บทที่ 11
“อ้าว! ไม่ไปทำงานหรือคะ ท่านประธานบริษัท” เขมจิราเอ่ยทักลูกชายด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“เช้านี้ผมมีนัดครับ
” ปรมะตอบด้วยน้ำเสียงเนือยๆ แล้วแก้คำพูดของมารดา
“อีกอย่างผมยังไม่ได้เป็นประธานบริษัทนะครับคุณแม่ ต้องรออีก 2 ปีโน่น
”
“ก็เรียกไว้ก่อนจะเป็นไรไปเล่า
” ผู้เป็นมารดาเบ้ริมฝีปากที่เคลือบด้วยสีชมพูเข้ม ยักไหล่บอกถึงอาการหมั่นไส้ลูกชายตัวเอง แกมชิงชังและเจ็บใจสามีผู้ล่วงลับที่ประเคนทรัพย์สินทั้งหมดให้กับลูกชายคนเดียว โดยที่ไม่แบ่งเผื่อแผ่มาให้หล่อนมากเกินไปกว่าสินสมรสเดิม
“ก็รอให้ถึงวันนั้นก่อนสิครับ
” ชายหนุ่มพูด ก่อนจะหันไปกล่าวกับพ.ต.ท.อนุชา
“เราไปคุยกันต่อข้างในเถอะครับ
”
ปรมะชวนสารวัตรหนุ่มให้ลุกขึ้น เพื่อหนีจากการเผชิญหน้ากับมารดาและชู้รัก ไม่เป็นการดีแน่ หากมาต่อปากต่อคำกับมารดาต่อหน้าคนอื่น
“อันที่จริงเรื่องที่ผมจะแจ้งให้คุณปรมะทราบก็มีเท่านั้นละครับ เสร็จธุระแล้วผมคงต้องขอตัวก่อน พอดีผมมีนัดต่อต้องรีบไปครับ
” พ.ต.ท.อนุชาลุกขึ้นยืน พร้อมหยิบหมวกขึ้นสวม
“งั้นก็เชิญตามสบายครับ
” ปรมะลุกขึ้นตาม
“ถ้าคุณปรมะยังมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับคดี ก็ติดต่อผมได้นะครับ ส่วนความคืบหน้าของคดี ผมจะแจ้งให้คุณปรมะทราบตามลำดับครับ ยังไงช่วงนี้คุณปรมะก็ต้องระวังตัวไว้บ้างนะครับ หากต้องการตำรวจคุ้มกัน ก็ยกหูบอกผมก็แล้วกัน
” สารวัตรเอ่ยทิ้งท้าย
ร่างของพ.ต.ท.อนุชา ยังไม่ทันลับสายตา เขมจิรา ก็ตรงรี่เข้าประชิดตัวบุตรชาย ซึ่งกำลังตั้งท่าจะก้าวเข้าตัวบ้าน
“ตำรวจมาหาแกเรื่องอะไร จับตัวคนร้ายได้แล้วงั้นเหรอ
”
ปรมะหยุดยืนนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆเบือนหน้ามาหามารดา
“เขามาแจ้งแค่ว่าได้เบาะแสคนร้ายแล้วครับ เป็นพวกคนมีสีนอกคอก
” ชายหนุ่มเน้นเสียงในตอนท้ายหนักแน่น พร้อมส่งสายตาเขม้นมองไปยังนายพันทหารชู้รักของเขมจิรา หมายสำรวจปฏิกิริยาของฝ่ายนั้น
ทว่าพันตรีกิตติภพ เพียงแต่ยักไหล่ แล้วแสยะยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้านกับคำพูด และสายตาชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่าแม้แต่น้อย
“ไปขัดผลประโยชน์ใคร หรือไปเหยียบตาปลาใครในผับเข้าหรือเปล่าล่ะคุณโอ๊ต
” ผู้พันกิตติภพถามเสียงเยาะ
“ผมไม่ได้พูดกับคุณ
” ปรมะพูดสวนขึ้นทันควัน ใบหน้าเขานิ่งขึงอย่างถือตัว
ชู้รักของเขมจิราขบฟันกรอด มองปรมะด้วยแววตาเอาเรื่อง หากแต่ไม่ได้พูดตอบโต้ใดๆออกไป ด้วยมารดาของชายหนุ่มรีบออกหน้าแทนแล้ว
“พูดอะไรให้เกียรติกันบ้าง ผู้พันยุทธเขาเป็นแขกของฉันนะ
”
“แขกของคุณแม่ ไม่ใช่แขกของผม ถึงใช่ ผมก็ไม่ต้อนรับ
” ปรมะเอ่ยใบหน้าเรียบสนิท
“มันจะมากไปแล้วนะไอ้โอ๊ต
!” เสียงแหวและเรียกแบบจิกหัวของมารดา ทำให้ปรมะถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ ชายหนุ่มเม้มริฝีปากจนเป็นเส้นตรง ไม่นึกว่าชายชู้ จะทำให้แม่หยาบคายกับเขามากขึ้น
นายพันทหารแห่งกองทัพบกหัวเราะหึๆอย่างสะใจ ก่อนพูดต่ออย่างย่ามใจ
“ผมไม่ใช่แค่แขกของคุณแม่คุณเท่านั้นนะคุณโอ๊ต อนาคตผมอาจจะเป็นพ่อเลี้ยงคุณก็ได้
”
ทว่าคำพูดของกิตติภพ กลับทำให้เขมจิราสะบัดกลับมาที่เขา ปรายตามองอย่างไม่พอใจ
“พูดมากไปแล้วนะภพ
”
“มากอะไรกันล่ะพี่เขม ผมกับพี่เขมเป็นอะไรกัน ลูกชายพี่ก็น่าจะรู้อยู่แล้ว
” กิตติภพยืดอกกล่าว ราวกับว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับม่ายสาวใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง
เขมจิรากัดริมฝีปาก ก่อนพูดด้วยเสียงเฉียบคม
“เราก็เป็นได้แค่เท่าที่เราเป็นตอนนี้ละนะ มากกว่านี้คงเป็นไปไม่ได้
”
คำพูดของเขมจิรา ทำให้ผู้พันหนุ่มหน้าตึง ไม่คิดว่าม่ายสาวใหญ่จะกล้าหักหน้าเขาได้ ที่กิตติภพไม่รู้ก็คือ เขมจิรายังสุภาพพอที่ไม่บอกไปว่า หล่อนเห็นเขาเป็นแค่ของเล่นสำหรับบำบัดกามารมณ์เท่านั้น มิได้เห็นเป็นอื่น หล่อนเข็ดหลาบกับการที่ผู้ชายมาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เจ้าชีวิตของหล่อนเสียแล้ว ถ้ามีโอกาสเขมจิราก็อยากทำให้พวกผู้ชายเหล่านั้น ยอมก้มหัวเป็นทาสหล่อนมากกว่า
“ได้ยินชัดเจนมั้ยละครับผู้พัน
” ปรมะได้ที จึงกล่าวเยาะเย้ยออกไปบ้าง
พันตรีกิตติภพกำหมัดแน่น ขบฟันจนสันกรามขึ้นนูน
“ถ้าพี่เขมพูดอย่างนี้ วันนี้ผมเห็นจะต้องขอลา วันหน้าจะเจอกันหรือไม่ ผมไม่รับประกัน
” กิตติภพพูดเป็นเชิงขู่ม่ายสาวคู่ขา แล้วเดินผละไปด้วยความโกรธจัด แต่ก้าวไปได้ไม่ไกลนัก เขาก็หันมายังปรมะ
“ระวังตัวไว้ด้วยคุณโอ๊ต คราวหน้าอาจจะไม่โชคดีอย่างคราวที่ผ่านมา
”
คำพูดของกิตติภพนั้นชวนสะดุดหู แต่ก็ไม่ได้ทำให้มารดาของเขาทุกข์ร้อนใดๆ เขมจิรากลับทำท่าสะบัดสะโบก หน้านิ่วขณะมองคู่ขาเดินจากไป แล้วหันมาแว้ดกับลูกชาย
“ฮึ่ย
! แกนะแกไอ้โอ๊ต ทำฉันกับภพทะเลาะกันจนได้
”
“ก็ไม่ตามไปง้อเขาละครับคุณแม่
” ปรมะอดใจไม่ได้จึงพูดประชดขึ้น ก่อนจะหมุนตัวเดินก้าวยาวๆเข้าบ้าน โดยไม่สนใจว่ามารดาจะจัดการเรื่องส่วนตัวของตัวเองอย่างไร
ปรมะครุ่นคิดถึงคำข่มขู่ของกิติภพ มันคล้ายมาตอกย้ำให้เขาปักใจเชื่อในสันนิษฐานแรกของตน กิตติภพ อย่างนั้นหรือ? ชายชู้ของแม่จะปองร้ายเขาด้วยเรื่องอันใด ในเมื่อเขาเองไม่เคยได้สนทนาวิสาสะกับเจ้านั้นเลยสักครั้ง หรือว่ามีอะไรซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ
…………………………………..
“คุณโอ๊ตคะ คุณโอ๊ต
” เสียงภริตาร้องเรียกพร้อมเดินเร็วๆเข้ามาหา เมื่อเห็นร่างของปรมะเดินออกมาจากห้องประชุมใหญ่ของบริษัท พร้อมผู้บริหารคนอื่นๆ
หล่อนมาป้วนเปี้ยนรอเขาอยู่แถวหน้าห้องประชุมครู่ใหญ่แล้ว ด้วยหวังจะบอกข่าวด่วนให้เขาทราบ
“มีอะไรหรือ กุ้ง
” ปรมะเดินแยกออกมาจากกลุ่มผู้บริหาร แล้วมาหยุดยืนรอภริตาอยู่ที่มุมหนึ่ง
“พี่คีย์ค่ะ พี่คีย์ฟื้นแล้วค่ะ
” พนักงานฝ่ายขายสาวรีบแจ้งข่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“จริงเหรอ
!” ชายหนุ่มเบิกตาโต เผยยิ้มอย่างยินดี
“ค่ะ ยัยจ๋าโทรมาบอกกุ้งเมื่อกี้นี้เอง กุ้งเลยรีบมาบอกคุณโอ๊ตนี่ละค่ะ
”
“แล้วคีย์อาการเป็นไงบ้าง จ๋าบอกมั้ย
” ปรมะถามต่อ ทว่าคำถามนั้น เปลี่ยนหน้าตาตื่นของภริตากลายเป็นยิ้มแห้งๆ
“เอ่อ…กุ้งไม่ได้ถามค่ะ รู้แค่ว่าพี่คีย์รู้สึกตัวแล้ว ก็รีบวางสายแล้ววิ่งมาหาคุณโอ๊ตเลย
” ภริตาอยากเอามือเขกหัวให้กับความหุนหันของตัว อารามดีใจหล่อนเลยลืมซักถามเพื่อนสาวเสียสนิท
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปเยี่ยมคีย์กันเลยดีกว่า กุ้งติดอะไรหรือเปล่า
” ชายหนุ่มถาม
“กุ้งคงต้องขอตัวค่ะคุณโอ๊ต มีนัดกับลูกค้าบ่ายนี้ ยังไงกุ้งฝากเยี่ยมด้วยนะคะ
” ภริตาบอก
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะ จะรีบไปสั่งงานคุณสุดถวิล เดี๋ยวจะได้รีบออกไปดูคีย์ ขอบใจมากนะกุ้งที่มาบอกข่าวผม
” ปรมะพูดแล้วก็รีบเดินตัวปลิวไปยังห้องทำงานส่วนตัว ในหัวสมองมีแต่ความตื่นเต้นยินดีกับเรื่องที่เพิ่งได้รับรู้
คีย์ ฟื้นแล้วจริงหรือนี่ ปรมะรำพึงกับตัวเองในใจ ข่าวดีนี้กลบความเครียดจากเรื่องยุ่งๆในห้องประชุมเมื่อครู่เสียสนิท ร่วม 2 เดือนแล้วสินะ ที่เขาสลบสไลไม่ได้สติ ชายหนุ่มภาวนาอยู่ในใจ ขอให้อาการของคิรากร ดีขึ้นเป็นลำดับด้วยเถิด ปรมะตั้งใจว่า ถ้าคิรากรฟื้นขึ้นมาพูดคุยกันได้ เขาจะกล่าวขอบคุณที่คิรากรช่วยชีวิตเขาเอาไว้ และเขาก็อยากขอโทษ ที่เป็นต้นเหตุให้คิรากรต้องมารับเคราะห์ คิรากรกลับมาเป็นปกติได้เมื่อไร ความรู้สึกของเขาคงคล้ายยกภูเขาออกจากอก ขอให้คำภาวนาของเขาเป็นผลด้วยเถิด
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ปรมะก็พบว่า จิดาภานั่งเฝ้าไข้คิรากรอยู่ในห้องก่อนแล้ว พร้อมด้วยชุติมา และนายวสันต์ ชายหนุ่มนึกประหลาดใจอยู่นิดหน่อยที่ไม่เห็นณัชชา แฟนสาวของคิรากร
“คีย์เป็นไงบ้างครับอาชุ
” ปรมะเอ่ยถามเบาๆเมื่อเข้าไปยืนข้างๆมารดาของคิรากร
รอยยิ้มจางๆบนใบหน้าของชุติมา บ่งบอกว่าอาการของคิรากรนั้น ไม่ได้เป็นไปตามที่ปรมะ หรือทุกคนคาดหวัง
“เพิ่งหลับไปค่ะ คีย์ลืมตาขึ้นมาได้แล้วเมื่อเช้า แล้วก็กระดิกนิ้วมือได้
” แววตาของหญิงสูงวัยหม่นวูบ ก่อนค่อยๆเบือนหน้าไปมองร่างของลูกชาย
“แต่…ก็…รับรู้อะไรไม่ได้ค่ะ น้าเรียกชื่อเขา ก็ไม่มีอาการว่าจะตอบสนอง ตาก็ลอยๆ เหมือนกับว่า…มองไม่เห็นพวกเรา
” ชุติมาพูดจบก็ยกมือขึ้นปาดหยาดน้ำตาที่ค่อยๆไหลรินจากสองตา
ปรมะรู้สึกเหมือนลำคอจะตีบตัน รู้สึกสงสารผู้หญิงตรงหน้าขึ้นมาจับใจ หัวอกคนเป็นแม่ คงไม่มีอะไรทำให้เจ็บปวดไปกว่าการที่ต้องเห็นลูกนอนเจ็บอยู่อย่างนี้ ปรมะบีบมือบางของผู้สูงวัยกว่าเป็นการให้กำลังใจ
“ทำใจดีๆครับอาชุ อย่างน้อยคีย์ก็มีพัฒนาการขึ้น ผมจะปรึกษาหมออีกที ดูกันไปว่ามีทางไหนที่เราจะทำได้บ้าง อาชุ กับอาวสันต์ ไม่ต้องห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาลนะครับ
” ปรมะสำทับ เพื่อให้ชุติมา และนายวสันต์ มั่นใจอีกครั้งว่าเขาจะรับผิดชอบการรักษาคิรากรอย่างเต็มที่
“ขอบคุณคุณโอ๊ตมากค่ะ…นึกเสียว่า…คีย์…เป็นพี่เป็นน้องกับคุณโอ๊ตก็แล้วกันนะคะ
” ชุติมาเอ่ยความลับที่อยู่ในใจนาง อันเป็นนัยที่ไม่มีใครอาจตีความได้
“ครับ ถึงลำดับญาติเราจะห่างกันมาก แต่ผมก็รู้สึกกับคีย์เหมือนเป็นญาติสนิทอยู่แล้วครับ
” น้ำเสียงของปรมะนั้นหนักแน่นบอกถึงความจริงใจ
“ขอบคุณมากนะครับคุณโอ๊ต ที่กรุณาต่อพวกเรา
” นายวสันต์พูดขึ้นด้วยซาบซึ้งในน้ำใจ และเกรงใจอยู่ในที
“อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับอาวสันต์
” ชายหนุ่มโคลงศีรษะก่อนยิ้มน้อยๆ แล้วพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
“ผมก็มีส่วนทำให้คีย์ต้องบาดเจ็บ เพราะฉะนั้นผมควรต้องรับผิดชอบ
”
หญิงสาวอีกคนในห้องส่งยิ้มอ่อนๆมาให้ ยามเมื่อปรมะหันมามองแล้วเอ่ยถาม
“แล้วจ๋าล่ะ ค่อยยังชั่วขึ้นหรือยัง เมื่อไรถึงจะถอดเฝือกที่คอออกได้
” ปรมะชี้มือไปที่คอตัวเองขณะถาม
“หมอบอกว่าอีก 2 อาทิตย์ค่ะ ตอนนี้จ๋าก็รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วละค่ะ ไม่ค่อยมีอาการปวดหัวเหมือนช่วงแรกๆ
” หล่อนบอก
“แล้วแขนล่ะ
” ปรมะยังถามต่อ
คราวนี้จิดาภายิ้มเบิกบานขึ้นกว่าเดิมก่อนบอกเสียงใส
“อาทิตย์หน้าหมอนัดให้มาถอดเฝือกออกได้แล้วค่ะ
” หล่อนรู้สึกรำคาญเจ้าปูนพสาสเตอร์แข็งๆที่พันอยู่รอบแขนของตัวเองเต็มที จิดาภาเฝ้ารอคอยวันที่ลำแขนของหล่อน จะออกมาสัมผัสอากาศภายนอกอีกครั้งอย่างใจจดใจจ่อ
ปรมะพยักหน้าแล้วยิ้มรับด้วยความโล่งใจที่อาการบาดเจ็บของหล่อนดีขึ้น เขายังจำใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของมารดาของจิดาภาไม่ลืม หากหล่อนเป็นอะไรมากกว่านี้ นางจันทราแม่ของหล่อน คงไม่มีวันให้อภัยเขาไปตลอดชีวิตเป็นแน่
คนทั้งสี่ค่อยๆทยอยเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยเมื่อหมดเวลาเยี่ยม ปรมะและจิดาภาเอ่ยลานายวสันต์ และชุติมาเกือบจะพร้อมๆกัน
“จากนี้แล้วจ๋าจะไปไหนต่อ
” ปรมะถามขณะเดินเคียงข้างหล่อนไปตามทางเดินระหว่างสวนหย่อมภายในบริเวณของโรงพยาบาล
“ก็…คงกลับบ้านค่ะ
” หล่อนตอบ
“กลับยังไง มีใครมารับหรือเปล่า
”
“ไม่มีหรอกค่ะ เดี๋ยวจ๋าจะกลับแท๊กซี่
”
“งั้นผมขอไปส่งจ๋าละกัน
” ปรมะเสนอตัว
จิดาภามองหน้าเขาอย่างเกรงใจปนชั่งใจ โดยที่หล่อนยังไม่เอ่ยคำพูดใดๆ ปรมะก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ จริงๆแล้วผมควรจะจัดคนคอยรับส่งจ๋าด้วยซ้ำ โทษฐานที่ผมทำให้
0จ๋า–
”
“อย่าพูดแบบนี้อีกเลยค่ะ
” หล่อนแทรกขึ้น
“คุณโอ๊ตเลิกโทษตัวเองเสียทีเถอะค่ะ เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเหตุสุดวิสัย แล้วคุณโอ๊ตก็ไม่ได้เป็นต้นเหตุ จ๋าได้ยินคุณโอ๊ตโทษแต่ตัวเองหลายร้อยรอบแล้ว
” ประโยคท้ายหล่อนพูดอุบอิบด้วยอดไม่ได้ พลางเมินหน้าไปทางอื่น
ปรมะกลั้นยิ้มกับท่าทางของหล่อน จิดาภาคงจะสบายใจขึ้นบ้างแล้ว ถึงได้กล้าพูดขัดเขาอย่างที่ใจหล่อนคิด
“ก็…ผมคิดว่าเป็นความผิดของผมจริงๆนี่นา อย่างแรกถ้าผมไม่ชวนคีย์กับจ๋าไปด้วยกัน คุณสองคนก็คงไม่ประสบอุบัติเหตุพร้อมผม
” ชายหนุ่มบอก
จิดาภาหันมาสบตา แล้วหยุดเดินก่อนพูดชัดถ้อยชัดคำ
“แล้วคุณโอ๊ตไม่คิดบ้างหรือคะว่า ถ้าจ๋ากับพี่คีย์ไปด้วยกัน เราก็อาจจะรถคว่ำ หรือเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน เรื่องที่เกิดขึ้นจ๋าคิดว่ามันเป็นบุญเป็นกรรมของพวกเราค่ะ และจ๋าเองก็ไม่เคยคิดโทษคุณโอ๊ตเลยสักนาทีเดียว
” หล่อนเน้นทีละคำในประโยคสุดท้าย
แววตาของปรมะที่มองหล่อนนั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ และเผยให้เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจเขา ถ้าทำได้เขาอยากเอื้อมมือไปจับมือเล็กๆของหล่อน แต่ชายหนุ่มก็ทำได้แค่เพียงเอ่ยบอกหล่อนไปว่า
“ขอบคุณมากนะครับจ๋า ขอบคุณจริงๆ
”
สองตากลมของหล่อนหลุบหลบวูบ รู้สึกความร้อนผะผ่าวแล่นขึ้นมาอาบสองแก้มนวลปลั่ง มันเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น โดยที่หล่อนสั่งตัวเองให้ทำทีท่าวางเฉยไม่ได้ ด้วยรับรู้ถึงความนัยประหลาด ที่จิดาภาไม่เคยพบจากชายใดแฝงมากับตาคมกล้าสีสนิมเหล็กคู่นั้น
“เอ่อ…ค่ะ
” จิดาภารู้สึกเหมือนลิ้นตัวเองกำลังจะพันกันยามพูด
‘ไม่ใช่น่า คุณโอ๊ตคงไม่คิดอะไรกับเธออย่างนั้นหรอกยัยจ๋า
’ หล่อนบอกตัวเอง ขณะกำลังเรียงลำดับความคิดในสมองที่พาลตื้อขึ้นมาเฉยๆ
“ยังไงก็เถอะ
” ปรมะเอ่ยทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างแขาและหล่อน
“วันนี้ผมต้องไปส่งจ๋าที่บ้านให้ได้ และถ้าจ๋าไม่รังเกียจ กรุณาอย่าปฏิเสธนะครับ ถ้าผมจะเชิญจ๋าไปทานอาหารเย็นก่อนกลับ
” เขายิ้มนัยน์ตาพราวระยับ
“เอ่อ…จ๋า…
” หล่อนไม่รู้ว่าควรตอบรับหรือปฏิเสธ
“นะครับ
” เขาอ้อนวอนทั้งน้ำเสียงและแววตา
หญิงสาวนิ่งไปอึดใจหนึ่ง จึงค่อยระบายยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบรับเบาๆ
“ค่ะ
”
ริมฝีปากหยักของชายหนุ่มยกโค้งขึ้นอย่างแช่มชื่น เขาผายมือไปข้างหน้า ส่งสัญญาณให้หล่อนออกเดิน โดยมีเขาก้าวเท้าไปเคียงข้างกัน เขาไม่รู้สึกชุ่มชื่นหัวใจแบบมานี้มานานเท่าไรแล้วนะ ปรมะถามตัวเองในใจ
ร้านอาหารที่ชายหนุ่มและหญิงสาวเข้ามารับประทานนั้น เป็นร้านที่อยู่ในโรงแรมชื่อดังย่านตอนเหนือของกรุงเทพฯ บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างเงียบเหมาะกับการพูดคุย ปรมะมาที่นี่บ่อยๆจนบริกรจำเขาได้ จึงจัดที่นั่งประจำไว้ให้เขา จิดาภานั้นค่อนข้างประหม่ากับสถานที่ ด้วยไม่บ่อยนักที่หล่อนจะมีโอกาสเข้าร้านอาหารหรูหราแบบนี้
หลังจากสั่งอาหารไปแล้ว สองหนุ่มสาวนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระไประหว่างนั่งรอ ปรมะเอ่ยถามถึงครอบครัวหล่อน จึงทำให้รู้ว่า หล่อนอยู่กับแม่และน้องชายวัยรุ่น โดยที่พ่อนั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่หล่อนอายุย่าง 12 ขวบ ซึ่งขณะนั้นน้องชายหล่อนเพิ่งจะอายุได้ 5 ขวบเท่านั้น ทำให้แม่หล่อนต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกๆด้วยความเหนื่อยยาก หากแต่ก็ไม่เคยทำให้ลูกต้องลำบาก จิดาภาได้รับการเลี้ยงดู และส่งเสียให้เล่าเรียนอย่างเต็มที่ เท่าที่ครอบครัวของชนชั้นกลางทั่วไปสามารถมอบให้กับบุตรหลาน
“แม่ของจ๋าเป็นคนเก่งแล้วก็ขยันมากๆค่ะ จ๋าไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขัดสน ทั้งๆที่บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
” หล่อนบอก
“จ๋าโชคดีนะที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น มีแม่ที่รักลูกมากๆอย่างนี้ หาความสุขที่ไหนมาแลกไม่ได้แล้วล่ะ
” ปรมะพูดพลางนึกถึงชีวิตของตัวเอง
“ค่ะ แม่ให้ความรักกับพวกเราเต็มที่ จนทำให้จ๋าไม่เคยเชื่อเลยว่าจะมีแม่ที่ไม่รักลูกอยู่บนโลกนี้ด้วย
” หญิงสาวพูดตามที่หล่อนคิด โดยที่ไม่เคยรู้เรื่องส่วนตัวภายในครอบครัวของชายหนุ่มตรงหน้า
“มีสิ แม่ผมไง…ไม่รักลูก
” น้ำเสียงเขาฟังดูขมขื่น
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้น อย่างไม่เชื่อหูกับเนื้อความที่ได้ยิน
“ไม่หรอกค่ะคุณโอ๊ต อย่าคิดอะไรแบบนั้น ไม่มีแม่ที่ไหนไม่รักลูก นอกจาก…เขาจะมีปัญหาส่วนตัวบางอย่าง หรือไม่ก็ปัญหาทางจิตใจนะคะ จ๋าว่า
” ใจหล่อนไพล่นึกไปถึงข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์เรื่องแม่ฆ่าลูก หรือแม่ทำร้ายลูก
ปรมะนิ่วหน้าคล้ายกำลังคิดตามที่หล่อนพูด
“คุณแม่ผมคงมีปัญหาทางใจเหมือนกันมั้งครับ…คุณพ่อเคยบอกว่าคุณตาคุณยายไม่ค่อยรักคุณแม่ คุณแม่ถึงรักลูกไม่เป็น จริงๆผมเองก็ไม่แน่ใจนะ ว่าคุณตาคุณยายจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า เพราะไม่ค่อยได้สนิทกันกับพวกเขามากนัก
”
“อืมม์…
” จิดาภาได้แต่อ้ำอึ้ง นึกไม่ออกว่าจะเอื้อนเอ่ยอะไรให้เขาสบายใจขึ้นดี
“บางทีอาจเป็นเพราะคุณพ่อด้วย ที่นอกใจคุณแม่ตอนที่ผมยังอยู่ในท้อง คุณแม่เลยพาลเกลียดมาถึงผมด้วย…ผมก็ฟังๆจากผู้ใหญ่เขาเล่ามา แล้วก็มาประมวลความคิดหาสาเหตุเอาเองน่ะครับ คิดมากเสียจนเลิกคิดไปแล้ว
” พูดจบแล้วปรมะก็หัวเราะขื่นๆ
“ไม่รู้สิคะ…จ๋าว่าถ้าเป็นอย่างที่คุณโอ๊ตเล่ามา คุณแม่คุณโอ๊ตก็…เป็นผู้หญิงที่น่าเห็นใจมากนะคะ
” หล่อนพูดไปอย่างที่ใจหล่อนคิด
“น่าเห็นใจ?
” ปรมะยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ถามเสียงสูง
“ผมว่าแทนที่จะเอาความโกรธทั้งหลายของตัวมาลงที่ลูกที่ไม่รู้เรื่องอะไร เปลี่ยนเป็นว่าเอาเรื่องของตัวมาเป็นบทเรียน ทำใจยอมรับอดีตที่แก้ไขไม่ได้ แล้วตั้งต้นชีวิตใหม่ ทุ่มเทความรักให้ลูก จะไม่ดีกว่าหรือครับ
”
“ก็จริงค่ะ แต่…คนบางคนก็คิดไม่ได้ ปลงไม่ตก เขาถึงน่าเห็นใจไงคะ
” จิดาภาย้ำความคิดของตนเองหนักแน่น ก่อนเสริมต่อว่า
“สิ่งที่คุณโอ๊ตคิดนั้นประเสริฐที่สุดแล้วละค่ะ ถ้าคุณโอ๊ตนำมาปฏิบัติกับตัวเอง คนที่คุณโอ๊ตก็รักคงมีความสุขมากด้วย
” หล่อนยิ้มอย่างให้กำลังใจเขา
“แน่นอนครับ ถ้าผมมีครอบครัว ผมจะไม่ทำให้คนที่ผมรักมีสภาพเหมือนคุณแม่ หรือตัวผมแน่ๆ
” ปรมะพูดพลางสบตากลมใสแจ๋ว บนใบหน้าอิ่มเอิบของหญิงสาวตรงหน้า
อีกครั้งที่จิดาภารู้สึกวูบวาบกับสายตาของเขา หล่อนเบือนหน้า เสมองไปทางอื่นเสีย ก่อนจะปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำคนทั้งคู่
สักพักชายหนุ่มก็ผ่อนลมหายใจ แล้วยกไหล่
“ “ผมคงพูดเรื่องไม่น่าฟัง งั้นคุยเรื่องอื่นกันดีกว่า
” ปรมะพยายามปรับสีหน้าให้แช่มชื่นขึ้น
“ไม่หรอกค่ะ
” หล่อนยิ้มน้อยๆ ก่อนจะใช้มือข้างที่ใช้การได้จับหลอด เขี่ยเนื้อมะพร้าวในแก้วเล่น
“ช่วงนี้ วันๆจ๋าทำอะไรบ้างครับ เบื่อหรือเปล่าที่ไม่ได้ออกไปทำงาน
” เขาชวนคุยต่อ
“ก็…มีเบื่อๆบ้างบางวันค่ะ แต่รำคาญตัวเองมากกว่าที่ทำอะไรไม่ค่อยสะดวก
” หล่อนมุ่ยหน้านิดหนึ่งแสดงอารมณ์ตามคำพูดนั้น แล้วริมฝีปากอิ่มก็กลับมาเหยียดยิ้มเล็กน้อยเช่นเดิม
“ผมเข้าใจ
” ปรมะพยักหน้าช้าๆ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงญาติหนุ่มผู้ยังนอนป่วย โดยที่ไม่รู้ว่า ใจของหญิงสาวตรงหน้าก็กระหวัดคิดเหมือนกันกับเขา
“จ๋าคิดนะคะว่า ขนาดตัวเองยังหงุดหงิดขนาดนี้ แล้วพี่คีย์ล่ะ ถ้าเขารู้สึกตัวทุกอย่าง แต่ทำอะไรไม่ได้ เขาจะยิ่งหงุดหงิดและรำคาญตัวเองมากแค่ไหน
” ใบหน้าของหล่อนสลดลง ก่อนที่หล่อนจะพยายามสลัดไล่ความคิด
“เฮ้อ…บางทีจ๋าก็อยากหยุดคิดถึงเรื่องพี่คีย์บ้างเหมือนกัน แต่มันก็อดไม่ได้ ฟังดูเหมือนเป็นคนใจดำมั้ยคะ
” หล่อนเอ่ยถามอย่างจริงจังในตอนท้าย ด้วยรู้สึกผิดต่อเขา
“ไม่หรอกครับ ผมคิดว่าถ้าคีย์เขารับรู้ได้ เขาคงเข้าใจว่าเราต่างก็มีเรื่องอื่นๆที่ต้องดูแล แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไร ที่ไหน เราก็รู้ตัวอยู่เสมอว่า ส่วนหนึ่งในใจเรายังคอยห่วงใย และให้กำลังใจเขาตลอดเวลา
” ปรมะไม่ได้เพียงต้องการพูดให้หล่อนรู้สึกสบายใจขึ้นเท่านั้น หากแต่สิ่งซึ่งตัวเขาเองก็ทำอยู่ และเขาเองก็อยากให้จิดาภาผ่อนคลายความเศร้าเรื่องคิรากรลงบ้าง
ถึงแม้จะผูกพันกันมากแค่ไหน แต่อีกชีวิตหนึ่งนั้นยังต้องดำเนินต่อไป ปรมะจึงคิดว่า หล่อนหรือเขา ควรจะทำเท่าที่ทำได้ และเต็มที่กับในสิ่งที่ทำเพื่อคิรากร
“ค่ะ
” หล่อนรับคำ แต่ไม่แน่ใจตัวเองว่าจะทำใจได้เหมือนที่ปรมะบอกหรือเปล่า
ก่อนที่ทั้งคู่จะพูดคุยกันต่อ อาหารที่สั่งไว้ก็เริ่มทยอยมาที่โต๊ะ หัวข้อสนทนาจึงเปลี่ยนเป็นเรื่องอาหารตรงหน้าแทน
ปรมะคอยชี้ชวนหล่อนให้ลองอาหารจานนั้น จานนี้ พร้อมตักใส่จานให้หล่อนตลอดมื้อ หญิงสาวแวบคิดไปถึงภริตาเพื่อนสาวอย่างอดไม่ได้ ถ้าไปเล่าให้กุ้งฟัง หล่อนจะโดนฉีกอกมั้ยนี่ โทษฐานมาทานข้าวกันสองต่อสองกับคุณโอ๊ตรูปหล่อของเจ้าหล่อน
หัวใจที่ค่อยคลายความเศร้าโศกของจิดาภารู้สึกอิ่มเอมขึ้นอย่างประหลาด ความประทับใจในตัวเจ้านายหนุ่มเริ่มคืบคลานเข้าสู่ห้องเล็กๆทั้ง 4 ห้องในอกข้างซ้ายหล่อนทีละเล็กละน้อย นี่หล่อนกำลังจะกลายเป็นคู่แข่งกับเพื่อนสนิทตัวเองหรืออย่างไร จิดาภาคิดอย่างขำๆ เพราะรู้ว่า ภริตาไม่ได้จริงจังกับเรื่องปิ๊งปรมะนัก เพื่อนสาวของหล่อนเพียงแต่ชอบกรี๊ดคนหนุ่มรูปหล่อไปตามประสาเท่านั้นเอง
จะอย่างไรก็ตาม หล่อนคงต้องเล่าเรื่องนี้ให้ภริตารับรู้ด้วย เพื่อที่จะได้หาทางหนีที่ไล่ได้ทันว่า หล่อนควรจะห้ามใจ หรือจะปล่อยใจ แต่…พี่คีย์ล่ะ หล่อนลืมไปแล้วหรือว่า…หล่อนรักเขา?
——————————
บทที่ 10
มืด…ทำไมถึงมืดอย่างนี้ คิรากรรำพึงกับตัวเอง เมื่อพยายามเพ่งสายตามองไปเบื้องหน้า ความรู้สึกคล้ายกำลังลอยล่องอยู่ในเวิ้งฟ้ากว้างใหญ่ ซึ่งถูกปกคลุมด้วยม่านสีนิลของราตรีกาล ไร้แสงดาวพราวพร่างประดับฟ้า
นี่เขาอยู่ที่ไหนกัน? เหตุใดค่ำคืนจึงยาวนานเช่นนี้ เขากำลังหลับอยู่หรืออย่างไร ถ้าอย่างนั้นเขาควรลืมตาขึ้น บางทีอาจจะแลเห็นแสงสว่างบ้าง จะได้พ้นจากความอึดอัดนี้เสียที
ในจิตสำนึกนั้น ชายหนุ่มร้อนรน กระสับกระส่าย กระเสือกกระสนหมายจะขยับกาย พยายามสะบัดหัวไล่ความหนักอึ้ง สลัดแขนขาให้เคลื่อนไหว ทว่า…แปลกเหลือเกิน ทำไมเขาจึงทำอย่างที่ใจนึกไม่ได้! เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันแน่ นี่เขาคงตายไปแล้วใช่ไหม? ต้องใช่แน่ๆ ไม่อย่างนั้น เขาก็ต้องลืมตาตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนานนี้ได้สิ
แล้ว…แม่กับพ่อล่ะ…จะรู้หรือยังนะว่าเขาอยู่ที่ไหน ป่านนี้แม่จะเสียใจร้องไห้มากมายเพียงใด เขารู้ว่าเขาเป็นความหวัง และความภาคภูมิใจของพ่อและแม่ เมื่อมีเหตุให้ต้องพลัดพรากจากกันกะทันหันแบบนี้ คงยากที่พ่อและแม่จะทำใจได้ คิดแล้วคิรากรก็เกิดอาการเต็มตื้นร้าวในหัวอกด้วยสงสารบุพการี
หวนคิดถึงหญิงสาวอีกคน…ณัชชา หล่อนจะเป็นอย่างไรบ้าง งานแต่งงานที่กำลังจะจัดขึ้นอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า…คงมีอันต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย ด้วยเจ้าบ่าวไม่อาจไปร่วมงานได้ ณัชชาคงเศร้าสร้อยกับการจากไปของเขา แล้วยังต้องมาเป็นหม้ายขันหมากอีกเล่า หล่อนต้องผิดหวังตรอมตรมหัวใจ
เขาคิดถึงณัชชาเหลือเกิน อยากสัมผัสมือเรียวบางอันอ่อนนุ่มของหล่อนอีกสักครั้ง ความรู้สึกคล้ายกับว่า…มันช่างนานแสนนานเหลือเกินที่จากหล่อนมา ชายหนุ่มโหยหารอยสัมผัสอุ่นจากหญิงสาวขึ้นมาจับใจ ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับเขาด้วย ใยเขาจึงโชคร้ายถึงเพียงนี้ คิรากรครวญคร่ำถามออกไปในความมืด
“คีย์ลูกแม่ แม่มาเยี่ยมแล้วนะลูก ฝันดีหรือเปล่า”
พลันที่เสียงอันคุ้นเคยและเต็มไปด้วยความอาทร ดังแว่วผ่านโสตประสาท คิรากรเหลียวหาที่มาของเสียงนั้น และพบว่าเสียงของแม่คล้ายดังมาจากที่ใกล้ๆตัวที่ไหนสักแห่ง
“เมื่อไหร่คีย์จะตื่นขึ้นมาคุยกับแม่ได้ซักที แม่คิดถึงคีย์นะลูก”
ภาพที่ชายหนุ่มไม่อาจมองเห็นคือ นางชุติมาโน้มตัวลงกระชิบบอกลูกชายที่บริเวณข้างใบหน้า มือบางที่เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่น ค่อยๆลูบไปตามผิวแก้มที่เริ่มสากระคายจากไรหนวดอย่างแผ่วเบา สักพักนางประคองกอดรอบศีรษะ แนบแก้มลงสัมผัสใบหน้าของบุตรชายคนเดียวอย่างรักใคร่ หยาดน้ำอุ่นๆคลอคลองทั้งสองตา นางโอดครวญในหัวอก ภาวนาขอให้ลูกชายสุดที่รักฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน
“อย่าทิ้งแม่ไปนะลูก แม่รักลูก…แม่รักลูกมากที่สุด…ลูกเป็นดวงใจของแม่นะคีย์…ถ้าแลกกันได้ แม่จะขอเจ็บแทนลูกเอง…แม่ไม่อยากเห็นลูกอยู่ในสภาพแบบนี้เลย…ขอให้พระ…คุ้มครองลูกของแม่ด้วยเถิด”
หญิงสูงวัยกลั้นสะอื้นขณะพร่ำบอกกับร่างที่ยังนอนนิ่งของบุตรชาย เสียงของนางขาดเป็นห้วงๆราวกับว่ากำลังจะขาดใจ
คิรากรได้ยินเสียงของแม่แล้วก็ได้แต่ร้องสะอื้นอยู่ในห้วงคำนึงอย่างเดียวดาย หากทำได้…เขาจะวาดแขนทั้งสองข้างโอบร่างของมารดา ปลอบโยนให้นางคลายเศร้า
‘แม่ครับ…ผมก็คิดถึงแม่ ผมอยากกอดแม่จังเลยครับ…แต่…ผม…ทำไม่ได้…’
ผู้เป็นแม่คงไม่รู้หรอกว่า…เขาได้ยินทุกคำที่แม่เอ่ย ทว่าไม่สามารถโต้ตอบคำใดๆกลับไปได้ แม้โศกาอาดูรเพียงใด สองตาก็ไม่สามารถกลั่นหยดน้ำใส เพื่อระบายความเศร้าที่อัดแน่นอยู่ในใจออกมาได้
‘แม่ครับ…แม่อย่าร้องไห้เลยนะครับ ผมสัญญาว่าวันหนึ่งผมจะต้องตื่นขึ้นมาพบแม่ให้ได้ ผมต้องทำให้ได้’ คิรากรตั้งปณิธานในใจ
ราวกับว่าจิตของผู้เป็นแม่และลูกนั้นสื่อถึงกัน นางชุติมาถอนใบหน้าขึ้นจากลูกชาย เปลี่ยนมาเป็นเพ่งพิศวงหน้าคมสัน พร้อมทั้งปาดน้ำตาจากร่องแก้ม หญิงสูงวัยพยายามฝืนยิ้มก่อนเอ่ยกับร่างที่มีเพียงลมหายใจของบุตรชาย
“คีย์รักแม่ ต้องกลับมาหาแม่นะลูกนะ นานแค่ไหนแม่ก็จะรอ แม่จะหาหนทางรักษาลูกให้ได้ ไม่ว่าจะวิธีไหนที่จะทำให้ลูกของแม่ฟื้น แม่จะทำทุกอย่าง ขอเพียงให้แม่ได้ลูกคืนมา”
หากเสียงของนางมั่นคงได้เพียงเท่านั้น ทำนบที่ปิดกั้นความในใจก็พังทลายลงอีกครา นางปล่อยโฮ แล้วก้มหน้าลงซบแนบอกของบุตรชายอีกครั้ง
“แม่รักลูกนะคีย์…แม่รักลูก…อย่าทิ้งแม่ไปนะลูก” นางชุติมาสะอื้นจนตัวโยน นางเพิ่งสัมผัสด้วยตัวเองและเข้าใจอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรกกับคำว่า…ร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ…จริงดังคำพูด…ด้วยหัวใจของนางตอนนี้แทบขาดแล้วจริงๆ หากลูกชายสุดที่รักต้องมีอันเป็นไป ดวงใจของนางคงแตกสลายเป็นแน่
“คุณชุ…อย่าร้องไห้ต่อหน้าลูกแบบนี้สิ” เสียงของนายวสันต์ผู้เป็นสามีดังขึ้นมาจากด้านหลัง เขาตรงเข้ามาโอบประคองภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก หลังก้าวเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย
“คุณวสันต์” หญิงสูงวัยเงยหน้าขึ้นมามองต้นเสียง นางปาดน้ำตา กลืนก้อนสะอื้นลงคอ ก่อนจะเอ่ยถามสามี “ทำไมวันนี้มาเร็วจัง เลิกงานแล้วหรือคะ”
“ยังหรอก ผมออกมาก่อนเวลาน่ะ อยู่นานๆแล้วปวดหัว” นายวสันต์พูดแล้วถอนหายใจ
“มีเรื่องอะไรหนักใจอย่างนั้นหรือคะ” ภรรยาถาม
“ก็…เรื่องเดิมๆนั่นละ คุณพสุธาเจ้าปัญหาตามเคย ตั้งแต่คุณอรรถยังไม่เสีย แกก็ทำระบบงานในบริษัทปั่นป่วนไปหมด แต่วันนี้สิหนักหน่อย คุณโอ๊ตจับได้ว่าแกเอาชั้นเพ้นท์เฮ้าส์ของคอนโดที่สุขุมวิท ไปเปิดให้เช่าทำบ่อนพนันเคลื่อนที่ เท่านั้นยังไม่พอ รายได้จากการเช่ากลับไม่มีรายงานว่าเข้าบัญชีบริษัทอีกด้วย” นายวสันต์เอ่ยเสียงเครียด
“แย่จังเลยนะคะ” นางชุติมาเพียงแต่พยักหน้ารับรู้โดยไม่มีความเห็นเพิ่มเติม ด้วยในหัวมีแต่เรื่องอาการบาดเจ็บของลูกชาย
“อืมม์…” นายวสันต์พยักหน้าน้อยๆ ก่อนเอ่ยถามเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “ลูกเป็นยังไงบ้างล่ะวันนี้” แววกังวลฉายออกมาจากทั้งสองตาของชายสูงวัย ขณะมองไปยังร่างของบุตรชายในชุดคนป่วยสีฟ้าอ่อน
“เหมือนเดิมค่ะ” นางชุติมากล่าวเสียงเครือ ขณะเบนสายตากลับมาที่ดวงหน้าของบุตรชาย พลางบอกสามี “คุยกับหมอเขาบอกว่าพรุ่งนี้จะเริ่มให้ยากระตุ้นสมองแล้ว ก็คงต้องรอดูผลกันต่อไป”
นายวสันต์ก้าวเท้าเข้ามายืนชิดรั้วกั้นที่ขอบตียง สองมือคว้ามือของลูกชายขึ้นมากุมไว้อย่างรักใคร่
“อย่าหลับนานนักนะลูกคีย์ พ่อกับแม่เป็นห่วง”
ได้ยินสามีพูดเพียงเท่านั้น นางชุติมาก็สุดจะกลั้นน้ำตาไว้ต่อไปได้ นางซบหน้ากับท่อนแขนของสามีแล้วสะอื้นเบาๆ นายวสันต์โอบภรรยาไว้แล้วตบไหล่เป็นเชิงปลอบใจ
แม้นายวสันต์จะรู้มาตั้งแต่ต้นว่าคิรากรไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตน แต่ความรักที่เขามีให้ชุติมานั้นท้วมท้นกระทั่งไล่เลยไปถึงลูกที่ติดมาในท้องของหล่อนก่อนแต่งงาน หลังจากที่ชุติมาให้กำเนิดคิรากรแล้ว ความรักที่มีต่อสองแม่ลูกก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ด้วยทั้งคู่เป็นส่วนเติมเต็มให้จิตใจเขาอิ่มเอมเปี่ยมสุข ยามเมื่อเห็นบุตรชายต้องมีอันเป็นเช่นนี้ ใจของนายวสันต์เองก็ปวดร้าวไม่น้อยไปกว่าภรรยาเลย
“ลูกเราเป็นคนดี สวรรค์ต้องมีเมตตา” นายวสันต์เอ่ยเสียงเครือ
“ฉันก็หวังว่าอย่างนั้นค่ะ”
เสียงสนทนาของพ่อและแม่แว่วผ่านเข้าสู่โสตประสาทของคิรากรอย่างแจ่มชัด เศร้าใจเหลือเกินที่เป็นต้นเหตุให้พ่อแม่ทุกข์ใจ โกรธแค้นแต่ไม่รู้จะไปลงที่ใคร ที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทำไมไม่ตายๆไปเสียจะได้พ้นจากความทรมานนี้…อยู่ต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะรอดหรือเปล่า เขาจะต้องอยู่แบบไม่รู้อนาคตไปเรื่อยๆแบบนี้อีกนานแค่ไหนกัน
………………………..
ริบบิ้นใยแก้วสีชมพูอ่อนที่สอดสลับขึ้นลงบริเวณกรอบด้านบนของการ์ดสีครีม ถูกดึงออกอย่างช้าๆ เจ้าของมือเรียวบางมองกองการ์ดสวยหวานตรงหน้าอย่างเงื่องหงอย มันเป็นการ์ดแต่งงาน ระบุชื่อ ‘ณัชชา’ ‘คิรากร’
หญิงสาวนอนคว่ำ พาดคางไว้กับท่อนแขนข้างหนึ่งของตัวเอง สายตาจับนิ่งที่ตัวอักษร ลายเส้นพิมพ์คล้ายลายมือตวัดอย่างมีศิลปะ หล่อนอ่านข้อความที่โปรยด้านหน้าการ์ดนั้นซ้ำไปมา โดยที่หล่อนเองก็ไม่รู้ว่าได้อ่านมันซ้ำเป็นรอบที่เท่าไรแล้ว
‘แล้วเราสองคน…ก็มีวันนี้’ ข้อความน่ารักที่หล่อนเลือกมา ด้วยคิดว่ามันเหมาะสมกับการรอคอยของหล่อนและคิรากร 3 ปี ในรั้วมหาวิทยาลัย และอีก 3 ปี ที่รอจนคิรากรเรียนจบกลับมาเมืองไทย
6 ปี ที่ทั้งคู่เฝ้ารอที่จะได้อยู่กินร่วมกันฉันท์สามีภรรยา ได้สานฝันสร้างครอบครัวดังที่วาดหวังไว้ด้วยกัน กลับพังทลายลงชั่วเพียงข้ามคืน
หากไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น มันควรจะเป็นวันนี้สินะ ที่หล่อนและเขาจะครองคู่กันเสียที ทว่างานแต่งงานจำต้องถูกล้มเลิกกระทันหัน และเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งหล่อนเองก็ไม่อาจคาดได้ว่า‘วันนั้น’ ของเขาและหล่อนจะมาถึงเมื่อไร ด้วยว่าอาการของคิรากรไม่มีแนวโน้มว่าจะกระเตื้องขึ้นเลย ถึงเขาจะฟื้นขึ้นมา หล่อนก็ไม่รู้ว่า หล่อนจะได้คิรากรคนที่แสนเก่งคนนั้นกลับมาหรือเปล่า
ณัชชา ปาดน้ำตาที่ไหลรินอาบสองข้างแก้ม ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะต้องพบกับชะตากรรมเช่นนี้ ชีวิตที่แสนสมบูรณ์พร้อมด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติ และกำลังเติมเต็มความเลิศด้วยการมีคู่ครองเป็นชายหนุ่มที่จัดอยู่ในระดับหัวกะทิของประเทศ ไฉนชีวิตหล่อนต้องมีรอยด่างให้หมองใจ ตั้งแต่เกิดมา ณัชชาก็เพิ่งจะผจญกับมรสุมชีวิตที่หนักที่สุดก็คราวนี้เอง
“นัท ลงมาทานข้าวเถอะลูก” คุณภาวนา มารดาของหล่อนร้องเรียกหล่อนอยู่หน้าประตูห้องนอน ปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากห้วงคิด
“นัทยังไม่หิวค่ะคุณแม่” หล่อนตอบกลับไป
“ร้องไห้อีกแล้วหรือลูก” มารดาถามอย่างหนักใจเมื่อได้ยินเสียงอู้อี้ของบุตรสาวคนเล็ก
“เปล่าค่ะ” ณัชชาปฏิเสธ
“อย่ามาโกหกแม่เลย ฟังเสียงก็รู้แล้ว ให้แม่เข้าไปได้มั้ยลูก”
“เดี๋ยวค่ะ นัทยังไม่พร้อม” หญิงสาวตะโกนบอกมารดา แล้วรีบลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำส่วนตัวภายในห้อง
หล่อนบิดก๊อกในอ่างล้างหน้า วักน้ำใสชะล้างคราบน้ำตาบนใบหน้า ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูสีขาวหนานุ่ม หมายเรียกความสดชื่นให้ปรากฏขึ้นบนวงหน้างามเช่นปกติ
คุณภาวนาเปิดประตูเข้ามา หลังลูกสาวเอ่ยเชิญ ณัชชาฝืนยิ้มสดใสให้มารดา หากแต่ก็ปิดรอยหมองในดวงตาได้ไม่มิด
“จะเศร้าอะไรกันนักหนานะลูก ดูสิ หน้าตาหมองคล้ำหมดแล้ว” มารดาผู้ที่ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายใดๆมากนักกับชะตากรรมของว่าที่ลูกเขย เอ่ยทักลูกสาว
คุณภาวนาไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับการที่ณัชชา บุตรสาวคนเล็กตกลงใจคบหากับคิรากร แม้คิรากรจะมีดีมันสมอง แต่ในเรื่องฐานะแล้ว เทียบกับครอบครัวของหล่อนไม่ติดฝุ่น ที่ยอมให้ณัชชาแต่งงานกับคิรากร ก็เพียงเพราะคุณภาวนาและคุณสิทธา ผู้เป็นสามีรักและไม่อยากขัดใจลูกสาวเท่านั้นเอง นางรู้ตัวว่านางอาจจะใจร้ายไปนิด ที่รู้ดีใจลึกๆที่ไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้น ทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อนางยังไม่ประทับใจในตัวเด็กหนุ่มคนนั้นมากนัก ลูกสาวของนางควรจะได้คนที่มีคุณสมบัติดีเลิศกว่านั้น
“คู่หมั้นนัทเจ็บหนักทั้งที คุณแม่จะให้นัทร่าเริงเต้นระบำได้ยังไงละคะ” หญิงสาวเอ่ยเป็นเชิงประชดแต่น้ำเสียงก็ยังซึมเซา
คุณภาวนาส่ายหน้าน้อยๆ แล้วดึงตัวลูกสาวมาโอบไว้
“แม่ก็ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นหรอกจ้ะ แม่แค่ไม่อยากเห็นลูกของแม่ไม่มีความสุข ความทุกข์ของลูก ก็คือความทุกข์ของแม่เหมือนกัน”
หญิงสาวมองหน้ามารดาแล้วถอดถอนหายใจ ก่อนจะผละออกจากการโอบกอดของคุณภาวนามาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง
คุณภาวนาเดินตามลูกสาวคนโปรด แล้วสายตาก็ปะทะเข้ากับกองการ์ดแต่งงานสีหวาน ที่กระจายเกลื่อนอยู่บนที่นอน
“ทำไมเอาการ์ดแต่งงานมาโปรยเต็มที่นอนอย่างนี้ล่ะลูก น่าจะเก็บๆมันซะไปให้พ้นหูพ้นตา” คุณภาวนาเอ็ดลูกสาวเบาๆ
“นัทยังทำใจไม่ได้ค่ะคุณแม่…ดูเหมือนสิ่งที่วางแผนไว้กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า” ณัชชาใช้ปลายนิ้วเขี่ยริบบิ้นสีชมพูที่ประดับอยู่บนการ์ดนั้นเล่น ขณะเอ่ยบอกมารดาเสียงเศร้า
“โถ…ลูกรักของแม่ หักอกหักใจบ้างเถอะลูก นัทของแม่ยังสาวยังสวย อีกไม่นานก็ต้องพบคนใหม่ที่ดีกว่านายคิรากรนั่น”
ลูกสาวได้ยินคำพูดของแม่ก็หันหน้าขวับ ท้วงเสียงสั่น “คุณแม่พูดเหมือนกับนัทอกหัก ถูกคีย์ทิ้ง เขาบาดเจ็บสาหัสนะคะ คุณแม่จะให้นัทตัดใจทิ้งเขา แล้วไปหาคนใหม่ได้ยังไง”
คุณภาวนาถอนหายใจพลางโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน
“โอ๊ย…ลูกจ๋าลูก แม่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” ผู้สูงวัยกว่านิ่งไปอึดใจก่อนเอ่ยต่อ
“แต่ว่าก็ว่าเถอะนะ อาการอย่างที่นายคิรากรเป็นอยู่ หากบังเอิญโชคดีหายขึ้นมา แม่ก็รู้มาว่า บางทีก็อาจจะเอ๋อ หรือสมองเสื่อมไปเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นขึ้นมาละก็ นัทจะยอมเป็นนางเอกผู้แสนดี ประคบประหงมพระเอกง่อยต่อไปหรือลูก”
หญิงสาวได้ยินแล้วก็นิ่งอึ้งไปบ้าง จากข้อมูลเกี่ยวกับการแพทย์ ที่หล่อนค้นจากอินเตอร์เน็ท และฟังจากเพื่อนๆมาบ้างนั้น ก็ทราบมาว่า หากคิรากรพ้นจากสภาพเป็นเจ้าชายนิทรา ร่างกายของเขานั้นก็ยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนปกติ และยิ่งสมองที่ได้รับการกระทบกรเทือนอีกเล่า ใครจะรับประกันได้ว่า เขาจะไม่กลายเป็นบุคคลทุพพลภาพ
ข้อมูลที่หล่อนได้รับรู้มานั้น ทำให้ความคิดของณัชชาปั่นป่วนไปหลายวัน อันเป็นเหตุให้หล่อนเกิดความขัดแย้งในใจอย่างรุนแรง จะว่ารัก…หล่อนก็รักคิรากรมากอยู่หรอก แต่หล่อนไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่า ความรักที่หล่อนมีให้เขานั้น จะยิ่งใหญ่ถึงขั้นอดทนรับสภาพที่ไม่สมบูรณ์ ของชายหนุ่มได้หรือไม่
แค่วาดภาพตนเองเดินรุนรถเข็นให้กับสามีพิการ ความรู้สึกอดสู และขมขื่นก็พลันบังเกิดขึ้นในใจของณัชชา หล่อนรู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ ทว่าหล่อนคุ้นชินกับความสมบูรณ์พร้อมทุกประการมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก จะให้ทำใจยอมรับความบกพร่อง ด้อยกว่าคนอื่นนั้น นับเป็นเรื่องยากจริงๆ
แต่…หล่อนก็รักเขาไม่ใช่หรือ ณัชชาถามตัวเองและแน่ใจในคำตอบว่า หล่อนรักเขาด้วยใจจริงแท้ๆ โดยมิได้สนใจถึงฐานะที่ด้อยกว่าของเขาสักนิด ด้วยรูปร่างหน้าตา ความฉลาดและความช่างเอาอกเอาใจของเขา คิรากรจึงชนะใจสาวสวยทั้งรูปและทรัพย์อย่างหล่อนได้
ยิ่งคิดณัชชาก็ยิ่งสับสน ถึงอย่างไรหล่อนก็ไม่ใจจืดใจดำพอที่จะทอดทิ้งเขาได้ในยามนี้ ทางเดียวที่มีก็คือ หล่อนคงต้องรอดูอาการของเขาไปก่อน ไม่แน่…คิรากรอาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ได้ ใครจะรู้…และถ้าเขาเป็นคิรากรคนเดิม หล่อนก็ยินดีที่จะรักเขาดุจเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากหล่อนโชคร้าย มิอาจได้พบคิรากรคนเก่า ก็ค่อยว่ากันอีกที
“แม่คะ ตอนนี้เรายังไม่รู้แน่ๆเลยนะคะว่าคีย์เขาจะเป็นยังไง ในเมื่อเขายังมีลมหายใจอยู่ นัทก็จะเฝ้ารอดูเขาต่อไปค่ะ” หล่อนตอบมารดาไปเบาๆ โดยที่ไม่เอ่ยถึงสิ่งที่ตนเฝ้าครุ่นคิด
“เฮ้อ!” คุณภาวนาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขัดหูกับคำบอกเล่าของลูกสาว ด้วยมันแสนจะไม่ได้ดั่งใจนาง “แม่ก็ได้แต่หวังว่า นัทคงรู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไป ยึดมั่นในความรักมันก็เป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมว่าชีวิตของนัทยังอีกยาวไกล จะไปจมปลักกับคนที่…เอ่อ…” คุณภาวนาระบายลมหายใจอย่างหงุดหงิดอีกรอบ ก่อนจะพูดต่อ “คนที่จะตายไม่ตายแหล่อย่างนายคีย์น่ะ”
“คุณแม่! ทำไมพูดอย่างนั้นละคะ” ณัชชาร้องครวญออกมาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “คีย์เขาก็มีโอกาสรอดนะคะ เพียงแต่…เราต้องอดทนรอ” หล่อนแย้งแต่น้ำเสียงก็ไม่มั่นคงนัก
“โอกาสรอด?” คุณภาวนาขึ้นเสียงสูงถามคล้ายจะเยาะมากกว่า “นี่ก็นอนไม่ได้สติมา 2 อาทิตย์เต็มๆแล้วไม่ใช่หรือ”
ณัชชาสูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนพ่นกลับออกมาแรงๆอย่างระบายอารมณ์ หญิงสาวลุกขึ้นจากเตียงก้าวไปยืนอยู่กลางห้อง แล้วหันมาพูดกับมารดา
“นัททราบดีค่ะคุณแม่ว่าคีย์…เขาอาจจะไม่รอด” เสียงหล่อนสั่นเครือ “แต่นัทจะทำยังไงได้ล่ะคะคุณแม่ นอกจากรอและภาวนาให้คีย์เขาปลอดภัย คนรักของนัททั้งคนนะคะ จะให้นัททิ้งเขาเหมือนผักเหมือนปลาได้ยังไง”
ร่างบางของณัชชาทรุดลงกับพื้นพรมภายในห้องนอน สองมือบางยกขึ้นมาปิดใบหน้า หยาดน้ำใสๆเอ่อท้นมาอีกคำรบหลังได้ระบายความอัดอั้นที่อยู่ในใจ ผู้เป็นแม่เห็นแล้วก็รีบลุกมาประคองลูกสาว ลูบไหล่ลูบหลังเป็นการปลอบโยน
“โถๆลูกรักของแม่ แม่ขอโทษนะจ๊ะ” คุณภาวนาเอ่ยเสียงอ่อน ลูบเรือนผมลูกสาวอย่างรักใคร่
“นัทก็รู้นี่ลูกว่าไม่ว่านัทจะตัดสินใจทำอะไร พ่อกับแม่ไม่เคยขัด ขอให้เป็นความสุขของลูกเท่านั้น ถ้านัทจะรอเขาแม่ก็ไม่ว่า ไม่เร่งรัดอะไรทั้งนั้นละ แต่จำไว้อย่างนะลูกว่า ที่แม่พูดอะไรไปทั้งหมด ก็เพราะแม่ไม่อยากให้นัทจมอยู่ในห้วงทุกข์ เวลาเห็นลูกร้องไห้แบบนี้แม่ไม่สบายใจเลยจริงๆ” ผู้เป็นมารดาโอบกอดลูกสาวไว้กับอ้อมอก
ณัชชาสบตามองผู้เป็นแม่ นัยน์ตามีแววสับสน “นัทรู้ค่ะว่าคุณแม่เป็นห่วงนัท แต่ตอนนี้นัทยังงงๆ จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกเลย นัทรักคีย์มากแค่ไหนคุณแม่ก็คงจะทราบ เกิดเรื่องขึ้นกระทันหันแบบนี้ นัทยังทำใจรับไม่ได้เลยค่ะแม่”
คุณภาวนาฟังลูกสาวแล้วก็ได้แต่นิ่งอึ้ง ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใดมาปลอบใจดี นางจึงได้แต่ตบไหล่บางของลูกสาวเพียงเบาๆ ‘พระเจ้าหนอพระเจ้า อยากจะให้นายคิรากรฟื้นหรือให้ตายก็น่าจะจัดการให้เด็ดขาดไปเสีย ไม่น่าปล่อยให้คาราคาซัง ขวางอนาคตชาวบ้านเขาอย่างนี้เลย’ หญิงสูงวัยรำพึงอยู่ในใจ
………………………….
“ผมสอบปากคำนายพงศธรและพวกอย่างละเอียดแล้วล่ะครับ พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมือปืนที่ลอบยิงคุณปรมะจริงๆ” พ.ต.ท.อนุชา สารวัตรสืบสวน-สอบสวน ผู้รับผิดชอบคดีของชายหนุ่มเปิดเผย ขณะมาพบปรมะที่บ้าน
ทั้งคู่นั่งคุยกันอยู่ที่เก้าอี้นั่งเล่นริมสนามหญ้าหลังบ้าน แมกไม้ใหญ่แผ่เงาร่มครึ้มไปทั่วอาณาบริเวณ ได้กลิ่นสดชื่นจากยอดหญ้าเขียวขจีที่เพิ่งได้รับการรดน้ำมาหมาดๆ เติมบรรยากาศการสนทนาให้น่าอภิรมย์ หากกลับไม่ช่วยให้ปรมะคลายความตึงเครียดที่สั่งสมอยู่ในใจลงได้เลย นับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุขึ้น อารมณ์แจ่มใสที่เคยมีอยู่เป็นนิจของเขานั้น กลับจางหายราวกับว่ามันไม่เคยอยู่คู่กับตัวเขามาก่อน
“สารวัตรแน่ใจหรือครับ” ปรมะเอ่ยถามเสียงเข้ม บ่งบอกถึงความความขึ้งเครียด
“ครับ” สารวัตรหนุ่มตอบรับหนักแน่น แล้วเล่าต่อ “ทั้งสามคนให้การตรงกันอย่างไม่มีพิรุธใดๆเลย นายพงศธรส่งลูกน้อง 2 คนไป เจตนาเพียงแค่จะไปป่วนคุณเท่านั้น”
“ถ้าไม่ใช่พงศธร แล้ว 2 คนบนมอเตอร์ไซค์นั่นมาจากไหน ผมไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อน” คิ้วเข้มของปรมะขมวดเป็นปมขณะเอ่ยถาม
ร่องรอยความหนักใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสารวัตรอนุชา ขณะที่กำลังชั่งใจว่า เขาควรจะบอกผลการสืบสวนซึ่งเผยเบื้องลึกที่แท้จริงแก่เจ้าทุกข์หนุ่มผู้นี้หรือไม่
“คุณปรมะลองคิดดูดีๆสิครับว่า เคยมีปัญหากับใครบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม” นายตำรวจหนุ่มเอ่ยนำร่อง
“อืมม์…ผมคิดไม่ออกนะ เท่าที่มีปัญหาตอนนี้ก็แค่เรื่องภายในบริษัท แต่มันก็เพิ่งมีหลังเกิดเหตุ” ปรมะนึกถึงข้อขัดแย้งของเขากับอาเขย “อีกอย่างผมก็ไม่คิดว่า พวกญาติๆผมจะมีใครกล้าทำการอุกอาจแบบนี้”
“แล้วเรื่องส่วนตัวเรื่องอื่นๆล่ะครับ” พ.ต.ท.อนุชาพยายามตะล่อมถาม หากแต่สีหน้าเผยว่า เขาได้รู้อะไรมาบ้าง
“ไม่มีหรอกครับ” ปรมะส่ายหน้าปฏิเสธ “เอาเป็นว่า สารวัตรรู้อะไรมาก็บอกผมมาตรงๆดีกว่า” ชายหนุ่มลองสุ่มถามไปด้วยสังเกตว่านายตำรวจหนุ่มทำท่าคล้ายมีเรื่องที่ยังปิดบังเขาไว้
สารวัตรอนุชาหัวเราะแหะๆ มีท่วงท่าสบายๆมากขึ้น “ผมนี่แย่จริงๆ เก็บพิรุธของตัวเองไม่มิด”
นายตำรวจหนุ่มขยับตัวนั่งตัวตรง ท่าทีเป็นการเป็นงาน เพื่อบอกเล่าข้อมูลที่ได้จากการสืบสวน
“คืออย่างนี้ครับ ผมได้ให้สายสืบเช็คตามซุ้มมือปืนหลายๆที่ ได้ความมาว่า มีจ่าทหาร 2 คน เพิ่งรับงานมา ซึ่งก็น่าจะเป็นช่วงเดียวกับที่คุณปรมะถูกลอบยิง ผมและทีมงานจึงสันนิษฐานกันว่า น่าจะเป็นกลุ่มนี้ที่รับจ้างมาทำร้ายคุณ”
“ก็แล้วทำไมไม่เรียกตัวมาสอบสวนเลยล่ะครับ” ชายหนุ่มโพล่งถามออกมา
สารวัตรอนุชาผ่อนลมหายใจยาวก่อนจะส่ายหน้า “ผมพยายามแล้วครับ แต่นายของ 2 คนนั้น เส้นใหญ่จริงๆ ขนาดผู้บังคับบัญชาของผมยังไม่กล้าแตะ”
“นายของมันเป็นใครกัน” ปรมะถามน้ำเสียงเครียดขึ้นกว่าเดิม
“ก็…เป็นทหารยศนายพันครับ” สารวัตรหนุ่มบอกไว้แต่เพียงเท่านั้น แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อออกมา ด้วยคิดว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่จะเผยทั้งหมด ตราบใดที่ข้อมูลยังไม่ชัดเจน
ยังไม่ทันที่ปรมะจะซักไซ้นายตำรวจหนุ่มต่อ เขาก็ต้องได้ยินเสียงชายหญิงคู่หนึ่งพูดคุยหยอกล้อกันอย่างเริงรื่น และคนคู่นั้นกำลังเดินลัดเลาะข้างตัวบ้านด้านหนึ่ง ตรงมายังบริเวณที่เขาและนายตำรวจหนุ่มนั่งสนทนากันอยู่
สายตาคมปราบของชายวัยปลาย 30 ที่เดินเคียงข้างมารดามา มองแวบมาที่เขาคล้ายจะเยาะเย้ย
ผู้พันกิติภพ…ชู้รักของแม่…หรือว่าจะเป็นมัน? ปรมะครุ่นคิดอยู่ในใจ
———————————–