March 27, 2006
เมื่อคืนนี้เอาเรื่องสั้นที่เคยเขียนไว้มาปัดฝุ่น ขัดเกลา แก้ไขใหม่ ตั้งใจว่าจะลองส่งไปที่สำนักพิมพ์หนึ่ง ที่เพิ่งประกาศรับเรื่องสั้นของหลายนักเขียนเพื่อไปรวมเล่ม ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะเอาแนวไหน เพราะเรื่องที่เขียนจะเป็นแนวเพื่อชีวิต สะท้อนสังคม แต่ก็ตัดสินใจลองส่งไปดู ปรากฎว่าเรื่องของฉันผ่านการพิจารณาเพื่อนำไปตีพิมพ์ ก็ดีใจเป็นธรรมดา แต่ที่ยินดีมากคือ มีกำลังใจที่ยังมีสำนักพิมพ์ที่พิจารณาเรื่องแนวนี้อยู่ เนื่องจากเดี๋ยวนี้กระแสเรื่องหวานๆ รักๆกุ๊กกิ๊กมาแรงมาก แรกๆฉันก็เลยไม่แน่ใจว่า เขาจะสนใจเรื่องของฉันหรือเปล่า ดีนะที่ลองดู ที่น่าปลื้มอีกอย่างคือ บ.ก.เขียนตอบกลับมาไม่นานหลังจากที่ส่งไป บอกว่าอ่านแล้วชอบมาก แล้วถามอีกว่ามีเรื่องสั้นเก็บไว้เยอะมั้ย ถ้ามีพอจะรวมเล่มให้คนเดียวเลย…แต่เสียใจค่ะ ฉันมีเรื่องแนวนี้เด็ดๆแค่เรื่องเดียว มีอีก 3 เรื่อง แต่รู้สึกว่ามันไม่เด็ดพอ และด้อยกว่าเรื่องที่ส่งไปมากในด้านเนื้อหา เรียกว่าไม่ค่อยเข้มเท่าไหร่
สำหรับฉัน การเขียนเรื่องสั้น เป็นการเขียนที่ต้องใช้พลังมากจริงๆ เนื่องจากมีความยาวของหน้ากระดาษเป็นข้อจำกัด ต้องใช้ลีลาวรรณศิลป์ เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่เรื่อง ภาษาต้องคม เนื้อเรื่องต้องกระชับ และต้องมีความแปลกใหม่ ฉันว่ามันยากกว่าการเขียนนิยายตรงนี้ นิยายเรามีพื้นที่ในการบรรยาย ดำเนินเรื่องชวนให้ผู้อ่านติดตามอ่านต่อไปได้เรื่อยๆ แต่เรื่องสั้น ขึ้นต้นเรื่องมา 2-3 บรรทัดแรกก็ต้องจับใจและชวนแล้ว นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของฉันนะ คนอื่นอาจเห็นแตกต่าง
มาเล่าเรื่องสั้นเรื่องนั้นสักนิด เรื่องนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงติดยาแล้วมาขายตัวในยุโรป เล่าความคิดความเป็นมาและจุดจบของเธอ และเนื่องจากจะได้ตีพิมพ์แล้ว ก็เลยไม่เอามาลงในบล็อกนะคะ ถ้าใครอยากอ่านบอกมาละกันจะอีแมวไปให้อ่าน เรื่องมันเครียดๆหน่อย เลยไม่อยากจะยัดเยียดให้อ่าน อย่างที่เคยทำ หุๆ กำหนดที่จะได้ตีพิมพ์วางตลาดก็ปลายปีโน่นค่ะ ประมาณเดือนธันวาคม ตามที่สำนักพิมพ์แจ้งมา รอกันเหงือกแห้งเลย แต่ก็เขียนเรื่องนี้ไว้เป็น2 ปีแล้วมั้ง เขียนเสร็จก่อนที่จะเขียนนิยายบุษบงฯจบอีก นานไหมล่ะ
และจากการที่บ.ก.ถามถึงจำนวนเรื่องสั้นที่มี ก็เลยเกิดกำลังใจและความมุ่งมั่นจะผลิดเรื่องสั้นเพื่อชีวิตออกมาอีก ทว่า…โปรเจคส์ของดิฉันมากมายเหลือเกินค่ะ มีนิยายเขียนค้างอยู่ 2 เรื่อง วรรณกรรมเด็กๆ 1 เรื่อง แล้วยังคิดจะเขียนรวมบทความสารคดี ที่กำลังอยากจะเขียนส่งเพื่อประกวดรางวัลกับเขา และวรรณกรรมเยาวชนที่แปลค้างเติ่งจะเสนอสำนักพิมพ์ เฮ้อ…ทำไมฉันช่างคิดทำอะไรมากมายเหลือเกิน (วะ) ภารกิจเลี้ยงลูก ดูแลสามี ทำงานในบ้าน ทำงานนอกบ้าน อ๊ากกก ถ้าฉันสามารถทำทุกอย่างได้อย่างตั้งใจ ฉันจะขอหน้าด้านมอบรางวัล ยอดมนุษย์หญิงแห่งปีให้ตัวเอง
March 23, 2006
นวัต
บทที่ 9
“เพิ่งเคยเห็นตัวจริง ลูกชายคุณอรรถเป็นครั้งแรก ท่าทางสมาร์ท สมคำเล่าลือจริงๆ” นายพลสูงวัยหยอดคำชม
“ขอบคุณครับ แต่ผมคงเทียบความเก่งกับคุณพ่อไม่ได้ เพราะท่านสร้างทุกอย่างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง” ปรมะเอ่ยถึงบิดาผู้ล่วงลับ
ชายหนุ่มหารู้ไม่ว่าคำพูดที่มีเจตนาเพียงยกย่องให้เกียรติกับคนตายนั้น กลับไปกระทบใจของอาเขยเข้าอย่างจัง จนกระทั่งพสุธามิอาจยั้งคำไว้ได้
“ที่หลานโอ๊ตพูดมานั้นก็จริงอยู่ แต่บริษัทเราก้าวหน้าขึ้นมาขนาดนี้ อาก็มีส่วนช่วยอยู่มากเหมือนกัน” น้ำเสียงของพสุธาติดจะเย่อหยิ่งและติดจะถือดี ด้วยปักใจเชื่อมาตลอดว่า ถ้าขาดมือบริหารการเงินชั้นเยี่ยมอย่างเขา มีหรือที่อรรถพันธ์เรียลเอสเตทแอนด์ดีเวลลอปเม้นท์จะมั่นคงได้ถึงเพียงนี้
ในสายตาของพสุธา นายอรรถเก่งเพียงคิดโครงการใหม่กับด้านบริหารการตลาดเท่านั้น แต่ปัจจัยหลักที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ คือเงินทุนต่างหาก ก็เพราะเขาไม่ใช่หรือ ที่วิ่งโร่คอยหาเงินทุน ติดต่อธนาคาร บริษัทเงินทุนต่างๆ ที่เขามีสายสัมพันธ์แนบแน่น ทั้งยังคิดโครงสร้างวางระบบเงินหมุนเวียนในบริษัท กระทั่งอรรถพันธ์ฯสามารถผ่อนชำระหนี้ธนาคารได้ไม่มีติดขัด ในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก บรรดาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างพากันล้มระเนระนาดไม่เป็นท่า แม้จะได้รับผลกระทบบ้าง แต่อรรถพันธ์ฯ ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ ก็เพราะใคร ไม่ใช่ นายพสุธาคนนี้หรอกหรือ
ปรมะสบตาอาเขยนิ่ง นึกไม่ถึงว่า พสุธาเกิดนึกจะมาลำเลิกความดีของตัวกลางงานศพ ชายหนุ่มพอรู้มาล่วงหน้าแล้วว่า พสุธาไม่ค่อยพอใจอยู่มากกับจำนวนหุ้นในบริษัทฯที่นายอรรถเจียดให้ อีกทั้งยังไม่ไว้ใจปล่อยให้นายพสุธาขึ้นแท่นเป็นประธานบริษัท ด้วยรู้ดีว่าหลักการบริหารของพสุธานั้น เห็นเพียงตัวเลขในบัญชีเป็นใหญ่ โดยไม่สนใจองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งก็เป็นส่วนสำคัญในการนำพาธุรกิจให้ก้าวหน้า
“ครับ ถ้าเราไม่มีคนเก่งๆอย่างคุณอา บริษัทฯเราก็คงแย่” ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาควรรักษากิริมารยาท จึงไม่อาจตอบโต้ใดๆออกไปได้อย่างใจนึก จึงได้แต่เอ่ยไปตามแกน คนเก่งกว่านายพสุธามีมากมาย ขอเพียงแค่ทุ่มเงินจ้างให้ถึงใจเท่านั้นละ
“ผมเองก็ยอมรับความสามารถของคุณพสุธานะ เป็นนักธุรกิจที่ฉลาดรู้จักหาช่องทางใหม่ๆในการลงทุน” พลโทยุทธนาเอ่ยชมพร้อมยิ้มให้นายพสุธาอย่างมีเลศนัย
“ขอบคุณครับท่านนายพล” ริมฝีปากนายพสุธาเหยียดยิ้มก่อนกล่าวต่อ “เอาไว้รอให้หลานโอ๊ต เคลียร์เรื่องยุ่งๆให้จบก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องโครงการที่ค้างไว้กันนะครับท่าน”
“โครงการอะไรครับ” ปรมะถามขึ้นอย่างสนใจ
“อืมม์…ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างดีหรอกนะ กำลังเจรจาเรื่องที่ดินกับทางฝั่งโน้นเขาอยู่” พลโทยุทธนาตอบ โดยยังเก็บกักความลับเรื่อง ‘โครงการ’ ที่เอ่ยถึงนั้นอยู่
“ผมยินดีร่วมมือกับท่าน ถ้าหากว่าโครงการนั้นไม่ผิด กฎหมาย และศีลธรรม ” ชายหนุ่มมองหน้าผู้อาวุโสกว่าทั้งสองพร้อมเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ โดยย้ำหนักแน่นเป็นพิเศษในตอนท้ายประโยค
“อ๋อ! แน่นอน ผมเป็นทหารจะทำผิดกฎหมายบ้านเมืองได้ยังไงกัน” นายพลโทยุทธนาตอบอย่างใจเย็น ทั้งๆที่ไม่ใคร่พอใจนักกับคำพูดของเด็กหนุ่มคราวลูก
“ได้ยินอย่างนี้ผมก็เบาใจครับ เพราะเคยได้ข่าวมาบ้างว่าคนมีสีบางคนก็ใช้อำนาจบารมี ไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ผมเชื่อแน่ว่าท่านนายพลต้องไม่ใช่นายทหารนอกแถวแน่ๆ เพราะไม่เช่นนั้นอาพสุธาคงไม่ยอมนับถือ จริงมั้ยครับคุณอา” ประโยคสุดท้ายปรมะหันมาถามอาเขย ซึ่งยืนหน้าตึงกับคำพูดของหลานฝ่ายภรรยา
ไม่รอให้นายพสุธาได้โต้ตอบอะไร ปรมะรีบเอ่ยขอตัวไปต้อนรับแขกคนอื่น ปล่อยให้นายพสุธาและนายพลยุทธนา ยืนกำหมัดแน่นข่มอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัว
“หลานคุณปากคอไม่เบานะคุณพสุธา” นายพลยุทธนาเอ่ยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เพราะอย่างนี้ไงครับท่าน ผมถึงบอกว่าถ้ามันยังอยู่ โครงการที่เราร่วมลงทุนกันคงมีอุปสรรค” นายพสุธาเค้นเสียงพูดลอดไรฟัน คำพูดนั้นคล้ายสื่อความนัยบางอย่างถึงนายพลทหารผู้ทรงอิทธิพล
นักธุรกิจสูงวัยทอดตามองตามร่างสูงของปรมะเดินจากไปด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม
~~~~~~~~~~~
ภายในงานสวดอภิธรรมศพวันสุดท้ายของนายอรรถนั้น นอกจากแขกผู้ใหญ่มากหน้าหลายตาแล้ว ก็ยังมีพนักงานในบริษัท ซึ่งคอยผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาร่วมงานและช่วยงานตั้งแต่พิธีรดน้ำศพ และสวดศพในคืนแรกจนกระทั่งคืนนี้
ส่วนจิดาภานั้นเพิ่งมาในคืนสุดท้ายนี้เอง โดยหล่อนมาพร้อมกับ ภริตาและเพื่อนสาวในแผนกเดียวอีกสองสามคน โดยคืนนี้จะมีพิธีเคลื่อนศพไปเก็บในสุสานของวัด ซึ่งนายอรรถได้สั่งให้เก็บศพของเขาไว้เป็นเวลา 100 วันแล้วค่อยทำพิธีเผา
เมื่อเห็นแขกที่มายืนคุยกับปรมะผละออกไปแล้ว จิดาภาและภริตาจึงชวนกันเดินเข้ามาหา เพื่อแสดงความเสียใจกับเขา ปรมะมองลำคอที่ยังคงมีเฝือกอ่อน และท่อนแขนที่ยังคงมีเฝือกหุ้มอยู่ของจิดาภาแล้วก็อดโทษตัวเองไม่ได้ไปเสียทุกครั้ง เขาได้แต่หวังให้หล่อนหายจากอาการบาดเจ็บ และกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว
เมื่อเห็นแขกที่มายืนคุยกับปรมะผละออกไปแล้ว จิดาภาและภริตาจึงชวนกันเดินเข้ามาหา เพื่อแสดงความเสียใจกับเขา ปรมะมองลำคอที่ยังคงมีเฝือกอ่อน และท่อนแขนที่ยังคงมีเฝือกหุ้มอยู่ของจิดาภาแล้วก็อดโทษตัวเองไม่ได้ไปเสียทุกครั้ง เขาได้แต่หวังให้หล่อนหายจากอาการบาดเจ็บ และกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว
“คีย์เป็นยังไงบ้างครับจ๋า” เขาถามอาการของคิรากรจากหล่อน ทั้งๆที่รับรู้มาก่อนหน้านี้จากนายวสันต์ บิดาของญาติหนุ่ม
“เหมือนเดิมค่ะ ยังไม่ฟื้นเลย” จิดาภาบอกด้วยน้ำเสียงหม่น
“เฮ้อ! กุ้งล่ะไหว้พระทุกวัน ขอให้พี่คีย์ฟื้น กลัวน้ำตาคนบางคนจะหมดตัวไปเสียก่อน” ภริตาแกล้งค่อนขอดเพื่อน จิดาภาได้ยินแล้วหรี่ตามองเพื่อนเป็นการปราม
ภริตาแอบทำหน้าเบ้ใส่เพื่อนสาว หล่อนสงสารคิรากร แต่ก็สงสารเพื่อนสาวเช่นกันที่กลายเป็นคนอมทุกข์ และยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก เมื่อเห็นคู่หมั้นของคิรากรมาเฝ้าดูแลอยู่ตลอดศก จนจิดาภาแทบจะไม่มีโอกาสได้เข้าเยี่ยม
“อย่ากลุ้มมากจนปล่อยให้ตัวเองทรุดโทรมเลยนะจ๋า” ปรมะสบตาหล่อนบอกอย่างห่วงใย เมื่อแลเห็นดวงหน้าที่เคยสดใสของหล่อนดูหล่อนหมองและซูบซีดลง แม้จะเคยเห็นหล่อนชัดเจนเพียงครั้งเดียวในวันที่เกิดอุบัติเหตุ แต่เขาก็จำแววตาที่สุกใส และพวงแก้มเปล่งปลั่งของหญิงสาวได้ไม่ลืม
“เอ่อ…ค่ะ” จิดาภาหลบสายตาที่มองมาคู่นั้น
“แล้วตอนนี้คุณเองล่ะอาการเป็นยังไงบ้าง” เขาเอ่ยถาม
“ตอนนี้ก็ค่อยยังชั่วขึ้นมากค่ะ ไม่ค่อยปวดหัวแล้ว หมอบอกว่าอีกสองสามอาทิตย์ จ๋าคงถอดเฝือกอ่อนที่คอออกได้ค่ะ” หล่อนบอก
“อืมม์…ได้ยินอย่างนี้ผมก็ค่อยสบายใจหน่อย ถ้าหายแล้ว จ๋าอยากจะหยุดพักก่อนก็ได้นะ ไม่ต้องรีบมาทำงาน ผมจะให้เขาจ่ายเงินเดือนให้คุณตามปกติ”
“ขอบคุณคุณโอ๊ตมากค่ะ” หญิงสาวกล่าวพร้อมยกมือขึ้นไหว้ ก่อนจะบอกเรื่องบางอย่างที่หล่อนเฝ้าขบคิดมาตลอดระยะเวลาที่นอนพักรักษาตัว “แต่จ๋าคงต้องขอคิดดูก่อนว่าจะกลับมาทำงานที่อรรถพันธ์ฯอีกหรือเปล่า”
คนที่ยืนฟังอยู่ทั้ง 2 คนมีสีหน้าประหลาดใจพอๆกัน
“ทำไมล่ะยายจ๋า แกไม่มีปัญหาอะไรที่ทำงานซักหน่อย จะออกทำไม” ภริตาร้องถามเพื่อน ด้วยจิดาภาไม่เคยแพร่งพรายความคิดนี้ให้หล่อนรู้มาก่อน
“นั่นสิ ถ้าไม่สบายใจเรื่องที่คุณขาดงานไปนานๆ ก็ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ เพราะผมเองก็เป็นต้นเหตุให้คุณเจ็บตัว” เจ้านายหนุ่มเอ่ยสมทบ หากหัวใจก็กระตุกวูบอย่างประหลาด
จิดาภามองหน้าปรมะที ภริตาที อย่างสับสนในใจ “ก็…ไม่รู้สิคะ เพียงแต่เกิดความรู้สึกว่า…ไม่อยากไปทำงานที่เดิม…ที่ที่…” หล่อนชั่งใจก่อนจะยกไหล่แล้วพูดต่อว่า “เฮ้อ! ช่างเถอะค่ะ ยังไงจ๋าก็ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอน เอาไว้คงรอดูเหตุการณ์ข้างหน้าอีกที”
สิ่งที่อยู่ในใจและหล่อนไม่กล้าพูดออกไปก็คือ…หล่อนไม่อยากกลับไปทำงานที่เดิม ที่ที่หล่อนเคยพบคิรากรในสภาพปกติอยู่ทุกวันๆ เขาเป็นแรงจูงใจที่ทำให้หล่อนเข้ามาสมัครงานที่อรรถพันธ์ฯ หล่อนต้องการเข้ามาทำงานที่นี่เพียงเพราะต้องการอยู่ใกล้ชิดเขามากกว่าสิ่งอื่นใด ในเมื่อที่นี่ปราศจากเงาของเขาเสียแล้ว กำลังใจที่จะไปทำงานนั้นก็สูญไปสิ้น เหตุผลนี้…คงไม่มีใครเข้าใจ
ปรมะส่งยิ้มบางๆให้หล่อนก่อนเอ่ยอย่างจริงใจ “ถ้าจ๋ายังไม่พร้อมจะกลับมาทำงาน ก็หยุดพักก่อนก็ได้ แต่จำไว้ว่า อรรถพันธ์ฯยินดีต้อนรับคุณเสมอ”
ภริตาลอบมองหน้าและแววตาของเจ้านายหนุ่ม แล้วหันไปมองหน้าเพื่อนสาว หล่อนเริ่มเห็นอะไรลางๆในสายตาคมของชายหนุ่ม ความห่วงใยฉายชัดออกมาทั้งจากแววตาและน้ำเสียง ยัยจ๋าจะแลเห็นอย่างที่หล่อนเห็นหรือไม่นะ ภริตานึกสงสัย
ก่อนที่จิดาภาจะตอบอะไรกลับไป สุดถวิล เลขานุการของปรมะก็เข้ามาตามเขาให้ไปเตรียมตัวเริ่มพิธีเคลื่อนศพของผู้บิดา ชายหนุ่มจึงจำต้องเอ่ยขอตัว
ปรมะเดินจากมาหากภายในใจยังครุ่นคิด…อย่าลาออกเลยนะ อย่าจากผมไปไหนไกลๆได้ไหมจ๋า…ชายหนุ่มตอบตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมจึงรู้สึกผูกพันกับหล่อนขึ้นมาโดยที่ไม่รู้สาเหตุ ทั้งๆที่เขาไม่ได้มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันกับหล่อนมากนัก…คงเป็นความรู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียเพื่อนที่ดีคนหนึ่งกระมัง ปรมะบอกตัวเองอย่างเหงาๆ
“นึกอะไรขึ้นมาล่ะยัยจ๋า แกถึงได้อยากลาออก งานไม่ใช่หากันง่ายๆนะ” ภริตาเอ็ดเพื่อนสาวทันทีที่ลับร่างของเจ้านายหนุ่ม
“ถ้าบอกแล้วแกอย่าว่าฉันไร้สาระนะ” หญิงสาวสบตาเพื่อนใบหน้าหมอง ก่อนผ่อนลมหายใจยาว “พอเห็นพี่คีย์เป็นแบบนี้แล้ว ฉันก็ไม่มีแก่ใจทำงานน่ะ”
“เฮ้อ! ฉันนึกแล้วไม่มีผิด จ๋าเอ๊ยจ๋า” ภริตาโคลงศีรษะก่อนเตือนสติเพื่อนสาว “แกจะมาหมดอาลัยตายอยากแบบนี้ได้ยังไง แกยังมีชีวิต มีลมหายใจอยู่ ยังไงก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป เข้าใจมั้ย”
“แต่พี่คีย์ยังไม่ตายนะกุ้ง” จิดาภาร้องสวนขึ้นมาทันควัน เมื่อเข้าใจความหมายที่แฝงมาในคำพูดนั้น
“ไม่ตายก็ปางตายนั่นละ จะฟื้นหรือเปล่าก็ไม่รู้” ประโยคสุดท้ายภริตาเสียงอ่อยก้มหน้าก้มตาพูดอุบอิบ
“ตราบใดที่พี่คีย์ยังหายใจอยู่ เราก็ไม่ควรหมดหวังนะกุ้ง” จิดาภาบอกกับเพื่อนอย่างที่ใจคิด น้ำเสียงหล่อนหนักแน่น
ภริตาถอนหายใจอีกเฮือก “ฉันเห็นด้วย แต่แกจะไปฝากชีวิตที่ยังมีอนาคตสดใสของแกไว้กับความหวังอันริบหรี่ได้ยังไง แล้วอีกอย่าง ถึงพี่คีย์ฟื้นขึ้นมา สบายดีขึ้นมาได้ เขาก็ต้องแต่งงานกับแฟนเขา รักกันจี๋จ๋าเหมือนเดิม ไม่ว่าจะยังไง ชีวิตแกก็ต้องดำเนินต่อไปโดยไม่มีพี่คีย์อยู่ดี”
คำพูดของเพื่อนสาวนั้นตรงแสนตรงจนคนฟังต้องเบือนหน้าหนี ซ่อนความเศร้าที่ทำท่าจะท่วมท้นออกมาจากสองตา จริงอย่างที่ภริตาบอก ถึงอย่างไรหล่อนก็ไม่มีวันได้อยู่เคียงข้างคิรากร ในเมื่อหัวใจของเขามีแต่ผู้หญิงคนที่ชื่อณัชชาครอบครองอยู่ทุกอณู
“ฉันเคยบอกแล้วไงว่า ความรักของฉันไม่จำเป็นต้องครอบครอง แค่เห็นเขามีความสุข ฉันก็สุขด้วย ก็เท่านั้น” จิดาภาเอ่ยเสียงเศร้า
“ฉันจำได้ แต่ก็อย่าให้ความรักแบบอุดมคติมาปิดโอกาสของตัวเองล่ะ คนที่ดีกว่าพี่คีย์ และพร้อมจะรักแกก็ยังมี สลัดความเศร้าทิ้งไป แล้วก็สบตาคนอื่นดูซะบ้าง เผื่อจะเห็นความในใจของเขาที่ซ่อนอยู่”
ภริตาพูดเป็นนัยๆ แต่ก็ยังไม่กล้าจะบอกไปตามตรงถึงสิ่งที่หล่อนแลเห็น หากปรมะส่งสายตาแบบนั้นกับหล่อนแล้วละก็ ภริตาจะรีบกระโจนตอบสนองทันที ไม่มีทางมาทำบื้อมัวแต่ยึดมั่นความรักที่ไม่มีวันสมหวังอย่างเพื่อนสาวเด็ดขาด
จิดาภามองเพื่อนสาวอย่างอ่อนใจ ด้วยภริตามักจะพูดโน้มน้าวให้หล่อนถอนใจจากคิรากรทุกครั้งเมื่อสบโอกาส หล่อนได้ยินมาจนชาชิน จึงไม่ได้นึกเอะใจถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเพื่อนสาวแม้แต่น้อย
ส่วนภริตานั้น แม้จะรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยที่เจ้านายหนุ่มคนที่หล่อนหลงใหลได้ปลื้มอยู่ทำท่าจะมีใจให้หญิงอื่น แต่ในเมื่อผู้หญิงคือเพื่อนรัก หล่อนยินดีและพร้อมจะสนับสนุนด้วยซ้ำ หล่อนอยากให้จิดาภาได้พบกับความรักที่สุขสมหวัง เลิกเป็นคนอมทุกข์แบบนี้เสียที
“ฉันแค่อยากเห็นแกกลับมาเป็นนางสาวจิดาภาผู้ร่าเริง ห้าวหาญ แก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าส์เหมือนเดิมเท่านั้นละ” ภริตาเอามือจับบ่าเพื่อนข้างหนึ่งขณะบอกอย่างจริงใจ
“ห้าวหาญนี่ยังพอรับนะ แต่แก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าส์นี่รู้สึกจะเป็นแกมากกว่านะกุ้ง” จิดาภาค่อยคลี่ยิ้มออกมาได้ ก่อนดึงมือออกจากบ่ามาจับไว้ด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ
เสียงแตรวงขึ้นเพลงโศกดังแว่วมาจากศาลาสวดอภิธรรมศพ เป็นสัญญานบอกว่าพิธีเคลื่อนศพเริ่มขึ้นแล้ว สองสาวจึงหยุดบทสนทนากันไว้เท่านั้น ก่อนจะรีบเดินเข้าไปร่วมสมทบขบวน
……………………..
“จะไปทำงานแล้วเหรอโอ๊ต” ปรมะชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงแหลมเล็กของมารดาเรียกเอาไว้ ขณะกำลังจะเดินผ่านห้องนั่งเล่นบริเวณชั้นล่างของตัวบ้าน
“ครับ” ชายหนุ่มตอบหลังค่อยๆเบือนหน้าไปมองมารดา เขมจิรายังคงอยู่ในชุดนอนมีเสื้อคลุมตัวหลวมเข้าชุดกัน หากแต่ใบหน้าได้รับการตกแต่งด้วยเครื่องสำอาง สวยพริ้งพร้อมที่จะออกนอกบ้านได้ สีแดงของผ้าแพรเนื้อเบาที่หล่อนสวมใส่ตัดกันกับโซฟาหนังสีครีมภายในห้อง ขับให้ร่างของเขมจิรานั้นดูเด่นราวกับนางพญา
“รีบมากหรือเปล่า นั่งคุยกันประเดี๋ยวซิ” หล่อนบอกกับลูกชายขณะที่สายตายังจดจ่ออยู่กับการตะไบ ตกแต่งเล็บที่เคลือบด้วยสีแดงสด
ปรมะเดินเข้ามานั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับมารดาอย่างเสียมิได้
“จะคุยกับแม่ซักที ทำหน้าซังกะตายเชียว” เขมจิราเหลือบตาขึ้นมอง ปลายเสียงหล่อนตวัดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“คุณแม่มีธุระอะไรกับผมก็พูดมาเถอะครับ”
เขมจิรากัดริมฝีปากสีแดงสดอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ หล่อนจะพาลโมโหไม่ได้ ตราบใดที่ยังเจรจาเรื่องสำคัญไม่เสร็จ
“ก็ได้” หล่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ไหนๆ พ่อแกก็ตายไปแล้ว ฉันก็เลยคิดว่า ฉันจะต้องได้เข้าไปทำงานที่บริษัทฯเสียที แกคนเดียวคงดูแลได้ไม่ทั่วถึง ที่สำคัญแกก็ยังเด็ก รู้ไม่เท่าทันไอ้พสุธาหรอก ขนาดพ่อแกยังไม่ทันตาย มันก็กร่างเหลือเกิน ทำตัวยังกับว่าเป็นเจ้าของบริษัทเสียอย่างนั้น”
ปรมะระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ด้วยเขมจิราเฝ้ารบเร้าขอมีส่วนร่วมบริหารบริษัทมาตั้งแต่บิดาของเขามีเข้ารับการรักษาตัวได้ไม่นาน ชายหนุ่มนำเรื่องนี้ไปปรึกษาบิดา แล้วก็ได้รับการห้ามปรามไว้ เขาเองก็ไม่เห็นด้วยเช่นกันที่จะให้มารดาเข้ามาทำงานในบริษัทฯ เนื่องจากเขมจิราไม่เคยทำงานอะไรมาก่อนเลยทั้งชีวิต ถึงแม้หล่อนจะจบการศึกษาถึงขั้นปริญญาตรีก็ตาม
“คุณแม่จะเข้ามาทำด้านไหนละครับ ตอนนี้ไม่มีตำแหน่งว่างให้คุณแม่ลงได้สักตำแหน่ง” ปรมะบอกไปตามความจริง
“ก็ตำแหน่งของแกไง อีกหน่อยแกก็จะได้เป็นประธานบริษัทแล้ว ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการก็ยังว่างนี่” เขมจิราเอ่ยหน้าตาเฉย ก่อนจะทำตาโตอย่างนึกขึ้นได้ แล้วแหวขึ้นมา “อย่าบอกนะว่า แม่อรกานต์อาของแกจะเข้ามาฮุบตำแหน่งนี้” หล่อนนึกถึงอรกานต์ น้องสาวของนายอรรถ ซึ่งกินตำแหน่งระดับผู้อำนวยฝ่ายภายในบริษัทขึ้นมาทันที
ปรมะโคลงศีรษะอย่างอ่อนใจ แล้วอธิบาย “ไม่มีใครมาแทนตำแหน่งนี้ทั้งนั้นละครับคุณแม่ พอถึงเวลาที่ผมขึ้นเป็นประธานบริษัทเต็มตัว บริษัทเราก็คงต้องปรับโครงสร้าง ตำแหน่งนี้อาจจะยุบไปก็ได้”
“ปรับโครงสร้าง?” เขมจิรานิ่วหน้าขณะพึมพำเบาๆ ด้วยไม่เข้าใจว่าลูกชายหมายถึงอะไร แต่หล่อนก็แสร้งทำวางเฉยไม่ถามให้เสียเชิง “ไม่รู้ละ ยังไงแกก็ต้องหาตำแหน่งผู้บริหารให้ฉันลงให้ได้ แกอย่าลืมนะว่าฉันก็ผู้ถือหุ้นบริษัทคนหนึ่งเหมือนกัน” หล่อนเชิดหน้าพูดอย่างถือดี
“นั่งคอยรับแต่เงินปันผลอย่างเดิมก็ดีแล้วนี่ครับคุณแม่ ไม่เห็นต้องมาทำงานให้ลำบาก” คนเป็นลูกชายว่า
“จะลำบากอะไร” คนเป็นแม่แหวกลับมาอีกครั้ง “ทีอาของแกยังได้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบ้าบออะไรนั่นได้ แล้วทำไมฉันจะเข้าไปทำงานบ้างไม่ได้ แล้วก็เพราะฉันไม่ได้เข้าไปช่วยเป็นหูเป็นตาให้แก่น่ะสิ ไอ้พสุธามันถึงเอาคอนโดที่ขายไม่ออกไปเปิดบ่อนพนัน” เขมจิราลุกขึ้นยืนแล้วโพล่งออกมาอย่างเหลืออด ทำให้ลูกชายมองหล่อนตาค้าง ด้วยคาดไม่ถึงว่า มารดาจะรู้เรื่อง ทั้งๆที่ไม่เคยมีโอกาสได้ข้องเกี่ยวกับงานภายในบริษัท
“คุณแม่รู้เรื่องนี้ด้วยหรือครับ” ปรมะถามด้วยความฉงนสนเท่ห์
เขมจิราเบ้ปากส่งเสียงฮึขึ้นจมูก “ฉันไม่ได้ปิดหูปิดตาอยู่แต่บ้านนี่ จะบอกให้ ฉันน่ะไม่ได้โง่อย่างที่แกหรือพ่อแกคิดหรอกนะ เรื่องอะไรทั้งหลายแหล่ที่เกิดในบริษัท ไม่รอดหูรอดตาฉันไปได้หรอก” หล่อนยักไหล่กล่าวอย่างมาดมั่น ก่อนจะถามต่อ“อ้อ! แล้วนี่ตำรวจเขาจับคนที่จะมายิงแกได้หรือยังล่ะ” น้ำเสียงนั้นออกทำนองเยาะเย้ยมากกว่าห่วงใย
“เขาเรียกพงศธร มาสอบปากคำแล้วครับ” ปรมะตอบเสียงเรียบ สองมือที่ประสานกันอยู่เหนือเข่ากระชับแน่นด้วยกำลังข่มความรู้สึกอัดอั้นภายในใจ
“เรียกมาแล้วก็ปล่อยไป ใช่มั้ยล่ะ” ถามขึ้นแล้วเขมจิราก็ไม่รอให้ลูกชายตอบ “งานนี้คงจะจับมือใครดมไม่ได้หรอก แต่ฉันน่ะสงสัยอยู่ว่าไอ้คนที่อยากจะฆ่าแกคงไม่ใช่คนที่ไกลตัวนัก”
“คุณแม่สงสัยใครล่ะครับ” ปรมะถอนหายใจ แล้วถามไปตามแกน ด้วยไม่ปักใจเชื่อคำที่มารดาพูดนัก
“จะใคร๊ ถ้าไม่ใช่ไอ้อาเขยของแก ถ้าแกตายไปซะคน บริษัทก็ต้องตกเป็นของมัน เพราะอย่างนี้ไงล่ะ แกถึงต้องให้ฉันเข้าไปบริหารงานด้วย จะได้ช่วยกันคานอำนาจมัน ไม่ให้ผยองไปมากกว่านี้” ประโยคท้ายเขมจิราหมายหว่านล้อมลูกชายให้เห็นด้วยกับหล่อน
“คุณแม่อย่ากล่าวหาอาพสุธาอย่างนั้นเลยครับ อาพสุธาอาจจะไม่พอใจที่ผมจะขึ้นเป็นประธานบริษัทก็จริง แต่ก็คงไม่ถึงขั้นส่งคนมาลอบฆ่า บ้านเมืองเรามีกฎหมายนะครับ ถ้าถูกจับได้คุณอาก็จะไม่เหลืออะไรเลยด้วยซ้ำ” ปรมะแจกแจงตามความคิดของตน
“แหม! ช่างมองโลกในแง่ดีเสียจริงจริ๊งนะลูกฉัน” เขมจิราค่อนขอด “ถ้าแกจะเชื่ออย่างนั้นก็ตามใจ แต่อย่าลืมก็แล้วกัน คนที่แกคิดไม่ถึง อาจจะเป็นคนที่อันตรายที่สุด” แววตาของผู้เป็นมารดาลุกวาวขึ้นขณะพูด
“คุณแม่หมดธุระกับผมแล้วใช่มั้ยครับ ผมจะได้ไปซะที” ปรมะเอ่ยแล้วลุกขึ้นยืนทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป หากแต่เขมจิราก็เรียกไว้อีก
“เดี๋ยวก่อน แล้วเรื่องที่ฉันบอกล่ะ แกจะว่ายังไง ไม่ว่าแกจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม แกต้องหาตำแหน่งผู้บริหารให้ฉันให้ได้ จะตั้งใหม่หรือแทนใครก็เรื่องของแก” เขมจิราบอกด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ผมคงทำไม่ได้หรอกครับคุณแม่ ถึงผมจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และกำลังจะเป็นประธานบริษัทเร็วๆนี้ เรื่องต่างๆก็ยังต้องผ่านคณะกรรมการบริษัทให้ลงมติตัดสินอยู่ดี ผมตัดสินใจโดยพลการไม่ได้”
คิ้วเข้มของชายหนุ่มขมวดเขาหากันด้วยขุ่นใจ แต่เขาก็ยังพยายามอธิบายเหตุผลตามความเป็นจริงให้มารดาฟังอย่างใจเย็น แม้จะรู้ดีว่าเขมจิราคงจะพยายามดึงดันให้เขาทำตามคำที่หล่อนบอก
ปรมะรู้ถึงนิสัยความเอาแต่ใจ และอยากเอาชนะของมารดาดี แต่เท่าที่เขาประสบมาครั้งที่บิดายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าเรื่องใดที่นายอรรถไม่เห็นด้วยกับภรรยา เขาก็จะคัดค้านเต็มที่โดยไม่ผ่อนปรนโอนอ่อนแต่อย่างใด ถึงอยากจะเอาชนะเท่าไร มารดาของเขาก็ไม่สามารถทำได้ คงได้แต่ตีอกชกตัว แล้วก็หาทางออกวิธีอื่น ปล่อยให้เรื่องที่อัดอั้นตันใจนั้นค่อยๆสลายไปตามกาลเวลา
ครั้งนี้ปรมะคิดว่า เขาก็คงจะปล่อยให้มารดาขัดใจกับสิ่งที่ไม่ได้ตามต้องการ โดยหวังว่าไม่นานเขมจิราก็จะมีเรื่องใหม่เข้ามาทำให้ลืมเรื่องเก่าไปเองดั่งที่เคยเป็น
ทว่าผู้เป็นลูกมิอาจรู้เลยว่า หลังจากหันหลังเดินจากมา ภายในใจของผู้เป็นมารดานั้นร้อนรนทุรนทุรายปานใด เขมจิรามุ่งมาดว่าหล่อนจะต้องเอาชนะให้ได้ หล่อนจะไม่ยอมให้ลูกชายกดหัวแม่ให้อยู่ใต้ฝ่าเท้า เหมือนที่ผูเป็นพ่อกระทำกับหล่อนเด็ดขาด คนเป็นแม่ต้องอยู่เหนือกว่าลูกสิจึงจะถูกต้อง
‘ไอ้ลูกทรพี คิดจะกดแม่ให้อยู่ใต้อุ้งตีน เหมือนที่พ่อมันทำกับฉันงั้นเหรอ ไม่มีวันที่ฉันจะยอมหงอให้อีกแล้ว คอยดูนะ’ เขมจิราคิดแค้นอยู่ในอก แววตาที่ดูสวยซึ้งบัดนี้กลับแข็งกร้าวกว่าที่เคยเป็น
——————————–
March 14, 2006
บทที่ 8
ปรมะพาตัวเองพร้อมด้วยสมองอันหนักอึ้ง มาที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังซึ่งนายอรรถ ผู้บิดาพักรักษาตัวอยู่ เขาเกิดอาการสั่นและหวาดๆเล็กน้อยเมื่อต้องขับรถด้วยตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุรุนแรง
ทำไมคนที่นอนป่วยหนักอยู่กลับเป็นคิรากร…ไม่ใช่เขา ชายหนุ่มร้องถามฟ้าดินอยู่ในใจ คิรากรคนที่มีครอบครัวอบอุ่น มีคนรักห้อมล้อมตัวมากมาย กลับเป็นคนที่โชคร้าย ส่วนคนที่ขาดแคลนคนรักอย่างเขา ทำไมจึงยังมีชีวิตอยู่ ได้รับรู้การกระทำที่ไม่ดีงามของผู้เป็นแม่ และยังต้องเฝ้าคอยดูการจากไปของผู้เป็นพ่อ หรือว่า…ชะตาได้กำหนดไว้ให้เขาต้องทนทรมานกับสิ่งต่างๆเหล่านี้ เพื่อถ่วงดุลย์ไม่ให้เขามีชีวิตที่สุขมากเกินไป
ชายหนุ่มก้าวไปตามทางเดินภายในอาคารโรงพยาบาลอย่างอ่อนระโหย หัวใจห่อเหี่ยวเมื่อนึกถึงว่าเขาจะบอกกับบิดาว่าอย่างไรสำหรับเรื่องที่เขาเพิ่งพบเห็นมาหมาดๆที่บ้านของตัวเอง
ขณะที่กำลังจะหมุนลูกบิดบานประตูห้องพักผู้ป่วยเพื่อเข้าไปในห้อง ประตูนั้นก็ถูกเปิดออกเสียก่อนพร้อมกับร่างผอมบางของหญิงสูงวัย ที่กำลังก้าวออกมาจากห้อง นางเป็นคนที่ปรมะรู้จักดี หากแต่เขาก็แปลกใจที่เห็นชุติมา มารดาของคิรากรที่นี่
“อ้าว! คุณอาชุติมา สวัสดีครับ” ปรมะเอ่ยทักขึ้นก่อน
“สวัสดีค่ะคุณโอ๊ต” สีหน้าของสตรีสูงวัยมีแววตื่นๆเมื่อเห็นเขา
“คุณอามาเยี่ยมคุณพ่อหรือครับ” ชายหนุ่มยิ้มก่อนเอ่ยถาม
“ค่ะ เยี่ยมเสร็จแล้วกำลังจะกลับแล้วล่ะ” อีกฝ่ายตอบ หากแต่มีท่าทีกระสับกระส่ายผิดปกติ
“คุณอาวสันต์ยังอยู่ข้างในหรือครับ” เขาถามอีก ด้วยคิดว่านางน่าจะมาพร้อมกับสามีซึ่งเป็นญาติของบิดาเขา
“ปละ…เปล่าค่ะ อามาคนเดียว ยังไงอากลับก่อนนะคะ ต้องรีบไปดูลูก”
ชุติมาเอ่ยตะกุกตะกักในตอนแรก แล้วก็รีบตัดบท ชายหนุ่มจึงรีบยกมือไหว้ลา ทั้งๆที่ยังคลางแคลงในท่าทีอันร้อนรนของมารดาคิรากรไม่หาย
………………….
“สวัสดีครับคุณพ่อ” ปรมะยกมือไหว้ขณะเดินเข้าไปหาบุคคลที่นอนระโหยโรยแรงอยู่บนเตียงผู้ป่วย นายอรรถระบายยิ้มน้อยๆ แววตาแสดงความดีใจเมื่อเห็นหน้าบุตรชาย ก่อนค่อยๆยกมือผอมเกร็งขึ้นข้างหนึ่งเพื่อทักทายลูกชาย ร่างกายของเขาผ่ายผอมลงผิดรูป ผิวที่เคยคล้ำอยู่ก่อนแล้วกลับคล้ำลงไปกว่าเดิมมาก จนเรียกได้ว่าดำเกรียม อันเป็นผลมาจากอาการแพ้สารเคมีที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง สภาพของเขาตอนนี้เรียกได้ว่า นอนรอความตายก็คงไม่ผิดนัก เศรษฐีชรารู้ตัวเองดีว่า เขาคงมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่กี่วัน ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขายังห่วงและต้องจัดการ นายอรรถรู้ดีว่าเขาต้องรีบทำให้เร็วที่สุดก่อนที่เวลาบนโลกของเขาจะหมดลง “เป็นไงบ้างลูก” นายอรรถเอ่ยทักลูกชายด้วยเสียงอันแหบแห้ง ปรมะตรงเข้ากอดร่างผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของผู้เป็นพ่อ แล้วก็ต้องสะกดกลั้นความเศร้าภายในใจ “พ่อดีใจที่ลูกไม่เป็นไร พระย่อมคุ้มครองคนดี” มือผอมลูบศีรษะลูกชายอย่างรักใคร่ หลังจากที่คนสนิทส่งข่าวเรื่องปรมะประสบอุบัติเหตุ อีกทั้งยังถูกลอบปองร้าย นายอรรถก็วิตกกังวลเป็นห่วงลูกชายจนอาการทรุดหนักลง วันนี้เมื่อเห็นลูกชายในสภาพครบ 32 ด้วยตาตัวเอง นายอรรถจึงค่อยเบาใจลงบ้าง เหลือเพียงอีกเรื่องที่ยังรบกวนจิตใจ นั่นคือ…ใครกันแน่ ที่ส่งมือปืนหมายสังหารบุตรชายของตน “ผมรอดชีวิตมาได้เพราะคีย์แท้ๆเลยครับคุณพ่อ เขาช่วยให้ผมพ้นจากวิถีกระสุน ผมเสียอีกที่ทำให้เขาต้องเจ็บหนัก” ปรมะบอกบิดาหลังจากคลายวงแขนออก แล้วลากเก้าอี้มาทรุดนั่งที่ข้างเตียง นายอรรถพยักหน้าช้าๆเป็นเชิงรับรู้ “คีย์โชคร้ายจริงๆ”น้ำเสียงผู้เป็นบิดาสลดลง นัยน์ตาเหม่อมองไปยังเพดานห้อง “ครับ…ถ้าเป็นไปได้…ผมอยากเป็นคนที่นอนป่วยแทนคีย์มากกว่า” ปรมะเอ่ยอย่างเศร้าๆ ขณะหวนคิดถึงคิรากรที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่ พลันเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงเอ่ยถามบิดา “เมื่อกี้นี้ อาชุติมามาเยี่ยมพ่อ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ” ปรมะถามด้วยไม่คิดว่า ชุติมาจะมาเยี่ยมไข้บิดาในฐานะญาติ ใจนั้นประหวัดคิดไปว่า ชุติมาอาจจะโกรธที่เขาเป็นต้นเหตุให้คิรากรเจ็บตัว…เหมือนกับที่นางจันทรา มารดาของจิดาภาก่นโทษเขา “อืมม์…ก็ไม่มีอะไร ชุติมาเขามาเยี่ยมไข้ธรรมดา” นายอรรถพูดปดกับลูกชาย ด้วยเรื่องที่เขากับชุติมาได้พูดคุยกันนั้น เป็นเรื่องที่เขาไม่อาจแพร่งพรายให้ใครรู้ได้ มันเป็นความลับที่จะต้องตายไปพร้อมเขา “แล้ว…คุณอาเขาไม่ได้พูดถึงเรื่อง…คีย์บ้างหรือครับ” หัวใจคนป่วยกระตุกวูบเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามจากลูกชาย นายอรรถได้แต่หวังว่าปรมะคงไม่ได้ไปรู้เรื่องมาจากใครที่ไหน “เรื่อง…เรื่องอะไร” เสียงที่เบาและแหบพร่าของผู้เป็นพ่อนั้น ทำให้ปรมะไม่สามารถจับเค้าความผิดปกติในน้ำเสียงนั้นได้ เขาจึงถามไปอย่างที่ใจกังวล “ก็…เรื่องที่คีย์ช่วยผมจนต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ อาชุติมาเขา…โทษผมหรือเปล่าครับ” นายอรรถมองใบหน้าที่เศร้าหมองของลูกชาย แล้วค่อยๆเอื้อมมือมาตบแขนบุตรชายเบาๆเป็นเชิงปลอบใจ “ไม่หรอก…เขาเข้าใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุ…แต่…เขามีเรื่องมาขอร้องพ่อ แล้วพ่อก็ยินดีทำตามที่เขาขอ” ปรมะขยับตัวตั้งใจฟังคำพูดที่เปล่งออกมาด้วยความลำบากเย็นของผู้เป็นพ่อ “ชุติมาขอให้เราช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จะรักษาคีย์ไปตลอดชีวิต แล้วก็…ขอให้รักษาอย่างเต็มที่” “เป็นความตั้งใจของผมอยู่แล้วละครับคุณพ่อ” ปรมะยืดอกบอกทันควัน ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผมจะทุ่มเรื่องการรักษาพยาบาลให้คีย์อย่างดีที่สุด” นายอรรถยิ้มให้บุตรชาย ปลาบปลื้มใจที่ปรมะเติบโตมาเป็นคนดี ทั้งๆที่ครอบครัวออกจะกระพร่องกระแพร่ง และตัวเขาเองก็ไม่ได้ทุ่มเทเวลาให้ลูกชายอย่างเต็มที่ กลับปล่อยให้ภาระการเลี้ยงดูตกเป็นของปู่ย่า ซึ่งก็แก่ชราเกินกว่าจะดูแลปรมะได้ตลอดรอดฝั่ง บิดามารดาของเขาเสียชีวิตลงในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อปรมะยังเรียนไม่ทันจบชั้นประถม 6 ดี จนเขาเองจำใจต้องรับบุตรชายกลับมาเลี้ยงดูภายใต้ชายคาเดียวกัน ทั้งๆที่เขาอยากให้ปรมะหลีกห่างจากเขมจิราให้มากที่สุด ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายซ้ำสองกับบุตรชาย…อันเนื่องมาจากฝีมือผู้ป็นแม่เอง “โอ๊ตพูดมาอย่างนี้ก็ดีแล้ว พ่อตั้งใจอยากจะสั่งโอ๊ตเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน ไม่ว่าจะอย่างไร…อย่าทิ้งคีย์นะลูก รักษาเขาให้เต็มความสามารถที่สุด…ถึงหมอจะบอกว่าเขาต้องนอนเป็นเจ้าชายนิทราไม่มีทางรักษาให้หาย โอ๊ตก็ต้องดูแลเขาต่อไปนะลูก” ท้ายประโยคเสียงแหบพร่าของนายอรรถสั่นเครือ ปรมะเข้าใจว่าบิดาคงจะรักและเมตตาคิรากรอยู่ไม่น้อย ถึงได้มีอาการสะเทือนใจกับอาการของญาติหนุ่มของเขาขนาดนี้ นายอรรถหมายมั่นปั้นมือให้คิรากรกลับมาช่วยงานบริษัท โดยส่งเสียเล่าเรียนอย่างดี แต่มิทันที่คิรากรจะได้ตอบแทนบริษัทเต็มที่ เขาก็มีอันต้องล้มหมอนนอนเสื่อเสียก่อน ชายหนุ่มยังไม่อาจสลัดความรู้สึกผิดในใจออกไปได้ ถึงแม้จะรู้แน่แก่ใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันป็นเหตุสุดวิสัยที่ใครๆก็ไม่คาดคิด และห้ามไม่ให้มันเกิดได้ “ครับ” ปรมะรับคำพร้อมเอื้อมมือมาจับมือที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกของบิดา “ถ้าหากว่าคีย์หายแล้วกลับมามีสภาพไม่เหมือนเดิม โอ๊ตรับปากพ่อได้ไหมว่าจะช่วยเหลือดูแลเขาตลอดไป” นายอรรถมองตาลูกชายนิ่งอย่างต้องการคำตอบ “แน่นอนอยู่แล้วครับ พ่อไม่ต้องห่วง ผมจะดูแลตลอดชั่วชีวิตของผม”
นายอรรถพยักหน้าน้อยๆอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยถาม “กลับไปบ้านมาแล้วหรือยังลูก”
ปรมะก้มหน้าพลางลอบถอนหายใจระบายความหนักอึ้งภายในจิตใจ ภาพของมารดากับชายชู้ยังคงตรึงอยู่ในหัว หากคุณพ่อรู้เข้าจะว่าอย่างไรนะ ชายหนุ่มครุ่นคิดกังวล “ไปรู้เห็นอะไรมาหรือเปล่า” ผู้เป็นพ่อถามอย่างเดาได้เมื่อเห็นท่าทางกลัดกลุ้มของลูก “คุณพ่อทราบแล้วหรือครับ” ชายหนุ่มมองหน้าบิดาก่อนถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจ นายอรรถพยักหน้ารับอีกครั้ง ความขมขื่นแสดงออกมาทางดวงตาอย่างปิดไม่มิด “โอ๊ตอย่าอยู่ที่บ้านเราเลยนะ ออกไปอยู่ที่คอนโดที่ไหนสักแห่งของเราก็ได้” นายอรรถบอกลูกด้วยรู้ว่า ปรมะคงไม่มีความสุขหากจะต้องทนอยู่ร่วมชายคากับแม่และชายชู้ เศรษฐีชราทราบดีถึงข่าวคราวความประพฤติของภรรยาสาวใหญ่ ด้วยสั่งให้สุพจน์ ลูกน้องคนสนิท คอยรายงานความเป็นไปต่างๆทั้งเรื่องที่บ้านและงานบริษัทให้เขาได้รับรู้ อาการนายอรรถทรุดหนักลงเมื่อรู้ว่าภรรยาของตนพาชายชู้มาระเริงสวาทกันถึงที่บ้าน ทั้งเสียใจและแค้นระคนกันที่เมียและอดีตนายทหารผู้เคยทำหน้าที่คุ้มกันเขา กลับสมคบกันทรยศต่อเขาได้ลงคอ “พ่อจะสั่งให้สุพจน์จัดการเรื่องที่อยู่ใหม่ให้ แล้วจะหารถใหม่ เอาแบบกันกระสุน” แม้เสียงนั้นจะผ่านออกมาจากปากคนป่วยอย่างแผ่วเบา หากก็เต็มไปด้วยความหนักแน่นตามลักษณะของคนที่คุ้นเคยกับการสั่งการอยู่เป็นนิจ “คงไม่ต้องถึงขนาดนั้นมั้งครับพ่อ คนที่ปองร้ายผม ก็จะถูกจับอยู่แล้ว” ปรมะหมายถึงพงศธร นายอรรถส่ายหน้าช้าๆ มองลูกด้วยสายตาของคนที่มีประสบการณ์ชีวิตมามากว่า “แล้วถ้ากฎหมายทำอะไรมันไม่ได้ล่ะ เราจะทำยังไง ทางที่ดีเราควรระวังตัวไว้บ้าง บางทีเราอาจจะมีศัตรูที่เรามองไม่เห็นอยู่ก็ได้” ฟังเหตุผลของผู้เป็นพ่อแล้ว ชายหนุ่มก็ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง จริงอย่างที่นายอรรถว่า พงศธรอาจจะรอดตัวไปได้อีกในคราวนี้ ซึ่งคนอันธพาลพรรค์นั้นอาจจจะกลับมาแว้งกัดเขาทีหลังได้ ปรมะจึงต้องยอมจำนนทำตามคำแนะนำของบิดา
ปรมะกลับไปได้ครู่ใหญ่แล้ว หลังจากที่สุพจน์คนสนิทของบิดากลับเข้ามาเฝ้าดูแล นายอรรถหลับตาลงคล้ายพยายามข่มความรู้สึกต่างๆในจิตใจ ช่วงเวลาที่นอนรอความตายนี้เอง ที่ทำให้เศรษฐีชรา ได้มีโอกาสทบทวนเรื่องราวต่างๆในอดีต นึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองหลายเรื่อง โดยเฉพาะบาปกรรมที่ทำร้ายจิตใจผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยา เขมจิรา…นายอรรถในวัย 39 ปี ตกหลุมรักสาวน้อยเขมจิราที่เพิ่งอายุครบ 21 อย่างหัวปักหัวปำทันทีตั้งแต่ครั้งแรกเห็นจากการแนะนำของผู้ใหญ่ ด้วยวัยที่ต่างกันถึง 18 ปี ทำให้เขมจิรามีท่าทีอิดเอื้อนปฏิเสธที่จะตกลงปลงใจกับเขา ทว่าหล่อนก็ต้องจำยอมตามคำสั่งของผู้ใหญ่ ‘คุณอรรถ สัญญากับเขมได้ไหมคะว่า จะไม่ข่มเหงน้ำใจเมื่อเราแต่งงานกันไป’ สาวน้อยเขมจิราเอ่ยบอกอย่างขลาดกลัว ภาพในอดีตเพิ่งจะแจ่มชัดในห้วงคิด นายอรรถกุมมือบางของหญิงสาวไว้ มองหล่อนอย่างรักใคร่ ‘ได้สิจ๊ะ พี่จะดูแลเขมเป็นอย่างดี จะไม่ทำให้น้องน้ำตาตกแม้สักวันเดียว’ คำหวานหว่านล้อมหญิงสาวทุกคำที่เคยพูดพรั่งพรูเข้ามาในโสตประสาทคนใกล้ตายไม่ขาดสาย แล้วสิ่งที่เขาทำกับหล่อนเล่า…นิสัยเจ้าชู้ของเขาที่แก้ไม่หาย ทำให้นายอรรถยังคงแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนบรรดาเมียเก็บ เมียเล็ก เมียน้อยซึ่งเคยมีสัมพันธ์กันมาก่อนหน้าที่จะแต่งงานอยู่เป็นนิจ กระทั่งเขมจิรา ระแคะระคาย หล่อนไม่เพียงแต่ร้องไห้ฟูมฟาย กลับแสดงฤทธิ์เดชตามล่าตามล้างบรรดาบ้านเล็กบ้านน้อยของเขา อย่างที่นายอรรถไม่คาดคิดว่า เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราดูคล้ายไม่มีพิษสง จะสามารถทำได้ถึงขนาดนั้น ความรักความเอ็นดูที่เคยมีให้ค่อยๆมลายหายไป หากเพราะต้องรักษาหน้าตาในสังคมและหน้าตาของผู้หลักผู้ใหญ่ นายอรรถจำต้องประคับประคองชีวิตคู่ที่เริ่มร้าวฉานต่อไป เขมจิรานั้นสุดทนกับพฤติกรรมของสามี จึงขอหย่าตั้งแต่หม้อข้าวไม่ทันดำ หากแต่หล่อนก็ตั้งครรภ์ปรมะเสียก่อน ทำให้นายอรรถไม่ยอมหย่า ทั้งยังบังคับให้หล่อนทนใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเขา โดยให้พ่อแม่ของเขมจิราช่วยบังคับหล่อนอีกแรง ซึ่งทำให้เขมจิราต้องยอมจำนนอีกครั้ง ด้วยว่าตลอดชีวิตหล่อนไม่เคยได้รับเสรีภาพในการตัดสินใจ…นี่เป็นอีกเรื่อง ที่นายอรรถเสียใจ เขาน่าจะยอมหย่ากับหล่อน หลังจากหล่อนคลอดลูก และมีอาการป่วยด้วยโรคซึมเซาหลังตั้งครรภ์ กระทั่งสภาพจิตใจที่ย่ำแย่นั้น ทำให้หล่อนเกือบจะฆ่าลูกในไส้ของตัวเอง และด้วยเหตุที่ปรมะเกิดมาในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมนี่เอง ทำให้เขมจิรา ชิงชังลูกชาย และกล่าวโทษว่าเขาเป็นมารชีวิตหล่อนมาโดยตลอด นายอรรถถอนหายใจแรงๆ จนรู้สึกเจ็บที่หน้าอก มะเร็งร้ายคุกคามลามไปทั่วร่างของเขาแล้ว ชายชราไม่แน่ใจว่าวันพรุ่งนี้เขาจะยังมีลมหายใจอยู่อีกหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆเขาคงไม่มีโอกาสได้สั่งเสียลูกชายอีกคน ซึ่งยังนอนเจ็บไม่ได้สติ แสงไฟอ่อนๆจากโคมไฟติดผนังบริเวณหัวเตียง สาดลำแสงนวลกระทบหยาดน้ำที่ไหลออกจากตาผ่านร่องรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าหมองคล้ำ “คีย์…ลูกพ่อ อภัยให้พ่อด้วย ที่พ่อไม่ได้ทำหน้าที่พ่อให้แก่ลูก” เขารำพึงเบาๆกับความสลัวรางภายในห้องพัก มีเพียงชุติมาและเขาเท่านั้นที่รู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของคิรากร ชุติมาซึ่งอดีตเคยเป็นพนักงานคนแรกๆในยุคเพิ่งเริ่มก่อตั้งบริษัท ตกเป็นเมียลับๆของนายอรรถโดยที่ไม่มีใครระแคะระคาย ชุติมาเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์หลังจากที่นายอรรถแต่งงานกับเขมจิราไปได้ไม่นานนัก ด้วยไม่ต้องการทำลายชีวิตครอบครัวของนายอรรถ และไม่ต้องการเรียกร้องให้นายอรรถรับผิดชอบเด็กในท้อง ชุติมาจึงตัดสินใจแต่งงานกับวสันต์ ญาติห่างๆของนายอรรถที่มอบความรักให้นางด้วยความจริงใจ สิ่งเดียวที่ชุติมาขอร้องนายอรรถไว้ คือขอให้ส่งเสียคิรากรได้เล่าเรียนให้สูงที่สุด และนายอรรถก็ตกลงโดยมีเงื่อนไขว่า คิรากรจะต้องกลับมาทำงานให้อรรถพันธ์ฯ บริษัทของครอบครัว หากแต่เริ่มทำงานมิทันเท่าไร คิรากรก็มาประสบเหตุร้ายเสียก่อน นายอรรถนั้นแสนสงสารและเสียดาย ลูกชายอีกคนของเขา เป็นคนปราดเปรื่องและกำลังมีอนาคตไกลแท้ๆ ไม่น่าต้องพบกับชะตากรรมเช่นนี้ คนสนิทของเขาผล็อยหลับไปแล้ว ปล่อยให้เจ้านายได้จมอยู่กับความขมขื่นในห้วงคิด พรุ่งนี้สุพจน์คงจัดการธุระต่างๆที่เขาสั่งไว้ให้เรียบร้อย จดหมายที่นายอรรถให้สุพจน์ร่างและพิมพ์ขึ้น โดยมีลายเซ็นต์ของนายอรรถกำกับไว้ คงถึงมือของทนายประจำตัว ส่วนเอกสารทางการแพทย์ชิ้นสำคัญนั้น เขาให้ชุติมาเก็บไว้ เขาไว้ใจว่านางคงนำมาใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นจริงๆ นายอรรถระบายลมหายใจอ่อนๆ ด้วยพอจะเบาใจลงได้ว่า อย่างน้อยเขาก็ได้มอบความมั่นคงไว้ให้กับชุติมาและลูกบ้างแล้ว เป็นห่วงก็แต่ปรมะ บุตรชายที่ออกหน้าออกตาคนเดียวของเขา นายอรรถได้แต่ภาวนาขอพรคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองลูกชาย อย่าได้เกิดเรื่องร้ายๆกับปรมะอีกเลย สองตาของนายอรรถค่อยๆเปิดขึ้น ก่อนจะหลับลงอีกครา ลมหายใจที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเริ่มสะดุด ขาดช่วงไม่เป็นจังหวะ เสียงหายใจหอบ รวมทั้งเสียงแขน ขา และร่างที่เสียดสีกับที่นอนไปมาอย่างกระสับกระส่ายของคนป่วย ปลุกให้สุพจน์สะดุ้งตื่นขึ้น ชายกลางคนรีบทะลึ่งพรวดมาที่ข้างเตียงของผู้เป็นนาย “นายครับนาย” สุพจน์เขย่าตัวเจ้านายตามสัญชาติญาน ก่อนที่มือจะคว้าสายสัญญาณเรียกพยาบาล ซึ่งตกห้อยอยู่ข้างเตียงขึ้นมากดเรียก “จัดการ…เรื่อง…ที่ฉันสั่ง…ให้เรียบร้อยนะ” เสียงของนายอรรถขาดๆเป็นห้วงๆขณะสั่งเสียธุระสำคัญก่อนวาระสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง “ครับนาย ไม่ต้องห่วงผมจะจัดการให้เรียบร้อย” สุพจน์บีบมือเจ้านาย รับคำหนักแน่น เปลือกตาของนายอรรถปิดลงอย่างช้าๆ ร่างยังคงขยับไปมาด้วยความเจ็บปวดจากภายใน พยายามจะหายใจแต่ลำคอตีบตันก็คล้ายถูกบีบเค้น มัจจุราชได้มาเชื้อเชิญเขาแล้วสินะ นายอรรถรำพึงในใจอย่างรู้วินาทีข้างหน้าของตน ก่อนที่วิญญาณจะหลุดจากร่าง
……………………..
งานศพของนายอรรถ อรรถพันธานนท์ จัดอย่างใหญ่โตสมเกียรติและฐานะของผู้ตาย คนที่เศร้าโศกเสียใจที่สุดคงมีเพียงบุตรชายคนเดียว ซึ่งบัดนี้รู้สึกเคว้งคว้างคล้ายขาดเสาหลักยึดในชีวิต ส่วนผู้เป็นภรรยานั้นแม้จะพยายามสำรวมกิริยาตลอดระยะเวลา 7 วันที่มีการตั้งสวดพระอภิธรรมศพ หากแต่แววตาอันเปล่งประกายระยิบระยับของเขมจิรานั้น แสดงออกถึงความยินดีปรีดาที่หล่อนมิอาจปกปิดมันไว้ได้อย่างมิดชิด อีกคนที่ดูเหมือนว่าจะโล่งอกเมื่อสิ้นบุญของนายอรรถ ก็คือ นายพสุธา อาเขยของปรมะนั่นเอง ชายหนุ่มไม่เห็นอาการเศร้าสลดหรืออาลัยอาวรณ์ใดๆ ต่อการจากไปของหัวเรือใหญ่ของ อรรถพันธ์เรียลเอสเตท แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จากใบหน้าและแววตาของนายพสุธา และนางอรกานต์ ผู้ภรรยา ซึ่งเป็นน้องสาวคนเดียวของนายอรรถแม้แต่น้อย ปรมะรู้ดีว่าคงเป็นเพราะเรื่องสัดส่วนหุ้นซึ่งได้รับการถ่ายโอนมาให้เขาเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้แบ่งเผื่อแผ่ให้นางอรกานต์ผู้เป็นน้องสาว และตำแหน่งประธานบริษัทฯที่นายพสุธาหมายตาอยู่ อีกไม่นานก็จะตกทอดเป็นของชายหนุ่มตามพินัยกรรมที่ได้นายอรรถได้ระบุไว้ สร้างความไม่พอใจให้กับอาทั้งสองเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มทอดสายตาเหม่อมองบรรดาพวงหรีดดอกไม้สดหลากสี กากเพชรสีเงินของตัวหนังสือบอกชื่อเจ้าของพวงหรีดบนแถบป้ายกระดาษสีดำสนิท ต้องแสงไฟนีออนภายในศาลาอย่างเหงาๆ พวงหรีดแสดงความเสียใจนั้นล้วนมาจากคนใหญ่คนโตในสังคม และสมาคมต่างๆที่บิดาของเขาเป็นสมาชิกและให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ยิ่งใหญ่ หรือมีบารมีล้นฟ้าแค่ไหน สุดท้ายแล้วทุกคนก็หลีกหนีความตายไม่พ้น วันที่ลาจากก็ไปได้เพียงแต่วิญญาน ไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้แม้แต่ร่างกายของตัว ทรัพย์สมบัติทั้งหลายเป็นของนอกกายแท้ๆ อีกเพียงไม่กี่วันข้างหน้า ร่างของบิดาก็คงค่อยๆเน่าเปื่อยผุพังลงเหลือจนเหลือแต่กระดูก ที่จะรอวันเผาให้เหลือเพียงเถ้าธุลี คืนร่างให้สู่แผ่นดินเกิด ตลอด 7 วันที่นั่งฟังพระสวดอภิธรรมศพ ปรมะครุ่นคิดปลงสังขาร หมายให้ดวงวิญญานของผู้เป็นพ่อ ได้ไปสู่สุคติในสัมปรายภพ เขาไม่ต้องการให้บิดามีห่วงกังวลใดๆเกี่ยวกับตัวเขาอีก ชีวิตคนเราก็เท่านี้…เกิดมาแล้วก็แตกดับ มีพบแล้วมีจาก สิ่งที่ทำได้ก็เพียงดำเนินชีวิตต่อไปให้ดีที่สุดก่อนที่จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสวดศพ แขกเหรื่อมาร่วมงานหนาตา รวมทั้งคนสำคัญระดับประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ฯพณฯ รัฐมนตรี ดำรงค์ เลิศปรีชาชัย บิดาของคู่อริ นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จัก พลโทยุทธนา จากการแนะนำของนายพสุธา อาเขยของเขา ราวกับว่านายพสุธามิได้เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ ที่ปรมะได้ข่าวระแคะระคายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนายพสุธากับนายพลยุทธนา และธุรกิจนอกกฎหมายที่ทั้งสองคนร่วมมือกันอยู่ บางทีอาพสุธา อาจจะยังไม่รู้ก็ได้ ชายหนุ่มคิด ขณะกระชับมือกับนายพลทหารใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพล
—————————–
March 11, 2006
หวัดดีค่ะ เอาเรื่องใหม่ล่าสุดมาให้ลองอ่านกันดู อยากรู้ว่าจะชอบกันมั้ย แต่ไม่รับประกันว่าจะเอาตอนต่อไปมาลงได้เมื่อไหร่นะคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องของกิ่งแก้ว สาวโสดคนสุดท้ายในนิยาย 2 เรื่องแรกที่เขียนจบไป หวังว่าคงชอบกันนะคะ
*********************************
มีคู่เสียที ดีไหม โดย มิตรสินี
บทที่1 นักดูตัวมืออาชีพ
อาหารจีนกลิ่นหอมกรุ่นนานาชนิดถูกทยอยยกมาวางลงบนแท่นหมุนกลางโต๊ะจนครบ จานสุดท้ายที่อยู่ในชุดอาหารหลักก่อนที่จะเสิร์ฟของหวานเป็นชุดต่อไป คือเป็ดปักกิ่งอบน้ำผึ้ง ซึ่งได้รับการแล่เนื้อหั่นเป็นชิ้นบางพอดีคำ ข้างจานแนมด้วยยอดคะน้าใบอ่อนๆลวกกับน้ำซุปพอให้ผักสลด สีเขียวเข้มเป็นมันปลาบของใบคะน้าตัดกับสีชมพูอ่อนของขิงดองที่ถูกมุ่นม้วนดูคล้ายดอกกุหลาบ ตกแต่งให้อาหารจานนั้นดูน่าลิ้มลองมากขึ้นเป็นอักโข
เจ้าของมือเล็กๆขาวนวลมีเนื้ออิ่มอูมอย่างคนที่ไม่เคยผ่านการทำงานหนัก ตั้งตะเกียบกับโต๊ะเพื่อจัดให้ทั้งสองขาเท่ากัน ก่อนจะยื่นมือไปคีบเนื้อเป็ดล้วนๆหลายชิ้น มาใส่จานกระเบื้องพอร์ซเลนตรงหน้า โดยมิใยดีกับผักแกล้มสีสันสวยงามข้างจาน หล่อนสูดดมกลิ่นอันเย้ายวนนิดหนึ่งก่อนจะส่งเนื้อเป็ดชิ้นแรกเข้าปาก
ริมฝีปากบางเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนเบาสบเข้าหากัน ขณะค่อยๆละเมียดเคี้ยวชิ้นเนื้อนุ่ม สีหน้าหล่อนแสดงออกถึงความพึงพอใจในรสชาติ อันสมกับที่เป็นอาหารของเหลาชื่อดังย่านถนนพระราม 3
“อะแฮ่ม! อะแฮ่ม! หนูแก้วคะ” หญิงวัยกลางคนหน้าตาบอกเชื้อสายจีน แสร้งกระแอมไอเพื่อเรียกความสนใจจากหญิงสาวผู้กำลังเพลิดเพลินกับอาหารอันโอชะอย่างไม่กังวลเรื่องปัญหาไขมันส่วนเกิน
“คะ? ว่าไงนะคะ” กิ่งแก้วลดตะเกียบสีงาช้างลง ก่อนหันไปถามพลางเลิกคิ้วมองคุณวิมล ผู้ซึ่งเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการจัดการนัดในวันนี้
“เมื่อตะกี้นี้ คุณปริญญา เธอถามว่า หนูแก้วชอบไปเที่ยวต่างประเทศหรือเปล่า หนูแก้วยังไม่ได้ตอบเลยนะคะ”
หญิงสาวผิวขาวราวหยวกกล้วย ยิ้มน้อยๆ พร้อมส่งยิ้มเลยเผื่อไปให้ชายหนุ่มผิวขาวพอๆกัน ซึ่งนั่งอยู่ด้านตรงกันข้าม
“อ๋อ ชอบสิค่ะ แต่แก้วไม่ค่อยได้ไปบ่อยหรอกค่ะ ไม่ค่อยว่าง” ตอบเสร็จก็กลับไปสนใจเป็ดตรงหน้าต่อ
“คุณแก้วท่าทางจะชอบทานเป็ดมากนะครับ” ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกชื่อว่า ปริญญากล่าวอ้อมแอ้ม ด้วยแลเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าดูเหมือนจะสนใจรับประทานอาหารตรงหน้ามากกว่าการพูดคุยกัน
กิ่งแก้วระบายยิ้มแต่พองาม ในระดับที่มั่นใจว่าจะไม่ทำให้เกิดรอยยับใดๆรอบดวงตากลมโต อันผ่านการศัลยกรรมตาสองชั้นมาแล้ว
“แหม…ก็เป็ดที่นี่เขาอร่อยขึ้นชื่อนี่คะ” พูดแล้วก็ยกผ้าเช็ดปากขึ้นมาแตะๆรอบๆริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนตั้งข้อศอกข้างขวาไว้บนโต๊ะ เอามือขึ้นเท้าคาง ทำหน้าแฉล้มเป็นเชิงบอกว่า ‘เอาละ สนใจฟังตั้งใจคุยก็ได้ (วะ)’
“ที่ถามว่าชอบไปเที่ยวเมืองนอกมั้ย หมายความว่าถ้าแก้วชอบคุณปริญญาจะลดค่าแพ็คเกจทัวร์ให้เป็นพิเศษอย่างนั้นหรือเปล่าคะ”
หล่อนถามน้ำเสียงระรื่นทีเล่นทีจริง หมายมาดในใจว่า ถ้าหากปริญญา หรือ คุณโหงว (หรือคุณชายห้า ที่หล่อนแอบตั้งชื่อให้) ผู้ซึ่งเป็นทายาทคนสุดท้องของเจ้าของกิจการทัวร์ต่างประเทศชั้นนำ จะใจป้ำเซ็นต์หลังนามบัตรว่า ‘ลด 50% ตลอดชีพ’ แต่พอเห็นรอยยิ้มที่บานเต็มหน้ารวมทั้งประกายแวววาวเล็ดลอดออกมาจากดวงตาเล็กยิบหยีแล้ว กิ่งแก้วก็นึกอยากจะตบปากตัวเอง
“คงไม่ต้องลดหรอกครับ เพราะบางทีคุณแก้วอาจจะได้ไปเที่ยวฟรีทุกทัวร์”
กิ่งแก้วลดมือที่ยันคางลงอย่างฉับพลันทันใด เข้าใจนัยของคำพูดในบัดดล ไม่ใช่ว่าคุณชายห้า แห่งตระกูลเหมา ใจดีหรอกนะ แต่นั่นหมายความว่า เขาวาดหวังจะให้หล่อนตกลงปลงใจร่วมหอลงโรงกับเขาต่างหาก
เป็นนางสาวกิ่งแก้ว รัตนจินดามหาศาล อย่างทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว หล่อนไม่ได้นึกพิศวาทอยากเป็นสะใภ้เล็กของตระกูลเหมาเจริญทรัพย์ยิ่ง ซึ่งเป็นตระกูลอัครมหารวยเลยสักนิด ต่อให้เป็นตระกูลอัครอภิมหารวยดับเบิ้ลรวยตระกูลไหนๆ หล่อนก็ไม่สน ด้วยหล่อนรักและหวงแหนชีวิตโสดที่สุด รักมากๆเลยทีเดียวละ ไม่อย่างนั้นจะกอดความสาวรักษาพรหมจรรย์มาจนถึงอายุ 35 ได้หรือ!
“สงสัยคงจะไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ” น้ำเสียงหล่อนสะบัดเล็กน้อย ไม่มีรอยยิ้มปรากฏขณะพูด บอกให้รู้ว่าหล่อนค่อนข้างจริงจังกับความนัยที่ส่งไปนั้น
ทว่าทันทีที่พูดจบ กิ่งแก้วก็สะดุ้งโหยงๆ ด้วยรู้สึกเจ็บหนึบๆที่หน้าขาด้านซ้าย และเมื่อก้มลงไปมองที่ต้นตอ หล่อนก็เห็นมืออวบอูมของมารดาวางแปะอยู่อย่างรอท่าว่า ขืนหล่อนพูดอะไรไม่เข้าหูอีก สองนิ้วของหม่าม้า ก็พร้อมจะหนีบหน้าขาหล่อนให้เขียว
“หนูแก้ว คงหมายความว่าเกรงใจคุณปริญญาล่ะสิ” วิมล ผู้ทำหน้าที่ ‘แม่สื่อ’ เป็นอาชีพเสริม รีบเอ่ยปากแก้ตัวแทนฝ่ายหญิง ผู้ทำท่าราวกับไม่ใส่ใจกับการนัดดูตัวในวันนี้สักเท่าไร
ถ้าเป็นลูกเป็นเต้า วิมลอยากจะจับกิ่งแก้วเขย่าให้รู้สึกตัวเสียบ้าง อายุก็มากแล้ว หน้าตาก็ไม่ได้สวยเป็นนางสาวไทยเสียหน่อย นางสู้อุตส่าห์จับคู่ หาหนุ่มรวยๆมานัดขอดูตัวให้ตั้งหลายต่อหลายราย กิ่งแก้วก็ไม่สนใครสักที หากไม่ใช่ว่านางสนิทกับเจ๊เหมยฮัว มารดาของกิ่งแก้ว กับหวังค่าจ้างค่าออนนิดหน่อยแล้วละก็ วิมลจะไม่ยอมนัดชายหนุ่มคนไหนมาดูตัวกิ่งแก้วโดยเด็ดขาด เสียทั้งเวลา และอารมณ์
“ค่ะ แก้วหมายความว่าอย่างนั้นละ” หล่อนฝืนยิ้มทั้งยังคลำต้นขาที่เพิ่งโดนหยิกมาหมาดๆป้อยๆ ‘ม้านะม้า แค่นี้ก็ต้องทำร้ายร่างกายกันด้วย’ หล่อนบ่นว่ามารดาอยู่ในใจ
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ เราคนกันเอง” หนุ่มใหญ่วัยใกล้ 40 บอกด้วยน้ำเสียงสุภาพ ยิ้มหน้าบานเสียจนนัยน์ตาเล็กหยีแทบจะปิดกลายเป็นเส้นตรง
กิ่งแก้วนึกสงสัยก่อนหน้าที่จะมาดูตัวนักว่า ปริญญาอายุขนาดนี้ ทำไมหาแฟนเองไม่ได้จนต้องพึ่งพากระบวนการดูตัว วิธีที่ชาวไทยเชื้อสายจีนหลายครอบครัวนิยมใช้ เพื่อเฟ้นหาคู่ให้บุตรหลาน โดยมีแม่สื่อเป็นโต้โผจัดการติดต่อและป้อนข้อมูลสรรพคุณของแต่ละฝ่าย เรียกเป็นภาษาอังกฤษก็คือ เป็น Match Maker ดีๆนี่เอง
ตามที่คุณวิมลเล่าสรรพคุณชายหนุ่มคนที่คาดว่าจะ ‘สม’ กันกับหล่อนนั้น ได้ความว่า นอกจากทรัพย์สมบัติที่ใช้ไปถึงชาติหน้าก็ยังไม่หมดแล้ว ปริญญายังเป็นคนขยันขันแข็ง เอาการเอางาน จบปริญญาโทจากอเมริกา ไม่มีนิสัยเจ้าชู้ก้อร่อก้อติก เหตุที่ยังหาคู่ไม่ได้ ทั้งๆที่คุณสมบัติเพียบพร้อมเช่นนี้ (ยกเว้นว่าหน้าตากระเดียดไปทางแป๊ะยิ้มมากไปนิด) ก็เพราะปริญญามัวแต่ห่วงขยายกิจการจนลืมที่จะหาคู่ให้ตัวเอง ประกอบกับเป็นคนขี้อาย ก็เลยได้กินแห้วไปหลายกระป๋อง
แม่สื่อยังเสริมอีกว่า ทันทีที่ปริญญาได้เห็นรูปถ่าย (แต่งงดงามจากสตูดิโอ) ของกิ่งแก้ว บวกกับคุณสมบัติด้านการศึกษาและการทำงาน ชายหนุ่มก็กระตือรือร้นที่จะขอดูตัวทันที อีกทั้งยังเป็นคนเลือกสถานที่นัดเป็นภัตตาคารอาหารจีนที่ขึ้นชื่อแห่งนี้อีกด้วย
คุณสมบัติการศึกษาอย่างนั้นหรือ? หล่อนจบเพียงปริญญาตรีมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งไม่ใช่อันดับ 1 หรืออันดับ 2 ของเมืองไทยสักหน่อย ส่วนการทำงาน ตลอดชีวิตหล่อนไม่เคยเป็นลูกจ้างใคร เพราะหางานทำไม่ได้ ก็เลยต้องตกกระไดพลอยโจนทำงานให้ครอบครัว กิ่งแก้วยังนึกไม่ออกว่า คุณสมบัติ 2 ข้อนี้ มันเลิศเลอเสริมหล่อนให้เด่นขึ้นมาได้อย่างไร หญิงสาวปักใจเชื่ออย่างสุดลิ่มทิ่มประตูว่า ปริญญาจะต้องหลงความงามที่เห็นจากภาพถ่ายเป็นแน่
ก็รูปที่มารดาหล่อนคัดเลือกไปให้นั้น กิ่งแก้วงามน้อยเสียเมื่อไร แค่คิดอยากจะมีรูปสวยๆที่ถ่ายโดยสตูดิโอถ่ายภาพชั้นดีเก็บเอาไว้ดูยามแก่แท้ๆ ไม่คาดว่ารูปเหล่านั้นจะกลายมาเป็นรูปโฆษณาเชิญชวนให้มาดูตัวหล่อนไปเสียชิบ
หากเป็นคนอื่นที่ไม่ชอบวิธีจับคู่ให้บุตรหลานแบบดึกดำบรรพ์เช่นนี้ อาจจะมีการประท้วง หลบฉากไม่ยอมมาให้ดูตัวเสียอย่างนั้น แต่สำหรับกิ่งแก้วแล้ว หล่อนไม่เคยปฏิเสธ เมื่อใดที่มารดาร้องขอ หล่อนก็ ‘จัดให้’ ยินดีไปให้ดูตัวตามที่มารดาต้องการ และการดูตัวแต่ละครั้งหล่อนก็แต่งตัวสวยเต็มที่ รักษากริยามารยาทพอควร อาจจะมีหลุดๆบ้างบางครั้ง แต่ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียดจนอีกฝ่ายเมิน
เหตุผลที่หล่อนไม่เคยอิดออดนั่นหรือ…หึๆ กิ่งแก้วหัวเราะด้วยมาดนางร้ายอยู่ในใจ นอกจากจะอิ่มท้องกินอาหารอร่อย และได้เช็คเรตติ้งเสน่ห์ความงามของตัวเองแล้ว บททิ้งท้ายของการดูตัวนั้น มันหวานหอมชื่นใจน้อยอยู่เสียเมื่อไร
. ………………………
“หมื่นนึง! เขาใส่ซองมาให้แกตั้งหมื่นนึงเชียวหรือนังแก้ว” เนาวนิตย์เพื่อนสาวของหล่อนร้องถามอย่างแทบไม่เชื่อหูตัวเองกลางร้านอาหารญี่ปุ่น ย่านสยามสคแวร์ มือที่ตั้งท่าจะดึงหลอดมาดูดชาเขียวเย็นชะงักค้าง
“ก็ใช่น่ะซี่” กิ่งแก้วลอยหน้าลอยตา ส่ายหัวกระด็อกกระแด๊กราวกับนางเอกหนังแขก จนผมที่เพิ่งไปยืดตรงและทำไฮไลท์สีน้ำตาลแดงมานั้นสะบัดพริ้วไปมา หญิงสาวยิ้มกริ่มอย่างกระหยิ่มใจ ก่อนจะคีบข้าวปั้นหน้ากุ้งเข้าปาก
“มิน่าล่ะ แกถึงไม่พลาดการดูตัวนัดไหนๆเลย ใช่มั้ยนังแก้ว” บุษบงเพื่อนรักของหล่อนอีกคนถามอย่างอดหมั่นไส้ไม่ได้
“ฮู้ว!ตั้งหมื่นนึง ฉันต้องรับจ็อบเขียนบทความตั้ง 3 เรื่องแน่ะ แล้วกว่าจะได้เงินหมื่นนี่นะ ฉันก็ต้องค้นคว้าหาข้อมูลตาเหลือก แต่แกนี่แค่ไปนั่งๆยิ้มๆ ก็รับมาแล้วหมื่นนึง” เนาวนิตย์ผู้มีอาชีพนักข่าวประจำนิตยสารเชิงครอบครัวเอ่ยขึ้น ราวกับจะตัดพ้อถึงโชควาสนาของตัว
“แหมแก! ก็ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆนะยะ ฉันก็ต้องแต่งองค์ทรงเครื่อง เสริมความงาม เสียเงิน เสียเวลา มันก็ต้องทำอะไรบ้างเหมือนกัน” กิ่งแก้วบ่นถึงความยากลำบากของตัวเองอย่างไม่จริงจังนัก
“ฉันก็เห็นแกแต่งตัว ‘งาม’ ออลเดอะไทม์ อยู่แล้วนี่ยะ จะยกมาอ้างทำไม”
บุษบงผู้ที่ยังหมั่นไส้เพื่อนไม่หายแกล้งค่อนขอด ด้วยว่ากิ่งแก้วนั้นเป็นสุดยอดของผู้ตามแฟชั่น หล่อนเป็นคนที่สนใจดูแลความงาม และตามแฟชั่นอย่างกระชั้นชิดไม่มีตกขอบ ไม่ว่าจะเป็นทรงผม เทรนด์แต่งหน้า เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ไล่เลยไปถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณต่างๆ เรียกว่าตั้งแต่หัวจรดเท้าของกิ่งแก้ว คล้ายมีป้ายที่มองไม่เห็นเขียนบอกไว้ว่า ‘ฮิป ฮิป ฮิป ฮิป’
ความทันสมัยของกิ่งแก้วเป็นที่รู้กันทั่วภายในเพื่อนรุ่นเดียวกัน กระทั่งมีคนกล่าวว่า หากเพื่อนคนใดออกไปอยู่ป่าอยู่ดอยมานาน หรือมัวแต่เลี้ยงลูกปรนนิบัติสามี จนตกกระแสโลก แล้วต้องการจะรับรู้ข่าวใหม่ๆในวงการความสวยความงามอีกครั้ง ควรกดโทรศัพท์ไปหากิ่งแก้วด่วน โดยกิ่งแก้วอาจจะแถมข่าวดาราฮอลลีวูดที่กำลังฮอตให้ประดับสมองอีกด้วย จนเป็นที่มาของสโลแกนที่ว่า ‘เกาะกิ่งแก้วไว้ไม่มีเอ้าท์’
เจ้าแม่แฟชั่นวาดมือขึ้นมาปิดที่ปากบางก่อนหัวเราะน้อยๆอย่างมีจริต ภาคภูมิใจในคำค่อน ซึ่งหล่อนแปลเป็นคำชมด้วยตนเองเสร็จสรรพเรียบร้อย
“เวลาออกไปดูตัวแบบนี้ มันก็ต้องมีแต่งตัวเพิ่มกว่าปกตินิดหน่อย จะได้มีผลกับเงินในซอง” นักดูตัวมืออาชีพกล่าว
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า หากชายหนุ่มที่นัดขอดูตัวสาวนั้น มีความพึงพอใจ ฝ่ายชายก็จะต้องเอาเงินใส่ซองให้เป็นการบอกว่าสนใจต้องการจะสมัครรักใคร่กับสาวเจ้า พอใจมากก็ใส่มาก แต่ถ้าไม่พอใจบางคนอาจจะไม่ใส่เลย หรืออาจจะให้นิดหน่อย นัยว่าพอให้เป็นค่าแท็กซี่กลับบ้าน
จากประสบการณ์การไปให้ฝ่ายชายดูตัวมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งถ้าจะนับเป็นเวลาก็ยาวนานกว่า 10 ปี กระทั่งหล่อนแทบจะนับว่าการรับนัดดูตัวเป็นจ็อบพิเศษของหล่อน ด้วยได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ซองที่กิ่งแก้วได้รับมักมีเงินสอดอยู่เป็นจำนวนมากเสมอ อย่างน้อยๆก็ต้องได้สัก 2000 บาท มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ที่หล่อนได้มาแค่ 200 ด้วยว่าวันนั้นฝ่ายชายพูดจาไม่เข้าหู จนทำให้หล่อนอารมณ์เสีย เลยเผลอปากตอบโต้ไปบ้าง อันเป็นผลทำให้เกียรติประวัติการดูตัวของหล่อนด่างพร้อย จนไม่กล้าบอกให้เพื่อนๆรู้ว่า หล่อนก็เคยได้เงินจำนวนน้อยมาเหมือนกัน
“เดือนๆนึงแกได้ดูตัวกี่หนวะแก้ว” เนาวนิตย์โพล่งถามขึ้นมา ใบหน้าครุ่นคิด
“บ้า! ใครเขาจะมาดูตัวกันเดือนละหลายหน ปีนึงฉันรับแค่ 5-6 ครั้งเท่านั้นละ” นักดูตัวตอบ
“5-6 ครั้ง ก็ตีได้ว่า 2 เดือนครั้ง สมมติว่า ได้ครั้งละห้าพัน ก็เท่ากับว่ามีเงินพิเศษมาเดือนละสองพันห้า” เนาวนิตย์คิดคำนวณ แล้วความคิดบางอย่างก็วาบเข้ามา หล่อนจึงเอ่ยบอกเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงจริงจังมากๆ “เออว่ะ อาชีพนี้น่าสน แกเอาชื่อ เบอร์โทร พร้อมคุณสมบัติฉันไปเสนอ แม่สื่อแกหน่อยสิ ฉันยินดีรับเดือนละ 1 ครั้ง เป็นอย่างน้อย”
กิ่งแก้วกับบุษบงได้ยินแทบจะสำลักซูชิออกมาพร้อมกัน ด้วยตะลึงกับความคิดอันล้ำเลิศของเพื่อน
“แกมีแฟนแล้ว จะไปนัดดูตัวทำบ้าอะไรล่ะนังนิตย์” บุษบงรีบเอ่ยเตือนสติเพื่อน “ถ้าคุณติ้นรู้เข้า เขาจะว่ายังไง” หล่อนอ้างถึง ติณณ์ ชายหนุ่มที่เนาวนิตย์เพิ่งตกลงปลงใจเป็นแฟนด้วยหมาดๆ
“ก็ไม่ต้องให้เขารู้สิ ถ้าเขารู้ฉันก็จะบอกความจริงว่า ฉันแค่ต้องการหารายได้เสริม เก็บเงินไว้ซื้อบ้านไง” เนาวนิตย์เฉลยความคิดของตัว
“เมื่อไหร่ แกจะคิดอะไรเหมือนๆชาวบ้านเขาบ้างวะนิตย์” กิ่งแก้วส่ายหน้าระอาใจกับความคิดแผลงๆของเพื่อนสาว “แม่สื่อ เขาต้องติดต่อหาคนที่ต้องการจะแต่งงานจริงๆ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆก็จะไปให้ชื่อขอให้นัดดูตัว”
“แล้วแกอยากจะแต่งงานงั้นเหรอนังแก้ว ถึงได้รับนัดดูตัวทั่วราชอาณาจักรแบบนี้” บุษบงถามดักคอ พลางเลิกคิ้วสวยที่ได้รับการตกแต่งจนเข้ารูป
สาวหมวย ขาว อึ๋ม ทำปากเบ้ ก่อนยักไหล่ ตอบว่า “ก็ไม่ได้อยากแต่ง เพียงแต่อยากรู้ว่า ความงามขนาดฉัน จะมีใครสนมั้ย”
คำตอบของหล่อนทำเอาเพื่อนสาวทั้งสองได้แต่กลอกตา แล้วหันมามองหน้ากัน โรคชอบเช็คเรตติ้งของเพื่อนรักยังแก้ไม่หายสักที
“กับอีกอย่าง…ไปแล้วก็ได้เงิน ดีกว่าอยู่เปล่าๆ งวดนี้ได้เงินมาพอดีกับค่าคอร์สนวดหน้าเลย”
คำตอบต่อท้ายยิ่งทำให้เพื่อนทั้งสองกลอกตาหนักเข้าไปใหญ่ บุษบงและเนาวนิตย์จำได้ว่า กิ่งแก้วร่ำๆอยากจะซื้อคอร์สนวดหน้าบำรุงผิว ซึ่งต้องทำต่อเนื่อง 10 ครั้งเป็นเวลา 10 เดือน นัยว่าทำแล้วจะเห็นผลชัดเจนทันตา
เพื่อนรักทั้งสองรู้ดีว่า กิ่งแก้วพยายามทำทุกวิถีทางที่ไม่ใช่การทำศัลยกรรม เพื่อชะลอความสาวให้อยู่คงคู่กับใบหน้าหล่อนให้นานที่สุด คอร์สนวดหน้า คือวิธีล่าสุดที่กิ่งแก้วเพิ่งค้นพบ และเพื่อสิ่งนี้นี่เอง กิ่งแก้วจึงยอมรับนัดดูตัวครั้งที่ผ่านมาโดยไม่มีอิดออด และผลของมันก็ดีกว่าที่คาด ฝ่ายชายใส่ซองมาให้ราวกับรู้จำนวนที่หล่อนต้องการในใจ
หลังจากรับประทานอาหารญี่ปุ่นก็จนอิ่มหนำ เม้าท์กระหน่ำกันเสร็จสรรพ สามสาววัยต้นสามสิบ ก็เริ่มออกเดินชมสินค้าบวกกับย่อยอาหารไปในตัว กิ่งแก้ว บุษบง เนาวนิตย์ ซึ่งเป็นเพื่อนรักร่วมโหลชาดำเย็นสาบานกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย (คือสมัยเรียนพวกหล่อนดื่มน้ำชาดำเย็นที่บรรจุในขวดโหลเนสกาแฟด้วยกันบ่อยๆ กระทั่งพวกหล่อนนับว่า ชาดำเย็นน่าจะเป็นน้ำร่วมสาบานสำหรับพวกหล่อน) มีนัดกันเดือนละครั้งในวันอาทิตย์ ณ สถานที่เดิมที่พวกหล่อนพึงพอใจมาโดยตลอด…สยามสแควร์
สามสาวเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อย่างเพลิดเพลิน กิ่งแก้วเลือกซื้อกระโปรงผ้าทรงบานยาวคลุมเข่า ลวดลายกราฟฟิกสีสดใสอย่างที่กำลังนิยม หล่อนลองสวมใส่อยู่เป็นนานเพื่อให้แน่ใจว่า เข้ากับบุคลิกที่ดูกระฉับกระเฉง และใบหน้าที่ออกสไตล์หมวยนิดๆ ญี่ปุ่นหน่อยๆ เกาหลีน้อยๆของหล่อน (หล่อนขอรวมทุกเชื้อชาติในเอเชียที่ดูน่ารัก) ที่สำคัญเสื้อผ้านั้นต้องไม่เด็กเกินไปสำหรับสาววัยต้นสามสิบอย่างหล่อน (เฮ้อ! ใจจริงหล่อนไม่อยากพูดถึงอายุเลย มันตอกย้ำ)
“แกว่า กระโปรงตัวนี้ฉันใส่แล้วดูโอเคมั้ยวะ” กิ่งแก้วถามเพื่อนสาวทั้งสองเพื่อความแน่ใจ
“เออ ก็โอเคนะ แกขาว ใส่แบบนี้แล้วขับผิวดี ดูผ่องเชียว” บุษบงบอก
“ใส่แล้วไม่ดูเตี้ยไปกว่าเดิมนะ” กิ่งแก้วถามย้ำ ด้วยว่าหล่อนไม่ใช่คนสูง เพรียวอย่างเนาวนิตย์ หล่อนสูงแค่ 158 เซ็นติเมตรเท่านั้น ต่ำกว่ามาตรฐานหญิงไทยนิดหน่อย แต่หุ่นที่สมส่วน ไม่อ้วนไปไม่ผอมไป ทำให้หล่อนดูดี ใส่เสื้อผ้าแบบใดก็ไม่น่าเกลียด
กิ่งแก้วค่อนข้างพิถีพิถันกับเรื่องการแต่งตัวให้เข้ากับตัวเอง หล่อนไม่อยากให้ใครมาหัวเราะเยาะเอาได้ว่า หล่อนใส่เสื้อผ้าไม่เหมาะกับตัว หลายวันก่อนหล่อนเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง คะเนอายุคงราวๆปลาย40 เจ้าหล่อนใส่เสื้อสายเดี่ยวสีดำ สวมกระโปรงสั้นลายสก็อตสีแดงจีบรอบตัว แล้วยังล่อถุงเท้ายาวถึงเข่า เห็นแล้วกิ่งแก้วแทบอยากจะเข้าไปติวเข้ม วิชา
‘แต่งตัวให้สมวัย 101
’ เสียเดี๋ยวนั้น หากหล่อนก็ได้แต่ปฏิญาณกับตัวเองว่า หล่อนจะไม่มีวันแต่งตัวเช่นนั้นเด็ดขาด และคงจะต้องสั่งเสียเพื่อนๆหรือพี่น้องไว้ว่า ถ้าหล่อนเกิดทำตัวแบบป้าคนนั้นเมื่อไร ช่วยยิงหล่อนทิ้งเสียด้วย
พอเลือกซื้อเสื้อผ้า และของกระจุกกระจิกจนพอใจแล้ว ขบวนของสามสาวก็ไปจบลงที่ร้านหนังสือ สามคนแยกย้ายไปยังมุมหนังสือโปรดของแต่ละคน บุษบงตรงดิ่งไปที่นิยายแปลโรม๊านซ์ ซึ่งหล่อนกำลังติดหนึบหนับยิ่งกว่า ติดแฟนหนุ่ม เนาวนิตย์เข้ามุมหนังสือวิชาการด้านสุขภาพ ก่อนจะเลยเรื่อยไปที่หนังสือดูดวง
ส่วนกิ่งแก้ว เข้าไปหยิบๆจับๆ หนังสือสารคดีท่องเที่ยวอยู่หลายเล่ม ด้วยว่าช่วงนี้หล่อนรู้สึกอยากไปเที่ยวที่ไหนสักที่ ติดที่งานที่โรงงานของครอบครัวยังยุ่งอยู่มาก ทำให้หล่อนขอหยุดไม่ได้เลย ท่องเที่ยวไปตามตัวอักษรไปก่อน คงพอช่วยชะลอให้ชีพจรหล่อนไม่ลงมาที่เท้าได้บ้าง
กิ่งแก้วเลือกหนังสือท่องเที่ยวมาสองเล่ม เล่มหนึ่งเที่ยวกัมพูชา อีกเล่มหนึ่งเที่ยวภูฐาน ก่อนจะเดินเลยมามุมหนังสือประเภทแนะนำวิธีโน่นนี่สารพัด หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษง่ายๆว่า How to หล่อนตั้งใจจะหาดูว่า มีใครแปลหนังสือสอนการแต่งหน้าของ บ็อบบี้ บราวน์ เมคอัพอาร์ตติสท์ชื่อดังออกมาหรือยัง ก็ภาษาอังกฤษของหล่อนไม่แข็งแรงนี่นา ก็เลยไม่อาจเอื้อมซื้อต้นฉบับภาษาอังกฤษมาแกะอ่านทีละตัวได้
ระหว่างที่มองไล่เรื่อยไปบนชั้นหนังสือ หญิงสาวก็นิ่วหน้ากับหนังสือสีสันจัดจ้าหลายเล่ม ที่วางเรียงรายให้เห็นอย่างสะดุดตา
‘มารยาหญิง พันเล่มเกวียน’ ‘จับผู้ชายให้ได้ภายใน 7 วัน’ ‘50 วิธีมัดใจผู้ชาย’ ‘ล่อผู้ชายมาตกหลุม’ ‘เดทแบบนี้ได้แต่งแน่’ ‘ทำอย่างไรให้ตกคาน’ ‘30 ยังแจ๋วก็มีรักหวานแหววได้’ และเล่มสุดท้ายที่สะดุดใจหล่อนมาก ‘กลวิธีหาคู่ให้ได้ หลังอายุ 35’
หล่อนอายุ 35 ปีนี้แล้ว ควรจะหยิบเล่มนี้มาอ่านหรือเปล่านะ ‘เฮ้ย!ฉันไม่ได้อยากมีคู่จนตัวซีดตัวสั่น ถึงขั้นต้องพึ่งพาหนังสือสารพัดวิธีจับผู้ชายนะ’ หล่อนรีบร้องบอกตัวเองก่อนที่มือจะเอื้อมไปหยิบหนังสือหนึ่งในหลายเล่มนั้นขึ้นมา
มีบางอย่างสะกิดใจกิ่งแก้วอย่างแรง จนหล่อนอดรนทนไม่ไหว ต้องไปลากเพื่อนทั้งสองมายังชั้นหนังสือประเภท ‘ฮาวทูล่าผู้ชาย’
“พวกแกดูนี่ซิ เดี๋ยวนี้สังคมไทยเราวิกฤติถึงขึ้นที่ต้องมีคนลุกมาเขียนหนังสือสอนผู้หญิงล่าผู้ชายแล้วเหรอ” กิ่งแก้วชี้นิ้วกราดไปยังหนังสือที่วางรายเรียงอยู่บนชั้น
“ก็สังคมสมัยนี้เขารณรงค์ให้หญิงชายเท่าเทียมกันนี่แก” บุษบงบอกเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ ค่าที่ถูกขัดจังหวะในการเลือกซื้อนิยายโรม๊านซ์วาบหวิว
“เฮ้ย ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” กิ่งแก้วรีบขัด หล่อนก็เห็นด้วยเรื่องสิทธิสตรี และไม่รู้สึกแปลกที่ผู้หญิงบางคนอาจจะเริ่มจีบผู้ชายก่อน แต่หล่อนเกิดคำถามวูบขึ้นมาว่า “ผู้หญิงกลัวการขึ้นคานมากเสียจนต้องมีหนังสือพวกนี้ออกมาแนะนำกันให้สลอนขนาดนี้เลยหรือ แทนที่จะแนะนำวิธีการครองตัวเป็นโสด อย่างมีความสุข เพราะจะช่วยให้ผู้หญิงเราใจสงบมากกว่าร้อนรุ่มและฟุ้งซ่านกับการตามหาความรักนะ”
เพื่อนสาวสองคนซึ่งเพิ่งก้าวพ้นจากคำว่า ‘อนาคตคานทอง’ ได้ฟังสุนทรพจน์ของนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีโสดแล้วต่างก็พยักหน้าหงึกหงัก
“ก็คนที่เขาอยากมีคู่ก็มีนี่แกอยากอยู่เป็นโสดก็อยู่ไป จะไปร้องห้ามคนที่เขาอยากมีได้ไงล่ะ” เนาวนิตย์เอ่ยขัดขึ้นเบาๆ ด้วยหล่อนเคยตกอยู่ในสภาพโสดและอยากมีแฟนมากถึงมากที่สุดมาก่อน
“ฉันไม่ได้ร้องห้ามนะ แต่แกดูหนังสือพวกนี้สิ มันจะมากเกินไปแล้ว ยิ่งพิมพ์มาก็ยิ่งประกาศความพ่ายแพ้ของผู้หญิง ว่าเราต้องการผู้ชายมากแค่ไหน ดูสิไม่มีหนังสือสอนผู้ชายให้จีบผู้หญิงซักกะเล่ม โอ๊ย! ยิ่งพูดยิ่งเดือด” เสียงของหล่อนสั่นตามอารมณ์ที่พุ่งขึ้น
บุษบงเดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนรักเบาๆ เป็นเชิงบอกให้เพื่อนเย็นลง ก่อนจะเอื้อมไปหยิบหนังสือที่มีชื่อว่า ‘กลวิธีหาคู่ให้ได้ หลังอายุ 35’ ขึ้นมา
“แกลองเอาหนังสือเล่มนี้ไปอ่านดูละกัน ฉันซื้อให้เอง เผื่อจะเข้าใจอารมณ์ของคนอยากมีคู่มากขึ้น”
พูดจบบุษบงก็ส่งยิ้มอ่อนๆให้เพื่อนสาว พร้อมมองหล่อนด้วยแววตาปรานี หล่อนอยากให้กิ่งแก้วได้รู้บ้างว่า การมีคู่นั้นมันทำให้จิตใจเป็นสุขสดใสซาบซ่า ต่างจากชีวิตโสด…ที่ก็อาจจะเป็นสุขเหมือนกันของกิ่งแก้ว
มันเป็นความสุขคนละแบบ สุขแบบคนโสด กับสุขแบบคนมีคู่ ฉะนั้นต่างฝ่ายต่างไม่ควรกล่าวหาว่าร้ายซึ่งกันและกัน ด้วยแต่ละฝ่ายเป็นปัจเจกชน ล้วนมีความต้องการไปกันคนละแบบ เช่นเดียวกับที่กิ่งแก้วที่ยึดว่าอยู่เป็นโสดก็เป็นสุขได้ ก็ไม่ควรจะไปกล่าวว่าคนที่เขาอยากมีคู่ จนต้องพึ่งพาหนังสือ
“ก็ทีแกกับพวกผู้ชายทั้งหลาย ยังต้องมีการนัดดูตัวเพื่อหาคู่เลย แกได้ยินยอมนำตัวเองเข้าสู่วังวนของการอยากมีคู่แล้ว แกจะมาบ่นหาพระแสงอะไร” เนาวนิตย์บอกเพื่อนด้วยสำนวนวิชาการ พอจะเป็นสุนทรพจน์ได้ไม่แพ้กัน
“ฉันอยากมีคู่ที่ไหนเล่า ก็บอกแล้วไงว่า ฉันไปดูตัวเพื่อเหตุผลอื่นไม่ใช่เพราะอยากมีคู่” กิ่งแก้วร้องค้านแก้ข้อกล่าวหา
บุษบงและเนาวนิตย์มองหน้ากันแล้วก็ต้องกลอกตาเป็นรอบที่สาม ก่อนที่จะเดินกลับไปที่มุมหนังสือโปรดของตนต่อไป โดยไม่ใส่ใจเพื่อนสาวผู้ยังลักลั่นกับตัวตนสองด้านของตนเองอยู่ ระหว่างความเป็นนักดูตัวมืออาชีพ กับนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีโสด
————————————-
March 7, 2006
** มีใครรออ่านอยู่มั้ย มาช้าหน่อยนะบทนี้ มาแบบเครียดๆด้วย เขียนแล้วเครียดเลยไม่อยากอ่านทวนจ้ะ ใครเจอคำผิดช่วยบอกด้วยนะ มีรางวัลเป็นจุ๊บๆจากน้องธีร์ ฮิๆ**
นวัต
บทที่ 7
ปึกหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับถูกเหวี่ยงมาอย่างแรงบนโต๊ะอาหาร ภายในคฤหาสน์หลังงาม ชายหนุ่มหน้าตี๋ซึ่งกำลังนั่งจิบกาแฟ พลางอ่านนิตยสารสำหรับผู้ชาย ถึงกับสะดุ้งโหยง หันไปมองที่มาของกองหนังสือพิมพ์นั่น
ชายหนุ่มหน้าตี๋ซึ่งกำลังนั่งจิบกาแฟ พลางอ่านนิตยสารสำหรับผู้ชาย ถึงกับสะดุ้งโหยง หันไปมองที่มาของกองหนังสือพิมพ์นั่น
“เมื่อไหร่ แกจะหยุดก่อเรื่องซะทีวะไอ้ธร!” เสียงทรงอำนาจของผู้เป็นบิดาตวาดลั่นอย่างฉุนเฉียว
“อะไรกันฮะพ่อ ผมยังไม่ได้ไปทำอะไรใครที่ไหนเลย” พงศธรนิ่วหน้าแก้ตัวจากข้อกล่าวหา
“เฮอะ! ไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้นเหรอ แหกตาอ่านหนังสือพิมพ์ซิ ชื่อแกน่ะหราอยู่บนหน้าหนึ่งทุกฉบับแล้ว”
พงศธรมองหน้าบิดาอย่างงงๆ พลางหยิบหนังสือพิมพ์หนึ่งในหลายฉบับนั้นขึ้นมาอ่าน
‘ดับแค้นอดีตเพื่อนด้วยกระสุนสนั่นกรุง
พงศธรส่งสมุนไล่ล่าลูกเสี่ยอสังหาฯหวิดดับ‘
‘ทายาทเสี่ยพันล้านซิ่ง หนีกระสุนลูกรมต.
รถพลิกคว่ำเจ็บสาหัส’
“เฮ้ย! นี่มันอะไรกันเนี่ย ผมไม่ได้ส่งใครไปยิงไอ้ปรมะซักหน่อย” ตาเรียวเล็กของพงศธรเบิกกว้างก่อนร้องเสียงหลงหลังอ่านข่าวพาดหัวจากหนังสือพิมพ์สองฉบับในปึกนั้นจบ
“ยังมีหน้ามาปฏิเสธ ก็เจ้าตัวเขาบอกตำรวจอย่างนั้น แล้วยังมีพยานมายืนยันด้วย”
“ไอ้ปรมะมันกล้าดียังไงมาปรักปรำผม พ่อต้องจัดการเรื่องนี้ให้ผมด้วยนะ มันใส่ร้ายผมชัดๆ” ลูกชายรัฐมนตรียังยืนกรานเสียงแข็ง
“จัดการ! ฉันจัดการให้แกมากี่เรื่องแล้วไอ้ธร คราวนี้เห็นทีฉันต้องตัดหางปล่อยวัดแกซะแล้ว ให้ไปนอนเล่นในคุกซะบ้าง จะได้รู้สึกซะที”
รัฐมนตรีดำรงค์พูดไปด้วยโทสะ หากใจจริงก็ไม่อาจยอมให้ลูกชายคนเดียวไปเผชิญชะตากรรมเช่นนั้น ทั้งที่อิดหนาระอาใจกับพฤติกรรมลูกชายตัวแสบเหลือเกิน
“ทำไมพ่อไม่เชื่อผม” พงศธรลุกขึ้นยืนโวยวายเสียงดัง “ผมบอกว่าไม่ได้ทำ ก็ไม่ได้ทำสิ”
“จะให้ฉันเชื่อแกได้ยังไง” คนเป็นพ่อเอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากบุตรชาย ก่อนพูดต่อ “ลูกน้องพี่รักษ์ ก็เป็นคนบอกฉันเองว่า เห็นแกสั่งอะไรกับไอ้สมหวัง กับไอ้บุญเพิ่ม สักพักไอ้สองตัวนั่นก็ขับรถตามไปทันที ไอ้พวกเวรนั่นก็เหมือนกัน ฉันใช้ให้มันคอยคุ้มกันแก แต่เสือกทำตัวเป็นขี้ข้าหมารับใช้ซะนี่ คอยดูนะถ้าไอ้สมหวัง กับไอ้บุญเพิ่มมันพาดพิงแกเมื่อไหร่ ฉันจะไม่ช่วยเลย ปล่อยให้ติดคุกหัวโตทั้งนายทั้งลูกน้องนั่นแหละ”
รัฐมนตรีดำรงค์พูดจบแล้วก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนสันกรามขึ้นนูนด้วยแรงโกรธ
“คำยืนยันของผมไม่มีความหมายอะไรกับพ่อเลยใช่มั้ย” พงศธรมองพ่ออย่างน้อยใจ
“ใครจะเชื่อคำจากปากผู้ร้ายเล่า” ผู้บิดาตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยอยู่ในที
“แต่ผมเป็นลูกพ่อนะ ไม่ใช่ผู้ร้าย” น้ำเสียงนั้นมีแววตัดพ้อ
“จำได้เหมือนกันเหรอว่าเป็นลูกฉัน รู้อย่างนี้แล้วก็หัดทำตัวให้มันสมกับเป็นลูกชายรัฐมนตรีหน่อยซี่ รู้จักรักษาหน้าพ่อบ้าง อย่าให้ฉันอับอายเขาไปทั่วที่มีลูกเป็นอันธพาลอย่างแก”
“พ่ออายที่มีลูกเป็นอันธพาล แต่ไม่อายที่มีเมียใหม่เป็นอดีตกะหรี่” อารมณ์ของพงศธรพลุ่งพล่าน
“ไอ้ธร!” ผู้เป็นพ่อคำรามลั่น
“โกรธเหรอ ผมพูดแทงใจล่ะสิ กะหรี่ยังไงก็เป็นกะหรี่อยู่วันยังค่ำ ต่อให้ชุบตัวเป็นเมียรัฐมนตรี มันก็ลบอดีตเน่าๆไม่ได้หรอก”
“แกหยุดพูดก้าวร้าวลิลลี่เดี๋ยวนี้นะ” รัฐมนตรีดำรงค์ชี้หน้าลูกชายพูดปากคอสั่นด้วยโมโหเต็มที่
“ไม่หยุด!” พงศธรตะโกนพูดใส่หน้าบิดาอย่างไม่เกรงกลัว “ทีกับอีกะหรี่นั่นพ่อกลับปกป้อง มันพูดอะไรพ่อเชื่อมันทุกอย่าง แต่ลูกในไส้แท้ๆโดนกล่าวหาพ่อกลับไม่เชื่อ”
แรงโทสะที่เพิ่มเป็นทวีคูณส่งให้รัฐมนตรีดำรงค์ถึงกับตัวสั่นริกๆ เมื่อลูกชายพงศธรกล้าเอ่ยว่าพาดพิงถึงภรรยาสาวคนใหม่ อดีตนักแสดงสาวตกอับ จนต้องผันตัวมาเป็นโสเภณีในสังคมชั้นสูงอย่างลับๆ รัฐมนตรีดำรงค์ซึ่งตกพุ่มม่ายหลังภรรยาเสียชีวิตมาหลายปี เกิดความลุ่มหลงในเสน่ห์ยั่วยวน จึงแต่งงานกับหล่อนออกหน้าออกตา โดยไม่สนใจอดีตของดาราสาว ทั้งยังไม่ฟังเสียงทัดทานของผู้เป็นลูก ซึ่งต่อต้านแม่เลี้ยงคนใหม่อย่างสุดกำลัง
“ถ้าแกไม่หยุดคำพูดกักขฬะของแก ฉันก็จะไม่ช่วยอะไรแกอีกแล้วไม่ว่าแกจะไปทำชั่วช้าเลวทรามไว้ที่ไหน” ผู้เป็นบิดาเค้นเสียงเข้มเด็ดขาด
แทนที่จะสลดพงศธรกลับลอยหน้าลอยตา ยิ้มเยาะผู้เป็นพ่อ “หลงเสน่ห์อดีตอีตัวขนาดหนัก จนไม่แคร์ลูกเลยหรือครับคุณพ่อ นึกเหรอว่าผมจะสนใจ จะเรียกมันแบบนี้ล่ะ อีกะหรี่ อีกะหรี่ อีกะหรี่”
ผลั๊วะ! กำปั้นลุ่นๆของผู้สูงวัยกระแทกเข้าบนใบหน้าของบุตรชายอย่างแรง กระทั่งพงศธรเซถลาไปด้านหลัง
ชายหนุ่มจ้องตาบิดาเขม็งอย่างเจ็บแค้น มือคลำบริเวณผิวแก้มด้านซ้าย ที่มุมปากมีเลือดซึมออกมา
“พ่อชกผม” พงศธรพูดได้เพียงเท่านั้น ทั้งโกรธระคนน้อยใจคนเป็นพ่อ ตั้งแต่เกิดมาจนเป็นหนุ่มใหญ่ ชายหนุ่มเพิ่งได้ลิ้มรสหมัดของรัฐมนตรีดำรงค์เป็นครั้งแรก
“เออ! เอาเลือดชั่วๆออกมาซะบ้าง เผื่อจะดีขึ้น” เขาตะคอกใส่บุตรชาย คล้ายกับว่าความโกรธ ระอาใจ และผิดหวังในตัวบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนได้มารวมตัวกันแล้วระเบิดออกมาในวันนี้
ก่อนที่สองพ่อลูกจะเปิดศึกสงครามปากกันคำรบสอง หญิงสาวร่างอวบอัดซึ่งตกเป็นเหยื่อคำบริภาษของพงศธรเมื่อครู่ ก็เดินนำนายตำรวจยศพันตำรวจโท และจ่าตำรวจผู้ติดตามอีก 2 นายเข้ามาในห้องรับประทานที่รัฐมนตรีดำรงค์และลูกชายกำลังยืนจ้องหน้ากันอยู่อย่างจะกินเลือดกินเนื้อ
“ท่านคะ ตำรวจมาขอพบตัวคุณพงศธรค่ะ” หล่อนเอ่ยเสียงใส ขณะปรายตามองลูกเลี้ยงวัยอ่อนกว่าไม่กี่ปี ริมฝีปากเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนมีรอยยิ้มเยาะอย่างไม่ปกปิด
รัฐมนตรีดำรงค์หันมาตามเสียงนั้น ก็พบแขกผู้มาเยือนยามสาย แล้วก็พยายามข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติ
“สวัสดีครับท่าน” นายตำรวจหนุ่มยศสูงที่สุดในกลุ่ม ยกมือไหว้ทำความเคารพแทนการตะเบ๊ะ ก่อนจะแนะนำตัวอย่างนอบน้อม “กระผมพันตำรวจโทอนุชา เชี่ยวเชิงธรรมสารวัตรงานสืบสวนสอบสวนครับ”
“สวัสดีครับ” รัฐมนตรีดำรงค์ยกมือรับไหว้ “มีธุระอะไรหรือครับ”
“กระผมมาขอพบคุณพงศธร บุตรชายท่าน เพื่อเชิญไปสอบปากคำที่โรงพักครับ”
สิ้นคำของสารวัตรหนุ่ม พงศธรถึงกับหน้าแดงก่ำ เดินถลันเข้ามาโวยวายลั่น
“สอบปากคำเรื่องอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย”
“ธร! เงียบๆก่อนได้มั้ย” ผู้เป็นพ่อร้องปรามเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปถามสารวัตรอนุชา “มีเรื่องอะไรพูดกันที่นี่ก็ได้นี่ครับสารวัตร”
“คุณพงศธรตกเป็นผู้ต้องสงสัยเป็นผู้บงการลอบยิงคุณปรมะ ตามคำให้การของเจ้าทุกข์ และพยานครับ” สารวัตรอนุชายืดตัวตรงขณะแจ้งให้ท่านรัฐมนตรีและบุตรชายทราบ
พงศธรร้องโวยหนักขึ้นหลังได้ยินข้อกล่าวหา “จะมากไปแล้ว พวกมันจะมากล่าวหาผมลอยได้ยังไง ผมไม่ไปโรงพักเด็ดขาด”
“เรามีพยานยืนยันหนักแน่นหลายปากครับ คิดว่าคุณพงศธรคงรู้จักนายสมหวังกับดาบฯบุญเพิ่มดี” สารวัตรหนุ่มหรี่ตามองลูกชายรัฐมนตรีฯอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า
ได้ยินชื่อของลูกสมุนทั้งสองแล้ว พงศธรกลับเดือดดาลเพิ่มมากขึ้น ชายหนุ่มกำมือแน่น กัดฟันกรอดแค้นที่ถูกสมุนทรยศ
“ไอ้สองคนนั้นมันเกี่ยวอะไรด้วย ผมไล่มันออกไปเป็นชาติแล้ว” พงศธรโกหกหมายปัดสวะให้พ้นตัว
หากแต่คำให้การของลูกชายรัฐมนตรีดำรงค์ก็ไม่อาจช่วยให้ตนพ้นข้อกล่าวหาได้ หลังจากเจรจากันอีกครู่ใหญ่ พงศธรจำต้องยอมให้ตำรวจควบคุมตัวไปโรงพัก โดยมีผู้เป็นพ่อมองตามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“อย่าคิดมากเลยค่ะท่าน ถ้าคุณธรไม่ได้ทำจริงๆ เดี๋ยวตำรวจก็ปล่อยตัวแล้วล่ะค่ะ” ลดาวรรณ หรือลิลลี่ ภรรยาสาวเดินเข้ามาเกาะแขนพร้อมเอ่ยปลอบอย่างเอาใจ ทั้งๆที่หล่อนภาวนาให้ลูกเลี้ยงตัวแสบโดนจับเข้าซังเต จะได้ไปให้พ้นหูพ้นตาสักที
“กลัวแต่ว่ามันจะทำจริงๆน่ะสิ ฉันไม่รู้จะมีปัญญาช่วยมันได้แค่ไหน” รัฐมนตรีดำรงค์ผ่อนลมหายใจยาวบอกถึงความหนักหน่วงใจ
แม้ปากบอกว่าจะตัดหางปล่อยวัดลูกชายจอมเกเร แต่ในหัวของรัฐมนตรีอาวุโสนั้นกลับเฝ้าครุ่นคิดหาหนทาง งานนี้เขาจะใช้เส้นสายและอำนาจที่ตัวเองมีช่วยให้ลูกชายพ้นผิดได้อย่างไร
………………………..
เครื่องมือแพทย์นานาชนิดยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน ทว่าร่างหนาที่นอนอยู่บนเตียงซึ่งปูลาดด้วยผ้าสีขาวสะอาดนั้น ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงลมหายใจที่ยังคงรวยริน และแผ่นอกที่ขยับขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น เป็นสัญญานบอกถึงการมีชีวิตอยู่ของเจ้าของร่าง
หญิงสาวผมซอยสั้นยืนทอดสายตามองร่างนั้นอยู่ที่ข้างเตียง ลำคอหล่อนยังคงมีเฝือกอ่อนสวมอยู่ มือเรียวบางข้างที่ปราศจากเฝือกแขนพันนั้น ค่อยๆยื่นไปลูบไล้ใบหน้าคมเข้มนั้นเพียงแผ่วเบา
“พี่คีย์คะ จ๋ามาเยี่ยมนะ เมื่อไหร่พี่จะตื่นสักทีคะ” จิดาภาเอ่ยบอกเขาเสียงเครือ
หล่อนมาเยี่ยมเขาเป็นวันที่ 4 แล้วนับจากวันแรกที่มาเยี่ยมพร้อมปรมะ แต่คิรากรก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิม คล้ายคนนอนหลับไม่รู้ตื่น หญิงสาวได้แต่เฝ้าอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภาวนาให้เขาหลุดพันจากสภาพเจ้าชายนิทราเสียที
วันแรกที่หล่อนรับรู้จากปากชุติมา มารดาของคิรากรถึงอาการของคิรากร จิดาภาก็แทบจะทรงตัวไว้ไม่อยู่ หญิงสาวร้องไห้จนน้ำตาไม่มีจะไหล หล่อนสงสารเขาจับใจที่ชายหนุ่มอาจจะอยู่ในสภาพนี้ไปตลอดชีวิต เนื่องจากสมองของเขาได้รับบาดเจ็บมาก เป็นผลให้ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายหยุดทำงาน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สมองเขา…ตายไปแล้ว
มีเพียงปาฏิหาริย์เท่านั้น….ที่จะทำให้คิรากรกลับมามีสภาพเหมือนเดิมได้!
“วันนี้คุณโอ๊ตกลับบ้านแล้วนะคะ เหลือจ๋านอนอยู่โรงพยาบาลกับพี่คีย์สองคนแล้ว”
หล่อนพยายามทำน้ำเสียงให้ร่าเริง พูดกับเขาคล้ายเล่าเหตุการณ์ประจำวันเหมือนเช่นวันก่อนๆที่มาเยี่ยม
“พี่คีย์ไม่ต้องกลัวเหงานะ จ๋าจะมาเยี่ยมพี่ทุกวันเลยค่ะ จ๋าจะรอวัน…วัน…”หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น พยายามสะกดก้อนสะอื้นที่แล่นมาจุกอยู่ที่ลำคอ “จ๋าจะรอ…วันที่พีคีย์ตื่นขึ้นมาคุยกับจ๋าได้เหมือนเดิมนะคะ จ๋ารู้ว่าวันนึงพี่คีย์ต้องฟื้น พี่คีย์เป็นคนดี พระต้องคุ้มครอง”
พูดได้เพียงเท่านั้นจิดาภาก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป ทั้งๆที่สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า หล่อนจะไม่ร้องไห้ต่อหน้าเขา ถึงแม้เขาจะอยู่ในสภาพที่ไม่อาจรับรู้ได้ก็ตาม
พี่คีย์คงไม่อยากให้ใครทุกข์ใจ ความเศร้าโศกของคนรอบข้างอาจบั่นทอนกำลังใจของคนป่วยได้ คิดอย่างนั้นแล้ว หญิงสาวก็รีบปาดหยาดน้ำใสๆที่ไหลลงมาอาบสองข้างแก้ม หล่อนต้องเข้มแข็งและทำใจให้เชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งคิรากรจะต้องฟื้นขึ้นมา หล่อนจะต้องคอยเป็นกำลังใจให้เขาสู้เพื่อมีชีวิตอยู่
‘ตราบใดที่คีย์ยังมีลมหายใจอยู่ เราก็ยังมีความหวัง’ ชุติมา มารดาของคิรากรเคยบอกหล่อน หญิงสาวยังจำได้ถึงแววตาอันมุ่งมั่นบนใบหน้าอมทุกข์ของสตรีสูงวัย
ไม่ว่าคิรากรจะตื่นขึ้นมาในสภาพใด หล่อนก็จะคอยอยู่เคียงข้างเขาเช่นเดิม แม้หล่อนจะไม่ได้เป็นเจ้าของหัวใจของเขาก็ตาม แต่ความรักที่หล่อนมีให้เขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลง หล่อนจะอยู่ตรงนี้เพื่อสนับสนุนพี่คีย์ของหล่อน…ตลอดไป ว่าแต่…เมื่อไรพี่คีย์จะตื่นสักทีนะ หล่อนอยากเห็นรอยยิ้มของเขาอีกสักครั้งเหลือเกิน
……………………….
เมอร์ซิเดส เบ๊นซ์ สีดำเป็นมันปลาบ แล่นผ่านประตูเหล็กอัลลอยด์ซึ่งเปิดออกโดยอัตโนมัติหลังชายผู้มีหน้าที่ขับรถกดปุ่มจากรีโมทคอนโทรล
ภายในกำแพงอิฐสูงสีขาวนั้น คือตัวบ้าน 2 ชั้น ขนาดใหญ่ หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีส้มอ่อน สลับสีส้มจาง ตามรูปแบบที่เรียกว่าบ้านสไตล์แคลิฟอร์เนีย สองข้างถนนทางเข้าสู่ตัวบ้าน ประดับด้วยต้นปาล์มสูง แลดูเป็นทิวแถวสบายตา สนามหญ้าเขียวขจีบริเวณหน้าบ้าน ประดับด้วยไม้พุ่มนานาชนิด ฝั่งปีกซ้ายของบ้านมีสระน้ำขนาดย่อม บัวสายหลากสี ทั้งชมพู แดง ขาว แข่งกันชูช่ออวดความงามในความเงียบเหงา…
สีเขียวขจีของพันธุ์ไม้หลากชนิด รวมกับสีสันสดใสของดอกไม้นานาพันธุ์ตลอดแนวทางเข้าบ้าน ไม่ได้ทำให้จิตใจของชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะหลังภายในตัวรถสดชื่นเบิกบานขึ้นมาแม้แต่น้อย
หากทำได้เขายินดีจะนอนที่โรงพยาบาลต่อมากกว่า กลับมาพักที่บ้าน อย่างน้อย…ที่นั่น เขายังมีเพื่อนพูดคุยคลายเหงาได้บ้าง นึกขึ้นมาแล้ว ใบหน้าอิ่มของหญิงสาวเจ้าของแววตาคู่หมองก็ลอยเข้ามาในมโนคิด
จิดาภา…ไม่เคยมีผู้หญิงคนใดที่ทำให้เขากลับมาครุ่นคิดคำนึงถึงได้เหมือนเธอ…ปรมะรำพึงกับตัวเองอยู่ในใจ
ขณะที่คนขับรถพารถยนต์เข้าเทียบจอดที่บริเวณมุขหน้าบ้าน สายตาของปรมะก็ปะทะเข้ากับรถสปอร์ตสัญชาติญี่ปุ่นสีขาว ซึ่งจอดอยู่บริเวณไม่ห่างจากตัวบ้าน
“นั่นรถใครน่ะ พล” คิ้วเข้มขมวดนิดหนึ่ง ด้วยปกติที่บ้านนี้ไม่ค่อยมีแขกไปมาหาสู่บ่อยนัก นับตั้งแต่นายอรรถ ผู้เป็นบิดาเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล
นายพล คนขับรถประจำบ้าน มีสีหน้ากระอักกระอ่วนก่อนตอบคำถามเจ้านายหนุ่ม
“รถของ…เพื่อนคุณนายครับ”
“เอ…แปลกจัง คุณแม่ไม่เคยมีเพื่อนมาหาถึงที่บ้านนี่นา หรือว่า…คุณแม่เป็นอะไรไป ไม่สบายหรือเปล่า” ถึงแม้จะไม่ค่อยสนิทกับผู้เป็นมารดานัก แต่ปรมะก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“ท่านสบายดีครับ” นายพล นึกอยากจะเพิ่มไปว่า คุณนายเขมจิราสบายมากทีเดียวละ แต่ก็ไม่อยากจะยุ่งกับเรื่องของนาย เผลอๆคุณปรมะซักไซ้ไล่เรียงขึ้นมา จนตนเก็บเรื่องไว้ไม่อยู่พลั้งปากเล่าพฤติกรรมอันไม่น่าอภิรมย์ของมารดาของเขาไป แล้วความรู้ไปถึงเจ้าตัว เขามีหวังตกงาน ให้เจ้านายหนุ่มไปรู้เห็นด้วยตาของตัวเองจะดีกว่า
ปรมะจึงได้ยิ้มบางๆแล้วยักไหล่ ก่อนจะก้าวลงจากรถ เพื่อเดินเข้าไปในตัวบ้าน
“อ้าว! คุณโอ๊ต ทำไมกลับมาเร็วจัง หายดีแล้วเหรอคะ” สมศรี คนรับใช้วัยอาวุโสในบ้าน เอ่ยทัก ละมือที่กำลังเช็ดถูนาฬิกาเรือนไม้ตั้งพื้นแบบโบราณ ซึ่งเป็นของตกแต่งบ้านมากกว่าจะใช้บอกเวลา
“! ”
“ผมไม่เป็นอะไรมากนี่ครับป้า หมอเขาเลยไล่ให้กลับบ้าน” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงแช่มชื่น
“ป้าขอโทษนะคะที่ไม่ได้ไปเยี่ยมคุณโอ๊ตเลย” ใบหน้าแม่บ้านสูงวัยสลดลง ก่อนก้มหน้าน้อยๆแล้วกล่าวต่อด้วยเสียงอันเบา “คุณนายเธอไม่อนุญาตให้ป้าไป ทั้งๆที่ป้าบอกว่าจะเอาของกิน ของใช้ไปให้คุณโอ๊ตแท้ๆ”
ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจเบาๆ ก่อนบอกคล้ายให้นางเบาใจ “ไม่เป็นไรหรอกครับป้าศรี คุณสุดถวิล เลขาฯผม เธอจัดการดูแลให้เป็นอย่างดี ป้าศรีไม่ต้องกังวลใจไปหรอกครับ”
ตลอดระยะเวลาที่เขานอนพักรักษาตัว ก็มีเพียงเลขาฯสาวใหญ่เท่านั้นที่หมั่นเวียนไปเยี่ยมเยียนไม่เคยขาด พร้อมจัดหาสิ่งของที่จำเป็น และข้าวปลาให้เขา นอกเหนือจากพนักงานในบริษัทแล้ว ไม่มีญาติคนใดไปเยี่ยมเขาสักคนเดียว ไม่เว้นแม้แต่มารดาของตัวเอง
สมศรีได้ยินแล้วค่อยมีสีหน้าสีตาดีขึ้นมาบ้าง หลังรู้ว่าเจ้านายหนุ่มไม่ถึงกับนอนป่วยอย่างไร้ญาติขาดมิตรอยู่ที่โรงพยาบาลเสียทีเดียว นางไม่เข้าใจคุณนายเขมจิราเลยว่า ทำไมถึงใจจืดใจดำกับลูกชายนัก ไม่เคยแม้แต่เอ่ยปากถามไถ่อาการของลูกชาย ส่วนคุณผู้ชายที่ป่วยหนักอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น คุณนายก็ไม่เคยย่างกรายไปเยี่ยม ดีแต่อยู่บ้านเสวยสุขกับ…ไอ้ทหารแมงดาคนนั้น! คิดมาถึงตรงนี้ สมศรีอดเหลือบขึ้นไปมองบนชั้นสองไม่ได้ ไม่รู้ว่าถ้าคุณโอ๊ตเห็นคนทั้งคู่เข้า เจ้านายหนุ่มจะรู้สึกอย่างไร
“คุณโอ๊ตทานอะไรมาหรือยังคะ” สมศรีถาม ก่อนเอ่ยต่ออย่างกระตือรือร้น “วันนี้ป้าทำขนมจีน แกงเขียวหวานไก่ ของโปรดของคุณโอ๊ตไว้พอดีเลย”
ชายหนุ่มระบายยิ้มชื่น แม้ในใจจะอดขมขื่นไม่ได้ว่า คนที่รู้ใจเขากลับเป็นคนที่ไม่ได้เกี่ยวพันกันทางสายเลือดแม้แต่น้อย
“ตอนแรกก็ว่าจะไม่ทานแล้วล่ะ แต่พอได้ยินแบบนี้ท้องผมร้องจ๊อกๆขึ้นมาเลยครับป้าศรี” พูดพลางเอามือลูบพุง
“งั้นไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารเลยค่ะ เดี๋ยวป้าจะจัดการให้” สมศรียิ้มแก้มปริ ก่อนจะเดินหายไปทางห้องครัว นางอยากประวิงเวลาไว้ หาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้านายหนุ่มขึ้นไปข้างบน ว่าแล้วในหัวหญิงสูงวัยก็ครุ่นคิดหากลวิธีอื่นต่อจากอาหารมื้อนี้ โดยนางมิได้คาดเลยว่า ความพยายามของตัวนั้นจะล้มเลวไม่เป็นท่า ด้วยว่าความลับนั้น ไม่มีในโลก
ลับหลังแม่บ้านสูงวัยไปแล้ว ปรมะตั้งท่าจะเดินเข้าไปที่ห้องรับประทานอาหาร หากแต่ก็ชะงักเท้าไว้ หลังก้าวเดินออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เขารู้สึกเหนียวตัวเหลือเกิน อยากอาบน้ำที่ห้องของตัวเองให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาสักหน่อย ปรมะจึงเปลี่ยนใจหมุนตัวก้าวเท้าขึ้นบันไดไปที่ห้องของตัวเองแทน
ชั้นสองของตัวบ้าน นอกจากห้องนอน 4 ห้องแล้ว ยังมีส่วนที่กั้นไว้สำหรับเป็นห้องนั่งเล่น ผนังด้านที่ติดทางเดินกรุด้วยกระจกใสให้ดูโปร่งโล่งตา ภายในห้องจัดเป็นศูนย์ความบันเทิง หรือ โฮมเธียเตอร์ อันประกอบด้วยทีวีจอใหญ่ และเครื่องเสียงชั้นดี
ปรมะเดินผ่านห้องนั่งเล่นนั้น เพื่อตรงไปยังห้องของตัว แต่พลันก็สะดุดกับภาพอะไรสักอย่าง ซึ่งเขาแลเห็นจากทางหางตา ชายหนุ่มหันไปมองต้นตอของภาพนั้น แล้วเขาก็ถึงกับชะงัก ตะลึงกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า!
ภาพที่เห็นคือมารดาของตนในชุดคลุมแบบกิโมโนผ้าแพรสีแดงเป็นเงาเลื่อม กำลังหัวเราะต่อกระซิกขณะที่นั่งซ้อนตักของผู้ชายร่างกำยำ แขนทั้งสองข้างกระหวัดเกี่ยวรอบคอชายผู้นั้นไว้อย่างหลวมๆ ครู่หนึ่งมารดาก็ก้มลงเอียงหน้าคล้ายรับฟังนายคนนั้นกระซิบอะไรบางอย่าง หล่อนหัวเราะน้อยๆก่อนจะแนบริมฝีปากลงจรดหน้าผากของชายตรงหน้า
จังหวะนั้นเองสายตาของเขมจิราก็ช้อนขึ้นมาปะทะเข้ากับสายตาที่วาวโรจน์ของบุตรชายเข้าพอดี หล่อนยิ้มเยาะราวกับไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ
“คุณแม่ทำแบบนี้ได้ยังไง” ปรมะสุดจะกลั้น เขาเปิดบานประตูกระจกเลื่อนอย่างแรง ก่อนจะถลันมายืนประจันหน้ากับแม่และชายชู้ของหล่อน
“ทำไมฉันจะทำไม่ได้” เขมจิราลอยหน้าพูด ขณะลุกขึ้นยืนพร้อมกระชับสายคาดเสื้อคลุมให้เข้าที่เข้าทาง โดยที่พันตรีกิติภพ ชายชู้ยังคงนั่งเอนกายอยู่บนโซฟา ด้วยใบหน้าที่ไม่ได้แสดงว่าทุกข์ร้อนนักที่ถูกจับได้
“คุณแม่น่าจะเห็นแก่คุณพ่อบ้าง ท่านยังนอนป่วยอยู่แท้ๆ” ปรมะกำหมัดแน่น ขณะพูดเสียงดังจนเกือบเป็นตะโกน
“เห็นแก่พ่อแกงั้นเหรอ แล้วเวลาที่มันไปนอนกับดาราคนโน้น นางแบบคนนี้ เลี้ยงเมียน้อยคนนั้น มันเคยเห็นแก่ฉันบ้างมั้ย” เขมจิราตะเบ็งเสียงลั่น
ได้ยินแล้วปรมะก็จนด้วยถ้อยคำ หากแต่ก็ยังพูดออกไป “ถึงคุณพ่อจะทำไม่ถูก แต่…คุณแม่ก็ไม่น่าจะทำอย่างนี้”
“ทำไมล่ะ เพราะฉันเป็นผู้หญิง พ่อแกเป็นผู้ชายใช่มั้ย ผู้ชายทำได้ทุกอย่าง อยากนอนกับใครก็ไปนอนได้ แต่ผู้หญิงสิ ผัวนอกใจ ไม่ดูดำดูดี ก็ต้องทน เก็บกดอารมณ์ไว้อย่างนั้นเหรอ แกมันก็คิดเห็นแก่ตัวเหมือนพ่อแก เหมือนผู้ชายทั่วไปไม่มีผิด” เขมจิราเอ่ยโต้ด้วยความคั่งแค้น
ปรมะขบฟันแน่น ขณะมองหน้าแม่นิ่ง “คุณแม่…การแก้แค้นคุณพ่อแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะครับ อย่างน้อยก็ในเรื่องศีลธรรม แล้วคุณแม่ไม่คิดบ้างเลยหรือครับว่า การที่คุณแม่ทำแบบนี้ มันจะทำร้ายจิตใจผมแค่ไหน” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเกือบเครือ รู้อยู่เต็มอกว่า คนเป็นแม่ไม่เคยนึกเป็นห่วงเขาอยู่แล้ว
เขมจิรามองเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวด้วยหางตา ก่อนจะแค่นยิ้มมุมปากเยาะเย้ย
“ถามทั้งๆที่รู้หรือจ๊ะลูกโอ๊ต” หล่อนทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะฉุดแขนนายพันหนุ่มใหญ่คู่ขาให้ลุกขึ้น “ไปคุยกันต่อในห้องพี่เถอะจ้ะภพ เบื่อคนขัดคอ” หางเสียงตวัดเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ
พันตรีกิติภพคว้าเสื้อเชิ้ตที่วางพาดอยู่บนพนักโซฟา แล้วลุกขึ้นเดินตามหญิงสูงวัยกว่าอย่างว่าง่าย
ปรมะมองตามร่างของบุคคลทั้งสองเดินจากไปด้วยดวงตาปวดร้าว ภาพที่มารดาเดินเบียดกระแซะผู้ชายที่เขาคะเนว่าวัยอ่อนกว่าแม่หลายปีนั้น กระแทกลงที่ใจของชายหนุ่ม จนเขารู้สึกชาไปทั้งตัว ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยโลหิตที่สูบฉีดขึ้นมาอันเนื่องมาจากความโกรธ
คำถามที่ไม่มีคำตอบเฝ้าวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในหัวของชายหนุ่มผู้ ‘เพียบพร้อม’ ด้วยทรัพย์ศฤงคาร ชาติตระกูล และการศึกษา แม่ไม่รักพ่อ เขายังพอเข้าใจว่าเหตุใด แต่ทำไม…แม่ไม่รักเขา! ซ้ำยังไม่เคยแม้แต่จะแสดงออกให้รู้ว่ารักเลย แม้เพียง…สักครั้งเดียว
————————–