นน่ะค่ะ” หล่อนพูดขึ้นหลังจากที่บรรยากาศภายในห้องหลบภัยเงียบไปพักหนึ่ง

“คุณเคยเห็นฝนตกหนัก พายุพัดรุนแรงไหมล่ะ?” เสียงห้าวทุ้มเอ่ยขึ้น

“ก็…เคยเห็นแต่ในทีวีอย่างภาพข่าวพายุแคททริน่า ที่หลุยส์เซียน่า” หล่อนนิ่งไปครู่ก่อนเอ่ยต่อ “แล้วก็คลื่นสึนามิ ที่ไทย ประเทศของฉันค่ะ” หล่อนยังจำภาพลมพายุรุนแรงที่มาพร้อมกับคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่อาคารโรงแรมในภาพข่าวที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ได้ดี

“อ้อ คุณมาจากประเทศไทยงั้นหรือ” เนธานถาม

“ค่ะ” หล่อนตอบพร้อมพยักหน้า

“ภัยธรรมชาติทั้งสองที่รุนแรงไม่แพ้กันเลย แต่สึนามิแย่กว่าตรงที่ไม่มีสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าให้คนหลบหนี” เนธานพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ค่ะ มันรวดเร็ว และกะทันหันมาก…ทำไมต้องมีภัยธรรมชาติด้วยนะ” หญิงสาวรำพึงเบาๆ

“เพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งของมนุษย์ทั้งร่างกาย จิตใจและสติปัญญาไงล่ะคุณ มนุษย์ยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยการหาวิธีเอาชนะธรรมชาติ” ชายหนุ่มเอ่ย

“แต่ฉันว่ายังไงมนุษย์ก็ยังพ่ายแพ้ธรรมชาติอยู่ดี” หญิงชราที่นั่งฟังหนุ่มสาวสนทนากันพูดขึ้นมาบ้าง “เพราะเราได้แต่หลบเลี่ยงภัย แต่ไม่เคยหยุดยั้งความโกรธแค้นของธรรมชาติได้สักที เราทำร้ายธรรมชาติมามาก จนวันหนึ่งธรรมชาติตอบโต้กลับมา ด้วยวิถีทางของมันเอง”

“เพราะอย่างนี้เราถึงต้องถนอมธรรมชาติบ้างใช่ไหมคะ เขาจะได้คลายความโกรธ” หล่อนยิ้มน้อยๆ

“สายไปแล้ว น้ำแข็งขั้วโลกเหนือกำลังละลาย หมีโพล่าร์กำลังจะตายลงเรื่อยๆ” ชายหนุ่มคนเดียวในห้องพูดสวนขึ้นมาน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ไม่มีอะไรสายเกินไปหรอกเนธ และสิ่งที่ลูกทำอยู่ แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ในโลกนี้ แต่มันก็อาจจะช่วยยืดเวลาของโลกออกไปได้บ้างไม่มากก็น้อย” นางอลิสบอกกับลูกชายด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความภาคภูมิใจอยู่ในที

ได้ยินคำพูดของมารดาเนธานแล้ว ปณาลีก็ให้นึกสงสัย

“เนธ ทำอะไรหรือคะ” หล่อนถามออกไป

นางอลิสหันมามองหล่อนด้วยใบหน้ายิ้มปลื้มขณะเล่า

“เนธ ทำฟาร์มโคนมแบบปลอดสารพิษจ้ะ เราไม่ใช่ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตกับวัวของเรา และอาหารของวัวเป็นอาหารจากธรรมชาติ พวกหญ้า ฟาง ซึ่งไม่ผ่านการใช้สารเคมี หรือยาฆ่าศัตรูพืชใดๆ ส่วนคอกวัว เนธก็ออกแบบให้เป็นอาคารแบบประหยัดพลังงาน ตอนนี้เขากำลังรวบรวมเงินทุนเพื่อติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ด้วยจ้ะ”

“โอ้…ฟังดูแล้วเป็นโครงการที่ดีมากเลยนะคะ” หล่อนพูดทั้งหันไปมองชายหนุ่มเจ้าของฟาร์มโคนม ที่หล่อนมองเขาอย่างต้อยต่ำในตอนแรกว่าเป็นชาวนา ชาวบ้านๆ ธรรมดา นึกรังเกียจตัวเองที่เป็นคนดูแคลนคนจากสิ่งภายนอกที่มองเห็นนัก

“ก็ได้แต่พยายามละครับ น่าขันนะที่เราพยายามจะใช้วิธีธรรมชาติทุกอย่าง แต่กลับต้องลงทุนมากกว่าวิธีที่ทำลายธรรมชาติเสียอีก” เนธานยิ้มเหยียด

“ฉันอยากเห็นฟาร์มของคุณจังเลยค่ะ อยู่ในเขตบ้านนี้หรือเปล่า” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น

“ไม่ครับ ฟาร์มของผมอยู่อีกที่หนึ่ง ผมรักวัวของผมนะ แต่ก็ไม่ได้รักขนาดทนดมของเสียของพวกมันได้ตลอด 24 ชั่วโมงหรอกนะ”

สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม หญิงสาวต่างวัยสองคนในห้องหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

ความประหม่า ตื่นกลัวต่อภัยธรรมชาติของหญิงสาวลดลงมามาก หลังได้สนทนากับชายหนุ่มและมารดาของเขาภายในห้องหลบภัย กำแพงอคติที่ก่อกั้นขวางหนุ่มเจ้าของฟาร์มโคนมในใจหล่อน ค่อยๆ ถูกกร่อนเซาะลงทีละน้อย

ที่จริงเขาก็ไม่ได้ร้ายอย่างที่หล่อนตั้งแง่ เสียแต่ที่วาจาพ่อคุณดูจะกวนโทโสไปบ้าง เถอะน่า อย่างน้อยเขาก็นับว่าเป็นคนมีน้ำใจต่อคนแปลกหน้าอย่างหล่อน ทั้งยังแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ยากจะพบในสังคมเมืองที่หล่อนจากมา ปณาลีตั้งใจไว้ว่าจะต้องหาทางตอบแทนน้ำใจเขาให้เหมาะสมทีเดียว

ขณะที่หญิงสาวกำลังเพลิดเพลินกับ เรื่องที่เขาเล่าให้ฟังถึงการทำฟาร์มโคนมปลอดสารพิษของเขาอยู่นั้น พลันก็มีเสียงโครมครามดังระรัวติดต่อกันหลายครั้งมาจากภายนอกตัวบ้าน ทำให้ผู้หญิงต่างวัยสองคนสะดุ้งและร้องกรี๊ดขึ้นมาสุดเสียงด้วยความตกใจ

“โอ้ พระเจ้า” นางอลิสร้องครางพลางยกมือกุมหน้าอกตัวเอง

ต่อจากนั้นก็มีเสียงเปรี๊ยะดังขึ้น เสียงนั้นดังมาจากระยะที่ไม่ไกลจากห้องหลบภัยที่ทั้งสามหลบอยู่นัก เจ้าแลบบราดอร์สองตัวพร้อมใจกันลุกขึ้นยืนส่งเสียงเห่าขรมอย่างตื่นๆ

“บานกระจกที่ห้องใต้ดินแตก ทอร์นาโดเข้าแล้ว คงพัดอะไรสักอย่างมากระทบตัวบ้าน” ผู้ชายคนเดียวในบ้านตอบด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม ด้วยควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี

ต่างจากหญิงสาวแปลกหน้าชาวเอเชีย ความกลัวที่เร้นตัวหายไปเมื่อไม่นาน กลับแล่นขึ้นมาจู่โจมหล่อนอย่างรวดเร็ว

“เราจะปลอดภัยมั้ยคะ” หล่อนละล่ำละลักถามเสียงสั่น ขณะหูได้ยินเสียงอื้ออึงของพายุทอร์นาโดที่กระพือโหมอยู่นอกตัวบ้าน

“ไม่ต้องกลัวนะ เราจะไม่เป็นไรหรอก นี่คงเป็นแค่หางพายุ” เนธานตอบอย่างผู้ที่เชี่ยวชาญกับสภาพอากาศในบ้านเมืองตนเอง

“หางพายุ?” ปณาลีร้องครางใจเต้นรัว มือสั่นเทา นี่ถ้าโดนพายุเต็มลูกจะเกิดอะไรขึ้น หล่อนคงไม่มีชีวิตรอดกลับบ้าน

เนธานพยักหน้ารับ พลางเอื้อมมือผ่านหน้ามารดาของเขา มากุมมือบางที่ไหวระริกนั้นไว้เพื่อปลอบใจ

นางอลิสโอบไหล่หญิงสาวไว้อีกแรง ทั้งเอ่ยปลอบโยนแม้ตัวนางเองก็ตื่นกลัวไม่แพ้ปณาลี

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่นานหรอกพาน่า” นางอลิสเรียกชื่อหล่อนสั้นๆ ตามสำเนียงอเมริกัน

“ค่ะ อีกไม่นานใช่มั้ยคะ” หล่อนมองหน้าผู้สูงวัยกว่า พูดพึมพำคล้ายขอความมั่นใจ ทั้งๆ ที่เสียงพายุกรรโชกแรง และเสียงของวัตถุที่ถูกพายุพัดปลิวมากระแทกตัวบ้านนั้น ลอยเข้ามากระทบประสาทหูของหล่อนไม่ขาดสาย

ทุกครั้งที่เกิดเสียงดังโครม ร่างของปณาลีจะกระตุก สะดุ้งเฮือก หล่อนพยายามเรียกสติ ควบคุมตัวเองไม่ให้ตื่นตกใจ หากก็ทำไม่ได้ พายุทอร์นาโด…ภัยธรรมชาติรุนแรง หล่อนไม่เคยประสบกับมันมาก่อนเลยในชีวิตตั้งแต่เกิดมา แล้วถ้า…มันเกิดไม่ใช่หางพายุอย่างที่เขาปลอบใจเล่า…ชะตาของหล่อนจะเป็นอย่างไร?

ณ เวลาที่ชีวิตคล้ายถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย ปณาลีหวนคิด หล่อนมาทำอะไรที่นี่ ในถิ่นไกลความเจริญ เมืองที่มีแต่ท้องทุ่ง เมืองที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ

หล่อนเลือกมาที่นี่ เพียงเพื่อให้ไกลจากอดีต หวังให้งานในท้องถิ่นห่างไกลจะทำให้หล่อนลืมความปวดร้าว หวังจะให้จิตใจได้รับการเยียวยาให้หายดีก่อนจะกลับเมืองไทยอย่างผู้หญิงที่มีจิตใจเข้มแข็ง กลับกลายเป็นว่าหล่อนอาจจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่…โดยมีต้นตอสาเหตุจากผู้ชายคนนั้น….ผู้ชายคนที่บอกกับหล่อนว่า….เขาไม่รักหล่อนแล้ว…เขาไม่มีหล่อนในหัวใจอีกต่อไป

ข้างนอกฝนกระหน่ำโปรยปรายลงมาพร้อมพายุใหญ่ ท้องฟ้าคำรามลั่น กระแทกทำนบกั้นคลื่นความรวดร้าวในหัวใจที่แตกสลายของหล่อนจนพลังทลาย กลายเป็นคลื่นน้ำตาที่ถั่งโถมล้นปรี่สองขอบตา หล่อนบีบมือแข็งแรงของชายหนุ่มไว้แน่นก่อนซบใบหน้าลงกับมือนั้นปล่อยโฮออกมาไร้เรี่ยวแรงจะกลั้นความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งดวงใจของหล่อน…นับตั้งแต่คืนวันฝนตกวันนั้นที่แคลิฟอร์เนีย…คืนนี้หล่อนปล่อยให้มันไหล่บ่าออกมาที่เคนตั๊กกี้ ท่ามกลางคนแปลกหน้าผู้ใจดี

หล่อนร้องไห้อยู่นานเท่าไรไม่อาจรู้ รู้เพียงสัมผัสของไออุ่นที่โอบกอดหล่อนไว้ ไม่ใช่จากอ้อมแขนของหญิงชรา หากเป็นวงแขนแข็งแรงของชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้ม เขาโอบกอดหล่อนไว้ ตบหลังหล่อนเบาๆ เพื่อปลอบโยน

แม้จะมึนงงระคนตกใจกับอาการของหญิงสาวอยู่พอควร แต่เมื่อมารดาเลี่ยงตัว กระถดตัวถอยออกมาให้เขาเข้าใกล้ตัวปณาลี

เป็นเพราะท่าทางสะอึกสะอื้นและเสียงร้องไห้นั้น บ่งบอกถึงอารมณ์เศร้าโศกเสียใจอย่างปิดไม่มิด เนธานจึงขยับตัวเข้ามาประชิดหล่อน โอบศีรษะหล่อนอิงลงที่บ่าของเขา

คล้ายมีคลื่นความอบอุ่นมั่นคงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา ปณาลีเลื่อนศีรษะลงมา ซุกใบหน้าร้องไห้กับแผ่นอกกว้างของเขา ลืมความเป็นคนแปลกหน้าระหว่างหล่อนและเขาไปจนหมดสิ้น

ปณาลีร้องไห้จนรู้สึกคล้ายกับว่าน้ำตาที่ท่วมท้นเริ่มเหือดหาย มันจางไปพร้อมๆ กับสายฝนที่ซาเม็ดลง และพายุทอร์นาโดที่ม้วนตัวห่างออกไป ทิ้งความสงบเงียบไว้กับบ้านหลังใหญ่บนเนินเตี้ยที่คุ้มกันพวกเขาทั้งสาม และสุนัขทั้งสองตัวเอาไว้

“พายุสงบแล้ว คุณไม่ต้องกลัวแล้วนะพาน่า เราปลอดภัยแล้ว” เสียงปลอบอ่อนโยนของเขากระซิบที่ริมหูของหล่อน

พลันที่รู้สึกตัวปณาลีถอนดวงหน้าออกจากอกของเขาช้าๆ ปาดคราบน้ำตาบนแก้มนวลด้วยท่าทีขัดเขิน นี่หล่อนเป็นบ้าอะไรไปอีก ปณาลีต่อว่าตัวเองอยู่ในใจที่ปล่อยให้ความอ่อนแอเข้ามาครอบงำจิตใจเสียจน ตัวอ่อนปวกเปียกจนต้องซบอกชายหนุ่มแปลกหน้า นี่เขาจะคิดอย่างไรกับหล่อนกัน

เมื่อแลเห็นท่าทีของหล่อน เนธานก็ส่งยิ้มอบอุ่นให้อย่างเข้าใจไม่เอ่ยอะไรถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา แล้วหันไปพูดกับมารดา

“สงสัยเรามีงานต้องทำอีกมากเลยนะครับแม่” เขาเสพูดถึงเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวบ้าน แทนที่จะถามซักไซ้หญิงสาวถึงสาเหตุที่แท้จริงอันเป็นที่มาของน้ำตา

“นั่นสิ” นางอลิส พยักหน้าเห็นด้วยกับลูกชาย พลางลูบไปตามลำตัวของเจ้าแลบบราดอร์ 2 ตัว ที่เริ่มเงียบสงบ หายตื่นจากเสียงพายุ

“เอ่อ…มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้บ้างมั้ยคะ” ปณาลีถามขึ้นเสียงยังไม่คลายสั่นเครือ

“มีเยอะแยะเลย ถ้าคุณอยากช่วย เช่น มาช่วยทาสี ตอกตะปูฝาบ้าน ยกแผ่นไม้ เศษโลหะที่ปลิวมากระแทกบ้าน เอ…แล้วมีอะไรอีกนะ” ชายหนุ่มแสร้งทำท่าคิด

“เนธ” มารดาเอ่ยชื่อเน้นเสียงหนักเป็นการปราม “เหลวไหลน่า อย่าไปเชื่อเนธเลย เขาชอบพูดเล่นอย่างนี้ละ” ประโยคสุดท้ายหญิงสูงวัยหันมาพูดกับปณาลี

“ถ้าคุณต้องการจะให้ฉันช่วยงานพวกนั้น ฉันก็ยินดีจะช่วยเต็มความสามารถค่ะ ฉันคิดว่า…ฉันพอจะทาสีบ้านได้” หล่อนเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น

แทนคำตอบเนธานหัวเราะร่า “ดีจัง จู่ๆ ก็ได้แรงงานฟรีมากับพายุ”

นางอลิสส่ายหน้ากับความทะเล้นไม่เลิกราของลูกชาย

“แต่ไม่เป็นไรหรอกคุณ ขอบคุณมากที่มีน้ำใจ งานพวกนี้ผมทำเองได้” เนธานบอกกับหล่อนพร้อมยิ้มกว้าง

“เราขึ้นไปข้างบนกันเถอะ พาน่าจะได้พักผ่อน” หญิงสูงวัยกล่าวขึ้น แล้วโอบไหล่ปณาลี เป็นเชิงเชิญชวน

ปณาลียิ้มน้อยๆ พยักหน้ารับ พลางเดินเคียงข้างมารดาของเขาออกจากห้องหลบภัย

“แม่ พาน่า ระวังเศษแก้วจากบานกระจกหน้าต่างนะครับ” เนธานร้องเตือนไล่หลัง

“เราใส่รองเท้าไม่เป็นไรหรอก” คนเป็นมารดาหันมาบอกลูกชาย หากแต่เมื่อก้มลงมองไปที่พื้น ก็แลเห็นเท้าเปลือยเปล่าของหญิงสาว

“ตายจริง เรานั่งคุยกันอยู่ตั้งนาน ไม่ได้สังเกตเลยว่าพาน่าไม่ได้ใส่รองเท้า” นางอลิสอุทานขึ้น ทำให้ลูกชายต้องก้มมองเท่าของหล่อนตามไปด้วย

“โอ…นั่นสิ เป็นความผิดของผมเอง ไม่ได้บอกเธอให้ใส่รองเท้าก่อนออกจากห้องนอน” เนธานกุมหน้าผากตัวเอง

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ต้องห่วง ฉันจะเดินระวัง” หญิงสาวรีบบอกอย่างเกรงใจ

ความเป็นคนไทยทำให้หล่อนเคยชินกับการถอดรองเท้าภายในบ้าน ผิดกับฝรั่งที่ใส่รองเท้าเดินไปทั่วบ้าน แม้แต่เขาห้องนอน

“เอางี้ คุณเอารองเท้าของผมไปใส่ก่อน” เนธานเอ่ยพลางก้มตัวลงจะถอดรองเท้าหนังหุ้มข้อสีน้ำตาลอ่อน ท่าทางหนักอึ้ง

“ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง ฉันเดินได้จริงๆ” หล่อนจับมือเขาห้ามปราม

เนธานผ่อนลมหายใจ “คุณเดินออกจากห้องนี้ด้วยเท้าเปล่าไม่ได้ คุณน่าจะรู้”

“แล้วคุณจะเดินออกไปยังไงละคะ ฉันไม่ต้องการทำให้คุณ…ต้องเจ็บตัวหรือเดือดร้อน”

เนธานมองสีหน้ายุ่งยากของหล่อน พลางนิ่งคิดไปชั่วอึดใจ

“เอางี้ละกัน” พูดจบ ชายหนุ่มก็ถือวิสาสะสอดวงแขนไปรอบแผ่นหลัง และบริเวณขาพับ ยกร่างหล่อนลอยหวือขึ้นมาเหนือพื้น

“ว๊าย” ปณาลีร้องออกมาอย่างตกใจ “ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ ให้ฉันเดินขึ้นไปเองเถอะ”

“ผมอุ้มคุณขึ้นไปอย่างนี้ดีกว่า ปลอดภัยแน่นอน” พูดจบแล้วก็ไม่รอให้หญิงสาวได้โต้เถียง เนธานเดินลิ่วๆ นำหน้ามารดาของเขาตรงไปยังบันไดทางขึ้นตัวบ้าน

ร่างบางที่อยู่ในวงแขนของเขาเกิดอาการอึ้ง พูดไม่ออก กระอักกระอ่วนใจ หากไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่เกร็งร่างนิ่งอยู่ในอ้อมแขนเขาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขา อยากดิ้นแต่ก็กลัวว่าระหว่างเดินขึ้นบันไดมีหวังพลัดตกลงไปทั้งคุณอุ้มและคุณถูกอุ้ม หล่อนจึงได้แต่ทำหน้านิ่วไม่พอใจกับการกระทำของเขาแทน

“อยู่เฉยๆ แบบนี้ดีแล้ว ถ้าคุณเกิดสะบัดตัวดิ้นตกลงไป ทั้งผมทั้งคุณคงตกบันไดหลังหัก” เนธานพูดขึ้นได้ตรงกับใจที่หล่อนคิด

มารดาของเขาก็ราวกับจะเห็นด้วยกับบุตรชาย ไม่พูดว่าอะไรสักคำ หนำซ้ำยังอมยิ้มเสียอีก ตาชาวนาเลี้ยงวัวคนนี้ใจดีก็จริง แต่เป็นพวกชอบแตะต้องสาวๆ หรือเปล่านะปณาลีห้ามความคิดในทางร้ายต่อเขาไม่ได้เสียที

“จะให้ผมอุ้มไปส่งถึงห้องเลยมั้ย” เนธานอมยิ้ม เมื่ออุ้มหล่อนเดินขึ้นมาพ้นประตูทางลงห้องใต้ดิน

“ขอบคุณมาก แต่ไม่ต้องค่ะ” หล่อนตอบน้ำเสียงสะบัด พลางขืนตัวแสดงท่าทางให้เขารู้ว่าหล่อนต้องการจะลง

ลงมายืนได้แล้ว ปณาลีก็ยังรู้สึกแปลกๆ และขัดเขิน ซบหน้าร้องไห้กับอกของเขาแล้ว ยังมาให้เขาอุ้มอีก ทำอย่างกับว่าสนิทกับเขามานานอย่างนั้น

“ขอโทษนะ ผมรู้ตัวว่าทำไม่เหมาะสมกับคุณ แต่ก็ยังดีกว่าเห็นคุณดื้อรั้นเดินเท้าเปล่าไปแล้วถูกแก้วบาด” เนธานพูดขึ้น

“ใช่จ้ะ” นางอลิสที่เดินตามหลังมาเอ่ยรับเข้าข้างบุตรชาย “ฉันถึงไม่ห้ามเนธไงล่ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะ เนธไม่ใช่ผู้ชายประเภทเอาเปรียบผู้หญิงหรอก เขาเป็นสุภาพบุรุษ” มารดาชมบุตรชายต่อหน้าน้ำเสียงแสดงความจริงใจระคนและภูมิใจ

“ฉัน…ไม่คิดอย่างนั้นหรอกค่ะ” หล่อนพูดอุบอิบทั้งก้มหน้าเสมองพื้น

“จะดื่มชา หรือน้ำก่อนเข้านอนมั้ยพาน่า” เขาถามทั้งเรียกชื่อหล่อนอย่างสนิทสนม แทนการเรียกว่ามิส อย่างตอนแรก

“เอ่อ…ได้ดื่มน้ำสักหน่อยก็ดีค่ะ ฉันรู้สึกว่าฉันเสียน้ำไปมากเหลือเกิน” หล่อนยิ้มเจื่อนๆ เนธานดูท่าทางของหล่อนแล้วก็ลอบยิ้มด้วยความขัน

“ถ้าอย่างนั้น เนธพาพาน่า ไปนั่งพักดื่มน้ำเถอะนะ แม่จะขอตัวเข้านอนก่อน เพลียเต็มที” นางอลิสกล่าวขอตัวก่อนจะเดินเลี่ยงไปทางห้องนอนตนเอง โดยไม่รอให้มีคำทัดทานใดๆ จากชายหนุ่มและหญิงสาว

นางรู้สึกเหนื่อย และง่วงเกินจะทน จึงยอมเสียมารยาทต่อหญิงสาว และด้วยว่านางรู้จักบุตรชายของหล่อนดีว่า เขาเป็นสุภาพบุรุษ และไว้ใจได้หากต้องอยู่กับหญิงสาวหน้าตาดีอย่างปณาลีตามลำพัง

“ราตรีสวัสดิ์ครับแม่” ชายหนุ่มเอ่ยไล่หลังหญิงชราร่างเล็กบาง นางส่งเสียงพึมพำราตรีสวัสดิ์กับลูกชายขณะเดินจากไป

ชายหนุ่มเจ้าของบ้านเดินนำหญิงสาวชาวไทยเข้ามาในห้องครัว ซึ่งมีลักษณะเปิดโล่ง ข้าวของต่างๆ ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เคาน์เตอร์สะอาดเอี่ยมราวกับไม่เคยได้ใช้งาน เห็นแล้วปณาลีอดนึกเปรียบเทียบกับห้องครัวที่บ้านเช่าของหล่อนไม่ได้ เพราะทำอาหารไทย ที่ต้องผัดต้องทอด จึงคราบสีเหลืองอ่อนของน้ำมันจับอยู่ตามเตาทำอาหาร และปล่องระบายอากาศบ้าง อาทิตย์หนึ่งหล่อนถึงจะจัดการเช็ดล้างสักที หากอาทิตย์ไหน ขี้เกียจตัวเป็นขนก็อาจจะยกยอดไปอาทิตย์ถัดไป

ความไม่เป็นกุลสตรีเต็มร้อยของหล่อนแบบนี้หรือเปล่านะ ที่ทำให้…พี่ว่านทิ้งหล่อนไป…เชื้อแห่งควาเศร้าสร้อยถวิลหายังคงทิ้งตัวค้างอยู่ในใจของหล่อนไม่เคยจางหาย ปณาลีสูดลมหายใจลึกๆ สกัดกั้นอาการปวดหนึบที่แล่นขึ้นมาจุกอก

เนธานหันไปมองตามเสียงหายใจแรงๆ ขณะมือหนึ่งเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบขวดน้ำดื่ม

“เป็นอะไรไปหรือพาน่า” คิ้วหนาเลิกขึ้นขณะถามไถ่ “คัดจมูกหรือเปล่า ผมมียานะ”

ปณาลีส่ายหน้า ก่อนจะรับขวดน้ำดื่มจากมือเขามาถือไว้

“ผมเข้าใจว่าเราเพิ่งรู้จักกัน พูดอีกนัยหนึ่ง ความจริงเราเป็นคนแปลกหน้ากันด้วยซ้ำ” เนธานพูดเกริ่น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเพ่งมองนิ่งไปที่ดวงหน้าซึ่งมีรอยหม่นอยู่ในดวงตา

“ความทุกข์ที่คุณเก็บมันไว้ในใจ มันจะคอยย้อนขึ้นมาทำร้ายคุณตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร มันก็จะอยู่ตรงนั้น ทำไมคุณไม่วางมันทิ้งลงไปบ้าง ปล่อยให้มันผ่านไปพร้อมพายุ พร้อมสายฝน” ชายหนุ่มขยับตัวเข้ามาใกล้หล่อน สองมือจับหัวไหล่ทั้งสองของหล่อนไว้

“คุณควรจะนึกไว้ตลอดเวลานะว่า ชีวิตของคุณสมควรที่จะได้รับความสุข ไม่ใช่แบกความทุกข์ไว้ท่วมใจ”

ปณาลีสบดวงตาของเขานิ่ง แลเห็นได้ถึงความจริงใจและห่วงใยจากชายต่างชาติ ต่างภาษาที่หล่อนเพิ่งได้รู้จัก

“ความเจ็บปวดบางอย่างมันก็ฝังรากลึกในใจ จนยากที่จะปล่อยให้สายฝนชะล้าง หรือแม้แต่พายุก็ยังพัดความเจ็บในใจฉันไปไม่ได้” หล่อนเอ่ยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เลื่อนลอย

“เพราะคุณไม่ปล่อยมันไปต่างหากล่ะ แทนที่จะคุณจะขุดรากมันออกมา คุณกลับฝังดินกลบแน่น ปล่อยให้มันเติบโตเป็นเชื้อร้ายในใจคุณ”

“คุณไม่เข้าใจหรอกค่ะ เนธ”

“รู้ได้ยังไงว่าผมไม่เข้าใจ” เขาพูดสวนขึ้นมาทันควัน หากน้ำเสียงยังคงนิ่มนวล

ปณาลีระบายลมหายใจแรง เบือนหน้าหนีจากสายตาที่จ้องมา

“ถ้าให้ผมเดา สิ่งที่ทำให้คุณเจ็บไม่เลิกรา เป็นเรื่องความรักใช่มั้ย”

หญิงสาวก้มหน้านิ่ง ทำไมเขาเดาถูกไปเสียทุกเรื่อง ทั้งที่เพิ่งพบกัน หรือว่าอาการของหล่อนมันแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่าเป็นผู้บอบช้ำจากความรัก

เนธานปล่อยแขนของหล่อน ยกมือขึ้นเสยผมสีน้ำตาลหยักศก แล้วเดินไปหยิบขวดน้ำของตัวเองที่ตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์ เปิดฝา จิบน้ำจากขวดพลาสติกใส

“ความรัก กับการอกหักเป็นของคู่กัน เชื่อผมเถอะว่า สักวันมันก็จะหายไป แต่จะนานเท่าไร อยู่ที่ว่าคุณจะเลี้ยงมันไว้ในใจไว้นานแค่ไหน อยากให้มันอยู่ชั่วคราว หรือตลอดชีพ ชีวิตเป็นของคุณ สมควรแล้วหรือที่จะให้รอยแผลที่คนอื่นฝากไว้มันตรึงอยู่ในหัวใจชั่วนิรันดร์”

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าเคร่งขรึม

“ผมก็เคยผิดหวังกับความรักนะ พาน่า คุณอยากจะฟังมั้ยล่ะ บางทีอาจจะเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่แพ้เรื่องของคุณ”

ปณาลีหันมามองหน้าของเจ้าของร่างสูงนั้นอย่างแปลกใจ

“ถ้าคุณไม่เหนื่อยเกินไปนัก ไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นสิ ผมจะเล่าให้ฟังถึงความงี่เง่าของตัวเอง” ใบหน้าคร้ามที่ดูเคร่งเครียดเมื่อครู่ กลับปรากฏรอยยิ้มอ่อนๆ คล้ายเห็นรอยแผลในอดีตเป็นเรื่องชวนหัวมากกว่าเรื่องที่เป็นสาระในชีวิต

หญิงสาวเดินตามแผ่นหลังกว้างไปอย่างว่าง่าย ไม่คัดค้าน บางทีการได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เจ็บช้ำ อาจจะช่วยฉุดให้หล่อนขจัดคลื่นความทุกข์ที่แฝงเร้นอยู่ในหัวใจหล่อนไปได้เสียที

ไม่ใช่ว่า ไม่อยากลืมบาดแผลนั้น แต่ทุกคราวที่มีพายุฝนก่อกวนคลื่นในใจ หล่อนไม่อาจจะทนกลั้นความเจ็บปวดนั้นได้สักที

——————————-