December 12, 2005

2 Months 21 Days

Filed under: My baby

เวลาผ่านไปรวดเร็วจริงๆ เผลอแป๊บๆ อ้าว ลูกเราจะ 3 เดือนแล้ว อีกแค่ 9 วัน เท่านั้น เฮนรี่ ก็จะครบ 3 เดือนแล้ว เมื่ออาทิตย์ที่แล้วพาไปหาหมอ ชั่งน้ำหนักได้ 14 ปอนด์ หรือราวๆ 6300 กรัม ตอนแรกคิดว่าเป็นนัดฉีดวัคซีน แต่หมอยังไม่ฉีด เพราะต้องการจัดการกับหนังส่วนเกินบริเวณน้องชายเฮนรี่ก่อน หมอที่ขลิบให้ทำไม่ค่อยเรียบร้อย หมอเด็กเลยจัดการให้ ก็ยังไม่เรียบร้อยอยู่ดี เอาไว้รอให้โตกว่านี้ก่อนค่อยจัดการใหม่ เพราะตอนนี้ยังเล็กเกิน เวลาหมอทำอะไรก็ดิ้นไปดิ้นมา สงสารลูกเวลาร้องไห้ ไปหาหมอ เหมือนเราสมัยเด็กๆนะ เวลาพูดถึงหมอ ก็กลัวเข็มฉีดยาจะแย่ เวลาโรงเรียนมีฉีดวัคซีนประจำปี แทบจะไม่อยากจะไปโรงเรียนเลย

เดือนที่ผ่านมา ก็เห็นพัฒนาการใหม่ๆของลูกหลายอย่าง ชันหัวได้สูงขึ้นกว่าเดิม แต่คอยังไม่แข็งมาก (ยังกินแม่โขงไม่ได้ ฮ่าๆๆ) ตอนนี้เขาชอบมองหน้าเรา ยิ้มให้ หัวเราะเวลาเล่นด้วย พูดคุยด้วย เขากำลังอยูในช่วงฝึกลิ้นฝึกปากในการพูด ก็ส่งเสียง อาคู เออ อา ภาษาเด็กไป เราก็มมีความสุขเวลาลูกคุยแล้วมองหน้าเรา หัวเราะ ทำให้รู้ว่า แม่เป็นของเล่นชั้นเยี่ยม ที่ดีที่สุดสำหรับลูก เวลาที่เขาเห็นหน้าเราปุ๊บ เขาก็จะยิ้มทันที อยากให้ลูกรู้ว่า แม่ดีใจแค่ไหนที่เห็นลูกยิ้ม เห็นลูกหัวเราะ ลูกน่ารักแบบนี้แม่ไม่อยากออกไปทำงานข้างนอกเลยรู้มั้ย อยากอยู่บ้านเลี้ยงลูกจนโตจนถึงวัยที่ลูกต้องออกไปรู้จักโลกภายนอกด้วยตัวเองบ้าง แต่บางทีแม่ก็สับสนในชีวิตเหลือเกินว่าควรจะออกไปทำงานข้างนอกหรือเปล่า ใจหนึ่งก็อยากด้วยเหตุผลด้านการเงินนะ อยากมีเงินเก็บให้ลูกเยอะๆ ส่งลูกเรียนสูงเท่าที่ลูกอยากเรียน แต่แม่ก็ไม่อยากรีบทิ้งลูก เฮ้อ คิดแล้วกลุ้ม แต่ก็สรุปว่าแม่คงเลี้ยงลูกต่อไปอย่างนี้เรื่อยๆก่อนแหละ เงินค่อยหาทีหลัง มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้นไปก่อนละกันตอนนี้

เกือบลืมเล่า ช่วงนี้เฮนรี่จะชอบให้อุ้มโดยหันหน้าออกไปข้างหน้า เพื่อมองโน่นมองนี่ เวลาดูโทรทัศน์แล้วเอานั่งตักหน้าหันออกไปทางทีวี เขาก็จะนิ่งดี ไม่ร้อง เวลาไปเดินห้าง ถ้าเอาใส่เป้หันหน้าออกก็จะชอบเหมือนกัน เวลาจับให้นั่ง แล้วคุยกัน เขาก็จะชอบเหมือนกัน เริ่มสมาคมเป็นแล้วนะลูกแม่ เห็นลูกน่ารักๆแบบนี้แล้วก็คิดถึงพ่อแม่ พี่น้อง แล้วก็เพื่อนๆที่เมืองไทย อยากให้พวกเขาได้เห็นแบบที่เราเห็น แต่ก็ยังไม่สามารถกลับเมืองไทยได้ตอนนี้ หรือในเร็วๆนี้ ก็เพิ่งกลับไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาที่ผ่านมาเอง (กลับอีกหนี้ท่วมหัวแน่ๆ) รู้งี้ยังไม่รีบกลับตอนนั้นก็ดี คิดแล้วเศร้า

อากาศที่ดัลลัส (และอาจจะที่อื่นๆด้วย) แปรปรวน แม่เลยเป็นหวัดคัดจมูก กลัวลูกติดจริงๆ แต่อ่านในหนังสือเขาบอกว่า ต้องให้นมต่อไปห้ามหยุด เพราะจะได้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกไปในตัว ยาก็กินไม่ได้ เพราะมันจะทำให้น้ำนมลด ก็เลยต้องบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติไปก่อน วันนี้ดื่มน้ำขิง 1 แก้ว กับน้ำส้ม 2 แก้ว อ่านในเน็ตเขาบอกว่าให้เพิ่มวิตามินซี อีกอันหนึ่งเขาบอกให้กินกระเทียมสด เดี๋ยวต้องไปจัดการ แหมถ้าได้หมูมะนาวแกล้มกระเทียมสดหน่อยจะเริ่ดมาก เหอๆๆๆ อัพเดทแม่บ้าง ตอนนี้น้ำหนักยังคง 138 ปอนด์ อยู่ (ราวๆ 62-63 กิโล) ตอนก่อนคลอดหนัก 158 ปอนด์ (71.8 กิโล) เท่ากับว่าลดลงมาประมาณ 9 กิโล เหลืออีกประมาณ 5 กิโลนะถึงจะกลับไปเท่าตอนก่อนท้อง ซึ่งก็หนาขึ้นมากกว่าตอนที่อยู่เมืองไทยนะ ก่อนมารู้สึกว่าจะหนัก 54-55 กิโล อยู่ไปๆ ก็ขึ้นมา 57-58 กิโล เดี๋ยวรอลูกหย่านมก่อนค่อยลดจริงๆจังๆ ตอนนี้หุ่นดูเพรียวแต่ท้องยังยื่นอยู่ แงๆๆ

รูปเฮนรี่ใหม่ๆ

ชันหัว

IMG_0832

กับแม่ (ผู้หน้าตาทรุดโทรมเล็กน้อย)

IMG_0837

รูปนี้น่ารักแม่ชอบ ดูแล้วค่อยออกฝรั่งหน่อยๆ

IMG_0845

รูปนี้หลับ หน้ากลมเป็นซาละเปาเลย แม่เลยชอบเรียกว่า ซาลาเปาแมน อิอิ

IMG_0844

รักลูกที่สุด
แม่ปอมเอง

P.S. ขอทดลองแปะวีดีโอคลิปหน่อยสิ คลิ๊กที่ลูกศรเพื่อกดเล่นวีดีโอนะคะ


December 8, 2005

New news

Filed under: Mitsinee chit-chat

หวัดดีค่ะ
ฝากบทนำของนิยายเรื่องใหม่ให้อ่านนะคะ เรื่อง นวัต ซึ่งแปลว่า ภาวะใหม่ หรือการเกิดใหม่ คราวนี้เปลี่ยนแนว ซีเรียสหน่อยๆ แต่ยังไงก็ไม่ทิ้งแนวเฮฮาเบาสมองแน่ เพียงแต่อยากลองเขียนแนวนี้ดูบ้าง ไม่แน่ใจว่าจะไปรอดหรือเปล่า ฮ่าๆ อ่านแล้วเห็นว่าไงช่วยเม้นต์นิดนึงนะคะ

สำหรับแฟนๆที่รอคอยเรื่องกิ่งแก้ว อดใจไว้นิด พบกันเร็วๆนี้แน่นอนค่ะ ตอนนี้กำลังร่างพล็อตอยู่ ใบ้ให้นิดว่า เรื่องใหม่นี้ กิ่งแก้วจะโกอินเตอร์ค่ะ อิอิ

ป.ล. วันนี้ วันเกิดค่ะ แก่ไปอีกปีเลี้ยววว ยังรูสึกว่าเพิ่ง 24 อยู่หมาดๆ ธ่อ 3… ซะแล้วววววว

นวัต — บทนำ

Filed under: นวัต

นวัต
บทนำ

พ.ศ. 2548

เสียงพูดคุยสลับกับเสียงร่ำไห้ระหว่างผู้หญิงต่างวัยสองคนเงียบลง ครู่หนึ่งบานประตูห้องพักผู้ป่วยบนชั้น 5 ภายในโรงพยาบาลรัฐบาลชื่อดัง ก็ถูกเปิดและปิดสนิทลงพร้อมการจากไปของหญิงสาวร่างบาง คงเหลือเพียงเสียงสะอื้นเบาๆของหญิงสูงวัย ผู้กำลังนั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยภายในห้องนั้น มือบางที่เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่น กุมมือหนาที่ครั้งหนึ่งเคยแข็งแรงไว้แน่น ราวกับกำลังถ่ายทอดความรักและพลังใจส่งผ่านไปยังร่างที่ยังคงมีเนื้อหนังสมบูรณ์เต็ม หากแต่ยังคงนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย โดยมิอาจเคลื่อนไหวส่วนใดๆของร่างกายได้ด้วยตัวเอง

นับตั้งแต่คืนวันที่เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ กระทั่งสมองได้รับความกระทบกระเทือน จากชายหนุ่มนักเรียนนอก หน้าตาดี มีอนาคตสดใส คิรากรก็กลับกลายเป็นผู้ป่วยโคม่า มีเพียงลมหายใจที่ประคองชีวิต และอาหารหล่อเลี้ยงร่างกายผ่านท่อให้อาหาร เขานอนอยู่เช่นนี้มานาน….ครบ 3 ปีแล้ว

ดวงตาบนใบหน้าที่ยังคงมีเค้าความคมสันหลับพริ้ม ลมหายใจเข้าออกยังคงแผ่วเบาสม่ำเสมอ คล้ายกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรารมย์อันแสนสุข ทว่าภายในประสาทส่วนที่มิได้ถูกทำลาย กลับว้าวุ่นและครุ่นคิด ไม่มีใครอาจล่วงรู้ได้ว่า ชายหนุ่มในชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อนกำลังร้องคร่ำครวญ

ผ่านไปครู่ใหญ่ นัยน์ตาทั้งคู่ค่อยๆเบิกขึ้น คิรากรอยากหันหน้าไปมองหญิงสูงวัยข้างกายเหลือเกิน อยากพูดปลอบโยน ส่งสายตาบอกให้นางรู้ว่า เขารักนางมากเพียงใด หากแต่ทำได้แค่เพียงส่งสายตาพร่ามัวมองเหม่อไปยังฝ้าเพดานขาวอย่างไร้จุดหมาย…มิอาจควบคุม

สองหูของเขายังคงได้ยินเสียงรอบกายได้ชัดเจน ทว่ามิสามารถถ่ายทอดสิ่งที่รับรู้ออกมาได้ ใช่…ประสาทหูของเขายังคงรับรู้ ซึ่งทำให้เขาได้ยินได้ฟัง บทสนทนาระหว่างผู้หญิงอันเป็นที่รักของเขาทั้งสองคนเมื่อครู่นั้น อย่างชัดเจน ณัชชาที่รัก…หล่อนหมดรัก ชายทุพพลภาพผู้นี้เสียแล้วหรือ
‘นัทกราบขอโทษคุณแม่ด้วยนะคะ ที่นัทคงจะอยู่ดูแลคีย์ต่อไปไม่ได้’ หญิงสาวบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เศร้าสร้อย

‘3 ปีแล้วนะคะ ที่คีย์นอนป่วยไม่รู้สึกตัวแบบนี้ นัทคุยกับหมอหลายๆคน…เขาบอกกันแต่ว่า ถ้าเกิน1 ปีแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ยากที่…คีย์จะฟื้นคืนมาเหมือนเก่า” ณัชชาปาดหยาดน้ำใสๆที่ไหลรื้นขอบตา ‘นัทก็พยายามอดทนรอ หวังว่าคีย์จะหาย…แต่เราก็รอกันมานานมากแล้วนะคะคุณแม่ นัทคิดว่า…เราคง…ไม่มีหวังแล้ว’ เสียงใสดุจระฆังเงินที่คิรากรเคยหลงใหล บัดนี้สั่นเครือเจือด้วยเสียงสะอื้น

‘แม่เข้าใจ…นัทยังมีอนาคตรออยู่…แต่…แม่ก็ยังไม่หมดหวังหรอก ตอนนี้แม่ก็ได้แต่ห่วงคีย์ ถ้านัทมาทิ้งไปอย่างนี้ เขาคงเสียใจมาก’

‘คุณแม่คะ…คีย์…เขาคงรับรู้อะไรไม่ได้หรอกค่ะ เขาป่วยขนาดนี้…ก็…เหมือนเขาได้จากเราไปแล้วล่ะค่ะ คุณแม่กรุณาอย่าโกรธนัทนะคะ ถ้าจะบอกว่า มันไม่มีประโยชน์ที่เราจะยื้อคีย์เขาไว้อย่างนี้…บางทีเราควร…’ ณัชชาพูดได้เพียงเท่านั้น นางชุติมาเอ่ยเสียงเข้มแทรกขึ้นมาทันทีว่า

‘ปล่อยให้คีย์ตายไปอย่างนั้นหรือ’

ณัชชาได้ยินแล้วได้แต่ก้มหน้านิ่ง สักพักนางชุติมาจึงเอ่ยต่อว่า ‘แม่ทำไม่ได้หรอก ถึงหมอจะแนะนำให้แม่เอาท่อให้อาหารออก แม่ก็จะไม่ทำ แม่จะฆ่าลูกของแม่ ทั้งๆที่คีย์ยังนอนหายใจอยู่อย่างนี้ได้ยังไง’ หญิงสูงวัยปล่อยโฮ ก่อนซบหน้าลงกับท่อนแขนของลูกชาย ผู้มิสามารถแสดงปฏิกิริยารับรู้ใดๆได้

‘คุณแม่คะ…ถึงคีย์จะหายใจได้ แต่คีย์ก็ลุกขึ้นมาไม่ได้ ทำอ ะไรเองไม่ได้อีกแล้ว…ถ้าคีย์เขารู้และบอกเราได้ เขาคง…ไม่อยากให้คุณแม่ต้องมาลำบากดูแลเขา และอยากให้เรา…ปล่อยเขาไป’

หญิงสูงวัยเงยหน้ามาสบตาผู้ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตว่าที่ลูกสะใภ้ นางยกมือข้างหนึ่งขึ้นเป็นเชิงห้ามก่อนเอ่ยย้ำหนักแน่น

‘พอเถอะนัท ไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อมแม่ให้ฆ่าลูกตัวเอง ลูกของแม่ แม่ดูแลได้ แล้วก็จะดูแลเขาไปจนกว่าแม่จะตาย…ถ้านัทไม่ต้องการจะทนรอ ก็ไปตามทางของนัทเถอะ แม่ไม่ว่าอะไร’ มือบางปาดน้ำตาที่ค่อยๆรินไหลมาอาบแก้ม พลางหันไปมองหน้าลูกชายที่กำลังหลับอย่างเป็นสุข นางชุติมาได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้คิรากรหลับสนิท ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆที่นางและคู่หมั้นของเขาสนทนากันเลย

หากแต่คำภาวนาของผู้เป็นมารดาไม่เป็นผล คิรากรได้ยินชัดทุกสิ่งทุกอย่าง ชายหนุ่มพยายามอย่างหนักที่จะเข้าใจ และยินยอมให้คู่หมั้นสาวจากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ หากแต่หัวใจอ่อนล้าของเขาดวงนี้ก็ปวดร้าวเกินจะฝืนทน แล้วต่อจากนี้.ไป..เขาจะอยู่เพื่ออะไร ความหวังที่จะกลับไปมีชีวิตเหมือนเก่านั้นก็ริบหรี่ จริงอย่างที่ณัชชาพูด เขาเหมือนตายไปแล้ว แม้ยังหายใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ อยู่แบบนี้ต่อไป มนุษย์ผักตายซากอย่างเขาก็รังแต่จะเป็นภาระให้แก่มารดาผู้นับวันจะแก่ชราลง…แล้วแม่จะต้องเหนื่อยกับเขาต่อไปอีกนานเท่าไร

คิรากรอยากโอบกอด ซบกับอกอุ่นของผู้เป็นแม่ อย่างที่เคยทำตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ทุกคราวยามมีทุกข์ใจเหลือเกิน หากแต่บัดนี้แม้แต่จะหันไปมองหน้าแม่…เขายังทำไม่ได้! ไม่…เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว พอกันทีกับการกักขังวิญญาณไว้ในร่างที่มีเพียงแค่ลมหายใจ แต่ไร้สมรรถภาพ!

กระสับกระส่ายอยู่ในห้วงคิด ประสาทตึงเครียด ส่งผลให้เกิดอาการหายใจติดขัด คงถึงเวลาที่เขาต้องไปแล้ว ชายหนุ่มสูดลมหายใจเฮือกสุดท้าย ก่อนที่ความนึกคิดทุกอย่างจะดับวูบลง

“คีย์! คีย์! คีย์ เป็นอะไรไปลูก” นางชุติมาหวีดร้องเสียงหลง เมื่อได้ยินเสียงดังฟืดฟาดดังผิดปกติ มาจากร่างที่นอนนิ่งบนเตียง ไม่มีเสียงตอบใดๆ นอกจากอาการสะดุ้งขึ้นมาพรวดหนึ่ง ดวงตาเบิกกว้าง เหลือกค้าง

นางเขย่าตัวลูกชายไปมา ก่อนจะลนลานกดออดเรียกพยาบาล “หมอ! พยาบาล! อยู่ไหนกัน ช่วยมาดูลูกฉันหน่อย เขา…เขาหยุด…หยุดหายใจแล้ว มาเร็วๆหน่อยนะคะ ลูกฉันแย่แล้ว” หญิงสูงวัยละล่ำละลักบอกผ่านเครื่องอินเตอร์คอม

อึดใจเดียว บานประตูห้องพักผู้ป่วยก็ผลักออกเปิดกว้าง บุรุษในเสื้อกาวน์ขาวก้าวเข้ามา พร้อมพยาบาลสาว 3 คน เร่งรีบเข้ามาดูอาการ นายแพทย์หนุ่มคว้าข้อมือเพื่อตรวจวัดชีพจร ก่อนที่จะรีบใช้สองมือกดไปที่หน้าอกเพื่อปัมพ์หัวใจ

“ขอเครื่องปัมพ์หัวใจด่วน” เขาร้องสั่ง เมื่อไม่มีการตอบสนองในเบื้องต้น

พยาบาลในชุดขาว รูดม่านสีชมพูอ่อนล้อมรอบเตียงผู้ป่วย ก่อนที่เครื่องมือแพทย์นานาชนิดจะถูกระดมเข้ามาภายในห้อง เสียงสั่งการโกลาหลของนายแพทย์กลบเสียงสะอึกสะอื้นของหญิงผู้เป็นแม่ ร่างหนาบนเตียงกระตุกวูบ กระดอนขึ้นลงตามแรงกระแสไฟฟ้า หากแต่มิมีสัญญาณใดๆบ่งบอกถึงการมีชีวิต สะท้อนกลับมาทางหน้าจอเครื่องวัดคลื่นหัวใจ

นายแพทย์ตัดสินใจที่จะพยายามเหนี่ยวรั้งชีวิตตรงหน้าครั้งสุดท้าย เสี้ยวนาทีที่ร่างไร้ลมหายใจของคิรากร กระดอนตกลงบนเตียง พลันมีกระแสลมอุ่นๆ โชยมาวูบหนึ่ง ก่อนที่กราฟบอกสัญญาณการเต้นของหัวใจบนหน้าจอเครื่องมือแพทย์จะดีดกลับมาอีกครั้ง และขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ เฉกเช่นปกติ

“กลับมาแล้ว คุณคิรากรกลับมาแล้วครับ คุณแม่” นายแพทย์หนุ่มกล่าวแก่หญิงสูงวัยที่เดินไปเดินมาอย่างกระสับกระส่าย ด้วยน้ำเสียงยินดี

ชายหนุ่มค่อยๆเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้ง แสงแรกจากโคมไฟบนฝ้าเพดานสีขาวแยงนัยน์ตาจนพร่ามัว สัญชาติญาณสั่งให้เขาเหลียวมองไปรอบๆกาย หากทว่าคอ แขน ขา มิอาจเคลื่อนไหวได้ มีเพียงหูที่ได้ยินเสียงคล้ายอุปกรณ์อะไรสักอย่าง ดังอย่างสม่ำเสมอ…ติ๊ดๆๆๆ

เสียงนั้นต่างกับเสียงรัวเร็วกัมปนาท ที่เพิ่งก้องสองหูของเขาเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับเสียงระรัวของอาวุธหนักนั้น ก็คือเจ็บหนึบไปทั่วร่าง คมกระสุนจากอาวุธสงครามจากทุกทิศทาง เจาะทะลุทะลวงแทบทุกส่วนในร่างกาย โลหิตข้นสีแดงฉานไหลทะลัก สิ่งเดียวที่เห็นลางเลือนในความมืด ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะวูบดับ คือแววตากร้าว เย็นชา บนใบหน้าที่ถูกปกคลุมด้วยหมวกไหมพรม และถ้าจำไม่ผิด คือหัวรองเท้าคอมแบตแบบทหาร ที่เขี่ยปลายคางเขาเบาๆ หลังสิ้นเสียงห่ากระสุน

มันเกิดขึ้นเร็วมาก กระทั่งเขาไม่มีโอกาสแม้ร้องคร่ำครวญให้กับความเจ็บปวด…หรือว่าเขาตายแล้ว ตายโดยที่ยังไม่ทันได้เตรียมตัว เตรียมใจ แล้วที่นี่ มันที่ไหน นรกหรือ? เขาจะได้ไปพบพญามัจจุราชอย่างที่แสดงในละครทีวีหรือเปล่า? แต่เอ๊ะ! นั่นเสียงใครกัน? คล้ายเสียงผู้หญิงร้องไห้ หรือว่านี่เป็นงานศพของเขา

“อยู่กับแม่ก่อนนะลูก อย่าเพิ่งไป แม่รักลูกมากนะ ถ้าไม่มีลูกแล้วแม่จะอยู่กับใคร” หญิงผู้นั้นพร่ำกระซิบบอกเขา

แม่…อย่างนั้นหรือ เป็นไปไม่ได้ แม่ของเขา ไม่มีวันมาคร่ำครวญแบบนี้เป็นแน่ ‘คุณเขมจิรา อรรถพันธานนท์’ แม่ของเขา คงจะดีใจมากกว่าที่ลูกชายคนโตตายไปเสียได้

แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใคร? ชายหนุ่มหงุดหงิดที่มิอาจทำอะไร หรือล่วงรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ระหว่างที่กำลังไล่เรียงลำดับความคิด พลันสายตาก็แลเห็นผู้หญิงเจ้าของเสียงนั้นชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน

“ตื่นแล้วหรือลูก…คีย์”

—————————————