บทที่ 2
ร่างสูงในชุดเสื้อคลุมกันฝนค่อยๆ ก้าวเข้าไปที่รถเก๋งคันนั้นอย่างระมัดระวัง โดยที่มือข้างหนึ่งยังซุกอยู่ภายในเสื้อคลุม เขาสาดแสงไฟจ้าจากกระบอกไฟฉายในมือไปที่หมายเลขทะเบียนรถด้านหน้า สมองจดจำตัวเลขนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไล่ไฟฉายไปที่เจ้าของรถซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังพวงมาลัย
ผู้หญิง!ดูเหมือนว่าหล่อนจะเป็นผู้หญิงเอเชี่ยนเสียด้วย นัยน์ตาหล่อนเบิกกว้าง แม้ในแสงสลัวเห็นไม่ชัดเจนนัก เนธานก็พอดูออกว่าท่าทางหล่อนตื่นกลัวอยู่ไม่น้อย ตกใจที่เห็นเขา หรือกำลังประหม่าหากจะทำมิดีมิร้าย เขาไม่รู้แน่ แต่เมื่อเห็นว่าคนในรถเป็นผู้หญิง เขาก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาเองอย่างช่วยไม่ได้ หรือผู้ชายจะเป็นอย่างนี้เอง ประมาทกับเพศตรงข้าม
“เฮลโหล มิส” เขาใช้ปลายกระบอกไฟฉายเคาะกระจกหน้าต่างรถเบาๆ แล้วก้มหน้าลงไปถาม
หญิงสาวที่นั่งอยู่ในรถเอื้อมมือไปกดปุ่มเปิดกระจกตามความเคยชิน โดยลืมไปว่าสภาพรถของรถที่จอดนิ่งสนิทแบบนี้ พลอยทำให้ระบบไฟฟ้าในรถไม่ทำงานไปด้วย
ตายแล้ว นี่หล่อนต้องเปิดประตูออกไปคุยกับเขาหรือไรกัน ไม่นะ เสี่ยงเกินไป ปณาลีร้องบอกตัวเอง แล้วในใจว้าวุ่นครุ่นคิด
กระทั่งคนตัวสูงที่ยืนตากฝนอยู่ข้างรถเคาะกระจกเสียงดังอีก 3 ครั้งนั่นละ ปณาลีถึงตัดสินใจยอมแง้มประตูรถโดยที่หล่อนยังจับที่ดึงประตูไว้แน่น ตั้งใจว่าถ้าอีกฝ่ายกระชากประตูรถหล่อนเปิดเมื่อไร หล่อนก็จะสู้ ดึงประตูปิดให้สุดแรงเกิดทีเดียว
“สวัสดีครับ ผมเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณถึงมาจอดรถหน้าบ้านผม” เนธานเริ่มคำถามด้วยน้ำเสียงปรกติ ที่ฟังดูเป็นมิตร
เห็นชัดว่าเจ้าหล่อนคงจะกลัวเขาอยู่ไม่น้อย สังเกตจากประตูรถที่แง้มออกมา แค่พอจะให้แมลงวันบินผ่านได้เท่านั้น เนธานนึกขันอยู่ในใจ
“รถฉันเสียค่ะ” หญิงสาวตอบอุบอิบ
“อ๋อ อย่างนั้นเอง รถเป็นอะไรไปล่ะคุณ น้ำมันหมด? แบตเตอร์รี่หมด?” ตอนท้ายเขาเอ่ยเป็นเชิงตั้งคำถาม
ได้ยินแล้วปณาลีก็รู้สึกขัดเคืองใจขึ้นมาเล็กน้อยสำหรับคำถามเหล่านั้น ‘หนอย ถามมาได้ น้ำมันหมดหรือเปล่า เห็นฉันเป็นคนยังไงยะ’
“ฉันบอกว่ารถเสีย ไม่ใช่น้ำมันหมด” เสียงหล่อนแข็งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ชายหนุ่มในชุดคลุมกันฝนส่ายศีรษะกับน้ำเสียงที่ตอบกลับมา รำพึงในใจ ‘เฮ้อ นี่ละนะผู้หญิง’
“โอเค รถคุณมีน้ำมันเต็มถังแต่เครื่องดับ แบตเตอร์รี่คงไม่หมดด้วยใช่มั้ย ผมเห็นไฟหน้ารถของคุณยังเปิดอยู่ก่อนที่ผมจะเดินออกมานี่” ชายหนุ่มชี้มือไปที่หน้ารถเป็นเชิงทำท่าทางประกอบ
ฟังหางเสียงในประโยคแรกมีแววประชดประชัน ปณาลีชักหมั่นไส้นายฝรั่งบ้านนอกคนนี้ขึ้นมาตะหงิดๆ แต่หล่อนจะแบตเตอร์รี่หมดหรือเปล่า หล่อนก็จนปัญญาเหลือเกิน ใครจะไปรู้ได้เล่า แต่หล่อนก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแบตเตอร์รี่เลยนี่นา อาจเป็นได้ก็ได้
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ” คราวนี้เสียงหล่อนเริ่มอ่อยลงหน่อย
“ไหนลองเปิดไฟหน้ารถอีกทีสิครับ” เนธานบอกหล่อนอย่างสุภาพ ทว่าก็เผลอลืมตัวเมื่อเริ่มเห็นว่าหล่อนมีท่าทีเป็นมิตร มือที่ซุกไว้อยู่ในอกภายใต้เสื้อคลุมก็เผยออกมาให้เห็นพร้อมปืนไรเฟิลยาวที่อยู่ในมือ
“ว๊าย! ปืน! ได้โปรดอย่าทำอะไรฉันนะ” หญิงสาวในรถร้องเสียงหลง เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือนั้น มือหล่อนกระแทกประตูรถที่แง้มอยู่ปิดลงโดยอัตโนมัติ และโดยแรง
ความกลัวทำให้หล่อนพยายามที่จะคุดคู้ก้มศีรษะหมอบลงไปภายในรถ นัยว่าให้พ้นวิถีกระสุนที่อาจจะกระหน่ำยิงเข้ามา
ส่วนคนที่ยืนตากฝนอยู่นอกรถ ก็ตกใจไม่แพ้กัน แต่ตกใจกับเสียงกรีดร้อง และท่าทีลนลานหวาดกลัวของหล่อน
“โธ่เอ๊ยคุณ! เดี๋ยว เปิดรถมาคุยกันก่อน ไม่ต้องกลัว” เนธานเคาะกระจกรถ พร้อมตะโกนบอก แต่ดูเหมือนคนในรถจะไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาดู หรือสนใจรับฟัง
“คุณ คุณ ผมไม่ได้ถือปืนมาจะยิงคุณนะ อย่าเข้าใจผิด”
เมื่อเห็นว่าการเคาะกระจกรถอย่างสุภาพที่เขาทำอยู่ และคำพูดที่เข้าเฝ้าตะโกนบอกไม่เป็นผล ชายหนุ่มจึงหยุดยืนนิ่งๆ สักครู่ใหญ่ รอให้หญิงสาวในรถหายตกใจกลัวเสียก่อน
เสียงจากนอกรถเงียบหายไปพักใหญ่ ปณาลีจึงค่อยได้นิ่ง รวบรวมสติ นายคนนั้นไปแล้วหรืออย่างไร หล่อนจะปลอดภัยไหมถ้าเงยหน้าขึ้นไป หล่อนยังไม่กล้าโผล่หัวขึ้นมาเสียทีเดียว ใจไพล่นึกไปถึงหนังประเภทสยองขวัญ ที่พอตัวเอกเยี่ยมหน้าไปดู ผีก็จะโผล่พรวดออกมาจากไหนไม่ทราบ พร้อมเสียงเพลงประกอบดังที่ชวนให้สะดุ้งเฮือก
ประสาทหรือเปล่ายัยน้ำเอ๊ย หล่อนปรามตัวเองเมื่อบรรยากาศรอบตัว คล้ายจะสงบลง ถ้านายนั่นจะยิงหล่อนจริงๆ ก็คงจะยิงทะลุกระจกรถเข้ามาแล้วล่ะ จะรออยู่ทำไม
พอคิดได้อย่างนั้น หญิงสาวจึงเริ่มโผล่หัว เยี่ยมๆ มองๆ ผ่านกระจกหน้าต่างรถ จึงเห็นคนร่างสูงยืนกอดอกด้วยมาดเท่อยู่ท่ามกลางสายฝน ดูเหมือนกับว่าปืนในมือของเขาจะหายไปแล้ว!
คราวนี้หล่อนค่อยๆ แง้มประตูเปิดออกไปเอง โดยไม่รอให้อีกฝ่ายเข้ามาประชิด
“หายตกใจแล้วหรือคุณ” เนธานเอ่ยขึ้นมาก่อน “ผมเอาปืนไปเก็บที่บ้านแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าผมจะยิงคุณ” พูดพร้อมกับกางแขนทั้งสองข้าง ชูมือทั้งสองขึ้น
“เอาละทีนี้ลองเปิดไฟหน้ารถซิ” ชายหนุ่มสั่งการโดยยังยืนปักหลักอยู่ที่เดิม
ปณาลีทำตามโดยไม่พูดอะไรสักคำ
แสงไฟหน้ารถสาดสว่างจัดจ้า จนทำให้หล่อนแลเห็นเค้าหน้าคมสันของชายหนุ่มที่ยืนอยู่เยื้องไปทางหน้ารถ
หน้าตาไม่ได้ดุเป็นโจร คงพอจะไว้ใจได้บ้างละมั้ง แต่ดูทำหน้าเข้าสิ หงิกงอยังกับไปกินรังแตนมาสักสิบรัง ปณาลีแอบค่อนขอดเขาในใจ
ถ้าหากคนถูกค่อนได้ยินคงโต้กลับมา ก็เพราะเจอแขกที่ไม่ได้รับเชิญยามวิกาลอย่างหล่อนน่ะสิ คนจะให้ความช่วยเหลือ ดันมากลัวเขาเสียจนเกินเหตุ ธุระของเขาหรือไรที่ต้องมายืนตากฝนรอช่วยเหลือคนแปลกหน้า
“แบตเตอร์รี่คุณไม่มีปัญหานะ” ไม่มีคำปริปากบ่นจากคนหน้างอ แต่กลับส่งเสียงตะโกนบอกหญิงสาวอยู่ห่างๆ ตรงที่เดิม “ตอนนี้คุณลองสตาร์ทรถอีกทีสิ”
หญิงสาวบิดกุญแจรถ ไฟที่หน้าปัดรถสว่างขึ้น แต่ไม่มีปฎิกิริยาใดๆ ตอบสนองจากเครื่องยนต์ ทำไมไม่ติดนะ ทีนี้จะทำยังไงต่อละคะพ่อคนเก่ง หล่อนบ่นแกมค่อนขอดเขาอยู่ในใจ
แทนการแนะนำ เนธานกลับถามออกมา “คุณจะไว้ใจให้ผมเข้าไปใกล้ได้หรือยัง”
ปณาลีได้ยินแล้วก็ลังเลใจ ไม่มีทางเลือกแล้วนี่ จะให้หล่อนทำอย่างไรเล่า ระหว่างปฏิเสธความช่วยเหลือ นอนรออยู่ในรถจนเช้า หรือว่าเสี่ยงตอบรับ ซึ่งเขาอาจจะช่วยได้ และหล่อนจะได้กลับบ้านเสียที
เอาน่า ชีวิตนี้คงไม่โชคร้ายเสียทีเดียว หล่อนก็ทำบุญมาเยอะเหมือนกัน รอดปากเหยี่ยวปากกามาได้หลายครั้งแล้วเหมือนกัน คราวนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงยังคุ้มครองหล่อนอยู่
“โอเค” หล่อนตะโกนบอกไป ชายหนุ่มในชุดกันฝนจึงได้พาร่างสูงของเขามายืนอยู่ข้างรถ
“ตรงนี้มืดเหลือเกินและฝนก็ทำท่าจะตกหนักเสียด้วย ผมว่าเราลากรถไปที่โรงรถบ้านผมดีกว่า จะได้ช่วยดูรถของคุณให้ได้” เขาเอ่ยเสนอทันทีที่ก้มตัวลงมาที่หน้าต่างรถ
“เอ่อ…เอ่อ” ปณาลีทำท่าอึกอักไม่แน่ใจ
“ไม่ต้องกลัวหรอกคุณ บ้านผมมีผู้หญิงอยู่ด้วย แม่ผมเอง และผมก็คงไม่บ้าพอที่จะทำตัวเองให้เสียอนาคตด้วยการทำมิดีมิร้ายกับคุณ” เนธานพูดขึ้นราวกับอ่านใจหญิงสาวออก
“เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้น เพียงแต่เอ่อ…ฉัน…เอ่อ…ไม่อยากรบกวนคุณเท่านั้นเอง” ปากไม่ตรงกับใจ แต่ก็เป็นคำพูดที่ดูดีสุดเท่าที่หล่อนสามารถคิดออกมาได้ ก็ละอายใจอยู่เหมือนกันนะ ที่แปรเจตนาดีของเขาไปในทางร้าย
“โอ้ ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ผมเต็มใจช่วย คุณรออยู่ที่นี่ก่อนนะ ผมจะไปขับรถของผมมาลากรถคุณ” เขายิ้มให้หล่อนนิดหนึ่ง ก่อนจะหันหลังให้เดินตรงดิ่งไปยังตัวบ้านที่ตั้งอยู่บนเนิน แลเห็นอยู่ในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล
รออยู่ไม่นานปณาลีก็แลเห็นรถกระบะคันใหญ่เปิดไฟหน้า เคลื่อนตัวมายังที่รถของหล่อนจอดอยู่ช้าๆ พอมาใกล้มาถึงเขาก็หักหัวรถกลับแล้วถอยท้ายรถกระบะของเขา มาทางหน้ารถของหล่อน
เนธานจอดรถ เปิดประตูลงมาพร้อมเชือกเส้นโต เขาสอดปลายเชือกด้านหนึ่งผูกเข้าที่ห่วงข้างใต้ท้ายรถของเขา เสร็จแล้วก็ก้มๆ เงยๆ หาตำแหน่งที่ผูกเชือกที่ใต้รถด้านหน้าของหล่อน อึดใจเดียวเขาก็ลุกขึ้นยืนพร้อมชูนิ้วโป้งเป็นสัญญาณบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อย แล้วจึงวิ่งไปขึ้นรถกระบะของตัวเองขับลากรถของหล่อนตรงไปยังบ้านที่ตั้งอยู่บนเนินเตี้ยๆ ข้างหน้า
หน้าโรงจอดรถเป็นลานกว้างพื้นเรียบเสมอกัน ชายหนุ่มอเมริกันหยุดรถแล้วเดินลงมาหาหญิงสาวชาวเอเชียที่นั่งชะเง้อคอมองอยู่หลังพวงมาลัยภายในรถของตัวเอง
“คุณดึงเบรกมือรถไว้ก่อนนะ ตรงนี้ทางลาดนิดหน่อย เวลาผมปลดเชือกรถคุณจะได้ไม่ไหลลงไป เสร็จแล้วผมจะเลื่อนรถของผมไปจอดตรงโน้น” เขาพูดพลางชี้มือไปทางโรงรถแบบเปิดโล่งที่อยู่เยื้องตัวบ้านออกไปเล็กน้อย
ภายใต้โรงรถนั้นปณาลีแลเห็นเงาตะคุ่มของรถแทรกเตอร์สำหรับทำการเกษตรจอดอยู่ 2 คัน นายคนนี้คงจะเป็นชาวไร่ชาวนาสิท่า แต่สำเนียงที่พูดก็ไม่ออกเหน่อ เสียงตวัดไปตวัดมาแบบคนบ้านนอกสักเท่าไร แค่เขาพูดช้าแบบชาวใต้ซึ่งก็ยังฟังรู้เรื่อง ไม่เหมือนกับบางคนที่พูดสำเนียงบ้านนอกหนักแน่น จนหล่อนแทบจะฟังไม่ออก
ยังจำได้ถึงวันแรกๆ ที่มาถึงเคนตั๊กกี้ หล่อนมึนงงกับสำเนียงภาษาอังกฤษที่แตกต่างนิดหน่อย คนแถวนี้พูดสำเนียงต่างจากคนแถบแคลิฟอร์เนียจนปณาลีรู้สึกได้ หล่อนยังโทรไปบ่นกับวินซ์ เพื่อนสนิทถึงเรื่องสำเนียงพูดอยู่บ่อยๆ จนวินซ์มักจะแกล้งหยอกหล่อนด้วยการพูดแบบชาวใต้บ่อยๆ ก็ดูอย่างคำทักทายนั่นปะไร จากไฮ หรือ เฮลโล ปกติ ก็เปลี่ยนเป็น ฮาวดี้ เสียชิบ
นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะกระจกรถด้านข้าง หันไปแลเห็นร่างสูงยืนโน้มตัวลงมา ทำท่าให้หล่อนเปิดประตูรถ
“คะ?” หล่อนแง้มประตูออก แล้วเอ่ยกึ่งตอบรับกึ่งตั้งคำถาม
“เดี๋ยวผมจะเข็นรถคุณเข้าไปจอดในโรงรถนะครับ คุณนั่งอยู่ในรถคอยบังคับพวงมาลัยไว้” เนธานบอกหล่อนแล้วชี้ไปที่โรงรถข้างหน้า ซึ่งเขาได้กดรีโมทเปิดประตูโรงรถไว้รอท่าอยู่แล้ว
ปณาลีพยักหน้ารับคำ แต่ครู่หนึ่งก็ฉุกใจคิดขึ้นมาได้ หล่อนชะโงกหน้าออกไปนอกรถ เรียกเขาที่กำลังเดินไปที่ท้ายรถ
“เดี๋ยวค่ะ คุณเข็นคนเดียวไหวหรือคะ ให้ฉันลงไปช่วยมั้ย”
ชายหนุ่มส่ายหน้าพร้อมยิ้มขันๆ แม่สาวเอเชียร่างบาง ผอมยังกะไม้ระแนง จะมีแรงมาช่วยเข็นรถได้มากน้อยสักเท่าไรเชียว
“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณบังคับพวงมาลัยดีๆ อย่าให้ชนรถ ชนบ้านผมก็พอ” เขาพูดขำๆ แต่คนฟังไม่รู้สึกขำไปด้วย
“พูดแบบนี้คุณไม่แน่ใจว่าฉันขับรถได้ดีหรือไง” หล่อนโพล่งออกไปเสียงเขียว ทนไม่ได้เลยเวลาที่ผู้ชายพูดจาเข้าข่ายดูถูกศักยภาพของผู้หญิง โดยเฉพาะเรื่องการขับรถ
“โอ๊ะ โอ ขอโทษครับ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น” เขาพูดพลางยกมือขึ้น แววตกใจปรากฎขึ้นบนใบหน้า ที่หล่อนเพิ่งสังเกตเห็นว่า…ดูดี คมสันไม่น้อย
“ผมแค่พูดเล่น…อย่าถือสาคนบ้านนอกเลยนะครับ” เขาเอ่ยเชิงทีเล่นทีจริงก่อนจะหันตัวกลับไปยังท้ายรถ ไม่สนท่าทีที่จู่ๆ ก็เกิดฮึดฮัดขึ้นมาของหญิงสาวที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย
“พร้อมหรือยังคุณ ผมจะเข็นแล้วนะ” เขาตะโกนฝ่าสายฝนที่เริ่มซาเม็ด
ปณาลีหยุดท่าทีเอาเรื่องไว้แค่นั้นแล้วกระแทกประตูปิด ตั้งหน้าบังคับพวงมาลัยรถอย่างตั้งใจ คิดอย่างโกรธๆว่า หรือจะแกล้งหักพวงมาลัยทิ่มรถเก๋งคันงามที่จอดอยู่ในโรงรถสักที แต่ก็ได้แต่คิด เพราะมือของหล่อนบังคับทิศทางรถให้ตรงไปข้างหน้า เหยียบเบรกทันท่วงทีที่รถของหล่อนเข้าจอดเคียงข้างรถอีกคัน
“ดีมากครับ” เขาเอ่ยชมสั้นๆ พร้อมยกนิ้วหัวแม่มือ เมื่อเดินอ้อมมาหาหล่อนทางด้านข้างรถ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า
ปณาลียังคงนั่งนิ่งอยู่ในรถ คล้ายกับว่าไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป เข้ามาจอดรถในโรงรถของเขาแล้ว ก็เท่ากับว่าเข้ามาอยู่ในบ้านของเขาสิ นี่ถ้าเขาทำมิดีมิร้ายกับหล่อนเล่า? คิดถึงตรงนี้หล่อนก็ตัวแข็ง ต่อว่าตัวเองอีกครั้ง ทำไมถึงซื่อบื้ออย่างนี้นะ ปณาลีเอ๊ย อยู่ข้างนอกก็ดีๆ อยู่แล้ว เกิดอะไรขึ้นมา ทีนี้จะหนีไปทางไหน ยิ่งนายคนนี้มีปืนอยู่ในมือด้วย
มือใหญ่เคาะกระจกรถอีกครั้ง แล้วกวักมือให้หล่อนลงจากรถ
หล่อนหันไปมองพลางส่ายหน้าดิก แย่จริงที่กระจกรถใช้งานไม่ได้ จะพูดกับเขาแต่ละที หล่อนต้องเปิดประตูออกไป ซึ่งเสี่ยงเหลือเกิน
แววประหลาดใจฉายชัดอยู่บนใบหน้าคมสัน แล้วเนธานก็ต้องถอนหายใจอีกรอบ มือทั้งสองทิ้งลงข้างตัว อะไรกันนักกันหนา
‘ตามใจแม่คุณ อยากนั่งอยู่ในรถทั้งคืนจนเช้าก็ตามใจ’ เขาคิดในใจอย่างฉุนๆ แล้วหมุนตัวเดินกระแทกเท้าปึงๆ ขึ้นบันไดเตี้ยๆ ที่นำไปสู่ประตูเข้าบ้าน
ปณาลีมองตามร่างสูงที่เดินหายเข้าไปหลังประตูแล้วถอนใจอย่างโล่งอก แต่แล้วก็เกิดวิตกจริตขึ้นมาอีกครั้ง เขาจะเข้าไปเอาปืนมาข่มขู่หล่อนหรือเปล่า หญิงสาวคิดไปด้วยใจระทึก แล้วจะนั่งรอภัยอยู่ในรถแบบนี้หรือ เหลียวมองไปรอบด้าน หาทางหนีทีไล่ บานประตูโรงรถปิดแล้ว จะวิ่งไปทางไหนเล่า หล่อนฟุบหน้าลงกับพวงมาลัย อยากจะร้องไห้ออกมานักให้กับโชคชะตาของตัวเอง ทำไมเรื่องร้ายๆ จะต้องเกิดกับหล่อนในวันฝนตกด้วยนะ
นานเท่าไรหล่อนไม่อาจรู้ได้ แต่ก็เหมือนว่าเป็นเวลาเนิ่นนานสำหรับหล่อน ยังไม่มีแววว่าชายหนุ่มเจ้าของผมหยักศกสีน้ำตาลเข้ม จะปรากฏตัวออกมาพูดจาข่มขู่ พร้อมปืนยาวในมือ
แล้วเขาหายไปไหน เข้าไปทำอะไรในบ้าน? หรือว่าเขาเป็นคนดีจริงๆ? หล่อนอยู่ในเมืองใหญ่มากไปจนไม่ไว้ใจใครเลยหรือเปล่า? ผู้คนในชนบทคงจะแตกต่างจากคนเมืองใหญ่ ไม่ว่าที่ไหนก็ตามในโลก เป็นเช่นนั้นหรือเปล่านะ?
ถ้าเขาตั้งใจช่วยเหลือจริงๆ หล่อนคงเป็นคนที่แย่มาก แต่ทำอย่างไรได้ มาอยู่ในต่างถิ่นหล่อนก็ต้องระวังตัวไว้ก่อนไม่ใช่หรือ? ท้ายสุดแล้วหล่อนก็ยังไม่วายเข้าข้างตัวเอง
หล่อนเหลียวมองไปที่ประตูที่เข้าหายเข้าไป พลางชั่งใจอยู่ว่า หล่อนควรจะออกจากรถไปเคาะประตูเรียกเขาดีหรือไม่ หากยังไม่ทันได้ตัดสินใจ ประตูบานนั้นก็เปิดออกพร้อมร่างเล็กบางของหญิงชราชาวอเมริกัน
นางก้าวเดินลงมาตามขั้นบันได และยิ้มให้ เมื่อแลเห็นว่าปณาลีมองมา
ปณาลีตัดสินใจเปิดประตูออกไป ส่งยิ้มและเอ่ยคำทักทายสั้นๆ “ไฮ”
“ไฮ ฉันชื่ออลิส มาร์ติน เป็นแม่ของเนธค่ะ” นางกล่าวแนะนำตัวพร้อมยื่นออกมา
ปณาลียื่นไปกระชับกับมือของนางมาร์ติน ก่อนเอ่ยแนะนำตัวตอบไป “ฉันชื่อปณาลีค่ะ”
“อืมม์…ฉันมีปัญหาเรื่องจำชื่อ ไหนลองบอกชื่อคุณอีกครั้งสิ” หญิงสูงวัยยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ตั้งใจฟัง
“ปณาลีค่ะ ชื่อฉันอาจจะออกเสียงลำบาก เพื่อนๆ ที่นี่เรียกฉันว่าพาน่า คุณจะเรียกอย่างนั้นก็ได้” หล่อนยิ้มด้วยคุ้นชินกับการบอกชื่อของตนเองซ้ำๆ มามาก
คนอเมริกันออกเสียง ป ปลา ไม่ได้ชัดเจนนัก ชื่อของหล่อนจึงกลายพานาลี หรือไม่ก็พาน่าลี หล่อนไม่ถือสาว่าใครจะออกเสียงชื่อหล่อนอย่างไร หล่อนไม่ใช่คนจุกจิกกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พรรณนั้น
นางมาร์ตินพึมพำชื่อของหล่อนเบาๆ แล้วยิ้มให้
“รถของฉันเสีย และลูกชายของคุณก็ช่วยเข็นรถของฉันเข้ามาจอดในนี้ค่ะ” หล่อนเอ่ยต่อ
“โอ้ เนธเล่าให้ฉันฟังแล้วจ้ะ เห็นเขาบอกว่าคุณไม่ยอมลงจากรถ คงจะกลัวเขา เลยขอให้ฉันมาเชิญคุณเข้าไปพักในบ้าน”
นางมาร์ติน ยังคงพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แววตานางแฝงความใจดีมีเมตตา จนทำให้ปณาลีรู้สึกเชื่อใจ ทั้งเกรงใจนางอยู่ไม่น้อย ดึกดื่นแล้ว นางยังต้องตื่นมาลำบากกับคนแปลกหน้าอย่างหล่อน
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันนอนรออยู่ในรถได้ พอรุ่งเช้าแค่รบกวนโทรเรียกช่างมาลากรถฉันไปซ่อมก็พอ”
“ไม่ได้หรอกจ้ะ อยู่ในโรงรถอุดอู้ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เดี๋ยวคุณจะไม่สบาย” นางมาร์ตินโบกไม้โบกมือ บอกด้วยสีหน้าห่วงใยอย่างจริงใจ
“เอ่อ…ฉันไม่อยากรบกวนคุณและลูกชายมากจนเกินไปค่ะ” หล่อนตอบไปด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
ยังไม่ทันที่นางมาร์ตินจะตอบอะไร ก็มีเสียงห้าว ดังลอดบานประตูที่เปิดแง้มอยู่ออกมา
“บอกเขาไปสิครับแม่ ว่าเราไม่อยากให้มีคนมาตายในบ้าน เพราะขาดอากาศหายใจอยู่ในรถ” เสียงนั้นบ่งบอกถึงอาการหมดความอดทนเต็มที่
“เนธ พูดอะไรน่ะ” นางมาร์ตินร้องปราม เมื่อแลเห็นใบหน้าที่เจื่อนลงของหญิงสาวตรงหน้า
“ก็จริงนี่ครับ เราต้องการให้ความช่วยเหลือ แต่เธอก็ปฏิเสธอยู่นั่น แม่อุตส่าห์ลุกจากเตียงมาอ้อนวอนขอให้เธอเข้าบ้าน ก็ยังเรื่องมากอยู่นั่น” ยังคงมีแต่เสียงลอดออกมา โดยที่เจ้าตัวไม่ปรากฏร่างให้เห็น
ใบหน้าเขาตอนนี้คงจะมู่ทู่ ไม่เหลือเค้าแววของความหล่อคมคาย ที่หล่อนแอบชมไปแวบหนึ่ง ปณาลีคิด
“ขอโทษแทนเนธด้วยนะจ้ะ เขาเป็นอย่างนี้แหละ พูดจาไม่ค่อยระวัง เอาเป็นว่า ฉันเชิญคุณมาพักในบ้านดีกว่านะคะ อีกอย่างคืนนี้มีการเตือนภัยว่าจะมีพายุทอร์นาโดด้วย อยู่ในนี้อาจจะไม่ปลอดภัยนัก”
“อะไรนะคะ? จะมีพายุทอร์นาโดที่นี่? ฉันเห็นฝนหยุดตกแล้ว ลมก็ไม่แรง”
“ถึงลมสงบก็ไว้ใจไม่ได้หรอกจ้ะ ยังไงเราก็ต้องเชื่อการพยากรณ์อากาศไว้ก่อน ประมาทกับธรรมชาติไม่ได้” นางมาร์ตินพูดอย่างผู้คุ้นชินกับความแปรปรวนของธรรมชาติ
ในที่สุดหล่อนก็ตัดสินใจเดินตามหลังหญิงชราร่างผอมบางเข้ามาภายในตัวบ้าน ด้วยความเกรงใจนางมากกว่ากลัวพายุทอร์นาโด คนที่มาอยู่แถบนี้ใหม่ๆ อย่างหล่อน ไม่เคยเห็นพิษสงของภัยธรรมชาติจึงไม่ได้รู้สึกตื่นกลัวมากนัก ไม่ได้รู้เลยว่าหากประสบเหตุจริงๆ แม้แต่ชีวิตก็อาจจะเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ได้
นางมาร์ตินเดินนำหล่อนจากทางเข้าด้านโรงรถผ่านทางห้องโล่ง ที่จัดไว้คล้ายเป็นห้องนั่งเล่น มีหน้าต่างโค้งยื่นออกไปกรุด้วยกระจกบานใหญ่ ผนังด้านหนึ่งมีชั้นหนังสือไม้สีน้ำตาลแก่แบบสร้างติดผนัง ซึ่งกินเนื้อที่เกือบครึ่ง มีหนังสือเรียงรายอยู่เต็มชั้น บ่งบอกถึงนิสัยรักการอ่านของเจ้าของบ้าน ปณาลีไม่ทันได้ดูว่าบนชั้นนั้นมีหนังสือประเภทอะไรบ้าง
จากห้องนั่งเล่น เดินผ่านไปยังห้องครัว แล้วขึ้นบันไดไปบนชั้นสองของตัวบ้าน และไปสู่ห้องพักทางด้านในสุด ซึ่งเป็นห้องนอนสำหรับแขก เมื่อเดินไปถึง ประตูห้องเปิดไว้อยู่แล้ว โคมไฟติดผนังภายในห้องส่องแสงนวล แลเห็นเตียงนอนที่คลุมไว้ด้วยผ้านวมแบบควิลท์ ดูอบอุ่น ชวนให้หล่อนอยากจะทิ้งตัวลงบนเตียงนอนนุ่มๆ
“คืนนี้คุณพักห้องนี้ก่อนนะพาน่า แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน” นางมาร์ตินเอ่ย ก่อนจะยิ้มแล้วพูดต่อ “ห้องนี้มีห้องน้ำในตัว เนธเพิ่งมาดูแลความเรียบร้อยไว้ให้ ก่อนที่จะไปเรียกฉันให้มาเชิญคุณ”
ได้ยินแล้วหล่อนก็เกิดรู้สึกประทับใจเขาขึ้นมาทันที ที่หายไปครู่ใหญ่ เป็นเพราะเขามาจัดการเรื่องห้องที่จะให้หล่อนพัก แต่หล่อนกลับคิดไปในแง่ร้ายว่าเขาคงจะไปคว้าปืนมาข่มขู่หล่อน ความรู้สึกผิดแล่นเข้ามาในใจหญิงสาว หล่อนยิ้มเจื่อนๆ ให้กับมารดาของผู้ที่หล่อนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้ร้าย นึกขออภัย
“ขอบคุณค่ะ” หล่อนเอ่ยออกไปด้วยใจจริง “ช่วยบอกมิสเตอร์เนธด้วยนะคะ ว่าฉันขอบคุณมาก และเอ่อ…ขอโทษที่ทำให้เขาลำบาก”
“ไม่เป็นไรหรอก เนธเขาชอบช่วยเหลือคน” นางมาร์ตินยิ้มใจดีพลางโบกมือ
ก่อนที่ออกจากประตู นางมาร์ตินไม่ลืมที่หันมาเอ่ยเตือนหล่อนว่า “นอนพักเอาแรงก่อน ตอนนี้ 4 ทุ่มแล้ว พยากรณ์อาการบอกว่าอาจจะมีพายุทอร์นาโดตอนราวๆ ตี 3 ถ้ามีสัญญาเตือนภัยดังขึ้น พวกเราจะมาเคาะประตูเรียกให้คุณไปหลบภัย ยังไงก็อย่าตกใจนะจ๊ะ”
“ค่ะ” หล่อนรับคำอย่างง่ายๆ ไม่มีแววตื่นตระหนก จนคนบอกอดแปลกใจไม่ได้
หล่อนคงเหนื่อยเต็มทีกระมัง นางมาร์ตินคิดในใจ แล้วเอ่ยราตรีสวัสดิ์ ปล่อยให้หญิงสาวชาวเอเชียพลัดถิ่นได้พักผ่อน
ปณาลีทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มอย่างอ่อนล้าเต็มที ในใจนึกขอบคุณความโชคดีของตัวเอง ที่ได้พบกับแม่ลูกใจดีที่ให้ความช่วยเหลือ ลูก…ใจดีอย่างนั้นหรือ? ชึ! ใจดีก็จริง แต่ปากร้ายชะมัด หล่อนต่อว่าชายร่างสูง คนที่หล่อนเข้าใจว่าเขาเป็นชาวไร่ชาวนา คนที่ไม่โผล่มาให้หล่อนเห็นหน้าอีกเลยตั้งแต่เดินหันหลังกระแทกเท้าปึงๆ เข้าบ้าน ได้ยินแต่เสียงขุ่นๆ พร้อมคำพูดกระแทกแดกดัน หล่อนควรจะยอมรับโดยสนิทใจหรือว่าเขาใจดี?
———————————————-
เอานิยายเรื่องใหม่มาลงไว้ให้อ่านที่นี่นะคะ ถ้าใครอยากอ่านต่อช่วยลงชื่อไว้หน่อยนะคะ จะได้เอามาลง ถ้าไม่มีคนอ่านก็คงต้องม้วนเสื่อไม่เอามาลงต่อค่ะ เพราะไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนัก และกว่าจะเอาแปะในบอร์ด จัดหน้ามันใช้เวลานานค่ะ ขออภัยในความไม่สะดวก งือๆๆ
เรื่องนี้ตั้งใจว่าจะเขียนเป็นนิยายขนาดสั้น ประมาณ 12 ตอนจบค่ะ
————————————–
เหตุที่ฝนตก
โดย มิตรสินี
บทที่ 1
เม็ดฝนที่หล่นลงมากระทบกระจกหน้ารถเก๋งญี่ปุ่นคันกลางเก่ากลางใหม่ เสียงดังกราวใหญ่ บอกถึงขนาดและความแรง หากยังค่อยๆ ทยอยทิ้งเม็ดตกลงมาห่างกันอยู่สักหน่อย หญิงสาวผู้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยถอนหายใจเบ้หน้า แล้วเอื้อมมือไปปรับปุ่มที่ปัดน้ำฝนในระดับกลาง แต่ก่อนที่จะชักมือข้างหนึ่งกลับมาถือพวงมาลัยอย่างเดิม หล่อนก็ต้องรีบปรับเปลี่ยนระดับแรงสุดแทบจะทันทีที่หยาดฝนกรูลงมาโถมใส่กระจกหน้ารถจนหล่อนแทบจะมองทางไม่เห็น
หล่อนยกมือตบหน้าผากตัวเอง โธ่เอ๋ย ปณาลี เอ๊ย ลืมดูพยากรณ์อากาศอีกแล้ว หล่อนอยู่สหรัฐอเมริกามาเกือบ 3 ปีเต็ม แต่ก็ยังไม่ติดนิสัยการดูพยากรณ์อากาศอย่างคนอเมริกันเสียที
เป็นยังไงล่ะทีนี้ หลงทางตอนกลางค่ำกลางคืนอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องขับรถคลำทางกลับบ้านท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักอีก บ้าชะมัด ทำไมชีวิตวันนี้มันช่างเซ็งบัดซบ ซวยซ้ำ ซวยซ้อน
ไอ้ถนนไฮเวย์บ้านั่น ก็ซ่อมไม่รู้จักเสร็จสิ้นเสียที แล้วดันตั้งกรวยกั้นทำทางเลี่ยง ที่ตรงทางแยกเข้าถนนสายเล็กพอดี ทำให้หล่อนเลี้ยวผิดจนพลัดหลงเข้ามาถนนสายเล็กๆ ที่มีแค่สองเลน และสองข้างทางยังมีแต่ทุ่งนา ทุ่งข้าวโพด ทุ่งเลี้ยงสัตว์ มีแต่ท้องทุ่ง นานๆ ถึงจะมีแสงไฟลอดออกมาจากบ้านคนสักที
“โอ๊ย! นี่ฉันจะกลับถึงบ้านมั้ยเนี่ย คืนนี้” หล่อนร้องโวยวายกับตัวเองท่ามกลางเสียงฝน
นี่ถ้าไม่ลืมตรวจสอบอากาศรู้ล่วงหน้าว่าฝนจะตกหนักอย่างนี้ หล่อนคงไม่ขับรถข้ามเมืองเป็นระยะทางกว่า 50 ไมล์ ใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมง เพื่อไป…เอ่อ…ไปช้อปปิ้ง ใช่ ไปช้อปปิ้งแล้วทำไมล่ะ ก็เมืองที่หล่อนอยู่ไม่มีร้านแฟชั่นนำสมัย ไม่มีร้านหนังสือใหญ่ๆ ไม่มีร้านกาแฟเลิศๆ ไม่มีที่ที่ผู้หญิงนำสมัย อย่างหล่อนจะสามารถไปทำกิจกรรมเก๋ๆ อย่างคนเมืองเขาทำกันได้ หล่อนจึงต้องดั้นด้นขับรถมาที่เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของรัฐข้างเคียง
เมื่อมองไปรอบกายแลเห็นแต่แนวต้นข้าวโพดที่ไหวลู่เอนท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำในความมืด หล่อนก็ยิ่งรู้สึกวังเวงใจ นึกอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย ใช้ชีวิตสมถะในบ้านน้อยกลางทุ่งเหมือนอาจารย์บางคนที่สอนในวิทยาลัยชุมชน ที่หล่อนทำงานอยู่นัก คนที่เกิด เติบโต และใช้ชีวิตในเมืองใหญ่มาตลอด 26 ปี ทำอย่างไรก็ยังตัดใจจากความเป็นคนเมืองไม่ได้สักที
บางครั้งหล่อนรู้สึกสมเพชตัวเองเหลือเกินที่เลือกที่จะหนีปัญหา โดยพาตัวเองมาอยู่ที่เมืองเล็กๆ ในรัฐเคนตั๊กกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาแห่งนี้ อยากตบหัวตัวเองอีกสักฉาดใหญ่ ทำไมไม่เลือกหนีหน้าคนบางคนที่ทำให้หล่อนเจ็บช้ำไปอยู่เสียที่อื่น เช่น นิวยอร์ค, วอชิงตัน ดีซี, แอตแลนต้า จอร์เจีย, อินเดียน่าโพลิส ในรัฐอินเดียน่าก็ยังดี หรือไม่ถ้ายังอยากอยู่ฝั่งตะวันตก ก็ขึ้นไปทางซีแอตเติ้ล รัฐวอชิงตัน หรือไม่ก็ พอร์ทแลนด์ รัฐออริกอน ก็ไกลมากพอจากเมืองเบิร์กเลย์ หรือย่านเบย์แอเรีย ในรัฐแคลิฟอร์เนียที่หล่อนจากมา เพียงความคิดตื้นๆ ที่อยากย้ายไปอยู่ไหนก็ได้ ในฝั่งตะวันออก จะได้อยู่กันให้ไกลสุดหล้า คนละฟากฝั่งของอเมริกาเท่านั้น
ใช่ หล่อนย้ายจากรัฐแคลิฟอร์เนียที่สุดแสนเสรี มาอยู่รัฐเคนตั๊กกี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐอนุรักษ์นิยม รัฐหนึ่งในสหรัฐอเมริกา รัฐที่หลายเมือง เช่นเมืองที่หล่อนอาศัยอยู่ ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันอาทิตย์ และผู้คนต่างพากันโบสถ์ในคืนวันพุธ และเช้าวันอาทิตย์
เพื่อนทุกคนที่ได้ยินหล่อนเอ่ยชื่อเมืองเล็กๆ ทางตะวันตกของเคนตั๊กกี้ ต่างพากันนิ่วหน้า
‘ชื่อเมืองอะไรนะ แพรวไม่เคยได้ยินเลย เคยได้แต่หลุยสวิลล์ หรือไม่ก็เล็กซิงตั้น’ แพรวพนิต เพื่อนร่วมห้องของหล่อนเอ่ยถึงเมืองใหญ่ 2 เมืองของเคนตั๊กกี้ ซึ่งเป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยใหญ่ทั้งสองเมือง
หล่อนทวนชื่อเมืองให้เพื่อนสาวฟัง ก่อนจะเอ่ยต่อ ‘วิทยาลัยนี้เขารับน้ำเข้าทำงาน แล้วยังเป็นสปอนเซอร์ขอใบอนุญาตทำงาน กับกรีนการ์ดให้น้ำด้วย ก็ต้องรีบคว้าไว้ก่อน’ ปณาลีบอกเหตุผลไปเช่นนั้น ซึ่งก็เป็นความจริง
หลังจบปริญญาโท ทางด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา หล่อนเพียรส่งใบสมัครไปหลายมหาวิทยาลัย ทั้งเล็กและใหญ่ โดยเน้นที่สถาบันการศึกษาที่อยู่ฝั่งตะวันออกของอเมริกา งานเฉพาะสาขาที่หล่อนอยากทำเช่นนี้ มีตำแหน่งที่เปิดรับไม่มากนักในแต่ละปี
ความจริงหล่อนจะนำวิชาที่เรียนไปประยุกต์ใช้กับวิชาชีพอื่นก็ได้ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ แต่งานทางด้านการศึกษา มักจะมีโควตาสำหรับการขอใบอนุญาตทำงานมากกว่าสาขาอื่น
เมื่อคอมมูนิตี้ คอลเลจ (Community College) หรือวิทยาลัยชุมชน ในเมืองทางตะวันตกของเคนตั๊กกี้ ตอบรับหล่อนเข้าทำงาน หลังจากที่หล่อนผ่านการสัมภาษณ์กับคณะกรรมการของวิทยาลัยถึง 8 คน ปณาลีจึงไม่ลังเลใจที่จะตอบรับ
กว่าจะได้งานไม่ใช่เรื่องง่าย นั่นเป็นเหตุที่หล่อนนึกเสียดายหากจะทิ้งโอกาส หล่อนอยากทำงานอยู่ที่อเมริกาสักพักค่อยกลับบ้าน ในสภาพที่หัวใจยังไม่หายจากความเจ็บปวด หล่อนไม่พร้อมกับคำถามที่จะมาจากคนรอบข้างเกี่ยวกับคู่หมั้น ที่ได้เคยพูดคุยกันไว้ว่า อาจจะมีการแต่งงานกันเมื่อทั้งคู่เรียนจบ และกลับมาอยู่เมืองไทย
หล่อนจึงต้องหาทางยืดเวลาการเดินทางกลับบ้านออกไป ยืดเวลาออกไปจนกระทั่งจิตใจหล่อนหายจากอาการบาดเจ็บ แม้การอยู่ที่นี่จะทำให้หล่อนยังต้องอยู่ร่วมประเทศกับคนที่หล่อนอยากลืมให้หมดไปจากหัวใจก็ตาม
คน คนนั้นก็คือวีรภัทร หรือ พี่ว่าน ที่หล่อนเคยเรียกจนติดปาก คู่หมั้นหนุ่มที่หล่อนผูกใจรักมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน หล่อนเรียนปีสองคณะมนุษยศาสตร์ ส่วนเขาเรียนปีสี่คณะวิทยาศาสตร์ เมื่อเรียนจบวีรภัทร ก็สอบได้ทุนของมหาวิทยาลัยมาเรียนต่อปริญญาโท จนถึงเอก ด้านเคมี ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์
ในฐานะคนรักของเขา หล่อนภาคภูมิใจเป็นธรรมดา เรียกว่าตอนที่มีการประกาศผลผู้ได้รับทุนใหม่ๆ แล้วมีชื่อเขาติดอยู่เป็น 1 ใน 3 และยังได้เรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้วยแล้ว ปณาลีเดินยืดตัวไปหลายวัน ถ้ารู้ว่าการมาเรียนที่นี่ ทำให้หล่อนและเขาต้องมีวันนี้ ตอนนั้นหล่อนคงเดินยืดไม่ออก
บ้าชะมัด จู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาได้ เป็นทุกคราวที่เห็นฝนตกหนักสิน่า หญิงสาวยกมือบางขึ้นปาดหยาดน้ำตาที่ค่อยร่วงหล่นลงมา
ไหนว่าจะลืมไง ปณาลี ไหนว่าจะไม่คิดถึงมันอีกอย่างไรเล่า หล่อนต่อว่าตัวเองเมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อวันฝนตกหนัก หนักพอๆกับที่ตกในคืนนี้ แต่คืนนั้นมันหนักกว่า เพราะเขาทิ้งหล่อนให้เดินตากฝนกลับอพาร์ทเม้นท์ พร้อมกับดอกไม้ที่หล่อนถือไปให้เขา
“น้ำจะเอาคืนไป หรือจะให้พี่เอาไปทิ้งถังขยะ” ชายหนุ่มผู้เคยบอกรักหล่อนบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชา ขณะยื่นดอกไม้ช่อสวยราคาแพงที่หล่อนตั้งใจซื้อไปให้เพื่อขอคืนดีกับเขา
จะมีผู้หญิงสักกี่คนนะ ที่เอาดอกไม้ไปง้อผู้ชาย และยังลงคุกเข่ากอดขาพร่ำรำพันขอร้องไม่ให้เขาทิ้งหล่อนไป นึกถึงสภาพตัวเองในวันนั้น ปณาลีก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาในหัวใจ คำว่าศักดิ์ศรี หรือยางอาย ไม่อยู่ในหัวสมองของหล่อนแม้แต่น้อย หล่อนเพียงแค่คิดว่า หล่อนจะทำทุกอย่างที่จะได้พี่ว่านของหล่อนคืนกลับมา
ทำแม้กระทั่ง…เสนอตัวให้เขา หล่อนยังจำการกระทำของตัวเองในคืนฝนตกหนักคืนนั้นของตัวเองได้ติดหัวใจ หล่อนปลดเสื้อตัวนอก ปลดตะขอกระโปรง รูดซิปเลื่อนกระโปรงผ้าพลิ้วไหวตัวนั้นลงไปกองกับพื้นด้วยมือของตัวเอง แล้วเดินเข้าไปหาเขา กอดเขาไว้แน่น
“นอนกับน้ำสิค่ะ พี่ว่าน น้ำยอมแล้ว น้ำยินดี” หล่อนซุกไซ้ใบหน้านวลเกลี้ยงของตนไปบนใบหน้าคมสันของเขา
หากปฏิกิริยาที่ตอบกลับมา กลับเป็นความเฉยเมยเย็นชา แทนจูบร้อนแรงที่เขาเคยพยายามปลุกเร้าอารมณ์ให้หล่อนตอบสนอง
ปณาลีไม่เคยยอมปล่อยตัวไปกับเขาตลอดเวลา 6 ปี ที่คบหากันมา ซึ่ง 3 ปีหลัง เขาและหล่อนควรมีโอกาสนั้นเต็มที่ เมื่อหล่อนตัดสินใจมาเรียนภาษาเพิ่มเติม และเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกาเพื่อหวังว่าจะได้อยู่ใกล้ชิดกัน แต่…ปณาลีก็ไม่เคยให้เขา แม้เขาจะร้องขอ จนเมื่อรู้ว่าเขากำลังจะไป หล่อนจึงยื่นสิ่งที่เขาเรียกร้องตลอดมาให้กับเขา หมายจะใช้มันยึดเขาไว้ ทว่ามันสายเกินไป ไม่มีอะไรในตัวหล่อนที่เขาต้องการอีกแล้ว
วีรภัทรผลักหล่อนออกห่างตัว แล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่กองอยู่กับพื้นมาให้หล่อนสวม
“ใส่เสื้อผ้าซะ พี่จะไปส่ง”เขาบอกกับหล่อนเรียบๆ แล้วเดินผละออกไปยืนนอกระเบียง จุดบุหรี่สูบ ก่อนจะกลับเข้ามาเมื่อเห็นว่า ปณาลีใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว และยังยืนนิ่งค้างอยู่ที่กลางห้องนั่งเล่น
“น้ำ พี่ขอโทษกับสิ่งที่พี่ทำ แต่พี่ไม่อยากทำร้ายน้ำไปมากกว่านี้” เขาเดินเข้ามาจับมือหล่อนไว้หลวมๆ
“ถ้าพี่ว่านไม่อยากทำร้ายน้ำ พี่ว่านก็อย่าทิ้งน้ำสิคะ เรารักกันมานานแล้วนะคะ ต่อไปน้ำจะทำยังไงถ้าไม่มีพี่” หล่อนร้องคร่ำครวญ
“พี่ไม่ได้ทิ้งน้ำ พี่ก็ยังอยู่ตรงนี้เพื่อน้ำตลอด”
“แต่พี่ว่านมีคนใหม่ พี่ว่านจะอยู่เพื่อน้ำได้ยังไง พี่ว่านเลิกกับผู้หญิงคนนั้นนะคะ”
วีรภัทรระบายลมหายใจหนักหน่วง ใบหน้าหนักใจ ข้างนอกสายฝนยังโปรยกระหน่ำ จนมองไม่เห็นสิ่งใดๆ ภายนอกหน้าต่าง
“พี่…พี่ขอโทษนะน้ำ พี่ทำไม่ได้ พี่เลิกกับคุณแอลไม่ได้ พี่รักเธอ”
คำตอบของเขาทำให้ปณาลีจุกขึ้นมาในหัวอก ที่เขาบอกว่าเหมือนถูกมีดกรีดหัวใจมันเป็นเช่นนี้เอง หล่อนเจ็บจนหาคำบรรยายอาการตัวเองไม่ออก รู้แต่ว่าแทบจะหยุดหายใจ หัวใจสั่น มือไม้สั่น ตัวสั่นไปจนไม่รู้ว่ามันจะหยุดสั่นเมื่อไร
“แล้ว…ที่พี่เคยบอกว่ารักน้ำ พี่ว่านไม่รักน้ำอีกแล้วหรือคะ” หล่อนถามไปด้วยเสียงเบาหวิว “ความรักมันมีวันหมดได้ด้วยหรือคะ”
วีรภัทรหลบสายตา ไม่กล้าสู้หน้าหล่อน เขารู้ตัวว่าผิดเต็มประตูที่เอาใจออกห่างหล่อน ไปหาผู้หญิงที่เขาคิดว่าสวยกว่า ดีกว่า แอล หรือ อันธิกา กำลังจะเรียนจบปริญญาเอกเหมือนกันกับเขา ซึ่งถ้าเทียบกับปณาลีแล้ว หญิงสาวที่มาจากครอบครัวที่มั่งคั่งคนนั้น มีแต่จะส่งเสริมเขาให้ชีวิตเขาดีขึ้น และยังความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างเขากับอันธิกาอีกเล่า ที่ทำให้วีรภัทรยากจะถอนตัวจากหญิงสาวคนใหม่
ปณาลี ยังไม่มีอะไรบุบสลาย เขาจึงไม่รู้สึกผิดมากนัก หากจะเลิกราจากหล่อน สักวันหล่อนก็จะมีคนใหม่ที่เหมาะสม และลืมเขาได้เอง เป็นข้อสรุปง่ายๆ ของวีรภัทร โดยที่ไม่ได้นึกไปถึงว่า สิ่งที่เขาทำได้สร้างบาดแผลเรื้อรังในจิตใจของหญิงสาวมากเพียงใด
“พี่ขอบอกน้ำเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อที่เราจะได้เลิกแล้วต่อกัน ไม่มีอะไรกันอีก” คราวนี้เขาเงยหน้าขึ้นสบตาหล่อน พูดช้าๆ และชัดเจน “พี่ไม่รักน้ำแล้ว พี่รักคนอื่น”
แล้วหล่อนกับเขาก็ไม่ได้พูดจากันอีก กระทั่งเขาพาหล่อนขึ้นรถ ขับฝ่าสายฝนมาที่อพาร์ทเม้นท์ของหล่อน ก่อนจะลงเขาเอื้อมมือไปหยิบช่อดอกไม้ที่เบาะหลัง ที่เขาคว้ามันออกมาจากแจกันในห้องพักของเขา แล้วโยนเข้าไปไว้ในรถ
“พี่ขอเสียมารยาทไม่รับดอกไม้ของน้ำนะ”
“น้ำให้พี่แล้ว พี่ว่านจะเก็บไว้สักหน่อยไม่ได้หรือคะ”
“พี่ไม่อยากได้อะไรของน้ำอีก น้ำจะเอาคืนไป หรือจะให้พี่เอาไปทิ้งถังขยะ”
“น้ำไม่เอาคืน พี่ว่านจะเอาไปทำอะไรก็ตามใจเถอะค่ะ” หล่อนพูดเพียงเท่านั้น แล้วก็เปิดประตูลงจากรถเก๋งคันงามของเขา
หล่อนลงมายืนตากฝนมองดูเขาที่ยังนั่งอยู่ในรถ เกิดความหวังริบหรี่ในใจว่า เขาอาจจะสงสารเห็นใจหล่อนบ้าง จนต้องลงมาจากรถ ประคองหล่อนกลับเข้าไปนั่งเหมือนเดิม และพาหล่อนไปส่งจนถึงหน้าอาคารที่พัก
วีรภัทรที่นั่งนิ่งคล้ายชั่งใจอยู่นาน ก้าวลงมาจากรถเดินอ้อมหน้ารถมาหาหล่อน พร้อมช่อดอกไม้ในมือ
ปณาลียิ้มให้เขาในสายฝน เขาคงเห็นใจหล่อนแล้วจริงๆ หล่อนแทบจะวิ่งผวาเข้าไปกอดเขา
“ดอกไม้นี่พี่ฝากน้ำไปทิ้งขยะด้วยละกันนะ” พูดจบดอกไม้ช่อสวยนั่นก็ถูกเหวี่ยงจากมือของเขาลงมากองแทบเท้าหล่อน ดอกไม้ที่หล่อนตั้งใจมอบให้เขานอนอยู่ในพื้นถนนที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝน
เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ปณาลียืนนิ่งมองมันอยู่อย่างนั้น รู้ตัวอีกทีก็เมื่อรถของเขาออกตัวด้วยเสียงอันดัง และความแรงของล้อรถส่งให้น้ำที่นองอยู่บนพื้นสาดกระจายโดนตัวหล่อน
หล่อนทิ้งดอกไม้ช่อนั้นไว้ตรงนั้น ปล่อยให้มันถูกสายฝนกระหน่ำ ถูกเหยียบย่ำ จมอยู่ในน้ำที่สกปรก ความรักที่เขาไม่ใยดี หล่อนจะไม่เก็บไว้ แต่…ทุกครั้งที่ฝนตก หล่อนก็อดไม่ได้ที่จะหวนนึกไปถึงมัน
สองตาของหล่อนพร่าพรายด้วยหยาดน้ำตา ทั้งสายฝนที่กระหน่ำซัดลงตรงกระจกหน้ารถก็ไม่ได้ช่วยให้หล่อนมองทางได้ชัดเจนเลย ปณาลียังคงเหยียบคันเร่งของรถด้วยความแรงสม่ำเสมอ หล่อนขับด้วยความเร็ว 40 ไมล์ต่อชั่วโมงไปตามทางที่เงียบ ร้างผู้คน ถนนสายตรงไม่คดเคี้ยวแต่ก็มีทางลาดขึ้นลงตามลักษณะพื้นที่ที่เป็นเนินเขา
จังหวะหนึ่งที่หล่อนเร่งความเร็วเพื่อขึ้นเนิน ปณาลีสัมผัสรู้ว่า คันเร่งรถของหล่อนมิได้ทำงานอย่างที่หล่อนสั่ง ความเร็วที่เคยมีกลับหายไปเสียเฉยๆ และตอนนี้รถหล่อนกำลังแล่นไปด้วยแรงเฉื่อยของมันเอง และกำลังจะหมดแรงลง
บ้าที่สุด อย่าบอกนะว่ารถจะมาดับกลางคันเสียเฉยๆ กลางทุ่งกลางนาแบบนี้ หล่อนร้องขึ้นมาในใจ ปาดน้ำตา เลิกร้องไห้กับอดีต ได้สติหันเข้าหาปัจจุบันขณะได้ในทันที
หล่อนคงต้องเอารถแอบข้างทางก่อน แต่จะแอบทางไหนเล่า ถนนสองเลนแบบนี้มีแต่ไหล่ทางแคบๆ ในความพร่าเลือน หล่อนแลเห็นแสงวับแวบจากข้างทาง คล้ายบ้านคน หล่อนค่อยๆ หรี่ตามอง แลเห็นทางตรงหน้าคล้ายเป็นถนนเข้าไปสู่ตัวบ้าน ที่ดูเหมือนว่าจะห่างจากถนนไปไม่มากนัก ก่อนที่รถจะหมดแรงไปเสียก่อน หญิงสาวรีบหักพวงมาลัยหันหัวรถเข้าไปในถนนสายเล็กๆ นั้น แล้วรถก็ของหล่อนหยุดนิ่งเมื่อหน้ากระโปรงรถแล่นไปจ่อที่หน้าประตูรั้วเตี้ยๆ สีขาวพอดิบพอดี
“ฟู่” หญิงสาวเป่าปาก โล่งอก เมื่อหน้ารถของหล่อนไม่ไปเสยประตูบ้านชาวบ้านเข้า รอดพ้นจากการเสียเงินไปได้ แต่รถเจ้ากรรมนี่สิ เกิดน้อยอกน้อยใจอะไรขึ้นมา หยุดวิ่งเสียเฉยๆ ทีนี้จะทำยังไงดีเล่า บนทางเล็กๆ นานๆ ถึงจะเห็นมีรถราผ่านมาสักคัน ที่ผ่านมา ก็อย่าหวังว่าเขาจะลงมาช่วย หล่อนเคยเห็นมามาก รถที่จอดเสียตามข้างทาง ไม่เห็นว่าจะมีใครมีน้ำใจแวะช่วยสักที ยิ่งเป็นดึกๆ อย่างนี้ ไม่มีใครอยากไว้ใจใคร แม้แต่หล่อนเองก็ยังกลัวคนที่จะมาช่วยเลย
ทำอย่างไรต่อไปดีเล่า หญิงสาวใช้ความคิดครู่หนึ่งก็จนปัญญา แล้วก็คว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหมายเลขหาเพื่อนสนิทด้วยความเคยชิน เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังอยู่ไม่กี่ครั้งทางปลายสายก็ตอบมา
“ไฮ นี่วินซ์พูด” คนรับสายเห็นหมายเลขโทรศัพท์ก็จำได้แล้ว หากแต่ตอบไปด้วยความเคยชิน
“วินซ์ ดีใจจังเลยที่เธอรับสาย” เสียงหล่อนยินดีราวกับเจอเทวดา
“ฮาวดี้ สุ้มเสียงดีใจจนออกนอกหน้าเลยนะจ๊ะ” วินซ์ หรือ วินเซ้นท์ เพื่อนหนุ่มแกล้งทักหล่อนด้วยคำทักทายแบบคนอเมริกันทางใต้ หรืออเมริกันลูกทุ่งที่มักเอ่ยทักทายว่า Howdy นับตั้งแต่เพื่อนสาวย้ายมาอยู่รัฐแถบตอนใต้ค่อนไปทางตอนกลางของประเทศ วินซ์ มักจะล้อเพื่อนด้วยการพูดเลียนแบบสำเนียงคนทางใต้เสมอ
ไม่ต่อปากต่อคำกับเพื่อนมากนัก ปณาลีรีบเล่าปัญหาของตนเองทันที
“ช่วยด้วย รถฉันเสีย จู่ๆ ก็มาดับซะกลางทาง”
“โอ้ แม่คุณ! จะให้ฉันตีตั๋วจากแคลิฟอร์เนีย ไปช่วยเธอที่เคนตั๊กกี้หรือไง” ปลายสายร้องออกมาอย่างอิดหนาระอาใจ
ก็น่าจะระอาอยู่หรอก ในยามคับขันทีไร หล่อนเป็นต้องโทรหาเขา ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ หรืออยู่ห่างกันเป็นพันๆไมล์แบบนี้ คนแรกที่หล่อนนึกถึงคือวินซ์ คนรู้จักธรรมดาที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทคนเดียวของหล่อน ที่พอพึ่งพาได้ในสหรัฐอเมริกา
“ไม่ใช่อย่างนั้น โธ่ ตอนนี้ฉันแค่ตกใจจนคิดไม่ออกว่าจะทำยังไงดี คนแรกที่ฉันนึกถึงก็คือเธอนะวินซ์”
“ช่างน่าดีใจเหลือเกิน” วินเซ้นท์บ่นอุบอิบไปอย่างนั้น แต่ในใจก็ห่วงเพื่อนสาวชาวไทยของเขาไม่น้อย ชายหนุ่มผู้ไม่มีใจให้แก่สาวๆ นิ่งไปครู่ก่อนแนะนำเพื่อน “เอางี้ เธอโทรเรียก 911 นะ ให้ตำรวจมาช่วย บอกที่ๆ ที่รถเธอเสียอยู่”
“ปัญหาคือ ฉันไม่รู้ว่าฉันอยู่ตรงไหนน่ะสิ” ปณาลีโอดครวญน้ำเสียงตระหนก
“มองไปรอบๆ สิว่ามีอะไรพอให้สังเกตได้บ้าง มีบ้านคนมั้ย”
“ไม่มีอะไรเลย มีแต่ทุ่งข้าวโพด บ้านคนมีแต่อยู่เข้าไปลึกเลย แล้วตอนนี้ฝนก็ตกหนักด้วย”
“งั้นเธอต้องเดินฝ่าสายฝนไปเคาะประตูบ้านเขา ขอให้เขาช่วย” เพื่อนหนุ่มบอกเสียงเฉียบคล้ายเป็นคำสั่งนิดๆ
“บ้าสิ ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าคนในบ้านนั้นจะไม่ทำอะไรฉัน” หญิงสาวเอ่ยอย่างหวาดหวั่น หล่อนเพิ่งดูสารคดีทางโทรทัศน์เกี่ยวกับชายสองคนบุกรุกบ้านแล้วฆ่าคนในบ้านตายถึง 5 ศพ ส่วนที่เป็นผู้หญิงคนเดียวในบ้านก็ถูกข่มขืนก่อนจะถูกยิงที่หัว คิดแล้วก็สยอง
ก่อนที่ความคิดของปณาลีจะกระเจิดกระเจิงไปไกล เพื่อนหนุ่มก็เอ่ยเตือนสติ
“นี่คนที่เขาควรจะกลัว ก็คนในบ้านนะจ๊ะ ไม่รู้ว่าเธอจะเป็นนางนกต่อ นำผู้ร้ายเข้ามาในบ้านหรือเปล่า สมัยนี้ต่างคนก็ต่างกลัวกันทั้งนั้น แต่ในภาวะคับขันอย่างนี้ เธอก็ต้องเสี่ยงนะ เลือกเอาระหว่าง นั่งรออยู่ในรถจนเช้า ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีไอ้หื่นที่ไหนแวะจอดข้างทางมาเคาะกระจกเรียกเธอหรือเปล่า กับเสี่ยงขอความช่วยเหลือจากคนในบ้าน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าน่าจะให้ความช่วยเหลือได้มากกว่าไอ้หื่นข้างถนน”
“ก็จริง…แต่…” หญิงสาวลังเล
“ไม่ต้องแต่อะไรทั้งนั้นล่ะ ย้ายก้นลงจากรถไปเลย และอย่าลืมว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น เธอโทรหาฉันได้ตลอดเวลา อ้อ ก่อนเข้าไปก็ดูเลขที่บ้านไว้ด้วย เผื่อไม่เข้าที เธอรีบโทรบอกฉันกับเลขที่บ้าน ฉันจะรีบโทร 911 ทันที” วินเซ้นท์ ที่มีสตินิ่งกว่า บอกเพื่อนเป็นฉากๆ
หากแต่สัญญาณไม่ดีเริ่มส่อเค้า เมื่อปณาลีได้ยินเสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งร้องเตือนมาหลายครั้งก่อนหน้านี้แล้วแต่หล่อนมัวแต่ตระหนกเลยไม่ได้ใส่ใจมัน
“ว๊าย แบตเตอร์รี่ โทรศัพท์ฉันจะหมดแล้ว ถ้าแบตหมดฉันจะโทรหาเธอได้ไงล่ะ” หญิงสาวรีบร้องละล่ำละลัก
“โอ้ พระเจ้า ทำไมมันถึง….” ยังไม่ทันทีจะได้ยินคำของเพื่อนหนุ่มครบถ้วน สัญญาณโทรศัพท์ก็ถูกตัดฉับ
“เฮ้ย! จู่ๆ จะมาดับไปอย่างนี้ได้ยังไง โธ่เอ๊ย” ด้วยความหัวเสีย ปณาลีทุบพวงมาลัยรถโดยแรงหลายที กระทั่งมือพลาดไปกระแทกเอาแตรรถ นั่นละหล่อนจะหยุด เพราะสะดุ้งตกใจกับเสียงแตรรถของตัวเอง
หญิงสาวนั่งมองสายฝนที่ยังกระหน่ำลงมาอย่างไมปรานี ปราศรัย พลางมองเรื่อยไปยังตัวบ้านที่มีแสงไฟจากดวงโคมที่ระเบียงหน้าบ้าน เมื่อเพ่งมองเต็มที่หล่อนแลเห็นความเคลื่อนไหวอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน
สุนัขสีน้ำตาลตัวใหญ่สองตัวกระโจนออกมาจากประตูบ้าน ตามด้วยคนร่างใหญ่ในเสื้อคลุมสีดำ ดูแล้วคงเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ในมือของชายคนนั้นคล้ายมีวัตถุอะไรบางอย่าง มันเป็นวัตถุรูปทรงยาวสีเข้ม เขาถือมันออกมาด้วยก่อนที่จะซุกเข้าไว้ภายใจเสื้อคลุมตัวใหญ่นั่น
หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปาก ดูเหมือนว่าสุนัขตัวใหญ่ทั้งสองตัวนั่นกำลังนำทางเขามาทางนี้ หล่อนควรจะทำอย่างไรดี ในมือเขาต้องเป็นปืน หรือไม่ก็อาวุธอะไรสักอย่างเป็นแน่
ซวยจริงๆ ซวยแน่แล้ว ปณาลีเอ๋ย หล่อนร้องบอกตัวเอง
เสียงเห่าขรมของทอมมี่และเนลลี่ภายในบ้าน เรียกความสนใจจากชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ภายในห้องทำงานให้ลุกขึ้นออกมาดูความผิดปรกติภายนอก
เมื่อแลลอดหน้าต่างบ้านออกไปที่ถนนทางเข้าบ้าน เขาแลเห็นแสงไฟจากหน้ารถสาดจ่อเข้ามาทางรั้วประตูบ้าน
ใครกัน! ชายหนุ่มเจ้าของผมสีน้ำตาลเข้มหยักศก ขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่ได้คาดหวังแขกผู้มาเยือนยามวิกาลเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฝนตกหนัก สักพักไฟดวงนั้นก็ดับลง คล้ายจะรู้ว่าคนในบ้านเห็นถึงความผิดปรกติ
ดูช่างไม่น่าไว้ใจนัก แต่ก็ไม่น่าหวาดหวั่นสักเท่าไร หากจะหลบรอดูอยู่แต่ในบ้าน ไม่ใช่นิสัยของเนธาน มาร์ติน เจ้าของมาร์ตินฟาร์ม ฟาร์มโคนมขนาดกลางในย่านเคนตั๊กกี้ตะวันตก ชายหนุ่มคว้าปืนไรเฟิลยาวคู่ใจ สวมเสื้อ และหมวกกันฝน เพื่อไป “ต้อนรับ” ผู้มาเยือนยามวิกาล
“มีอะไรข้างนอกหรือ เนธ” นางอลิส มาร์ติน ที่เพิ่งงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเห่าของสุนัขพันธ์แลบบราดอร์ทั้งสองตัว
“มีรถจอดอยู่ที่หน้ารั้วบ้านเราครับ ผมว่าจะไปดูสักหน่อย” เนธาน หรือเนธ ตอบหญิงสูงวัยผู้เป็นมารดา แล้วขยับตัวเตรียมเปิดประตู
“ระวังตัวหน่อยนะลูก คนเราเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยน่าไว้ใจ” นางมาร์ติน เตือนบุตรชาย
“คงไม่มีอะไรหรอกครับ แถวบ้านเราไม่ค่อยมีอาชญากรรม รถนั่นอาจจะเป็นพวกลูกฟาร์มของผมหรือไม่ ก็รถเสีย” ชายหนุ่มบอกไปตามความคาดเดา
ความจริงไม่ใช่เรื่องปรกตินัก หากพวกเจ้าของฟาร์มที่เนธรวบรวบรวมนมจากพวกเขาไปส่งโรงงาน จะแวะมาหาเขาในยามดึกโดยที่ไม่โทรมาบอกล่วงหน้า แต่บางทีก็อาจเป็นได้ เพราะพวกนี้บางคนก็ไม่มีโทรศัพท์มือถือ
เรื่องรถเสียก็มีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย เคยมีคนมาหลบจอดข้างทางที่หน้าบ้านเขาอยู่บ้างด้วยเหตุที่ถนนสายนี้ ไม่ค่อยมีบ้านเรือนคนตั้งอยู่มากนัก
มีประโยชน์อะไรที่จะนั่งคาดเดาอยู่ในบ้าน เนธคิด เขาไม่ชอบรอ ถ้าอยากรู้อะไรเขาก็จะมุ่งตรงไปดูให้รู้แน่ ความเสี่ยงดูเหมือนเป็นของโปรดของเขาไปเสียแล้ว
ขณะที่ชายหนุ่มเดินฝ่าสายฝนออกไปด้วยมาดมั่น และสุขุม เขาไม่รู้หรอกว่า คนที่รอเผชิญหน้าเขาอยู่นั้น ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ และกำลังสาละวน หาสิ่งที่คาดว่าพอจะเป็น “อาวุธ” ได้ไว้คอยรับมือกับเขา
——————————-
จบบทที่ 1