October 8, 2009

เหตุที่ฝนตก บทที่ 12

บทที่ 12
สงสัยจะไม่มีคนเข้ามาอ่านที่นี่เท่าไร คงจะลงไว้เป็นบทสุดท้ายแล้วนะคะ แต่ถ้ายังมีคนอ่านก็ช่วยลงชื่อไว้หน่อย จะได้ลงต่อ ถ้าไม่มีใครลงชื่อ แสดงว่าบล็อกมันร้างจริง ๆ จะได้ไม่ลงนิยายต่อแย้ววว (เพราะมันใช้เวลาเยอะด้วยนะคะ เวลาที่เอาเรื่องมาลงที บังเอิญเป็นนักเขียนที่เจียดเวลาเลี้ยงลูกมาเขียนง่ะ ทุกนาทีจึงมีค่า ฮือ ๆ)

Reason of the Rain 12

September 27, 2009

เหตุที่ฝนตก บทที่ 11

เอาบทที่ 11 มาส่งค่ะ

ถ้าแวะเข้ามาเยี่ยมชมก็ขอเสียงหน่อยนะคะ

Reason of the Rain 11

September 17, 2009

เหตุที่ฝนตก บทที่ 10

บทที่ 10 มาช้า แต่ก็มานะ และมาพร้อมข่าวอาจจะดี (มั้ง) คือคาดว่าจะไม่รับงานแปลหนังสือแล้ว แต่จะมาทุ่มเทกับการเขียนนิยายอย่างเดียว เลยขอประกาศความตั้งใจหน่อยนะคะว่า จะมาอัพนิยายเหตุที่ฝนตก ทุกสัปดาห์ หรือ ถ้าติดธุระจริง ๆ ก็ขอเป็น รายปักษ์ละกันนะคะ

ที่ไม่ได้มาอัพเลย เพราะว่ามัวแต่ไปแปลนิยาย ต้องเร่งงานให้ทันเดดไลน์ แล้วก็เพิ่งส่งต้นฉบับเสร็จ สบายใจ เลยเอานิยายมาลงต่อให้อ่านค่ะ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ (มีกี่คนที่อ่านเนี่ย ขอเสียงหน่อยยยย ฮิ้วววว)

Reason of the Rain 10

August 7, 2009

เหตุที่ฝนตก บทที่ 9

บทที่ 9 มาแล้วค่ะ ลงไว้ใ นรูปแบบ ipaper เช่นเคย
จะอ่านสะดวกยิ่งขึ้น ถ้าคลิ๊กที่สี่เหลี่ยมซ้อนกัน ทางมุมด้านขวานะคะ จะสามารถเปิดอ่านได้เต็มหน้าจอค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้ค่ะ

มิตรสินี

Reason of the Rain 9

July 6, 2009

เหตุที่ฝนตก บทที่ 8

ลองใส่ไฟล์แบบ ipaper ดูนะคะว่าอ่านสะดวกหรือเปล่า

เหตุที่ฝนตก บทที่ 8

July 1, 2009

เหตุที่ฝนตก บทที่ 7

ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าเข้มมองตามรถบรรทุกสำหรับลากรถ ที่เพิ่งเคลื่อนตัวพ้นจากอาณาเขตบริเวณบ้าน โดยที่ท้ายรถนั้นได้มีรถเก๋งญี่ปุ่นขนาดกลางของหญิงสาวชาวไทยบรรทุกติดไปด้วย

เนธานจัดการโทรติดต่อหาช่างซ่อมรถที่ไว้ใจได้ ซึ่งเขาก็ได้รับการแนะนำมาจากเพื่อนอีกต่อหนึ่ง จากนั้นก็โทรหารถบรรทุกรับจ้างมายกรถของปณาลีไปส่งที่อู่

จะมีใครเคยทำอะไรให้กับคนที่เพิ่งรู้จักกันมากมายขนาดนี้หรือเปล่านะ เนธานคิด แม้แต่ชัค ผู้ช่วยของเขาก็ยังเอ่ยปากว่า เขาใจดีกับเจ้าหล่อนมากเสียเหลือเกิน ในสังคมปัจจุบันที่น้ำใจระหว่างเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งหายากเช่นนี้ การกระทำของเขาก็คงดูแปลก และมากเกินไปในสายตาของคนอื่นกระมัง

ชายหนุ่มไหวไหล่ให้กับตัวเอง จะสนใจคำของคนอื่นไปทำไม ในเมื่อเขามีความสุขที่จะได้เอื้อเฟื้อ ถ้ามีโอกาสได้ทำความดี ก็ทำเสียดีกว่าจะมองเมินแล้ววันหนึ่งมาหวนคิดรู้สึกผิดว่าไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไรเลย

ปล่อยใจว่าง มองทุ่งหญ้าสีเขียวชอุ่มรอบตัวบ้านสักพัก ก่อนที่เนธานจะหมุนตัวมุ่งหน้าเดินเข้าบ้าน ระหว่างนั้นก็ดึงโทรศัพท์มือถือที่เหน็บอยู่ที่เข็มขัด กดหมายเลขโทรศัพท์ของหญิงสาวที่เขาได้บันทึกลงไว้ในเครื่อง สัญญาณดังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความ ชายหนุ่มแจ้งเรื่องส่งรถไปซ่อม และที่อยู่ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ของอู่ซ่อมรถไว้ให้หล่อนรับทราบ ก่อนจะวางสาย

หมดเรื่องไปเปลาะหนึ่ง หลังจากนี้หล่อนก็คงติดต่อกับอู่ซ่อมรถได้เอง โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องทำตัวเจ้ากี้เจ้าการมากเกินฐานะของ “คนเพิ่งรู้จัก” อย่างที่ชัคค่อนขอดไว้

“เฮ้! น้ำ ซื้อรถใหม่เหรอ” เดวิด ลี ร้องถามเมื่อพบกับปณาลีที่ลานจอดรถของวิทยาลัย ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

“เปล่าค่ะ เอ่อ…รถเพื่อนน่ะค่ะ เขาให้ยืมมา” ปณาลีตอบเพียงสั้น ๆ

“เพื่อนที่ไหน น้ำมีเพื่อนคนอื่นที่นี่ นอกจากผมด้วยเหรอ” เดวิด นิ่วหน้า

ปณาลีลอบถอนหายใจ พลางคิดกงการอะไรที่หล่อนต้องรายงานให้เขารู้ด้วยว่า หล่อนไปมีเพื่อนที่ไหนไว้บ้างหลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่

“ฉันก็ต้องมีเพื่อนคนอื่นบ้างสิคะ” หล่อนปั้นหน้ายิ้มรักษามารยาท

“แล้วทำไมถึงต้องยืมรถเพื่อนล่ะ รถคุณเป็นอะไรไปเหรอ” เดวิด ถามด้วยน้ำเสียงสงสัย

“รถฉันเสียค่ะ เพื่อนเลยให้ฉันยืมรถใช้ชั่วคราว” ตอบไปแล้วหญิงสาวก็คิดในใจ อย่าถามอีกนะ ว่าเพื่อนคนไหน ทำไมให้ยืมรถ

“เพื่อนคุณใจดีจัง ทำไมไม่แนะนำให้ผมรู้จักบ้างล่ะ จะได้นัดเจอกันบ้าง” เดวิด บอกแล้วยิ้มจนดวงตาในกรอบแว่นตาสีน้ำตาลยิบหยี

“ค่ะ ไว้มีโอกาสจะแนะนำให้รู้จัก” ปณาลีตอบไปตามแกน ก่อนจะเอ่ยปากขอตัว หากตั้งท่าจะเดินผละออกมา หล่อนก็แทบจะสะดุดขาตัวเองล้มเมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของเขา

“ไม่ต้องกลัวว่าผมจะไปหลงเสน่ห์เพื่อนของคุณหรอกนะ ผมชอบสาวเอเชียด้วยกันมากกว่า โดยเฉพาะสาวไทย”

หญิงสาวต้องยืนหลับตานิ่งตั้งสติครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมาตอบรับคำสั้นๆ “ค่ะ”

ระหว่างที่มองหน้าที่ยิ้มเขิน ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่นั้น ปณาลีตัดสินใจไม่ถูกว่า ควรจะยิ้มให้อาจารย์หนุ่มชาวไต้หวันคนนี้ดี หรือว่าจะตีหน้ายักษ์ใส่ดี หากแต่จิตใจด้านดีก็ทำให้หล่อนส่งยิ้มน้อยๆ กลับไปให้ อย่างน้อย…เขาก็เคยมีน้ำใจช่วยเหลือหล่อน เป็นคำพูดที่ปณาลีบอกตัวเองไม่รู้กี่สิบรอบ ทุกครั้งที่คำพูดหรือการกระทำของเขากวนใจ

ปณาลีระบายลมหายใจ แล้วเลี่ยงเดินจากมา แต่…

“ขอผมเดินไปส่งคุณที่ห้องทำงานนะ”

และเมื่อหันไปมองข้างตัว เดวิดก็เดินตามประกบหล่อนเสียจนเกือบประชิดเสียแล้ว หญิงสาวอยากจะยกมือตบหน้าผากตนเอง ไม่น่าเลย! ไม่น่ายิ้มให้เลย!

หญิงสาวไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากปล่อยเลยตามเลย เดวิดเดินคู่ไปกับหล่อนด้วยใบหน้าเบิกบาน พร้อมคุยจ้อไปตลอดทาง หากปณาลีรู้สึกเซ็งเกินกว่าจะจับใจความเรื่องต่างๆ ที่เขาพูดถึง หล่อนได้แต่พยักหน้าเนือยๆ คล้ายรับฟังเขาไปอย่างนั้นเอง กระทั่งถึงห้องทำงานของตัวเอง

ถึงที่หมายแล้ว เดวิด ก็ยังอ้อยอิ่งอยู่หน้าประตู ไม่ยอมจะลาจากเสียที กระทั่งปณาลีต้องเอ่ยปาก หรืออีกนัยคือไล่เขาไปอย่างสุภาพ

“ฉันขอตัวทำงานต่อก่อนนะคะ เดวิด มีงานด่วนค่ะ ขอโทษด้วย”

“งานอะไรล่ะ มีอะไรให้ผมช่วยได้หรือเปล่า ผมไม่มีสอนตอนเช้า” อาจารย์หนุ่มเลือดมังกรยังยื้อเวลาที่จะอยู่ต่อ โดยไม่ใส่ใจถึงหน้าตาของหญิงสาวเริ่มตึงเล็กน้อย

“คุณช่วยฉันไม่ได้หรอกค่ะ เป็นงานที่ฉันต้องทำเอง และฉันต้องใช้สมาธิอย่างหนัก และอยากอยู่สงบๆ คนเดียว” หล่อนตัดสินใจเอ่ยด้วยเสียงเข้ม ในเมื่อเขาไม่สนใจถึงความเป็นส่วนตัว หล่อนก็จะไม่สนใจเรื่องมารยาทเช่นกัน

“น้ำโกรธผมเหรอ” เดวิด ถามเสียงอ่อย ทำหน้าเศร้าหมายให้หล่อนสงสาร “ผมเพียงแค่อยากจะช่วยคุณเท่านั้นเอง แต่ถ้ามันเป็นการรบกวนคุณ ผมไปก็ได้” พูดแล้วก็ก้าวเท้าถอยหลังออกไปจนพ้นเขตประตูห้องทำงาน

“ไม่ได้โกรธค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ โดยไม่ต่อประโยคที่อยากจะพูดต่ออีกด้วยว่า ‘แต่รำคาญมากกว่า’

เดวิด ลี ยิ้มชื่นอีกตามเคย “ขอบคุณครับที่ไม่โกรธผม อย่าลืมนะ ถ้ามีอะไรให้ช่วย ผมยินดีเสมอ ไปก่อนครับ บาย” พูดแล้วอาจารย์หนุ่มก็หันตัวกลับเดินไปตามทิศทางที่ไปสู่ห้องทำงานของตนเอง โดยทิ้งสายตาอาวรณ์ไว้ให้ เผื่อว่าหล่อนจะเห็นใจบ้าง

เมื่อร่างของชายหนุ่มพ้นประตูไป ปณาลีเดินไปปิดประตูแทบจะทันที หล่อนหันหลังพิงประตู หลับตาข่มอารมณ์แปรปรวน เป็นอาการขุ่นมัวแกมรำคาญ ซึ่งหล่อนก็ไม่สามารถบรรยายออกมาได้ รู้แต่ว่าเบื่อตาเดวิด ลี คนนี้เหลือเกิน หล่อนควรทำอย่างไรดี เพื่อให้เขาเลิกตอแยกับหล่อนสักที

เดินกลับมาที่โต๊ะทำงานเมื่อจิตใจสงบลงแล้ว หญิงสาวจึงได้หยิบโทรศัพท์มาเช็คข้อความที่เนธานฝากไว้ หล่อนไม่ได้รับสายเพราะว่ากำลังขับรถ แล้วล้วงมือหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าไม่ถนัด หล่อนจึงปล่อยเลยตามเลย เวลาที่ขับรถคนอื่นอยู่ หล่อนไม่อยากเสี่ยงอุบัติเหตุ ด้วยการทำอะไรอย่างอื่นระหว่างขับรถ

หญิงสาวหยิบปากกามาจดชื่อเจ้าของอู่ หมายเลขโทรศัพท์ พร้อมที่อยู่ของอู่ซ่อมรถใส่กระดาษไว้ เขาจัดการเรื่องต่างๆ ให้หล่อนมากแล้ว ต่อไปหล่อนคงต้องจัดการเรื่องรถของหล่อนเองบ้างแล้วล่ะ หล่อนไม่อยากติดหนี้บุญคุณเขามากจนเกินไป นี่หล่อนควรจะตอบแทนน้ำใจของเขาอย่างไรดีนะ เลี้ยงอาหารเขามื้อหนึ่ง คงยังน้อยเกินไป จะซื้อของขวัญตอบแทนเขาด้วยดีไหมนะ แล้วจะให้อะไรดีล่ะ

ปณาลีเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ครุ่นคิด หล่อนควรจะมอบอะไรตอบแทนให้เขาดีเล่า หล่อนไม่เคยซื้อของให้ผู้ชายคนไหนนอกจากวีรภัทร อดีตคนรักของหล่อน รายนั้นไม่ว่าหล่อนจะซื้ออะไรให้เขาก็ดูถูกใจไปเสียหมด หรือว่าจะเป็นเพราะยามรักก็ไม่รู้

ความคิดที่ย้อนนึกไปถึงคนรักเก่า ทำให้ความเหงาคืบคลานเข้ามาหัวใจของปณาลีโดยฉับพลัน หากเมื่อรู้สึกตัวหล่อนก็รีบสลัดไล่อารมณ์หม่นนั้นออกไป หล่อนมาที่นี่เพื่อลืมเขา ไม่นึกถึงเขาอีกไม่ใช่หรือ?

ก่อนที่น้ำตาที่รี่ไหลออกมา ปณาลีก็รีบเปิดแฟ้มทำงาน ดึงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ออกจากกระเป๋าหิ้ว ตั้งสติให้จดจ่อกับการทำงาน เพื่อที่ไม่คิดถึงเรื่องอื่นใดทั้งหมด ไม่ว่าผู้ชายคนเก่า หรือว่าผู้ชายคนไหนๆ หล่อนต้องขจัดพายุฝนออกไปจากหัวใจของหล่อนให้ได้ เพื่อพบกับท้องฟ้าที่สดใสในเร็ววัน

“อรุณสวัสดิ์ค่ะเนธ” เสียงใสๆ คุ้นหูที่เอ่ยทักทาย ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังต้องละมือจากเครื่องรีดนม แล้วเงยหน้าขึ้นหันมามองเจ้าของเสียงนั้น

“อรุณสวัสดิ์แมนดี้ เป็นไงบ้างล่ะ วันนี้ไม่มีเรียนหรือไง” เนธานยิ้มให้ และถามอย่างคุ้นเคย

เขารู้จักและเห็นเมลินดา หรือแมนดี้ เด็กสาววัย 18 มาตั้งแต่หล่อนเรียนไฮสคูลปี 1 โดยบิดาของหล่อน บิล กอร์ดอน เจ้าของฟาร์มโคนม ซึ่งเป็นลูกฟาร์มของเขาแนะนำลูกสาวคนเดียวให้รู้จัก

ฟาร์มของบิล อยู่ไม่ห่างจากฟาร์มของเนธานนัก เมลินดา จึงมักจะขับรถจากฟาร์มของบิดาแวะมาหาเขาบ่อย ๆ ด้วยแอบปลื้มชายหนุ่มโสดรูปงาม ฐานะมั่นคง แม้เขาจะมีวัยที่สูงกว่าหล่อนถึง 12 ปี เมลินดาก็มิได้ใส่ใจ และยิ่งทั้งพ่อและแม่ของหล่อนดูคล้ายจะส่งเสริมหล่อนอยู่กลาย ๆ เมลินดาก็ยิ่งเดินหน้าเต็มตัว หมายจะพิชิตใจเนธานให้ได้

หล่อนอยากเป็นคุณนายสมิธ ภรรยาเจ้าของฟาร์มกว้างใหญ่แห่งนี้ และบริษัทรวบรวมนมดิบส่งโรงงาน ธุรกิจที่มีรายได้เป็นกอบกำของเนธาน สมิธใจจะขาด มันคือความใฝ่ฝันที่หล่อนอยากให้เป็นจริงมากกว่าการเรียนจบมหาวิทยาลัยเสียอีก

เมลินดา ตั้งใจไว้ว่าถ้าเนธานขอหล่อนแต่งงานเมื่อไร หล่อนจะเลิกเรียนทันที แต่ถ้าเขาร้องขอให้หล่อนเรียนต่อ หล่อนก็อาจจะจำใจเรียนต่อไปเพื่อเอาใจเขา สาขาอะไรก็ได้ ที่จบง่าย ๆ แค่ได้ชื่อว่าจบมหาวิทยาลัยก็พอ

เด็กสาวผิวขาวร่างกลมกลึงสมส่วนในเสื้อสายเดี่ยวสีส้ม กางเกงยีนส์สี่ส่วนส่งยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม พลางเดินเข้าไปนั่งเบียดตัวข้างเขาอย่างสนิทสนม

ไอร้อนจากกายเด็กสาวทำให้ชายหนุ่มต้องรีบขยับตัวหนี ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างตัวเขากับเมลินดาไว้ในระยะที่พอเหมาะ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทำไมเนธานจะไม่รู้ว่าเมลินดาคิดประสงค์อะไร

รอยยิ้มจางจากไปใบหน้าของเมลินดา ก่อนจะกระเง้ากระงอดค่อนขอดเขา

“ทำไมต้องลุกหนีฉันด้วยล่ะค่ะ เนธ คุณรังเกียจฉันมากหรือไง”

“ไม่น่าแมนดี้ เพียงแต่ผมนั่งรีดนมวัวตั้งนานแล้ว มันเมื่อยน่ะ” เนธานแก้ตัวไปตามเรื่อง “อีกอย่างผมคิดว่าคุณอยากจะช่วยผมเสียอีก ผมเลยหลีกทางให้ คุณจะได้นั่งรีดนมวัวได้สะดวก” พูดพลางแกล้งหลิ่วตา คล้ายหยอกล้อเด็กสาว

เมลินดาพาซื่อ ยิ้มหน้าชื่นออกมาได้ “แหม…ฉันน่ะอยากจะช่วยคุณจะแย่ แต่ฉันรีดนมวัวไม่เป็นน่ะสิ พ่อฉันไม่เคยสอนอะไรฉันเกี่ยวกับฟาร์มเลย พ่ออยากให้ฉันเรียนหนังสืออย่างเดียว” เด็กสาวย่นจมูกในแบบที่หล่อนมั่นใจว่าดูน่ารัก

เมลินดาชอบส่องกระจกฝึกยิ้ม และทำหน้าตาในแบบต่างๆ จนจำได้แม่นยำว่าหน้าของหล่อนจะแสดงออกมาอย่างไรบ้าง

เนธานได้แต่ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรตอบ เขาเดาได้ว่าเมลินดาคาดหวังคำตอบอะไรจากปากเขา และเมื่อเขาเป็นฝ่ายเงียบ หล่อนจึงพูดออกมาเสียเอง

“คุณน่าจะสอนฉันเรื่องฟาร์มโคนมบ้างนะคะเนธ แล้วก็เรื่องการออกไปเก็บน้ำนมดิบตามฟาร์มต่าง ๆ ด้วย ความจริงฉันอยากนั่งรถบรรทุกนมไปกับคุณที่โรงงานที่เราเอานมไปส่งด้วยนะ” เมลินดาทำสีหน้าจริงจังขณะลุกขึ้นมายืนตรงหน้าเขา แล้วช้อนตามองใบหน้าเข้มด้วยดวงตาหวานฉ่ำ

“เฮ้! เนธ แมนดี้ คุยอะไรกันอยู่น่ะ” เสียงเอ่ยทักของชัค ทำให้เนธานยิ้มออกมาอย่างดีใจระคนโล่งอก ที่เพื่อนร่วมงานเข้ามาช่วยเขาจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดได้

ผิดกับเมลินดาที่ตีหน้าเบื่อทันทีที่หันไปเห็นบุรุษที่เดินเข้ามาขัดจังหวะ

“อืม…นายมาก็ดีแล้วชัค แมนดี้เพิ่งจะบอกว่า เธออยากนั่งรถบรรทุกไปส่งนมด้วย นายจะพาเธอไปด้วยได้มั้ยล่ะ” เนธานรีบชิงพูดก่อนที่เมลินดาจะเอ่ยอะไรต่อ

ชัคที่แอบชมชอบเด็กสาวอยู่แล้ว ยิ้มกว้างตอบรับทันที

“ด้วยความยินดีเลย รถส่งนมของผมไม่เคยมีสาวสวยมานั่งด้วยเลย จะมีคุณเป็นคนแรกนี่แหละที่จะได้นั่ง”

เมลินดามองเมินไปทางอื่น พลางตอบอย่างไม่ใยดี

“ฉันไม่ได้อยากนั่งรถไปกับคุณเสียหน่อย”

“แต่ก็เลี่ยงไม่ได้นะแมนดี้ เพราะคนที่ออกไปรับและส่งน้ำนมดิบ คือชัค” เนธานพูดพลางหัวเราะหึๆ “อ้อ…คุณอยากรู้เรื่องวิธีรีดนมวัวด้วยใช่มั้ย ชัคนี่แหละผู้ชำนาญการประจำฟาร์มของผม เขาจะสอนคุณได้มากทีเดียวล่ะ ถ้าคุณจะเริ่มบทเรียนวันนี้เลยก็ได้นะ ชัคคงยินดีสอน”

“แน่นอนอยู่แล้ว สำหรับแมนดี้ ผมไม่คิดค่าสอนด้วยนะ” ชัครับลูกต่อก่อนหลิ่วตาให้เจ้านายหนุ่ม

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน มีธุระต้องทำในออฟฟิศอีกเยอะเลย ฝากดูแลแมนดี้ด้วยนะชัค” พูดจบแล้วเนธานก็ยกมือขวาขึ้นเป็นเชิงเอ่ยลากับเด็กสาว “บายนะ แมนดี้ แล้วค่อยเจอกันใหม่ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม”

ไม่รอฟังคำทัดทานใดๆ จากเมลินดา เนธานรีบหมุนตัวเดิน ก้าวเท้าเร็วๆ จากมาทันทีโดยไม่เหลียวไปมองว่า เด็กสาวจะตีหน้ายักษ์ใส่ชัค หรือต่อว่าชัคอย่างไรบ้างโทษฐานที่เขามาขัดจังหวะ

“มานั่งตรงนี้สิ แมนดี้ ขั้นแรกผมจะสอนให้คุณรู้จักเครื่องรีดนมวัวก่อน ว่ามันทำงานยังไงบ้าง” ชัคเอ่ยบอกหล่อนด้วยเสียงนุ่มนวล

“ใครบอกว่าฉันอยากรู้เรื่องรีดนมกันล่ะ อย่าลืมว่าพ่อฉันก็มีฟาร์มโคนมเหมือนกัน ฉันเห็นวัว เต้านมวัวจนเบื่อแล้ว” หล่อนพูดเสียงสะบัด นึกโกรธเนธานอยู่ในใจที่จู่ ๆ ก็ทิ้งหล่อนไว้กับลูกน้องซื่อบื้อของเขา

“อ้าว! ก็เนธบอกว่าคุณอยากรู้เรื่องรีดนมวัว” ชัคแสร้งเอ่ยทำเป็นว่าประหลาดใจ หากยังคงมีรอยยิ้มละมัยอยู่ในหน้า นัยน์ตาคมสีฟ้าเข้มนั้นมีแววระยับ ไม่ยี่หระกับท่าทางสะบัดสะโบกของหล่อน ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหน เมลินดาก็ดูน่ารักไปเสียหมดในสายตาของเขา

เมลินดาส่งเสียงจิ๊จ๊ะ บอกให้รู้ว่าหล่อนไม่พอใจขนาดหนัก

“เนธฟังผิดไปน่ะสิ ฉันบอกเขาว่าฉันอยากเรียนรู้เรื่องฟาร์มจากเจ้าของฟาร์มด้วยกันต่างหาก ไม่ใช่จากคนงานในฟาร์ม” เมลินดาเอ่ยด้วยเสียงเหยียดหยาม หมายจะบอกให้เขารู้ว่าหล่อนกับเขานั้นมีสถานะต่างกัน

“อืม…แต่เจ้าของฟาร์มบางคน ก็เริ่มต้นมาจากการเป็นคนงานในฟาร์มก่อนนะ” ชัคเอ่ยขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าจางไป “วันหนึ่งผมก็จะทำฟาร์มของตัวเองเหมือนกัน” เขามองหน้าเด็กสาวเอ่ยด้วยใบหน้าจริงจัง “คุณจะรอเรียนกับผมในตอนนั้นก็ได้นะ เจ้าของฟาร์มอย่างผมจะมีเวลาว่างให้คุณเสมอ”

สายตาของเขาที่จ้องมองมา ประกอบกับคำพูดที่เอ่ยนั้น ทำให้ใบหน้าของเด็กสาวร้อนผ่าว จนต้องเบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบจากสายตาที่คมกล้าคู่นั้น

หล่อนจัดว่าเป็นสาวหน้าตาดีคนหนึ่ง มีหนุ่ม ๆ วัยเดียวกันเคยเข้ามาจีบ แต่ก็ไม่มีเคยมีใครมองหล่อนด้วยสายตาอย่างที่ชัคมอง พูดอย่างที่ชัคพูด เมลินดาไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมหล่อนถึงรู้สึกหวั่นไหวได้กับคำเพียงไม่กี่คำของคำ

และในใจของเมลินดาก็นึกเสียใจขึ้นมา เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเขาสลดลง หลังจากที่หล่อนดูแคลนเขา

“จริง ๆ นะแมนดี้” ชัคพูดพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ร่างของเด็กสาว นึกอยากจะรวบร่างสมส่วนนั้นเข้ามากอดไว้แนบอกนัก

“เอ่อ…ฉัน…” คล้ายมีอานุภาพบางอย่างในตัวของเขาที่ทำให้เมลินดาหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ บ้าชะมัด หล่อนสบถกับตัวเอง ทำไมวันนี้หล่อนถึงรู้สึกประหม่านักนะ ทั้ง ๆ ที่เคยพบชัคมาหลายครั้งแล้ว

“ว่าไงล่ะแมนดี้” เสียงนุ่มนวลของชัคเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

เมลินดายังคงเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่กล้าสบตาเขา ในหัวพยายามนึกคำพูด และเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่หล่อนตั้งใจให้มันห้วนที่สุด “ฉันขออวยพรให้คุณได้เป็นเจ้าของฟาร์มสมใจก็แล้วกันค่ะ”

หากเสียงที่เอ่ยออกมานั้นก็สั่นพร่าเสียเหลือเกิน จนทำให้ชัคยิ้มชื่นออกมา คิดว่าหล่อนเอ่ยอวยพรเขาด้วยความจริงใจ

“ขอบคุณมากแมนดี้ ผมจะตั้งใจทำให้สำเร็จ แล้วผมจะไปรับคุณมาเที่ยวที่ฟาร์มของผม”

เมลินดาตั้งสติ ควบคุมความปั่นป่วนภายในใจ แล้วบังคับตัวเองให้เชิดหน้าขึ้น หลังตั้งตรง “กว่าจะถึงวันนั้นฉันอาจจะเบื่อฟาร์มไปแล้วก็ได้” พูดจบแล้วหล่อนก็รีบหมุนตัว สะบัดหน้าเดินหนีออกมาจากเขา

“แล้วจะไปไหนน่ะแมนดี้” ชัคร้องเรียกตามหลัง

“ฉันก็จะกลับบ้านน่ะสิ คุณจะได้ฝันกลางวันของคุณต่อไปได้ตามสบาย”

หญิงสาวหันมาตะโกนบอกเขา แล้วก็วิ่งจี๋ไปที่รถกระบะของตนเอง ขับออกไป ทิ้งให้ชายหนุ่มมองตามรถของหล่อนไปด้วยสายตาละห้อย

“วันหนึ่งเถอะแมนดี้ คุณจะซาบซึ้งในรักของผม” ชัคเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเดินคอตกตรงไปยังคอกวัว ที่ทำงานประจำของเขา

เจ้านายหนุ่มที่ลอบมองผ่านมูลี่บังตาภายในห้องทำงาน ลอบยิ้มอ่อน ๆ พลางส่ายศีรษะ เนธานเอาใจช่วยขอให้ชัคพิชิตใจสาวน้อยได้สำเร็จ ถึงแม้ต้องแลกกับว่าเขาอาจจะเสียผู้ช่วยคนสนิทไปให้กับบิล กอร์ดอน บิดาของเมลินดาก็ตาม

ผ่านไปสามวันแล้ว หลังจากที่ปณาลีโทรมาขอบคุณ และบอกเขาว่าได้รับข้อความที่เขาฝากไว้เกี่ยวกับอู่ซ่อมรถ และได้คุยกับช่างเรียบร้อยแล้ว เนธานก็ไม่ได้รับข่าวคราวจากหญิงสาวอีก

ชายหนุ่มนึกอยากโทรไปหาหล่อนอยู่เหมือนกัน แต่ก็คิดไปไกลกลัวหล่อนจะเข้าใจผิดว่าเขาโทรไปทวงรถ เขาไม่ห่วงเรื่องรถของตัวเองแม้แต่น้อย ด้วยเขาค่อนข้างวางใจในตัวหล่อน

ปณาลีคงไม่มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับเรื่องรถของหล่อน หรือรถของเขา หล่อนถึงไม่ได้โทรมา หากรถของหญิงสาวซ่อมเสร็จเมื่อไร หล่อนคงจะโทรมาเองนั่นละ

ในยามบ่ายของวัน ขณะนั่งตรวจเอกสารต่างๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานของตน โทรศัพท์มือถือของเนธานก็ดังขึ้น หมายเลขไม่คุ้นเคยนักแต่เขาก็กดรับ

“สวัสดีครับ ผมโทรจากเดฟ ออโต้รีแพร์ ที่คุณส่งรถฮอนด้า แอคคอร์ดมาซ่อมไว้” ทางปลายสายเอ่ยนำ

“อ๋อ! ครับ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน นึกกังวลไปก่อนล่วงหน้าราวกับว่าเป็นรถของตนเอง

“ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่จะแจ้งให้ทราบว่ารถซ่อมเสร็จแล้ว ผมรู้ว่าความจริงผมควรจะติดต่อกับคุณผู้หญิง เจ้าของรถที่โทรมาตกลงเรื่องการซ่อม แต่ผมติดต่อเธอไม่ได้ โทรไปก็ได้แต่ฝากข้อความ ผมเลยอยากโทรมาแจ้งกับคุณไว้ด้วย เพราะผมต้องแจ้งเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย” ชายเจ้าของอู่ซ่อมรถเอ่ยเหตุผลสำคัญในตอนท้าย

เนธานตอบรับพลางผงกศีรษะ ถามถึงจำนวนเงิน

“ทั้งหมดก็ 2000 เหรียญ เพราะต้องยกเกียร์ออโตเมติกเปลี่ยนใหม่ ของเก่าหมดสภาพใช้ไม่ได้แล้ว และต้องเปลี่ยนไดสตาร์ทรถด้วย”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง ตกใจกับราคาค่าซ่อมซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อย

“ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินนะ ผมคิดว่าเธอคงไม่เบี้ยวคุณแน่” เนธานบอกให้ความมั่นใจกับเจ้าของอู่

“โอ! ไม่ ไม่ ผมไม่ห่วงเรื่องนั้นหรอก แค่อยากให้เธอหรือคุณมารับรถไปเร็ว ๆ เท่านั้นละ เพราะตอนนี้อู่ผมงานล้นมือมาก กลัวว่าจะดูแลรถที่จอดทิ้งไว้ไม่ทั่วถึง”

“อ้อ โอเค แต่ยังไงผมก็ไม่อยากให้คุณกังวลเรื่องค่าซ่อมอยู่นั่นละ” เนธานพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “เอาอย่างนี้นะ วันนี้ผมจะลองพยายามติดต่อเธอดู ถ้าได้คุยกับเธอแล้ว เราอาจจะนัดกันไปรับรถวันนี้ หรือพรุ่งนี้เลย ตกลงตามนี้นะ”

เนธานเอ่ยนัดแนะกับเจ้าของอู่ แล้วก็วางสายโทรศัพท์ จากนั้นเขาก็กดหาเบอร์โทรศัพท์ของหญิงสาวจากบันทึกในโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ก่อนจะโทรไปหาหล่อน สัญญาณโทรศัพท์ทางปลายสายตัดเข้าระบบฝากข้อความในทันที เนธานจึงได้แต่ฝากข้อความไว้ เรื่องไปรับรถที่อู่ แต่ไม่ได้พูดถึงจำนวนเงินค่าซ่อมที่เจ้าของอู่แจ้งไว้แต่อย่างใด

ชายหนุ่มหวังว่าหล่อนคงได้รับข้อความทั้งของเขา และเจ้าของอู่ และโทรกลับมาภายในเวลาไม่ช้านัก หากแต่ความคาดหวังของเขาก็ไม่เป็นผล เมื่อเฝ้ารอโทรศัพท์กระทั่งตกเย็น ก็ไม่วี่แววว่าหล่อนจะโทรมา บางทีหล่อนอาจจะติดต่อกับทางอู่ซ่อมไปเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้ เนธานคิดในทางที่ดี หล่อนคงไม่มีความจำเป็นอะไรต้องพึ่งพาเขาเพื่อไปรับรถกระมัง

ความคิดหลังพาหัวใจหนุ่มอเมริกันหม่นไปวูบหนึ่ง หลังจากที่เสร็จเรื่องรถ เขากับหล่อนก็คงไม่มีเหตุอะไรต้องติดต่อกันแล้วสิ ช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันที่หล่อนห่างหายไป เนธานค่อย ๆ ยอมรับกับตัวเองทีละนิดว่า เขาอยากพูดคุยกับหล่อนอีก อยากให้หล่อนโทรศัพท์มาหาเขาบ้าง จะด้วยเรื่องธุระหรือเรื่องอะไรที่ไม่เป็นสาระก็ได้ เขาอยากได้ยินเสียงพูดภาษาอังกฤษสำเนียงเอเชียหากฟังชัดถ้อยชัดคำของหล่อนนัก มันฟังดูน่ารัก และรื่นหูดีเหลือเกิน

นึกอยากโทรไปหาหล่อนเสียเอง แต่ก็ไม่กล้า หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยโทรไปสองครั้งแล้ว สัญญาณโทรศัพท์ของหล่อนตัดเข้าระบบฝากข้อความทั้งสองครั้ง

แม้จะข้ามผ่านอารมณ์ผิดหวังจากรักครั้งแรกมาได้นานแล้ว แต่เนธานก็ยังละล้าละลังกับการก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์ครั้งใหม่ อีกอย่าง…เขาเพิ่งรู้จักกับหล่อนได้ไม่นานนัก จะบอกกับหล่อนได้อย่างไรว่า เขา…รู้สึกตกหลุมรักหล่อนเข้าเสียแล้ว ในเวลาอันรวดเร็ว และหาเหตุผลของรักนั้นไม่ได้ หล่อน…ผู้ที่ดูคล้ายว่าหัวใจยังชอกช้ำจากความรักครั้งก่อน จะมีใจให้ หรือว่าเปิดใจรับหนุ่มบ้านนอกอย่างเขาหรือ?

เนธานไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดว่า ต้นรักต้นใหม่ที่เขาอยากปลูกนั้น จะสามารถผลิดอกออกใบรับลมฝนเย็นฉ่ำได้อย่างแข็งแรง

————————————-

April 16, 2009

เหตุที่ฝนตก บทที่ 6

“ตกลงว่าคุณจะทิ้งรถคุณไว้ให้ฉันใช้จริงเหรอคะ” ปณาลีถามย้ำกับเขาอีกครั้ง ขณะเดินนำคนร่างสูงเข้ามานั่งภายในห้องนั่งเล่นกึ่งห้องรับแขกภายในบ้านเช่าของหล่อน

ห้องนั้นกว้างพอวางโซฟายาวกับเก้าอี้นวมอย่างละตัว ทั้งสองอย่างมาพร้อมกับตัว คุณยายเจ้าของบ้านสั่งทำผ้าคลุมเก้าอี้ และโซฟาให้หล่อนใหม่ เป็นลายดอกไม้สดใส ชวนให้พื้นที่เล็กๆ ภายในบ้านดูสว่างตา ปณาลีเพียงแต่ซื้อโต๊ะตัวเล็กๆ มาเพิ่มเติมภายในห้องเองเท่านั้น

“อือฮึ” เนธานพยักหน้าขณะถือวิสาสะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานุ่ม โดยไม่รอให้เจ้าของบ้านเอ่ยเชิญ

ปณาลีเกือบจะนึกตำหนิแขกในใจ หากแต่ก็ผลักไสความคิดนั้นเสีย เขาอุตส่าห์ให้หล่อนอาศัยนอนบ้านเขาทั้งคืน ซ้ำยังใจดีมาส่งและให้ยืมรถใช้อีก แม้จะเพิ่งรู้จักกันแต่ก็มีความไว้ใจและถือได้ว่าพอจะสนิทสนมกันระดับหนึ่งแล้วละน่า

“ขอโทษนะ ที่นั่งโดยทีคุณยังไม่ได้เชิญ ผมมันคนบ้านนอก เสียมารยาทไปนิด” เนธานพูดขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มๆ คล้ายอ่านความคิดแวบแรกของหล่อนออก

“โอ…เชิญตามสบายค่ะ ฉันไม่ได้คิดว่าคุณเสียมารยาทสักนิดเลยค่ะ” หล่อนรีบร้องค้าน นึกหมั่นไส้ที่หนุ่มเจ้าของฟาร์มโคนมอ่านสีหน้าหล่อนได้ทะลุ แม้หล่อนจะคิดเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นจริง ๆ

“คุณจะดื่มน้ำ กาแฟ หรือว่าทานอะไรเบาๆ ระหว่างรอฉันเตรียมตัวไปทำงานหรือเปล่าคะ” หล่อนเอ่ยถาม

“ขอน้ำสักแก้วละกันครับ”

“ดูทีวีมั้ยคะ” หล่อนเสนออีกเกรงว่าเขาจะเบื่อ พลางตั้งท่าจะก้มหยิบรีโมทคอนโทรลบนโต๊ะตัวเตี้ย ที่ตั้งอยู่ข้างโซฟา

“ไม่ละครับ ขอบคุณ เชิญคุณตามสบาย ผมจะนั่งรออยู่ตรงนี้ละ”

หล่อนพยักหน้าแล้วเดินเข้าห้องครัวไปรินน้ำจากตู้เย็นมาให้เขา

“เอ่อ…ปรกติฉันเป็นคนอาบน้ำนาน แต่งตัวนาน ยังไงวันนี้จะรีบที่สุด ถ้าคุณ…เอ่อ…คิดว่ารอนานก็ตะโกนเร่งฉันได้นะคะ”

ท่าทางของหล่อนที่อึกอักบอกเขาอย่างเกรงใจ จุดรอยยิ้มปนขำให้ฉาบทาบนใบหน้าเข้มของชายหนุ่มอเมริกัน

“แน่นอนครับ ผมจะไปทุบประตูเรียกอย่างที่เรียกคุณเมื่อคืนนี้เลย”

ปณาลีได้แต่ส่งค้อน โดยไม่พูดอะไรก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าห้องของตนเอง โดยไม่ลืมที่จะลงกลอนประตูให้เรียบร้อย แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่น่าเชื่อถือได้ แต่ขึ้นชื่อว่าผู้ชาย อย่างไรก็ไว้ใจไม่ได้อยู่ดี หล่อนบอกกับตัวเอง

ระหว่างนั่งรอหญิงสาว เนธานก็กวาดสายตามองไปรอบห้อง แลเห็นกรอบรูปบานใหญ่สะดุดตาติดอยู่ที่ผนังห้องด้านหนึ่ง รูปภาพหลายภาพบรรจุอยู่ภายในกรอบนั้น ตกแต่งด้วยกระดาษสีแบบปะติดดูน่ารัก ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นเดินไปดูใกล้ๆ ด้วยความสนใจ

ภาพตรงกลางเป็นภาพหล่อนถ่ายคู่กับครอบครัวในวันรับปริญญา คงเป็นที่ประเทศบ้านเกิดของหล่อน เนธานคิด ไล่สายตามองรูปอื่นๆ มี 2 รูปที่หล่อนถ่ายกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง หากอีก 3 รูป หล่อนถ่ายกับชายหนุ่มคนเดียวกันอย่างสนิทสนม หนุ่มคนนั้นคงเป็นคนรักของหล่อน ภาพโอบกอด ศีรษะหล่อนแนบอกกว้างของเขาแบบนั้น คงไม่ใช่เพื่อนเป็นแน่

สองในสามรูปนั้นดูบรรยากาศบอกให้รู้ว่าถ่ายในสหรัฐอเมริก โดยที่รูปหนึ่งนั้นทิวทัศน์ด้านหลังรูปคือสะพานโกลเด้น เกท ในซาน ฟรานซิสโก ส่วนอีกรูปก็พอเดาได้ว่าถ่ายในประเทศไทยบ้านของหล่อน

ไล่สายตามาดูกรอบรูปที่ตั้งอยู่บนชั้นหนังสือที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ เนธานก็แลเห็นรูปคู่ของชายหนุ่มคนเดิมกับปณาลี อีกรูปหนึ่ง รอยยิ้มของหล่อนในรูปสดใส แววตาและใบหน้าของหล่อนบ่งบอกถึงความสุขที่ท่วมท้นในใจอย่างไม่มีปิดบัง…หล่อนคงรักเขามากจริง ๆ

ชายหนุ่มในรูปเป็นคนหน้าตาหล่อเหลา ดูสะอาดสะอ้าน แต่งกายดี แบบฉบับที่สาวๆ ทั่วไปใฝ่ฝันถึง ต่างกับเขาราวกับอยู่คนละโลก

เนธานก้มมองดูเสื้อเชิ้ต กับกางเกงยีนส์ของตนเอง แล้วนึกขัน หากปณาลีจะเปลี่ยนคู่ควงจากหนุ่มสำอางค์ อย่างที่เห็นในนิตยสาร GQ มาเป็นหนุ่มบ้านนอกอย่างเขาคงตลกดีพิลึก แต่ความจริงมันคงเป็นไปไม่ได้เสียละมากกว่า และหากเป็นได้ ก็คงเป็นแค่ช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น…เหมือนอย่างอดีตที่ผ่านมาของเขา

ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมหยักศกสีน้ำตาลเข้ม ละสายตาจากภาพคู่ตรงหน้าก่อนที่ความคิดจะเตลิดย้อนไปถึงอดีตรักที่ขมขื่นของตน ยอมรับกับตนเองว่าเขาไม่นึกเสียใจหรือเจ็บปวดกับความผิดหวังอีกแล้ว แต่ก็ไม่มีทางที่ลืมรอยเจ็บนั้นได้

“เรียบร้อยแล้วค่ะ” เสียงพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแบบคนเอเชีย หากชัดเจนฟังง่าย ดังเจื้อยแจ้วมาจากทางด้านหลัง เรียกให้เนธานหันมามอง

หญิงสาวมีหน้าตาผ่องใสขึ้น หล่อนรวบผมผูกเป็นหางม้า เผยให้เห็นวงหน้าเรียวที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบา หล่อนแต่งตัวอยู่ในชุดทำงานที่ดูทะมัดทะแมงด้วยเสื้อเชิ้ตตัวในสีชมพูอ่อน คลุมทับด้วยสูทสีดำ กางเกงผ้าเนื้อดีสีดำตัดเข้าชุดกัน กระเป๋าสะพายที่คล้องไหล่แบบเก๋ไก๋ ดูด้วยสายตาเนธานก็รู้ว่าเป็นของที่มีราคาค่างวดอยู่ไม่น้อยทีเดียว

“ไม่นานกว่าเท่าที่ผมคาดไว้นะ” เนธานเอ่ยล้อ พลางทำท่ายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา

“ก็ถ้าคุณไม่นั่งรออยู่ ฉันคงไม่อาบน้ำแต่งตัวเร็วขนาดนี้หรอกค่ะ” หญิงสาวย่นจมูก

“หวังว่าคุณคงอาบน้ำสะอาดดีตามมาตรฐานตัวเองนะครับ” ชายหนุ่มอมยิ้มอยู่ในหน้า

“ไม่ต้องห่วงฉันเรื่องนั้นหรอกค่ะ” หล่อนแสร้งตอบน้ำเสียงสะบัด

เนธานยิ้มขันนึกเอ็นดูกับใบหน้าและท่าทางของหล่อน

ปณาลีเดินตรงไปเปิดชั้นวางรองเท้าที่ตั้งวางอยู่ใกล้ประตูโดยไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรกับเขาอีก โดยเฉพาะไม่เอ่ยทักเรื่องที่เขายืนดูรูปถ่ายของหล่อนกับวีรภัทร คนรักเก่า หล่อนไม่อยากตอบคำถาม และไม่อยากบอกว่าที่หล่อนยังเอารูปคู่ของหล่อนกับเขามาตั้งไว้ เพราะว่า…หล่อนยังลืมเขาไม่ได้

“ตกลงว่าฉันไปส่งคุณที่โรงงานนมที่คุณบอกนั่น แล้วฉันก็ขับรถคุณไปทำงานอย่างนั้นหรือคะ” หล่อนถามเขาหลังใส่รองเท้าบู้ทสีดำหุ้มข้อเสร็จเรียบร้อยดี

เนธานพยักหน้า ก่อนเอ่ยต่อ “ผมจะหาช่างมาดูรถคุณให้ พอรถคุณซ่อมเสร็จ ผมจะขับรถมาส่งให้คุณที่บ้าน แล้วรับรถของผมกลับ”

“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ พอรถซ่อมเสร็จฉันขับรถไปคืนที่บ้านคุณ แล้วเอารถกลับมาก็ได้” หล่อนเอ่ยอย่างเกรงใจ

“ก็…ตามใจคุณ ถ้าคุณสะดวกอย่างนั้น” เนธานไม่พูดจาต่อรองแต่อย่างใด เพราะเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะมีเวลาว่างพอที่จะบริการนำรถมาส่งให้หล่อน แต่ก็ไม่ลืมที่จะเปิดทางเผื่อไว้ด้วยว่า “แต่ยังไงก็ดูเหตุการณ์ล่วงหน้าอีกที แล้วค่อยตกลงกันใหม่”

“โอเคค่ะ” หญิงสาวยกไหล่ ยิ้มให้เขานิดหนึ่ง

ทั้งคู่เดินออกจากบ้านเดินตรงมาที่รถ ปณาลีตั้งท่าจะเดินตรงไปทางที่นั่งผู้โดยสาร หากแต่มือแข็งแรงของเขารั้งแขนหล่อนไว้เบาๆ หล่อนหันตัวมามองหน้าเขาเลิกคิ้วเป็นเชิงตั้งคำถาม

“คุณขับรถไปเลยละกัน ผมขอเป็นคนนั่งเอง” เนธานพูดพร้อมกับยื่นพวงกุญแจรถให้หล่อน

“เอาอย่างนั้นหรือคะ”

เนธานพยักหน้า

“ก็ดีเหมือนกัน คุณจะได้บอกฉันได้ว่าอะไรต่ออะไรในรถของคุณอยู่ตรงไหน เพราะรถญี่ปุ่นกับรถอเมริกันที่บังคับอะไรต่างๆ ไม่ค่อยจะเหมือนกันนัก”

หล่อนเอ่ยเมื่อนึกขึ้นได้ว่ารถขับเคลื่อนสี่ล้อของเขา เป็นรถที่ผลิตโดยบริษัทรถยนต์ชั้นนำของสหรัฐอเมริกา

ปณาลีรับกุญแจมาแล้วเดินอ้อมไปที่นั่งด้านคนขับ ซักถามเขานิดหน่อยเกี่ยวกับปุ่มปรับ และคันบังคับต่างๆ ในรถ พอเข้าใจดีแล้วหล่อนก็ออกตัวรถ ขับออกไปสู่ถนนใหญ่ แล้วขับไปตามทางที่เขาบอก ก่อนเลี้ยวเข้าถนนสายที่ตรงไปโรงงานนมเพื่อไปส่งเขา

ภาพของสถานที่ที่ปณาลีเห็นตรงหน้าเป็นภาพที่ดูแปลกตาจากความเคยชินของหล่อน พื้นที่โรงงานกว้างขวาง หากก็ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนหลายหลัง บนลานจอดรถมีรถบรรทุกขนาดกลางที่มีลักษณะคล้ายตู้เก็บของด้านหลังจอดอยู่หลายคัน ตัวตู้ที่บรรทุกของนั้นทาพื้นสีขาวแล้วเขียนเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อของผลิตภัณฑ์นมที่หล่อนเห็นคุ้นตาในซุปเปอร์มาร์เก็ต เพิ่งได้มาเห็นสถานที่ผลิตกับตาตัวเอง

“เห็นแท็งค์สแตนเลสสูงๆ นั่นมั้ย” เนธานชี้มือขึ้นไปที่แท็งค์สีเงินสองตัวที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่คู่กัน

“นั่นคือแท็งค์บรรจุนมล่ะ” เขาอธิบายขณะที่หล่อนค่อยๆ ขับรถเลี้ยวเข้ามาตามทางเข้าด้านหลังโรงงาน “แท็งค์ใหม่เอี่ยมเลยนะคุณ บริษัทแม่ของโรงงานนี้เพิ่งส่งงบประมาณมาปรับปรุงโรงงานขนานใหญ่ แล้วก็ปรับระบบให้ผลิตนมแบบยืดวันหมดอายุออกไปอีก แล้วก็เปลี่ยนมาผลิตนมที่มาจากวัวที่ไม่ใช้ฮอร์โมนเร่งทั้งหมด” เนธานเอ่ยด้วยน้ำเสียง

ปณาลีพยักหน้ารับฟัง ก่อนจะหยุดรถตรงที่ป้อมทางเข้าซึ่งมีไม้กั้นอยู่ หล่อนหันมามองหน้าเขา เมื่อแลเห็นยามประจำป้อมเดินตรงมาที่รถ

“เฮ้ แม๊กซ์” เนธานทักทายยามหนุ่มผิวขาวผู้นั้นอย่างสนิทสนม

“อ้าว นายเองเหรอ เนธ ฉันเห็นชัคเพิ่งถอยรถไปโหลดนมที่ท่าเทียบเอง วันนี้รถส่งนมเข้ามาพร้อมๆ กันหลายคัน เลยรอคิวนานหน่อย” หนุ่มแม๊กซ์บอก พลางมองมาที่หญิงสาวผู้ทำหน้าที่คนขับรถ ยิ้มล้ออยู่ในหน้าก่อนถาม “แฟนเหรอ ?”

“เพื่อนกันน่ะ อาศัยรถเขามา” เนธานโบกไม้โบกมือ แล้วหันมายิ้มให้ปณาลี ก่อนจะเอ่ยตัดบท “ขอให้เธอเข้าไปส่งฉันข้างในหน่อยนะ แล้วอำนวยความสะดวกให้เธอตอนขับออกมาด้วย”

“เนธนี่เสน่ห์แรงนะ หวังว่าคุณคงปราบเขาอยู่หมัด” ยามหนุ่มไม่วายพูดยั่ว พลางหลิ่วตาให้ปณาลีนิดหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปยกไม้กั้นทางขึ้นให้

“เจ้านี่ปากมากอย่างนี้ละคุณ อย่าถือสาเลย” เนธานพูดคล้ายขอโทษเมื่อแลเห็นหญิงสาวมีสีหน้ากระอักกระอ่วน

ปณาลีเพียงแต่ยักไหล่ให้เขารู้ว่าหล่อนไม่ได้เก็บเอาคำกล่าวล้อเลียนนั้นมาใส่ใจ

หล่อนจอดส่งเขาที่ลานจอดรถซึ่งอยู่ไม่ห่างกับท่าเทียบสำหรับรถบรรทุกส่งนมนัก เนธานเปิดประตูรถก้าวลง โบกมือให้หล่อน แต่ยังยืนรออยู่กระทั่งหล่อนกลับรถและขับออกจากโรงงาน จึงค่อยหันตัวเดินตรงไปหาชัค เพื่อนร่วมงานที่ยืนคอยอยู่ข้างรถส่งนมของเขา

“นั่นเธอที่นายเล่าให้ฟังเหรอ” ชัคเอ่ยถาม

“อืมม์” เนธานพยักหน้าตอบเพียงสั้น ๆ

“แค่มองไกลๆ ก็รู้แล้วว่าน่ารัก มิน่าล่ะ นายถึงยินดีบริการให้ถึงขนาดนี้” ชัคแกล้งเอ่ยแซว ทั้งๆ ที่เห็นหน้าหญิงสาวไม่ชัดด้วยซ้ำ”

“บ้าน่า แค่มีน้ำใจให้เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเท่านั้นละ” เนธานบอกปัด ก่อนจะรำพึงทีเล่นทีจริง “เรามันแค่คนส่งนม ผู้หญิงที่ไหนจะสนใจ”

“คนส่งนมที่เป็นเจ้าของฟาร์ม กับเจ้าของบริษัทรวบรวมนมนำส่งโรงงานนี่ ใครคิดว่ากระจอกก็โง่เต็มทีแล้ว” ชัคชกเบาๆ เข้าที่ต้นแขนของเพื่อนผู้เป็นทั้งเจ้านาย

“คนส่งนมยังไงก็เป็นคนส่งนมวันยังค่ำละน่า” เนธานยังเอ่ยอย่างเจียมตัว ทั้งยังอดนึกถึงภาพอดีตแฟนหนุ่มของหล่อนไม่ได้ คนส่งนมอย่างเขา ต่อให้มีฐานะดีกว่าชาวนาชาวไร่ทั่วไป อย่างไรก็คงไม่ต้องรสนิยมหล่อนเป็นแน่

“น้ำ น้ำ” เสียงเรียกชื่อเล่นของหล่อนด้วยสำเนียงแปร่งๆ ทำให้หล่อนจำต้องหยุดเท้าที่กำลังก้าวเดิน พลางถอนหายใจออกมาเบา ๆ

เจ้าของเสียงเรียกวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาหาขณะที่หล่อนค่อยๆ หันหลังกลับมามอง

“ไฮ เดวิด” ปณาลีทักน้ำเสียงเรียบ ไม่มีทีท่ายินดีที่ได้พบเขา เดวิด ลี อาจารย์หนุ่มภาควิชาคณิตศาสตร์ชาวจีนไต้หวัน

“ผมแวะไปหาคุณที่ห้องทำงานเมื่อเช้า ไม่พบคุณก็เป็นห่วงคุณแทบแย่ โทรไปที่บ้านก็ไม่มีคนรับสาย โทรเข้ามือถือก็ได้แต่ฝากข้อความ คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า หรือว่าไม่สบาย ถ้าป่วยวันหลังโทรมาบอกผมนะ ผมจะไปรับที่บ้าน พาไปหาหมอ” อาจารย์หนุ่มชาวจีนไต้หวันพูดเป็นชุด ราวกับอัดอั้นไม่ได้พูดกับหล่อนมาเป็นแรมเดือน

“เปล่าคะ ฉันไม่เป็นอะไร พอดีว่า…” หญิงสาวหยุดคำพูดไว้แค่นั้น เมื่อยับยั้งชั่งใจไว้ได้ว่า ไม่ควรเล่าเรื่องที่หล่อนไปนอนค้างบ้านคนแปลกหน้าเมื่อคืนให้เขาฟัง ด้วยไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด “โทรศัพท์ฉันแบตเตอรรี่หมดนะค่ะ แล้วก็นอนหลับเพลินไปหน่อยเลยไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่บ้าน”

มุสา หล่อนตำหนิตัวเองในใจ แต่กับหนุ่มจีนที่น่ารำคาญคนนี้ หล่อนขี้เกียจจะอธิบายอะไรให้มากความ ลองถ้าหล่อนบอกความจริงสิ ตาเดวิด ลี คงจะร้อนรนกระวนกระวาย ต่อว่าต่อขานที่ไม่โทรมาขอความช่วยเหลือจากเขา หรือไม่ชวนเขาขับรถเข้าเมืองไปด้วยเมื่อวาน

“คุณไม่มีแบตสำรองเหรอ คุณควรจะมีไว้นะ เอางี้ถ้าคุณไม่มีผมจะไปหาซื้อมาให้ละกัน เป็นของขวัญสำหรับเพื่อนใหม่” เดวิด ลียิ้มจนตาปิดเป็นเส้นตรง

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ไม่ต้องหรอกค่ะ มันไม่จำเป็นเท่าไร” หล่อนกล่าวปฎิเสธ พร้อมตั้งท่าจะเดินจาก “ขอตัวก่อนนะคะ ฉันต้องรีบเตรียมงานนำเสนอผู้อำนวยการตอนบ่ายนี้”

“มีอะไรให้ผมช่วยมั้ย” เดวิด เสนอตัว

“ไม่มีค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” หล่อนยิ้มอ่อนหวานอย่างรักษาน้ำใจ หลังกล่าวปฏิเสธ “ไปก่อนนะคะ บาย”

“เดี๋ยว ๆ น้ำ วันนี้ไปทานอาหารเที่ยงกันนะ ผมอยากทานอาหารเม็กซิกัน แต่ไม่รู้จะสั่งยังไง คุณไปทานบ่อยไม่ใช่เหรอ”

ปณาลีลอบถอนหายใจอีกครั้ง “เดวิดค่ะ ขอโทษค่ะ วันนี้ฉันไม่ว่างจริงๆ เอาไว้เป็นโอกาสหน้าละกันนะคะ” พูดจบแล้วหล่อนก็ยอมเสียมารยาทรีบหมุนตัวเดินจ้ำอ้าว โดยไม่หันกลับไปมองอาจารย์หนุ่มที่ยืนมองตามร่างหล่อนไปตาละห้อย หากหล่อยยังขืนอยู่ต่อ เดวิดคงจะหาเรื่องตื๊อให้หล่อนไปไหนต่อไหนต่อกับเขาอยู่นั่นแล้ว

ความจริงเขาก็ดูเหมือนจะเป็นคนน่ารักอยู่หรอก เป็นคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนร่วมงาน ตอนที่หล่อนมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ ก็มีเดวิด ลีนี่ละ ที่เข้ามาพูดคุย แนะนำเรื่องต่างๆ ในเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของเอเชียในเมืองใกล้กัน ร้านอาหารจีนในเมือง และยังความเป็นไปภายในวิทยาลัยที่หล่อนและเขาทำงาน ทำให้หล่อนให้ความสนิทสนมกับเขาพอควรกระทั่ง ให้เขาเรียกชื่อเล่นของหล่อนแทนชื่อจริง

ข้อเสียของเดวิด ลีคือเขาเป็นคนมือไว ชอบฉวยโอกาสจับเนื้อต้องตัวหล่อนบ่อยๆ แรกๆ ก็นึกว่าเขาไม่ตั้งใจ แต่พอชักบ่อยเขาหล่อนก็เริ่มสะกิดใจ จึงพยายามตีตัวออกห่างเขา อย่าหาว่าหล่อนมองโลกในแง่ร้ายเลย นี่ถ้าเมื่อคืนเป็นเดวิด ลี ที่หล่อนต้องไปค้างอ้างแรมด้วย ไม่ใช่เนธาน หล่อนอาจจะถูกปล้ำไปแล้วก็เป็นได้

เนธาน…หล่อนนึกถึงเขาอีกแล้ว ตั้งแต่ขับรถแยกจากเขามา ใจหล่อนไพล่นึกไปถึงเขาเป็นรอบที่เท่าไรแล้วนี่ ชอบ? รักแรกพบ? บ้าน่า คิดเป็นนิยายเพ้อฝันไปได้ ก็แค่ประทับใจที่เขามีน้ำใจเท่านั้นหรอกน่า หญิงสาวรีบสลัดหัวขับไล่ภาพชายหนุ่มเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลเข้ม และเรือนผมหยักศกที่ตกลงมาปรกหน้าผาก ร่างสูง ไหล่ผึ่งผายบึกบึน ภายใต้เสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีน้ำเงิน คนที่ยืนรอส่งหล่อนขับรถออกจากโรงงานจนกระทั่งลับสายตา

หรือว่าภายในใจหล่อนปรารถนาที่จะมีคนที่คอยมองตามด้วยความห่วงใยกันนะ ทำให้ภาพนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงคิดของหล่อน สลัดเท่าไรก็ยังไม่เลือนหายไปสักที

สัญญาณโทรศัพท์มือถือดังขึ้นเป็นท่วงทำนองเพลง Rhythm of the Falling Rain

เพลงที่เจ้าของหมายเลขซึ่งแสดงบนหน้าจอขณะนี้เคยค่อนหญิงสาวไว้ว่า ‘ไม่รู้จะตอกย้ำอะไรนักหนากับเรื่องอกหักของตัวเอง’

ใช่…หล่อนอยากย้ำเตือนตัวเองว่าหล่อนอกหัก เพราะอกหัก หล่อนถึงได้หนีมาอยู่เสียที่นี่ เพื่อให้ลืมว่าหัวใจของหล่อนร้าวรานที่ฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา หากวันใดที่หล่อนสามารถรักษาบาดแผลในใจได้ หล่อนคงเบื่อและเอียนกับเพลงนี้ วันนั้นละหล่อนจะเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าเสียใหม่

เป็นทฤษฎีเจ็บเสียให้พอ ร้องไห้เสียให้หนำใจ จะได้เลิกเจ็บ เลิกร้องเสียที ปณาลีบอกตัวเองไว้อย่างนั้น

“ว่าไงจ๊ะ” หญิงสาวกรอกเสียงผ่านโทรศัพท์ทักทายเพื่อนหนุ่มคนสนิท ที่โทรมาจากแคลิฟอร์เนีย

“ก็ไม่มีอะไร โทรมาเช็คดูว่ายังมีชีวิตอยู่สบายดีมั้ย” วินซ์ หรือ วินเซ้นต์ ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงประชดประชันมากกว่าจะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบจริงจัง

“ยังอยู่สบายดีน่า ไม่ต้องห่วง คนดีๆ อย่างฉัน ยังมีเทวดาคุ้มครอง”

“แสดงว่าเมื่อคืนมีเทวดามาช่วยล่ะสิ หล่อหรือเปล่า หวังว่าแถวนั้นคงไม่มีแต่หนุ่มบ้านนอกพูดเหน่อ คอแดงเถือก หน้าตาเด๋อด๋านะ” ปลายสายส่งเสียงหัวเราะคิกคักตามมา

“แหม…มิสเตอร์วินซ์ คุณอย่าคิดแต่ว่าหนุ่มหล่อดูดีมีสไตล์จะกระจุกตัวอยู่แต่แถวแคลิฟอร์เนียสิคะ รัฐบ้านนอกอย่างเคนตั๊กกี้ก็มีหนุ่มๆ น่ามองเหมือนกันนะ”

คำพูดของเพื่อนสาวทำให้เกย์หนุ่มหูผึ่ง เกิดอาการคึกคักขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขาตื่นเต้นกับหนุ่มหล่อ แต่วินซ์รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ด้วยเข้าใจว่า ปณาลีอาจจะเจอใครที่หล่อนถูกใจเข้าให้แล้ว เบื่อกับการที่เพื่อนสาวจมอยู่กับความเศร้าเพราะผู้ชายห่วยๆ อย่างนายวีรภัทรเต็มทน

“งั้นแสดงว่าเธอเจอคนน่ามองคนนั้นแล้วสิ เมื่อคืนนี้ใช่มั้ย เล่ามาเดี๋ยวนี้ เขาเป็นใคร มาช่วยเธอยังไง โรแมนติกเหมือนในหนังมั้ย รักแรกพบเลยหรือเปล่า” วินซ์รัวคำถามใส่เพื่อนสาวเป็นชุด

“โอย…หลายคำถามจัง ฉันพูดถึงทั่วๆ ไป ไม่ใช่ผู้ชายคนเมื่อคืน อุ๊บ!” หล่อนยกมือปิดปากตัวเอง

“นั่นไงล่ะ เมื่อคืนอยู่กับผู้ชายงั้นเหรอ เจ้าของบ้านที่รถเธอไปจอดเสียอยู่หน้าบ้านเขาใช่มั้ย” วินซ์คาดเดาไปตามเรื่อง “ใช่มั้ย เล่าให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้เลยนะ” วินซ์คาดคั้นเพื่อนสาว

“โอเคๆ” หล่อนผ่อนลมหายใจยอมแพ้ “เจ้าของบ้านนั้นนั่นแหละ เขาออกมาดูฉัน แล้วก็ช่วยเหลือลากรถฉันเข้าไปในโรงจอดรถบ้านเขา แล้วก็…เอ่อ บอกให้ฉันพักที่บ้านเขาก่อน เพราะรถฉันยังเสียอยู่ ฝนก็ยังตกหนัก แล้วก็จะมีพายุทอร์นาโดเข้าด้วย”

“ใจดีจัง เขาต้องเป็นคนดีมากๆ เลย” วินซ์เอ่ยชมออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด

“รู้ได้ไงว่าเขาเป็นคนดี” ปณาลีถามแบบประชด

“ถ้าไม่ดี เธอคงยังไม่ได้กลับบ้านมารับโทรศัพท์ของฉันหรอก”

“ก็จริงนะ” ปณาลีพยักหน้ารับ

“แล้วหน้าตาล่ะเป็นไง ยังไม่ได้บอกฉันเลย อายุเท่าไร โสดหรือเปล่า” น้ำเสียงเพื่อนแฝงด้วยความกระตือรือร้น

“มันเกี่ยวอะไรด้วยกับการช่วยเหลือฉันด้วย” ปณาลีย้อนถามเมื่อเห็นว่าชักไม่เข้าเรื่อง

“อ้าว ฉันก็จะได้ลุ้นถูกไงว่า ไอ้ที่เธอพูดไว้ว่า เคนตั๊กกี้ก็มีผู้ชายน่ามองเหมือนกันน่ะ” วินซ์ยักคิ้วหลิ่วตาไปด้วยระหว่างพูดโทรศัพท์กับเพื่อน

“แหม…ก็บอกแล้วไงว่าฉันพูดถึงผู้ชายทั่วไป ไม่ได้เจาะจงถึงเนธสักหน่อย” พูดแล้วก็กัดริมฝีปากตัวเอง เผลอจนได้

“อ๋อ ชื่อเนธ งั้นเหรอ แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเท่” วินซ์กระเซ้า

“เอางี้นะ อย่างย่อๆ เลยนะ ฉันโชคดีที่เจอครอบครัวใจดี ไม่ใช่แค่เนธ แต่เป็นมิสซิสอลิส แม่ของเขาด้วยที่ช่วยเหลือฉัน ฉันรู้แต่ว่าเนธเป็นเจ้าของฟาร์มโคนม เรื่องอื่นนอกจากนั้นฉันไม่รู้ พอใจหรือยัง”

“ไม่รู้กระทั่งว่าหน้าตาหล่อหรือไม่หล่อเหรอ”

ปณาลีเผลอนิ่งนึกไปถึงใบหน้าของเขา รูปหน้าดูแข็งแรง ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ภายใต้คิ้วหนาสีเดียวกับเรือนผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มกว่าดวงตา จมูกโด่งเป็นสันตรงได้รูป ผิวขาวที่คล้ำลงด้วยเพลิงแดดแผดเผาอย่างคนที่ใช้ชีวิตอยู่กลางแจ้ง เรือนร่างสูงสง่า ด้วยแผงอกกว้าง ไหล่ตรง เขาก็จัดว่าดูดี เข้าข่ายผู้ชายในฝันของหญิงสาวทั้งหลายได้เหมือนกันนะ

หญิงสาวนึกตกใจตัวเอง นี่หล่อนจำรายละเอียดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกของเขาได้ขนาดนี้เชียวหรือ

“สรุปว่าหน้าตาดีใช่หรือเปล่าล่ะ ถึงนิ่งไปนาน นึกถึงใบหน้าชวนฝันของเขาอยู่ล่ะสิ” วินซ์หัวเราะคิกคักราวกับเดาใจเพื่อนได้ถูก

“บ้าสิ ไม่เอาละ คุยกันเรื่องอื่นดีกว่า สรุปว่าฉันกลับบ้านมาได้อย่างปลอดภัยก็แล้วกัน”

ปณาลีรีบเสบ่ายเบี่ยงเพื่อน หากก็ไม่เป็นผล คนช่างซักอย่างวินซ์ ก็ยังถามราวกับอัยการกำลังซักถามจำเลย จนหล่อนต้องเล่าให้เพื่อนหนุ่มฟังทั้งหมดว่า เนธไม่ได้แค่ให้ที่พักพิงหลบฝน แต่ยังขับรถมาส่งหล่อนที่บ้าน อาสาเอารถไปซ่อมให้ และยังให้ยืมรถใช้จนกว่ารถหล่อนจะซ่อมเสร็จ

พอฟังจบแล้ววินซ์ก็ค่อยเอ่ยออกมาอย่างพอใจ

“สงสัยกามเทพจะแผลศรให้หนุ่มเจ้าของฟาร์มเข้าแล้วล่ะ ถึงได้ยินดีบริการเธอถึงขนาดนี้”

“ไม่หรอกน่า เขาก็แค่เป็นคนมีน้ำใจเท่านั้นละน่า” ปณาลีรีบแก้ต่าง ด้วยไม่คิดว่าจะเป็นไปได้

อีกทั้งเนธานเองก็ไม่ได้แสดงทีท่าอะไรเป็นพิเศษ อย่างที่ผู้ชายทั่วไปแสดงออกต่อผู้หญิงที่เขาพึงพอใจ หล่อนไม่ใช่เด็กสาวอ่อนหัดนี่นา เคยเห็นสายตาเหล่านั้นมามาก ทำไมจะไม่รู้

“กับผู้หญิงต่างชาติแปลกหน้า ยังมีน้ำใจล้นฟ้ามหาสมุทรขนาดนี้ สงสัยมิสเตอร์เนธคนนี้จะเป็นเทวดาประจำตัวของเธอกลับชาติมาเกิดซะละมั้ง” พูดจบวินซ์ก็หัวเราะน้อยๆ คล้ายล้อเลียน ก่อนจะพูดต่อ “คอยดูต่อไปเถอะ พ่อหนุ่มเจ้าของฟาร์ม คงไม่จบความสัมพันธ์กับเธอ แค่เรื่องนี้หรอก”

ปณาลีฟังแล้วก็ส่ายหน้า ต่อว่าเพื่อนหนุ่ม “มันไม่มีทางเป็นอย่างที่เธอคิดหรอกน่า วินซ์”

แต่กระนั้นคำพูดที่เพื่อนหนุ่มหยอดทิ้งท้ายไว้ ที่ยังติดอยู่ในใจหญิงสาวไปค่อนคืน

———————————

March 22, 2009

เหตุที่ฝนตก บทที่ 5

นาฬิกาปลุกแบบวิทยุที่โต๊ะข้างเตียงของชายหนุ่ม ส่งเสียงเพลงดังขึ้น เป็นเพลงร็อคยอดนิยมในอดีตที่เปิดจากสถานีวิทยุช่องโปรดของเขา ลำแสงอ่อนของอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีครีมหนา แลให้เห็นภาพภายในห้องเพียงลางเลือน

เนธานขยับตัวลุกขึ้น สะบัดหัวแรงๆ ไล่ความง่วงงุน เขาตั้งเวลาให้ปลุกก่อนครึ่งชั่วโมงที่จะถึงเวลาไปเรียกให้หญิงสาวแปลกหน้าตื่นขึ้น เผื่อเวลาไว้อาบน้ำแต่งตัวสำหรับตัวเอง พอบิดเนื้อบิดตัวคลายกล้ามเนื้อแล้ว เขาจึงค่อยลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ภายในตัวห้องนอนของเขา ในใจหวังว่าแม่สาวสายน้ำคนนั้นคงจะหลับสบาย พร้อมที่จะไปนำเสนองานสำคัญที่หล่อนว่าในตอนบ่ายวันนี้

เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น เนธานละมือที่กำลังเลือกเสื้อเชิ้ตในตู้เสื้อผ้ามารับสาย

“เฮ้ เนธ เมื่อคืนทางบ้านคุณเป็นไงบ้าง” ชัค แลนดอน ผู้ช่วยของเขาทั้งที่ฟาร์ม และบริษัทรวบรวมนำส่งนม ถามไถ่มาตามสาย

“ก็เสียหายนิดหน่อย หน้าต่างของชั้นใต้ดินแตก ผนังบ้านมีรอยแตกนิดหน่อย แต่ที่แย่คือเศษไม้ เศษข้าวของเสียหายกระจายเกลื่อนรอบบ้าน แล้วก็กิ่งไม้ใหญ่หักโค่นลงจากต้น คงต้องขอแรงคนงานที่ฟาร์มมาช่วยนิดหน่อย” เนธานบอกก่อนถามออกไปบ้าง “แล้วทางนายล่ะ ที่บ้านเป็นไง รอดจากพายุมั้ย”

“โชคดีที่ไม่โดนอะไรเลย ไม่อย่างนั้นบ้านน้อยของผมของแย่แน่” ชัคหัวเราะน้อยๆ “ที่ฟาร์มก็ไม่มีอะไรเสียหายนะ แม่วัวของเรายังอยู่สุขสบายดีทุกตัว”

“ดีแล้ว หวังว่าพายุคงไม่ทำให้ตกใจ จนพร้อมใจกันไม่ผลิตนมนะ” เนธานเอ่ยอย่างติดตลก

ทางปลายสายหัวเราะตอบมา “ถ้าอย่างนั้นคงแย่แน่เรา ยิ่งผลิตนมได้น้อยกว่าพวกฟาร์มที่ใช้ฮอร์โมนอยู่ด้วย” ชัคพูดถึงฟาร์มโคนมที่ฉีดสารเร่งน้ำนมให้แก่แม่วัว เพื่อให้ผลิตน้ำนมได้มาก

ฟาร์มของเนธานปฎิเสธที่จะใช้สารกระตุ้นดังกล่าว ด้วยตระหนักดีว่าสารเหล่านั้นมีผลข้างเคียงทั้งต่อแม่วัวเอง และไม่ก่อผลดีกับสุขภาพผู้บริโภค มีหลายฟาร์มที่เขารู้จักพบว่าแม่วัวพันธุ์ดีหลายตัวต้องผจญกับโรคภัยที่เกิดจากการติดเชื้อที่เต้านมและล้มตายไปในที่สุด ส่วนมนุษย์นั่นเล่า ก่อผลให้เห็นชัดถึงการเติบโตเข้าสู่วัยเจริญพันธ์ก่อนวัยอันควรของพวกเด็กสาว ๆ

ถึงแม้จะการโต้เถียงทางวิชาการถึงคุณประโยชน์และโทษของสารเร่งน้ำนมนี้ บ้างก็ว่าหากควบคุมให้ใช้ปริมาณที่เหมาะสมก็จะไม่เกิดอันตราย แต่สำหรับเนธานเขาเชื่อมั่นว่า การเลี้ยงดูวัวอย่างธรรมชาติเป็นสิ่งดีที่สุดต่อสุขภาพแม่วัว สิ่งแวดล้อม และมนุษย์

“แม่วัวคงไม่ใจร้ายกับเราหรอกน่า อุตส่าห์ขัดสีฉวีวรรณเต้านมให้พวกเธออย่างดี” พูดแล้วชายหนุ่มก็หัวเราะขำกับคำพูดของตัวเอง อีกฝ่ายก็พลอยขำไปด้วย

“ความจริงนายโทรมาตอนนี้ก็ดีมากเลยนะชัค ฉันมีเรื่องไหว้วานหน่อย” เนธานเอ่ยขึ้น เมื่อนึกถึงธุระของตัวเองขึ้นได้

“ว่ามาเลยครับเจ้านาย”

“วันนี้พอส่งนมที่แมรี่โกลด์เสร็จแล้ว นายรอฉันอยู่ที่นั่นก่อนนะ จะขอติดรถกลับไปที่ฟาร์มด้วย” เนธานเอ่ยถึงชื่อโรงงานนมที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองเมดิสันวิลล์ ซึ่งชัคจะนำนมไปส่ง

ทั้งบ้านและวิทยาลัยที่ปณาลีทำงานอยู่นั้น ก็อยู่ในเมดิสันวิลล์เช่นกัน เนธานตั้งใจว่าจะขับรถไปส่งหล่อน และให้ปณาลียืมรถของเขาไปใช้ก่อน แล้วค่อยติดรถบรรทุกนมกลับมาที่ฟาร์มพร้อมกับชัค

เขาไม่คิดว่าได้ให้ความไว้เนื้อเชื่อกับคนแปลกหน้าอย่างหล่อนมากเกินไปนักหรอก เพราะถึงอย่างไร เขาก็ยังมีรถของหล่อนเป็นประกันอยู่ ถึงมันจะยังใช้การไม่ได้ แต่ก็มีราคาค่างวดอยู่ไม่น้อย อีกทั้งหล่อนก็มีหน้าที่การงานที่น่าเชื่อถือ สามารถตามตัวได้ หญิงสาวคงไม่ดับอนาคตตัวเองด้วยการเชิดรถของเขาไปเป็นแน่

“แล้วนายจะเข้าเมดิสันวิลล์ยังไง” ชัคซักด้วยความอยากรู้

เนธานผ่อนลมหายใจ ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ชัคฟัง ถึงการช่วยเหลือผู้มาเยือนสาวยามวิกาล

“เธอคงจะสวยมากล่ะสิท่า นายถึงยอมขับรถไปส่ง แถมยังทิ้งรถไว้ให้ใช้อีก” ผู้ช่วยหนุ่มซึ่งเป็นเสมือนเพื่อนของเขาด้วยสัพยอกอย่างอดไม่ได้ ด้วยไม่เคยเห็นเนธานข้องแวะกับสาวคนไหน ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ฟาร์ม ไม่สนใจแม้แต่เมลินดา ลูกสาวเจ้าของฟาร์มโคนมด้วยกัน ที่คอยมาตามเทียวไล้เทียวขื่อเนธานอยู่

“ไร้สาระน่า ไม่ใช่อย่างที่นายคิดหรอก” เจ้านายหนุ่มรีบแย้ง จะว่าไปหล่อนก็ดูน่ารักตามแบบฉบับสาวเอเชียดี แต่เขาไม่ได้ช่วยหล่อนเพราะรูปลักษณ์แน่ ๆ

“ครับ เจ้านายผู้มีคุณธรรม และมนุษยธรรมสูงส่ง” ชัคกระเซ้า ทั้งหัวเราะน้อยๆ อีกครั้งก่อนที่จะนัดหมายธุระเรื่องการไปส่งนมที่โรงงาน แล้วจึงวางสายไป

เหลือบดูนาฬิกาแล้วเนธานก็สะดุ้งโหยง มัวแต่คุยกับชัคจนเวลาเลยไปจากที่ตั้งใจไว้ 15 นาที ไม่รู้ป่านนี้หล่อนจะตื่นหรือยัง เนธานรีบกลัดกระดุมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตโทนสีฟ้าอ่อน ยัดปลายเสื้อเข้าไว้ในกางเกงยีนส์สีเข้ม เสร็จแล้วก็ผลุนผันออกจากห้อง วิ่งขึ้นไปชั้นสอง ห้องนอนของแขก

เสียงเคาะประตูรัวถี่ยิบเพราะความร้อนใจมากกว่าตั้งใจ ทำให้คนที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นขมวดคิ้วมุ่น พลิกตัวนอนตะแคง แล้วยกผ้าขึ้นคลุมหัว

ใครนะช่างกวนใจคนจะหลับจะนอน! บ่นหงุดหงิดในใจทั้งครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วปณาลีจึงได้สติ ผุดลุกนั่งขึ้นทันควัน หล่อนไม่ได้นอนอยู่ที่บ้านของตัวเองนี่นา ยกมือตบหน้าผากตัวเองทีหนึ่ง โทษฐานที่หลับเพลิน สงสัยคนที่หน้าประตูห้องคงจะเคาะประตูเรียกหล่อนอยู่นานแล้ว จนเกิดอาการของขึ้นอีกครั้ง เหมือนเมื่อตอนตี 3 ที่เรียกเท่าไรหล่อนก็ไม่ตื่น ก็คนมันง่วงนี่นา หล่อนแก้ต่างให้ตัวเองอยู่ในใจ

“ค่ะ ๆ ๆ ตื่นแล้วค่ะ” หล่อนร้องตะโกนบอกไป ไม่อาจควบคุมความหงุดหงิดที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นได้

หากเสียงไม่พอใจนั้นกลับทำให้คนข้างนอกตระหนักถึงความแรงของมือตัวเอง

“ขอโทษด้วยนะ พานาลี ผมใจร้อนเคาะประตูแรงไปหน่อย กลัวว่าคุณจะสาย”

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณที่มาปลุกฉัน” ปณาลีส่งเสียงตอบกลับออกมา

“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปนั่งรอคุณข้างล่างนะ” บอกหล่อนแล้ว ก็ยกนาฬิกาขึ้นดูเห็นว่าคงมีเวลาพอ เนธานจึงถามออกไปอย่างเอื้อเฟื้อ “คุณหิวมั้ย ผมจะได้เตรียมอาหารไว้ให้ทาน คุณดื่มกาแฟหรือเปล่า”

ปณาลีระบายยิ้มออกมานิดหนึ่ง ประทับใจในความใจดีของเจ้าบ้าน

“ฉันชอบดื่มกาแฟมากค่ะ ขอบคุณมาก เอ่อ…แล้วถ้าไม่เป็นการรบกวน ขอขนมปังปิ้งสักชิ้นหนึ่งก็พอค่ะ” ท้ายประโยคหล่อนร้องผ่านประตูออกไปอย่างเกรงใจ

“โอเค เรียบร้อยแล้วพบกันที่ห้องครัวนะครับ” ชายหนุ่มทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวลงเดินกลับไปชั้นล่าง

ช่างเป็นเจ้าบ้านที่ดีจริงๆ เรา เนธานบอกตัวเองในใจขำๆ ขณะก้าวลงบันได

กาแฟจากหม้อต้มชงส่งกลิ่นหอมฉุย อวลไปกับกลิ่นขนมปังและเบค่อน ซึ่งเนธานเพิ่งนำออกมาจากเตาอบไมโครเวฟ ท้องของหญิงสาวร้องเตือนเบาๆ ทันทีที่หล่อนเดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย

นางอลิส มาร์ตินมารดาของเขานั่งอยู่ก่อนแล้วบนเก้าอี้ตัวสูง ที่เคาน์เตอร์ภายในห้องครัว ซึ่งจัดไว้เป็นที่นั่งรับประทานอาหารอย่างไม่เป็นทางการ ปณาลีแลเห็นแก้วน้ำส้ม และจานเปล่าตั้งไว้อยู่ถัดจากที่นั่งของนางมาร์ติน ก็คาดเดาได้ว่าสองแม่ลูกคงเตรียมเผื่อไว้สำหรับหล่อน เพราะเห็นเนธานหันมาหยิบขนมปังปิ้งจากจานอีกใบด้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับมารดาของเขา หลังจากวางจานใส่เบค่อนที่ส่งกลิ่นหอมยั่วให้น้ำลายสอ

“อรุณสวัสดิ์จ๊ะพาน่า” นางมาร์ตินเอ่ยทัก

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ อลิส” หล่อนยิ้มแย้มทักทายตอบไป

“มานั่งตรงนี้สิ” สตรีสูงวัยตบมือไปที่เก้าอี้สูงข้างตัว ตำแหน่งเดียวกับที่ปณาลีคาดไว้ว่าคงเป็นที่นั่งสำหรับหล่อน

“เนธ เพิ่งอบเบค่อนไก่งวงเสร็จพอดี หนูชอบเบค่อนหรือเปล่าจ๊ะ”

“ค่ะ แต่ฉันไม่ได้ทานบ่อยนักหรอกค่ะ” หล่อนตอบ

“กลัวอ้วนเหรอ” เป็นชายหนุ่มที่ถามขึ้นมา เจตนาเย้าแหย่มากกว่าคิดอย่างนั้นจริงๆ

ปณาลีส่ายหน้าพรืด ไม่ได้บอกไปว่า มื้อเช้าของหล่อนส่วนใหญ่มีแค่ขนมปังปิ้ง กับกาแฟเท่านั้นเอง ถ้าจะทานอะไรที่ผิดแผกไปก็เห็นจะเป็นโจ๊กสำเร็จรูป หรือไม่ก็อาหารเช้าที่แมคโดนัลด์

“ฉันอยู่คนเดียวเลยไม่ค่อยได้ซื้ออาหารประเภทนี้มาเก็บใส่ตู้เย็นน่ะค่ะ”

ชายหนุ่มพยักหน้า แล้วผลักจานใส่เบค่อนมาตรงหน้าหล่อน แล้วว่า “นี่เบค่อนไก่งวง ไขมันต่ำกว่าเบค่อนทั่วไปถึง 75 เปอร์เซ็นต์”

ต้องบอกสรรพคุณขนาดนั้น ราวกับกลัวว่าหล่อนจะไม่กล้ากินอย่างนั้นละ ปณาลีนึกค่อนขอดในใจ

“เนธ เขาระมัดระวังเรื่องอาหารการกินนะจ๊ะ กว่าจะซื้ออะไรได้แต่ละอย่าง ยืนอ่านส่วนประกอบ ข้อมูลทางโภชนาการอยู่นั่น” มารดาแกล้งทำท่ากระซิบกระซาบกับหล่อน

“ก็ประเทศเรามีแต่อาหารขยะเต็มไปหมดนี่ครับแม่” ลูกชายแก้ต่างในความช่างเลือกของตัวเอง แล้วทิ้งท้ายอย่างติดตลกมากกว่าคิดจริงจัง “ถ้าทำได้ผมคงจะทำอาหารทานเองทุกอย่างเลย”

“ถ้าลูกอยู่ที่บ้านมากกว่าอยู่ที่ฟาร์มก็คงมีเวลาทำอาหารเองอยู่หรอก”

คนเป็นลูกชายไม่ตอบโต้คำใดๆ ได้แต่ยักไหล่แล้วหันมาพูดกับหญิงสาวที่นั่งฟังสองแม่ลูกตาแป๋ว

“รอขนมปังสักครู่นะครับ ผมเพิ่งปิ้งให้เมื่อสักครู่ คุณชอบแยม หรือเนย ถ้าชอบแยมผมมีแยมพีชโฮมเมดฝีมือคุณนายมาร์ตินนะครับ” พูดพลางทำท่าผายมือมาทางสตรีสูงวัยที่นั่งอยู่ข้างหล่อน

“โอ้โฮ คุณทำแยมเองด้วยหรือคะ” ปณาลีเอ่ยด้วยความทึ่ง ขณะหันมามองนางมาร์ติน

นางมาร์ตินยิ้มรับพลางว่า “ที่บ้านเรามีต้นพีชอยู่ 3 ต้น ปีที่แล้วพร้อมใจกันออกลูกเยอะแยะ ฉันก็เลยเอามาทำแยมเก็บไว้น่ะ”

“งั้นฉันคงต้องขอชิมแยมฝีมือคุณสักหน่อยแล้วค่ะ”

หญิงสาวพูดจบ ขนมปังปิ้งร้อนๆ ก็มาวางอยู่ตรงหน้าหล่อนพร้อมขวดแยมสีส้มแก่ โดยมือของเจ้าบ้าน

“อาหารเช้าพร้อมแล้วครับมิส” เนธานเอ่ยติดตลก สักพักแก้วกาแฟร้อนๆ ในถ้วยเซรามิกสีขาวล้วนก็ตามมา พร้อมโถน้ำตาล และเหยือกนมสด

“นมสดจากฟาร์มของผม แต่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์จากโรงงานแล้วครับ” เนธานเอ่ยยิ้มๆ

“ขอบคุณค่ะ เป็นอาหารเช้าที่ฉันประทับใจมากๆ ค่ะ” ปณาลีเอ่ยขอบคุณพร้อมมองหน้าของสองแม่ลูกด้วยความซาบซึ้งใจ

หล่อนรู้สึกว่าช่างโชคดีเหลือเกินที่รถบังเอิญมาตายที่หน้าบ้านของครอบครัวนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าชะตาชีวิตจะพลิกผันไปเช่นไรหากว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเนธาน และมารดา จะกล่าวว่าจุดเริ่มต้นนั้นมาจากเนธานก็ว่าได้ เพราะถ้าเขาไม่ออกมาจากบ้านเพื่อมาดูแขกยามวิกาล หล่อนคงต้องนอนหลับเสี่ยงภัยอยู่ในรถจนรุ่งเช้า หรือจนกว่าจะมีใครผ่านมาพบเข้า โชคดี โชคดีมากๆ หล่อนได้แต่บอกกับตัวเองอย่างนั้น

“เอ้อ! ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ คุณต้องโทรศัพท์บอกที่ทำงานหรือเปล่าว่าคุณจะเข้าทำงานสาย” เสียงทุ้มๆ ของชายหนุ่มเอ่ยขึ้น “ถ้าจำไม่ผิดโทรศัพท์มือถือของคุณแบตเตอร์รี่หมดใช่มั้ย”

“ค่ะ แต่ไม่เป็นไร ฉันค่อยไปโทรที่บ้านก็ได้” หล่อนบอกด้วยความเกรงใจ แต่พลันก็นึกถึงเพื่อนสนิทขึ้นมาได้ วินซ์ ป่านนี้วินซ์จะกระวนกระวายหรือเพราะห่วงหล่อนหรือเปล่าที่หายไป

“มีอะไรหรือเปล่า” เนธานถามขึ้นเมื่อเห็นแววกังวลบนใบหน้าของหล่อน “คุณต้องโทรหาคนสำคัญหรือเปล่า ใช้โทรศัพท์ที่บ้านผมได้ ไม่ต้องเกรงใจ แพลนของผมรวมโทรทางไกลด้วย ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม”

“ขอบคุณค่ะ ฉัน…ฉันอยากจะโทรหาเพื่อนที่แคลิฟอร์เนีย บอกข่าวเขาสักนิดว่าฉันปลอดภัย เพราะเมื่อคืนนี้ตอนรถเสียฉันโทรหาเขา แล้วโทรศัพท์ก็ตัดพอดี”

พอได้ยินหล่อนเอ่ยเรียกเพื่อนว่า ‘เขา’ เนธานเข้าใจว่าหล่อนคงหมายถึงคนรัก หรือไม่ก็เพื่อนชายที่อาจกำลังคบหากันอยู่ ใจไหวนิดๆ แต่แล้วก็ขับไล่ความรู้สึกนั้น เขาเพิ่งพบกับหล่อนแค่คืนเดียวเท่านั้น ดูจะเร็วไปหน่อยแล้วหากจะคิดว่านึกชอบหล่อน เนธานเตือนตนเอง

“เชิญตามสบาย ถ้ามีบิลเรียกเก็บมา ผมจะไปตามทวงกับคุณเอง” เนธานพูดพลางหลิ่วตา แล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์แบบไร้สายมายื่นให้หล่อน

หญิงสาวพยักหน้ารับยิ้มให้เขาเป็นเชิงขอบคุณ

“เฮ้ นี่คุณปณาลีตัวจริงโทรมาจริงๆ หรือนี่ ไม่ใช่วิญญาณแน่นะ” เสียงเพื่อนหนุ่มทางปลายสายร้องออกมาด้วยความดีใจ หากแต่ยังอดเย้าแหย่เพื่อนสาวไม่ได้ตามนิสัย

“ก็จริงน่ะซี่” ปณาลีอยากตะโกนบอกไป แต่ก็ต้องจำต้องลดเสียงพูดเบากว่าปรกติด้วยความเกรงใจเจ้าบ้าน

“เป็นตายร้ายดียังไงบ้าง เธอกลับถึงบ้านปลอดภัยดีใช่มั้ย” วินซ์ หรือ วินเซ้นท์ถามด้วยความเป็นห่วง

“ปลอดภัยดี ได้คนแถวนี้ช่วยไว้ แล้วยังไงจะโทรเล่าให้ฟังอีกทีละกัน นี่ขอใช้โทรศัพท์ที่บ้านเขาอยู่ไม่อยากคุยนาน”

“โอเค ดีมากที่โทรมาบอก ฉันละห่วงแทบแย่ เมื่อคืนเลยไม่มีอารมณ์แชทข้ามประเทศกับหนุ่มๆ เลย”

ปณาลีส่ายหน้า ผ่อนลมหายใจพรืดผ่านหูโทรศัพท์ให้เพื่อนรู้ว่าหล่อนอยากจะค่อนขอดใจจะขาด ถ้าโทรศัพท์ที่บ้านตัวเองละก็ หล่อนคงจะอดกระเซ้าเรื่องรักออนไลน์ของเพื่อนหนุ่มของหล่อนผู้พิสมัยผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

ถ้าใครเห็นวินซ์ แม้แต่คลางแคลงนิดๆ แต่ก็คงเข้าใจว่าวินซ์คือหนุ่มเจ้าสำอางทั่วไป เขาไม่เคยแสดงท่าทีอย่างที่คนไทยเรียกกันว่าแต๋วแตก หรือออกสาว ชายหนุ่มสำรวมกิริยาต่อหน้าผู้คน เผลอหลุดมาบ้างก็แค่เวลาพูดคุยกับเพื่อนสนิทอย่างปณาลีเท่านั้น

หญิงสาวคุยกับเพื่อนอีกสองสามคำก็วางสาย โดยบอกไว้ว่าจะเล่ารายละเอียดเรื่องราวเมื่อคืนนี้ให้เพื่อนฟังในวันหลัง หล่อนยังไม่ได้บอกเพื่อนว่าใครที่มาช่วยหล่อน และให้ที่พักพิง รู้ว่าหากบอกว่าเป็นชายหนุ่มร่างสูงนัยน์ตาสีน้ำตาลเจ้าของฟาร์มโคนม วินซ์คงไม่หยุดซักไซ้ไล่เรียงเป็นแน่

พาหนะแบบขับเคลื่อนสี่ล้อสายพันธุ์อเมริกันเคลื่อนตัวออกจากโรงรถ ขับลงไปตามทางที่ลาดลงจากเนินเขาเตี้ยๆ ที่เป็นที่ตั้งของตัวบ้าน แสงแดดยามสายทำให้แลเห็นทุ่งหญ้าเขียวขจีที่รายรอบตัวบ้าน เป็นหญ้าบลูแกรส อันขึ้นชื่อของเคนตั๊กกี้ อวดสีเขียวสดตัดกับท้องฟ้าสีครามแลดูชื่นตา

เมื่อมองจากภายนอกมายังรถที่กำลังเคลื่อนลงเนินนั้น จะแลเห็นเจ้าแลบบราดอร์สีน้ำตาลสองตัว วิ่งขนาบข้างตัวรถทั้งสองด้านดุจองครักษ์ที่ตามพิทักษ์เจ้านาย

“หมาของคุณวิ่งตามด้วยนะคะ” ปณาลีร้องบอกเมื่อเหลือบไปเห็นสุนัขคู่ใจของเขาตัวหนึ่งที่กระจกมองข้างรถด้านที่หล่อนนั่งอยู่

“ครับ ทอมมี่กับเนลลี่จะวิ่งตามมาส่งผมที่หน้าประตูรั้วทุกเช้าที่ผมออกไปทำงาน” ชายหนุ่มพูดพลางยิ้มมุมปาก

“น่ารักจังเลยค่ะ พวกมันเคยวิ่งตามออกไปถึงถนนหรือเปล่าคะ” หล่อนอดสงสัยไม่ได้

“ไม่หรอกครับ ส่งแค่ประตูรั้วหน้าบ้านเท่านั้นละ” เขาตอบพลางยิ้มแล้วมองไปที่เจ้าเนลลี่ที่วิ่งอยู่ด้านข้างเขา

“คุณเทรนพวกมันหรือคะ”

เนธานพยักหน้า ยิ้มมุมปาก “พอรถพ้นจากประตูรั้ว ทอมมีกับเนลลี่จะหยุดอยู่ที่ประตูรั้วด้านใน รอให้ประตูปิด” เขาพูดถึงประตูรั้วเหล็กโปร่งด้านหน้าที่ควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล

เขตบ้านเขารายล้อมด้วยรั้วไม้สีขาว เป็นการบอกถึงอาณาเขตมากกว่ากั้นขวางผู้บุกรุก บ้านที่อยู่นอกเมืองทั้งหลายมักจะล้อมรั้วกันแบบนี้ บางบ้านไม่มีรั้วเลยด้วยซ้ำไป ผิดกับบ้านตามเมืองใหญ่ที่ปณาลีเคยเห็น มันบ่งบอกได้ว่าที่พำนักอาศัยที่ใดจะมีความปลอดภัยกว่า

“อืม…ผมลืมถามคุณไปเรื่องรถว่า คุณรู้จักอู่ที่เอารถไปซ่อมหรือยัง” เนธานเอ่ยถามขึ้น ขณะที่ขับรถมาตามถนนทางหลวงเล็กขนาดสองเลน

หล่อนส่ายหน้าพรืด “ไม่รู้จักสักอู่เลยค่ะ กะว่าจะลองไปเปิดหาในสมุดหน้าเหลืองดู”

“ผมเองก็ไม่รู้จักอู่ไหนในเมืองเมดิสันวิลล์ซะด้วย ไม่อย่างนั้นคงพอแนะนำได้บ้าง”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณช่วยฉันมามากแล้ว ถึงคราวที่ฉันต้องช่วยเหลือตัวเองบ้าง” หล่อนยิ้มน้อยๆ

“ดี ที่คุณรู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง” เขาเอ่ยชมอย่างจริงใจ “คนบางคน ไม่ยอมแม้แต่จะใช้หัวคิดในเรื่องง่ายๆ”

“อยู่คนเดียวต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ ฉันก็ต้องพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดละค่ะ”

ปณาลีไหวไหล่ อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อตอนที่อยู่แคลิฟอร์เนีย หล่อนแทบจะไม่ต้องวิ่งจัดการเรื่องที่ดูยุ่งยากสำหรับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นซื้อหลอดไฟมาเปลี่ยน ซ่อมอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ ในที่พัก วีรภัทรจะคอยตรวจตราดูแลให้หล่อนไปเสียทุกอย่าง แต่เมื่อต้องมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียว หล่อนจึงเพิ่งได้รู้ว่า เรื่องที่หล่อนเคยคิดว่าเป็นงานสำหรับผู้ชาย ผู้หญิงอย่างหล่อนไม่ประสีประสานั้น เป็นเรื่องง่ายนิดเดียวเท่านั้น

หล่อนรู้จักซื้อหาไขควง ตะปู ค้อน ชุดสว่านขนาดเล็ก และอุปกรณ์เครื่องมือช่างเล็กๆ น้อยๆ มาไว้ใช้ที่บ้านเผื่อว่ามีอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรงหล่อนคงพอซ่อมเองได้บ้าง งานชินที่คิดว่าใหญ่ที่หล่อนเคยทำมาแล้วก็คือติดตั้งกลอนห่วงโซ่ด้านในประตูหน้าบ้านเช่าหลังเล็กของหล่อน แม้มันจะไม่ใช่งานช่างใหญ่โต แต่หล่อนก็ภูมิใจนักหนาที่หล่อนสามารถทำได้

“คุณคิดถูกแล้วละ พานาลี แต่ถ้ามีอะไรที่มันสุดปัญญาก็ต้องรู้ว่า ควรขอความช่วยเหลือจากใคร” น้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยเป็นการคุยมากกว่าพร่ำสอน

สองหนุ่มสาวคุยกันไปเรื่อยๆ ตลอดทาง เนธานถามถึงเรื่องหน้าที่การงานของหล่อนเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะโลกของงานในระบบการศึกษาสมัยใหม่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวสำหรับเขา ส่วนปณาลีก็ถามเขาถึงเรื่องการเลี้ยงวัวนม ที่หล่อนไม่รู้อะไรมากไปกว่าภาพแม่วัวถูกรีดนมในโฆษณาทางทีวี

เนธานพารถตัดออกสู่ถนนไฮเวย์สาย 41 มุ่งตรงไปยังเมืองเมดิสันวิลล์ จากบ้านเมืองเล็กๆ ที่เขาอยู่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เขาชะลอรถลงเมื่อตัดเข้าถนนทางออกสู่ตัวเมืองเมดิสันวิลล์ ปณาลีบอกเส้นทางที่จะไปยังบ้านที่หล่อนเช่าอาศัยอยู่

บ้านของหล่อนอยู่ไม่ห่างไกลจากดาวน์ทาวน์นัก เนธานพารถเลี้ยวไปตามถนนสายเล็กขนาดวิ่งสวนกันได้ 2 เลน สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนหลังเล็กๆ ค่อนข้างเก่าแต่ก็ได้รับการบำรุงรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพดี หากก็มีบางบ้านที่เจ้าของปล่อยปละละเลยจนบ้านทรุดโทรม ทำให้ภาพของที่อยู่อาศัยแถบนี้ดูแย่ ไม่น่าอยู่

ปณาลีชี้ทางเลี้ยวเข้าถนนสายเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านของหล่อน เนธานนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อแลดูสภาพบ้านเรือนสองข้างท้างที่ดูเก่า รถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านก็เก่าครึ ชายหนุ่มประเมินจากสายตาว่าผู้ที่อยู่อาศัยนี้คงไม่ใช่ผู้มีรายได้สูงนัก

เลือกอยู่ที่นี่เพราะราคาค่าเช่าไม่สูงนัก ประกอบกับหล่อนอยากอยู่บ้านมากกว่า ห้องสี่เหลี่ยมอย่างอพาร์ทเม้นท์ หล่อนจึงไม่สนใจสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างไม่เป็นระเบียบของรอบบริเวณหมู่บ้านที่อยู่นัก

“สภาพบ้านแถวนี้ดูไม่ค่อยดีมากก็จริง แต่เป็นย่านที่ปลอดภัยนะคะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นราวกับล่วงรู้ถึงความคิดของชายที่นั่งอยู่ข้างๆ

“อือฮึ” เนธานพยักหน้ารับฟัง ก่อนถาม “คุณอยู่ที่นี่มานานแล้วเหรอ”

“ก็ประมาณ 2 เดือนได้แล้วค่ะ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างฉงน “แค่ 2 เดือนยังบอกไม่ได้หรอกนะว่าอยู่แล้วปลอดภัย”

ปณาลียกไหล่ “เท่าที่อยู่มา ก็สงบสุขดีนี่คะ อีกอย่างก่อนที่ฉันจะตัดสินใจเช่าอยู่ที่นี่ ฉันกับเพื่อนก็ได้คุยกับตำรวจที่ดูแลท้องที่ ถามเรื่องสถิติการเกิดอาชญากรรมก่อนจะตัดสินใจ อีกอย่างแถวนี้ไม่มีบันทึกว่ามีพวกเซ็กส์ออฟเฟนเดอร์อาศัยอยู่ด้วยค่ะ”

หล่อนยิ้มพูดประโยคสุดท้ายจบถึงทะเบียนรายชื่อของอาชญากรที่ต้องคดีล่วงละเมิดทางเพศ

ตามกฎหมายในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา กำหนดให้ผู้เคยต้องโทษเหล่านี้ เมื่อได้รับการปลดปล่อยให้ได้รับอิสรภาพแล้ว จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้เคยต้องคดีล่วงละเมิดทางเพศ (Sex Offender) และแจ้งที่อยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์กฎหมาย ซึ่งบางคนกฎหมายอาจกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนรายชื่อนี้ไปตลอดชีวิต ในบางรัฐมีกฎหมายห้ามไม่ให้ผู้ต้องคดีเหล่านี้อาศัยอยู่ในรัศมี 1000 ฟุต (ประมาณ 333 เมตร) ที่ใกล้โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก โบสถ์ หรือที่ใดก็ตามที่มีเด็กอยู่มาก

ปณาลีคิดว่า เป็นการปลอดภัยสำหรับผู้หญิงอย่างหล่อนที่จะตรวจเช็คว่า ในเขตที่หล่อนอาศัยอยู่นี้มีรายชื่อของอดีตผู้ต้องคดีเหล่านี้ขึ้นทะเบียนไว้หรือไม่

เนธานยิ้มน้อยๆ พยักหน้ารับฟังอีกครั้ง “คุณคงทำการบ้านอย่างละเอียดรอบคอบแล้วนะ ก่อนตัดสินใจอยู่ที่ย่านนี้”

“ค่ะ เจ้าของบ้านเช่าของฉันเป็นคุณป้าอายุมากแล้วใจดีมากๆ ด้วยค่ะ เธอดูแลฉันเป็นอย่างดี ตำรวจท้องที่ก็บอกฉันว่าที่นี่สงบสุข ไม่เคยมีปัญหา ฉันถึงมั่นใจ”

“ดีแล้วล่ะ ถ้ามีเหตุร้ายแรงอะไร ผมรู้ว่าคุณควรจะโทรไปเบอร์อะไร” เสียงเขากลั้วหัวเราะน้อยๆ

“911 แน่นอนที่สุดค่ะ” หญิงสาวระบายยิ้มกว้างบนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยเบอร์โทรแจ้งเหตุด่วนที่หล่อนจำขึ้นใจ “เมื่อคืนนี้ก็เกือบได้โทรแล้ว บังเอิญแบตโทรศัพท์หมดเสียก่อน โชคดีที่พระเจ้าส่งคุณมาช่วยฉันไว้ก่อนที่จะส่งทอร์นาโดตามมา”

หญิงสาวหัวเราะเสียงใสเมื่อพูดจบ และได้ยินเสียงทุ้มๆ หัวเราะขึ้นมาพร้อมๆ กัน

——- จบตอน——- อ่านต่อสัปดาห์หน้านะคะ

January 31, 2008

เหตุที่ฝนตก บทที่ 4

บทที่ 4

ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมที่คลุมด้วยหนังสีน้ำตาลแก่ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย นิ้วมือยาวเสยผมหยักศกยุ่งเหยิงพ้นจากหน้าผาก แลเห็นคิ้วดกหนา

“ยิ้มหน่อยสิ พาน่า” ชายหนุ่มกระเซ้า เมื่อยังแลเห็นรอยหมองปรากฏบนดวงหน้า “เอ…ผมเรียกชื่อคุณอย่างนี้ถูกหรือเปล่านะ แม่ของผมบอกว่าชื่อภาษาไทยของคุณยาวกว่านี้ แล้วก็ออกเสียงยากกว่านี้”

“ชื่อเต็มของฉันชื่อปณาลี ค่ะ ปะ-นา-ลี ” หล่อนบอกเขาแล้วออกเสียงเน้นคำ

“พะ-นา-ลี ชื่อเพราะดีนะ ออกเสียงยากไปหน่อยสำหรับคนลิ้นแข็งอย่างผม”

“คุณยังออกเสียงผิดอยู่ดีค่ะ” หล่อนแสร้งต่อว่าเขาพลางยิ้มน้อยๆ

“ขอโทษด้วยนะครับ แต่ผมว่าออกเสียงผิดยังดีกว่าเรียกคุณว่าพาน่า ทำให้ผมนึกไปถึงทีวียี่ห้อ พานาโซนิค ทุกที” ริมฝีปากหยักบางเหยียดยกเป็นมุมโค้ง ดวงตาส่อแววทะเล้นไม่ปิดบัง

“คุณไม่ใช่คนแรกหรอกค่ะที่คิดอย่างนั้น”

“คุณโกรธมั้ย ถ้ามีคนล้อชื่อคุณ”

หญิงสาวส่ายหน้า

“ดีนะ สมัยผมเด็กๆ ถ้าใครในโรงเรียนชื่อประหลาดจากชาวบ้าน คนนั้นมักจะถูกล้อเลียน หรือไม่ก็ถูกรังแก” เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ เงยหน้าขึ้นมองเพดาน

“ขนาดนั้นเลยหรือคะ? แค่ชื่อแปลก ไม่เหมือนใครนี่นะ” หล่อนทำหน้าฉงน “มิน่าล่ะ ฉันถึงเห็นคนชื่อซ้ำๆ กันเต็มไปหมด ไม่เหมือนที่ประเทศของฉันนะคะ ใครชื่อแปลกแหวกแนว ไม่เหมือนใครก็จะเก๋ที่สุด ส่วนคนชื่อซ้ำๆ ก็จะเชยแสนเชย ถูกล้อเลียนมากกว่าคุณชื่อแปลกซะอีก”

ปณาลีเล่าให้เขาฟังถึงสภาพสังคมที่แตกต่าง

“แล้วชื่อคุณมีคำแปลมั้ย”

“มีค่ะ ชื่อฉันแปลว่า สายน้ำ ฉันเลยมีชื่อเล่นว่าน้ำ” หล่อนบอกชื่อเล่น พร้อมคำแปลเป็นภาษาอังกฤษแก่เขา

“ผมชอบสายน้ำ” เขาเอ่ยออกมาเบาๆ “ตอนเด็กๆ ผมอาศัยอยู่รัฐเทนเนสซี่ ก่อนจะย้ายมาที่นี่ พ่อชอบพาผมไปตั้งแคมป์ที่ลำธาร ใกล้เชิงเขา ผมชอบนั่งมองดูสายน้ำไหลผ่านโขดหินไปเรื่อยๆ ในใจก็สงสัยว่าสายน้ำจะไปสิ้นสุดที่ไหน”

“แล้วคุณเดินตามไปมั้ยคะ” หล่อนถาม

“เคยสิ แล้วเกิดอะไรขึ้นรู้มั้ย” เขาเหยียดยิ้ม

“อะไรคะ”

“ผมก็หลงป่าน่ะสิ” เขาหัวเราะเบาๆ “ตอนนั้นผมเพิ่ง 9 ขวบเท่านั้น”

“แล้วคุณทำยังไงคะ”

“พอรู้ตัวว่าหลงผมก็…เดินย้อนกระแสลำธารขึ้นไป แล้วก็ นั่นไง! แคมป์ไฟของพ่อ” นัยน์ตาเขายังคงมีประกายตื่นเต้น เมื่อเล่าถึงเรื่องราววัยเยาว์

“โถ นึกว่าจะมีอะไรตื่นเต้นมากกว่านี้” หล่อนยกไหล่ เอนหลังพิงพนักโซฟาที่นั่งอยู่

“แล้วคุณจะให้มีอะไรล่ะ เจอเสือ หมี หรือว่าอะนาคอนด้า” เขาเลิกคิ้ว “ถ้าคุณคาดหวังอย่างนั้นล่ะก็ คุณเตรียมเผ่นหนีได้เลย เพราะคนที่กำลังนั่งโม้กับคุณอยู่ตอนนี้ คงเหลือแต่วิญญาณ” พูดจบเนธานก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน

ปณาลีส่ายหน้ากับคำพูดชวนหัวของเขา แล้วพลันนึกขึ้นได้ จึงทวงถาม“ไหนว่าคุณมีเรื่องอดีตขมขื่นจะเล่าให้ฉันฟังไงคะ หรือว่าคือเรื่องไม่เจอเสือ ไม่เจอหมี หรืออะนาคอนด้า ทำให้คุณเศร้า”

“มันก็น่าเศร้าอยู่นะคุณ เพราะความใฝ่ฝันของผมคือเป็นนักสัตววิทยา ออกไปเฝ้าดู ศึกษาพวกสัตว์ป่าแปลกๆ แต่กลายเป็นว่าผมต้องมานั่งดมขี้วัว รีดนมวัวแทน” เขาหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงบ่งบอกว่าการไม่ได้มีชีวิตตามฝันนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่

“ไม่มีใครที่เดินตามฝันไปได้หมดทุกคนหรอกค่ะ อยู่ที่ว่ามีความสุขกับปัจจุบันหรือเปล่า” หล่อนเอ่ยขึ้น พลางโน้มตัวมาข้างหน้า จ้องหน้าเขา “ทีนี้พร้อมหรือยังคะ ที่จะเล่าเรื่องที่ว่า” ปณาลีแสร้งยักคิ้วหลิ่วตาทวงถามอีกครั้ง

ชายหนุ่มยิ้มกว้าง นึกขันกับท่าทีของหล่อน เออหนอ แม่สาวไทยคนนี้อารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็วราวกับพายุ เมื่อกี้ยังหน้าหมอง น้ำตานอง ตอนนี้กลับทำท่าทะเล้นใส่เขาเสียอีก วิธีที่เขาหลอกชวนหล่อนคุยออกนอกเรื่อง หมายจะให้หล่อนลืมเรื่องเศร้าในอดีตได้ผลเหมือนกัน ถ้าหล่อนรื่นเริงอย่างนี้ไปตลอดได้ก็จะดีไม่น้อย ใบหน้าของหล่อนยิ้มพราย ดวงตากลมโตเป็นประกาย เนธานเห็นแล้วนึกหมั่นเขี้ยวอยากดึงปลายจมูกเล็กๆ ของหล่อนเล่นนัก

“โอเคๆ ถ้าคุณอยากจะฉีกแผลในใจของผมให้เปิดออกนักละก็ ไม่มีปัญหา ผมจะเล่าให้ฟัง”

น้ำเสียงเนธานฟังดูรื่นเริงมากกว่าจะโศกเศร้า แต่พลันใบหน้าเขาก็เปลี่ยนมาเป็นนิ่ง เคร่งครึม จนปณาลีหวั่นใจ หากนิ่งฟังคำพูดต่อไปของเขา

“คุณเตรียมทิชชู่ไว้ซับน้ำตาหรือยัง เพราะเรื่องที่ผมเล่าอาจจะทำให้คุณสะเทือนใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่”

ประโยคที่เอ่ยออกมา พร้อมนัยน์ตาที่ส่องประกายระยับ ก็ทำให้หล่อนนึกอยากจะหยิกเขาสักหมับ คนอะไรนะ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะพูดเล่น เมื่อไรจะพูดจริง

“ฉันว่าคงไม่น่าเศร้าขนาดนั้นหรอกมั้งคะ” หล่อนประชด ส่งค้อนให้วงใหญ่ เนธานหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางของหญิงสาว

“เอาละๆ ทีนี้ พร้อมหรือยัง”

“พร้อมมาตั้งแต่นานแล้วค่ะ รอคุณนั่นแหละ”

“ถ้าอย่างนั้น” พูดจบเนธานก็รวบสองขายาวของตนเองขึ้นมาขัดสมาธิบนเก้าอี้ “คริสครอส แอ๊ปเปิ้ลซอส (crisscross applesauce)” เขายืดอกตรงทำท่าตั้งใจ

หากหญิงสาวทำหน้างงกับคำพูดของเขา “อะไรคะ คริสครอส แอ๊ปเปิ้ลซอส?”

“อ้าว ก็นั่งขัดสมาธิตั้งใจฟังไง มันเป็นคำพูดคล้องจองเวลาผู้ใหญ่พูดกับเด็กตอนเวลาจะเล่านิทานให้ฟัง อะไรทำนองนั้น” เนธานอธิบาย “สมัยเด็กๆ ครูบรรณารักษ์ของผมชอบพูดก่อนจะเริ่มชั่วโมงเล่านิทาน”

“อืมม์…เป็นความรู้ใหม่ของฉันค่ะ” หญิงสาวพยักหน้า

“สมัยเด็กๆ คุณชอบฟังนิทานมั้ย” เนธานถามใบหน้ายิ้มๆ

“ก็…ชอบค่ะ…ไม่นะ คุณกำลังจะเถลไถลคุยเรื่องอื่นอีกแล้ว” หญิงสาวเหล่ตามองเขาอย่างรู้ทัน

เนธานหัวเราะร่ายกสองมือชูขึ้น “โอเคๆ ผมยอมแพ้คุณ เอาละจะเล่าแล้วนะ”

ปณาลีรวบขาขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้บ้าง แล้วคว้าหมอนอิงมาวางไว้บนตัก แล้วยกสองมือขึ้นมาเท้าคาง

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่ง ทั้งสองรักกันมากมาตั้งแต่สมัยเข้าเรียนมัธยมปลาย เรียกได้ว่าเป็นคู่ไฮสคูล สวีทฮาร์ทที่น่าอิจฉาประจำโรงเรียน เพราะหนุ่มก็หล่อ สาวก็สวย และยังเรียนเก่งอีกด้วย” เนธานอมยิ้มทำหน้าทะเล้นขณะเล่า

“ไม่ค่อยจะถ่อมตัวเองเล้ย” หญิงสาวแกล้งแซว

ชายหนุ่มทำท่ายกมือเสยผม ยักไหล่ “ก็ช่วยไม่ได้ ใครๆ ก็ว่ากันอย่างนั้น”

ปณาลียิ้มแล้วส่ายหน้า ก็จริงอยู่หรอกนะ เนธานจัดว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง สมัยที่ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่นคงมีสาวๆ กรี๊ดกร๊าดติดเนื้อต้องใจเขาอยู่พอดู “เล่าต่อเถอะค่ะ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับสองคนนั่น”

“ก็…” แววตาของเนธานปรากฏรอยผิดหวังขึ้นวูบหนึ่ง “ทั้งคู่ก็คบหากัน แล้วก็ตั้งความหวังว่าจะแต่งงานกันหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย”

เนธานเว้นระยะไปอึดใจก่อนเล่าต่อ “โชคไม่ดีที่เราทั้งคู่ไม่ได้เรียนที่เดียวกัน คอร์ทนีย์ได้ทุนเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐอิลลินอยส์ ส่วนผมได้ทุนนักกีฬาว่ายน้ำเรียนที่มหาวิทยาลัยในรัฐบ้านเกิด แต่เราก็ยังคบหากันเรื่อยมานะ จนกระทั่งเรียนปีสุดท้ายที่คอร์ทนีย์ไปฝึกงานที่ชิคาโก้”

ชายหนุ่มก้มหน้ามองพื้น ไม่มีแววรื่นเริงปรากฏให้เห็นดั่งตอนแรก

“เธอคงมองเห็นแล้วว่าอนาคตของเธอหากแต่งงานกับผมแล้วจะเป็นอย่างไร ผมเรียนด้านการเกษตร ครอบครัวผมมีฟาร์มเลี้ยงวัว สุดท้ายเมื่อเรียนจบผมก็ต้องกลับบ้านมาเลี้ยงวัว ส่วนเธอเรียนด้านการเงิน อนาคตของเธอคืออยู่ในเมืองใหญ่ เธอใฝ่ฝันที่จะไปทำงานในนิวยอร์ก พอเรียนจบคอร์ทนีย์ก็ได้รับข้อเสนอให้ทำงานในสถาบันการเงินในนิวยอร์ก เธอรบเร้าให้ผมตามไปอยู่ที่นั่นกับเธอ แล้วเคี่ยวเข็ญให้ผมเรียนต่อเป็นสัตวแพทย์ หรือไม่เข้าโรงเรียนแพทย์ โรงเรียนทันตแพทย์ ในนิวยอร์ก เลิกความคิดที่จะกลับมาเลี้ยงวัว”

“แล้วคุณทำตามที่เธอขอหรือเปล่าคะ”

เนธานพยักหน้า “ผมทั้งรัก ทั้งหลงเธอ ผมไม่ต้องการเสียเธอไป ผมจึงยอมตามใจเธอทุกอย่าง” ชายหนุ่มก้มหน้านิ่งเงียบ

“แล้ว…” ปณาลีเอ่ยขึ้นเบาๆ

“ผมสละทุนเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเดิมเสนอให้ ย้ายจากเคนตั๊กกี้ไปอยู่นิวยอร์ก พ่อโกรธผมมาก ประกาศไม่ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินใดๆ หากผมจะเรียนต่อ”

“ทำไมละคะ ถ้าคุณเรียนต่อเป็นหมอ หรือสัตวแพทย์ ก็เป็นโอกาสที่ดีนี่คะ” ปณาลีถามด้วยความแปลกใจ

“พ่ออยากให้ผมเรียนที่นี่มากกว่า แต่ที่สำคัญคือพ่อไม่เห็นด้วยกับการที่ผมย้ายตามผู้หญิง การตัดสินใจของผมมันเป็นไปตามที่คอร์ทนีย์ต้องการ ไม่ใช่ตัวผม พ่อรู้ว่าผมไม่ต้องการเข้าโรงเรียนแพทย์ หรือเป็นสัตวแพทย์ สิ่งที่ผมชอบคือการทำฟาร์ม พ่อบอกให้ผมเรียนในสิ่งที่ผมต้องการเรียนดีกว่า จะให้คนอื่นมาตัดสินอนาคตให้ แต่ตอนนั้นผมไม่เชื่อพ่อ โกรธพ่อด้วยซ้ำที่พ่อเรียกคอร์ทนีย์ว่าเป็นคนอื่น ทั้งๆ ที่เราจะแต่งงานกัน ผมโกรธที่พ่อไม่เชื่อมั่นในความรักของเรา” รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม เขาเงียบไปครู่หนึ่งอีกครั้ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ

เรื่องในอดีตที่เขาเก็บไว้มันคงหนักหนาสาหัสพอดู จึงทำให้ชายหนุ่มผู้มีท่าทีขี้เล่น ชอบเย้าแหย่คนอื่นอย่างเนธานถึงกับเคร่งครึมลงไปมาก มากกว่ายามที่ปณาลีเคยเห็นในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้พบเขา หล่อนอยากจะเอ่ยห้ามไม่ให้เขาเล่าต่อ แต่ปากหล่อนก็หนักเกินกว่าจะพูดออกไป

“ผมย้ายไปนิวยอร์กซิตี้ เราเช่าอพาร์ทเม้นท์อยู่ด้วยกัน ผมพยายามหางานอะไรก็ได้ที่ทำให้พอมีรายได้เลี้ยงตัว แล้วก็พยายามสมัครเข้าเรียนต่อแพทย์ สัตวแพทย์ ทันตแพทย์ ผมได้รับเข้าคัดเลือกไปสอบสัมภาษณ์ แต่…ก็ไม่ผ่านทั้งแพทย์ และทันตแพทย์ โชคยังดีที่ผมได้เข้าเรียนสัตวแพทย์ ถึงคอร์ทนีย์จะผิดหวังนิดหน่อย เพราะถ้าเทียบรายได้แล้ว ดูเหมือนสัตวแพทย์จะรายได้น้อยที่สุด”

“แหม…ทำไมเธอถึงห่วงแต่เรื่องรายได้มากมายนักนะคะ เป็นสัตวแพทย์ก็ดี มีเกียรติ ได้ช่วยเหลือสัตว์ด้วย” ปณาลีพูดให้กำลังใจ

“คนที่ทำงานอยู่แต่กับเงิน เขาจะสนใจอะไรละครับ ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน” เนธานยิ้มเศร้า

“เอาละนะ ตอนนี้จะถึงไคลแม๊กซ์แล้ว” เขาพูดเล่นเพื่อคลายบรรยากาศหม่น
.
“ผมเข้าเรียนสัตวแพทย์ได้ไม่นาน ก็ต้องเลิกทำงานบริษัทในตอนกลางวัน ตอนกลางคืนผมทำงานส่งพิซซ่า หารายได้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ผมเหนื่อยมาก นอนดึก เรียนหนัก รายได้ไม่พอใช้ ในที่สุดผมก็ต้องยอมอาย ขอร้องให้คอร์ทนีย์ช่วยเหลือค่าเรียนผมส่วนหนึ่ง ตรงนั้นมันก็เป็นจุดเริ่มของร้าวฉานของเรา ไม่ใช่ว่าเธอไม่เต็มใจช่วยผมหรอกนะ เธอยินดีช่วย ผมต้องนับถือน้ำใจเธอในข้อนี้ แต่คงเป็นเพราะเธออยู่ในสังคมที่พบปะผู้คนที่มีรายได้ดี มีผู้ชายหลายคนสนใจเธอ ตรงนั้นจึงทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบ ระหว่างผม…ซึ่งในตอนนั้นกำลังย่ำแย่ อนาคตของผมอาจจะดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ ส่วนผู้ชายอีกคน เป็นหนุ่มใหญ่ระดับผู้บริหาร ฐานะร่ำรวย การงานมั่นคง เป็นคุณ คุณจะเลือกใคร?”

ปณาลีถอนหายใจเฮือกใหญ่ หล่อนรู้ถึงบทสรุปในตอนท้ายได้ โดยที่เขาไม่ต้องเฉลยตอนจบ ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เลือกเขา…ผู้ชายที่ยอมทิ้งทุกอย่างที่บ้านเกิดเพื่อมาอยู่กับเธอ และทำตามที่เธอต้องการ

ความจริง…อดีตของหล่อนกับเนธาน แทบจะไม่แตกต่าง หล่อนทิ้งทุกสิ่งที่เมืองไทย เพื่อมาใช้ชีวิตกับเขาที่สหรัฐอเมริกา แต่โชคหล่อนยังดีที่ทางบ้านสนับสนุน เพราะอย่างน้อยหล่อนก็ได้มาเรียนต่อ ได้รับปริญญาโทกลับบ้านเกิดเมืองนอน แต่ชายหนุ่มตรงหน้าหล่อนคนนี้เล่า ชีวิตเขาดูเหมือนจะสาหัสกว่าหล่อนมากนัก หล่อนคาดเดาว่า…เขาคงเรียนสัตวแพทย์ไม่สำเร็จ จึงต้องกลับมาทำฟาร์มอยู่ที่บ้านเกิดเช่นทุกวันนี้

“คุณรู้ตอนจบแล้วใช่ไหม พานาลี ว่ามันไม่ใช่ Happily Ever After เหมือนนิทานอย่างที่เราอยากให้เป็น” เนธานเอ่ยถามหล่อนทั้งหัวเราะขื่นๆ

“ชีวิตคนก็ต้องมีทั้งสุข ทั้งทุกข์ สมหวัง และผิดหวังนะคะ” หล่อนพูดอย่างเข้าใจถึงสัจธรรม แต่ถึงจะพูดไปอย่างนั้นตัวเองก็ยังทำใจยอมรับความผิดหวังที่นำมาซึ่งความทุกข์ไม่ได้เสียที

“ผมรู้ ผมถึงยังมีชีวิตอยู่ได้ถึงวันนี้ไง ไม่อย่างนั้น ผมคงไปกระโดดสะพานบรุ๊คลินฆ่าตัวตายไปแล้ว” ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มขึ้นจางๆ

“ฉันไม่น่ารบเร้าให้คุณเล่าเรื่องนี้เลย ทำให้คุณต้องขุดรอยแผลนั้นขึ้นมาอีก” หล่อนเอ่ยขึ้นมาเบาๆ

ถึงตอนนี้เนธานลุกขึ้นยืน มีท่าทีสดชื่นขึ้น “โอ…ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ผมสบายดี แผลนั่นมันเป็นแค่รอยแผลเป็น ย้ำไม่ให้ผมลืมเท่านั้น ไม่ใช่แผลติดเชื้อเรื้อรัง อย่างแผลในใจคุณ” พูดแล้วก็หลิ่วตาข้างหนึ่งให้หล่อนคล้ายหยอกล้อมากกว่าซ้ำเติม

“ก็…แผลฉันยังสดอยู่นี่คะ แล้วอีกอย่างฉันก็ไม่มีวัวเป็นฝูงๆ เป็นเพื่อนปรับทุกข์เหมือนคุณ” ปณาลีแกล้งพูดกระทบเขา พลางลุกยืนขึ้นบ้าง

“เข้าใจพูดนะคุณ จะมาปรับทุกข์กับวัวผมบ้างไหมละ ผมยินดี สองมือก็รีดนมวัวไป ปากก็รำพันความเศร้าไป โว้ว…ช่างเป็นไอเดียที่ดีนะ” เนธานยิ้มกว้าง ก่อนจะชะโงกหน้ามาทางหล่อนนิดหนึ่ง “อ้อ…แต่อย่านึกแค้นผู้ชายที่ทำให้คุณช้ำ จนดึงนมวัวผมแรงเกินไปล่ะ เดี๋ยวแม่วัวตกใจจะเตะคุณเข้าให้” พูดแล้วก็หัวเราะร่า

“คุณนี่นะ” ปณาลีได้แต่ส่ายหน้า จนด้วยคำพูดจะตอบโต้ “ไม่เอาละ ฉันไม่คุยกับคุณแล้ว ไปนอนดีกว่า กี่โมงกันแล้วเนี่ย” พูดพลางหญิงสาวก็ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา แล้วก็ต้องเบิกตากว้างร้องออกมาอย่างตกใจ “ว๊าย จะ 6 โมงเช้าแล้ว ฉันต้องกลับบ้านแล้วล่ะ ฉันต้องเข้างานตอน 8 โมงเช้า”

“โทรไปลางานสิคุณ บอกว่ามีเหตุด่วน รถเสียติดพายุ” เนธานพูดออกมาง่ายๆ

“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันมีนัดนำเสนองานกับผู้อำนวยการวิทยาลัยตอนบ่ายโมง” หญิงสาวเอ่ยอย่างร้อนรน

“แล้วคุณจะไปในสภาพซอมบี้เหรอ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม

ปณาลีพยักหน้าช้าๆ หล่อนไม่กล้าโทรไปขอเลื่อนนัดกับด็อกเตอร์ด็อดจ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยที่หล่อนทำงานอยู่หรอก ใครๆ ก็รู้ว่าสตรีวัย 45 ผู้นั้นเคร่งครัดขนาดไหนเรื่องเวลานัด ถึงแม้ตัวนางเองจะติดธุระจนเข้าประชุมสายก็ตาม คนอื่นรอ หรือเลื่อนนัดให้นางได้ แต่นางรอคนหรือเลื่อนนัดคนอื่นไม่เป็น

“ไม่รู้ว่ารถฉันจะสตาร์ทติดหรือยัง คุณ…เอ่อช่วยดูให้หน่อยได้มั้ยคะ” หล่อนทำหน้าละห้อย เอ่ยวิงวอน

เนธานส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ได้ เดี๋ยวผมจะดูให้ ถ้ารถคุณยังใช้การไม่ได้ ผมขับไปส่งคุณที่บ้านก็ได้ หรือไม่คุณก็เอารถผมไปใช้ก่อน” เขาเสนอให้อย่างใจดี

ปณาลียิ้มออกมาอย่างเกรงใจ เขาคงลืมคิดไปกระมังว่าหล่อนเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เขาเพิ่งรู้จัก

“ขอบคุณมากค่ะ ฉันคงแค่รบกวนให้คุณไปส่งวันนี้ ถ้ารถฉันยังเสียอยู่ แล้วฉันจะโทรหาคนมาลากรถฉันไปอู่ซ่อมเอง”

“เรื่องนั้นไว้ค่อยคิดกันทีหลังเถอะ ตอนนี้ผมว่าคุณไปนอนพักเอาแรงก่อน ไปทำงานสายสักหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง ดีกว่าไปสลึมสลือต่อหน้าผู้อำนวยการของคุณ”

“แต่…รถฉันละคะ ฉันต้องไปดูรถ” หล่อนท้วง

“คุณไปดูแล้วช่วยอะไรได้หรือเปล่า หรือว่าคุณเป็นช่าง?” คิ้วหนายกขึ้น ถามอย่างกวนโทสะ

ได้ยินอย่างนั้นหญิงสาวได้แต่ส่งค้อน “ก็ได้ค่ะ ฉันไปนอนก็ได้” หล่อนสะบัดหน้า หมุนตัวเดินไปตามทางที่นำสู่บันไดขึ้นไปห้องพักของหล่อนบนชั้น 2

เนธานมองตามหลังร่างบางนั้นไป แล้วยิ้มให้ตัวเองอย่างนึกขันในใจ นานแล้วนะ ที่ไม่ได้เห็นจริตของหญิงสาวอย่างใกล้ชิดแบบนี้

ขณะที่เจ้าของรถยนต์สาวกำลังนอนหลับสบายอยู่ภายใต้ผ้าห่มอุ่น เจ้าบ้านหนุ่มก็กำลังก้มๆ เงยๆ ขะมักเขม้นตรวจตราเครื่องยนต์ หาจุดที่ทำให้เจ้าเก๋งญี่ปุ่นจอดสงบนิ่ง เนธานลองสตาร์ทรถครั้งแล้วครั้งเล่า จับตรงโน้น ตรวจตรงนี้เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ถอดใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างจะดีกว่า พลางบ่นกับตัวเองคนเลี้ยงวัวอย่างเขาจะมีปัญญาซ่อมรถได้อย่างไรเล่า น่าจะรู้ตัวดี

เสร็จจากดูรถให้หญิงสาวแล้ว ชายหนุ่มก็ออกเดินสำรวจความเสียหายจากพายุรอบๆ ตัวบ้าน แลเห็นกิ่งไม้จากต้นไม้ใหญ่ 2 ต้นที่ริมรั้วหน้าบ้านหักห้อยลงมาที่โคนต้น ทั้งยังมีบางกิ่งที่ห้อยร่องแร่งคาต้นอยู่ ช่วงสายคงต้องพาคนงานที่ฟาร์มมาช่วยจัดการ

มีซากเศษไม้จากที่อื่นลอยตามพายุมาตกอยู่ไม่ห่างจากตัวบ้านอยู่จำนวนหนึ่งให้เขาต้องเก็บกวาด เคราะห์ดีที่ตัวบ้านไม่มีร่องรอยเสียหายมากนัก มีเพียงผนังอิฐด้านนอกตัวบ้านแตกร้าวนิดหน่อย ต้องใช้ปูนโปกทับ

กระจกหน้าต่างบานเล็กที่ชั้นใต้ดินแตกทั้งสามบาน เห็นทีต้องหาลูกกรงมากั้นด้านนอกเพื่อกันกระแทก ว่าจะทำมาหลายครั้งแล้ว เขาก็ลืมเรื่อยไปครั้งนี้คงต้องจัดการกับมันเสียที

สำรวจทุกอย่างเรียบร้อยชายหนุ่มก็เดินกลับเข้าบ้าน ขึ้นไปนอนพัก กะเวลานอนพักอีกสัก 2 ชั่วโมง ค่อยตื่นไปปลุกหญิงสาวชาวไทย ออกจากบ้านสัก 9 โมงเช้านิดหน่อย หล่อนคงกลับบ้านทันเตรียมตัวไปทำงาน

ยามเมื่อเอนกายลงนอน เนธานไม่อาจลืมท่าทางสะบัดสะบิ้งแสนงอนของหล่อนตอนก่อนจากได้เลย ชายหนุ่มยิ้มละมัยในหน้าก่อนจะดวงตาสีน้ำตาลเข้มจะค่อยๆ หรี่หลับลงด้วยความอ่อนเพลีย

—————————————-

January 14, 2008

เหตุที่ฝนตก บทที่ 3

หมายเหตุก่อนอ่าน — อ่านแล้วขอคอมเม้นต์บ้างก็ดีนะคะ เพื่อเป็นกำลังใจ อิอิ :)

บทที่ 3

จะเป็นด้วยเตียงนุ่ม และบรรยากาศอบอุ่นภายในห้องนอน หรือว่าหล่อนเพลียจริงๆ ก็ไม่รู้ ปณาลีหลับสนิทภายใต้ผ้าห่มควิลท์ที่เย็บปะติดด้วยผ้าหลากสี ระหว่างที่กำลังนอนสบาย หญิงสาวก็ต้องสะดุ้งตกใจตื่นขึ้น เมื่อมีเสียงปึงปังดังที่ประตูหน้าห้อง

อะไรกันนี่ คนกำลังหลับสนิท หญิงสาวชาวไทยบ่นอึงอยู่ในใจทั้งๆ ที่เปลือกตายังคงปรือ แต่แล้วเสียงเรียกที่ดังตามมาจากเสียงทุบประตู ก็ทำให้หล่อนผุดลุกขึ้นโดยฉับพลัน

“มิส มิส คุณยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า”

ตาบ้าเอ๊ย สาบานได้นะว่านี่เป็นคำถาม เจ้าของบ้านพูดกับแขกแบบนี้หรือ

“ค่ะ ท่าน” หล่อนร้องตอบออกไปด้วยน้ำเสียงประชดประชันโดยไม่ปิดบัง

“เฮ้อ! ค่อยโล่งอกไปที นึกว่าจะมีคนแปลกหน้ามานอนตายที่บ้านซะแล้ว”

คำพูดที่ลอดผ่านบานประตูเข้ามาทำให้ปณาลีตาแทบถลนออกมานอกเบ้า หล่อนเดินแน่วไปที่ประตูแล้วกระชากเปิดออกโดยแรง

“กรุณาระมัดระวังคำพูดของคุณด้วยนะคะ ถึงฉันจะมาเป็นแขกของคุณโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉันก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็น ‘แขก’ โปรดแสดงความสุภาพกับฉันด้วย”

เจ้าของบ้านที่คล้ายว่าจะยกมือขึ้นท้าวสะเอวในตอนแรก เปลี่ยนใจรีบลดสองมือลงมาไว้ด้านหน้ากลางลำตัว พลางทำท่าโค้งอย่างอ้อนน้อม

“ขอประทานโทษด้วยครับคุณผู้หญิง กระผมผิดไปแล้ว โปรดให้อภัยด้วยเถิดครับ”

รู้ว่าตาฝรั่งผมสีน้ำตาลตรงหน้าประชดประชันเข้าให้ ปณาลีจึงยังตั้งท่าปึ่งให้เขารู้ว่าหล่อนไม่พอใจเขาอย่างมาก แต่คำพูดต่อไปของเขาทำให้หล่อนจำต้องยอมลดความโกรธลงไปกว่าค่อน

“สัญญาณเตือนภัยพายุทอร์นาโดดังหลายรอบแล้ว ผมยังไม่เห็นคุณเปิดประตูออกมา ก็เลยมาเคาะเรียก เคาะอยู่นานคุณก็ยังไม่เปิดประตู ผมก็ห่วงว่าคุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า ขอโทษด้วยที่พูดกวนอารมณ์คุณ”

ปณาลีอึ้งไปครู่ใหญ่ ด้วยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี ความผิดอยู่ที่หล่อนด้วยที่นอนหลับอุตุจนไม่ได้ยินเสียงใดๆ จากภายนอก

“ไปกันเถอะครับ แม่ของผมลงไปหลบภัยรออยู่ที่ห้องใต้ดินแล้ว”

พูดจบแล้วเนธานก็ถือวิสาสะฉวยข้อมือของหญิงสาวให้เดินตามมา เขาก้าวยาว และเร็วจนหล่อนแทบจะเดินตามไม่ทัน

คราวนี้เองที่หล่อนได้ยินเสียงหวอสัญญาณเตือนภัยพายุทอร์นาโด เสียงหวีดร้องของมันกรีดเข้าไปในโพรงอกของหล่อน กระตุ้นหัวใจของหล่อนให้เต้นรัวถี่ขึ้น และผลักให้ขาทั้งสองข้างเร่งความเร็วให้ตามเจ้าของร่างสูงที่นำหน้าอยู่ไปโดยอัตโนมัติ

เนธานเปิดประตูไปสู่ห้องใต้ดิน ก่อนจะหันมาบอกหล่อนให้ระวังและก้าวช้าลง เขาคอยหันมาดูหล่อนเป็นระยะระหว่างก้าวลงไปตามขั้นบันไดที่ค่อนข้างชัน

เมื่อไปถึงพื้นข้างล่างซึ่งเป็นที่ค่อนข้างโล่ง มีเพียงโต๊ะไม้ที่ใช้เป็นที่ทำงานช่าง ที่ไม่ปรากฏอุปกรณ์เครื่องมือใดๆ อยู่บนโต๊ะนั้น ด้านหนึ่งมีบานหน้าต่างเล็กๆ ที่อยู่เหนือพื้นด้านนอกเพียงเล็กน้อย ตรงใกล้หน้าต่างมีเก้าอี้ไม้โยกตั้งอยู่ กับเก้าอี้ไม้อีกหนึ่งตัว พร้อมโต๊ะตัวเตี้ย

เนธานฉุดข้อมือหล่อนไปอีกด้านหนึ่งของห้องใต้ดิน มันดูอับทึบ มีเพียงแสงไปสลัวจากหลอดไฟแรงเทียนต่ำที่ห้อยลงจากเพดานด้านบน แลมองไปข้างหน้าปณาลีเห็นห้องเล็กที่ประตูยังเปิดโล่งอยู่ อึดใจเดียวมารดาของเขาก็โผล่หน้าออกมาจากห้องนั้น

“มากันแล้วหรือเนธ แม่เป็นห่วงแทบแย่ กลัวว่าจะลงมากันไม่ทัน” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย

ลูกชายไม่ได้เอ่ยสักคำถึงสาเหตุที่ทำให้ล่าช้า แต่หันมาพูดกับหญิงสาวร่างบางที่เดินตามมาอยู่ข้างหลัง

“ห้องนี้เป็นห้องหลบภัย แถวนี้มีพายุเข้าบ่อย ผมเลยทำห้องหลบภัยไว้ที่ห้องใต้ดิน ผนังเป็นคอนกรีตหนา เพดานห้องใต้ดินทั้งหมดก็เสริมด้วยคอนกรีต เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องห่วง นอกจากว่าโชคร้ายถูกพายุที่รุนแรงกว่าที่พยากรณ์ไว้มาก”

หล่อนได้แต่พยักหน้ารับ ในใจนั้นเริ่มหวาดหวั่นบ้างเมื่อเห็นความเคร่งเครียดบนใบหน้าคมสันของเขา ประกอบกับเค้าความกังวลที่ฉายชัดออกมาจากแววตาของหญิงชรา มารดาของเนธาน

ที่มุมห้องเจ้าสุนัขพันธ์แลบบราดอร์สีน้ำตาลตัวใหญ่ 2 ตัวลุกขึ้นยืนกระดิกหางด้วยความดีใจเมื่อแลเห็นร่างสูงของเจ้านายหนุ่ม มันทั้งสองตัวไม่ได้กระโจนเข้าใส่เขา หากแต่รอให้เจ้านายหนุ่มเดินเข้าไปประชิดตัว ทั้งคู่จึงยกขาหน้าตะกาย ราวกับจะปีนป่ายเจ้านาย

“ทอมมี่ เนลลี่ นั่งลง” เนธานร้องสั่งขณะสองมือลูบตัวของสุนัขทั้งสอง

ทั้งเจ้าทอมมี่และเนลลี่หมอบนั่งลงอย่างว่าง่ายแทบเท้าเนธาน

“คุณกลัวหมาหรือเปล่า สองตัวนี้ไม่ดุหรอกนะ เป็นมิตร โดยเฉพาะกับสาวๆ” เนธานเอ่ยทั้งยิ้มน้อยๆ แลดูคลายความตึงเครียดลง

ปณาลีส่ายหน้า ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างนางอลิส มารดาของเขา หญิงชราเอื้อมมือมากุมมือของหล่อนไว้กระชับแน่นคล้ายจะปลอบให้หล่อนคลายกังวล

“ไม่ต้องกังวลหรอกนะ พายุเข้าไม่นาน เดี๋ยวก็ผ่านไป” นางเอ่ยขึ้น

หล่อนพึมพำคำขอบคุณเบาๆ พร้อมยิ้มให้นาง

“ความจริง ฉันก็ไม่ค่อยกลัวมากเท่าไร แต่ประหม่ามากกว่า เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ เลยไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นน่ะค่ะ” หล่อนพูดขึ้นหลังจากที่บรรยากาศภายในห้องหลบภัยเงียบไปพักหนึ่ง

“คุณเคยเห็นฝนตกหนัก พายุพัดรุนแรงไหมล่ะ?” เสียงห้าวทุ้มเอ่ยขึ้น

“ก็…เคยเห็นแต่ในทีวีอย่างภาพข่าวพายุแคททริน่า ที่หลุยส์เซียน่า” หล่อนนิ่งไปครู่ก่อนเอ่ยต่อ “แล้วก็คลื่นสึนามิ ที่ไทย ประเทศของฉันค่ะ” หล่อนยังจำภาพลมพายุรุนแรงที่มาพร้อมกับคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่อาคารโรงแรมในภาพข่าวที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ได้ดี

“อ้อ คุณมาจากประเทศไทยงั้นหรือ” เนธานถาม

“ค่ะ” หล่อนตอบพร้อมพยักหน้า

“ภัยธรรมชาติทั้งสองที่รุนแรงไม่แพ้กันเลย แต่สึนามิแย่กว่าตรงที่ไม่มีสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าให้คนหลบหนี” เนธานพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ค่ะ มันรวดเร็ว และกะทันหันมาก…ทำไมต้องมีภัยธรรมชาติด้วยนะ” หญิงสาวรำพึงเบาๆ

“เพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งของมนุษย์ทั้งร่างกาย จิตใจและสติปัญญาไงล่ะคุณ มนุษย์ยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยการหาวิธีเอาชนะธรรมชาติ” ชายหนุ่มเอ่ย

“แต่ฉันว่ายังไงมนุษย์ก็ยังพ่ายแพ้ธรรมชาติอยู่ดี” หญิงชราที่นั่งฟังหนุ่มสาวสนทนากันพูดขึ้นมาบ้าง “เพราะเราได้แต่หลบเลี่ยงภัย แต่ไม่เคยหยุดยั้งความโกรธแค้นของธรรมชาติได้สักที เราทำร้ายธรรมชาติมามาก จนวันหนึ่งธรรมชาติตอบโต้กลับมา ด้วยวิถีทางของมันเอง”

“เพราะอย่างนี้เราถึงต้องถนอมธรรมชาติบ้างใช่ไหมคะ เขาจะได้คลายความโกรธ” หล่อนยิ้มน้อยๆ

“สายไปแล้ว น้ำแข็งขั้วโลกเหนือกำลังละลาย หมีโพล่าร์กำลังจะตายลงเรื่อยๆ” ชายหนุ่มคนเดียวในห้องพูดสวนขึ้นมาน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ไม่มีอะไรสายเกินไปหรอกเนธ และสิ่งที่ลูกทำอยู่ แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ในโลกนี้ แต่มันก็อาจจะช่วยยืดเวลาของโลกออกไปได้บ้างไม่มากก็น้อย” นางอลิสบอกกับลูกชายด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความภาคภูมิใจอยู่ในที

ได้ยินคำพูดของมารดาเนธานแล้ว ปณาลีก็ให้นึกสงสัย

“เนธ ทำอะไรหรือคะ” หล่อนถามออกไป

นางอลิสหันมามองหล่อนด้วยใบหน้ายิ้มปลื้มขณะเล่า

“เนธ ทำฟาร์มโคนมแบบปลอดสารพิษจ้ะ เราไม่ใช่ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตกับวัวของเรา และอาหารของวัวเป็นอาหารจากธรรมชาติ พวกหญ้า ฟาง ซึ่งไม่ผ่านการใช้สารเคมี หรือยาฆ่าศัตรูพืชใดๆ ส่วนคอกวัว เนธก็ออกแบบให้เป็นอาคารแบบประหยัดพลังงาน ตอนนี้เขากำลังรวบรวมเงินทุนเพื่อติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ด้วยจ้ะ”

“โอ้…ฟังดูแล้วเป็นโครงการที่ดีมากเลยนะคะ” หล่อนพูดทั้งหันไปมองชายหนุ่มเจ้าของฟาร์มโคนม ที่หล่อนมองเขาอย่างต้อยต่ำในตอนแรกว่าเป็นชาวนา ชาวบ้านๆ ธรรมดา นึกรังเกียจตัวเองที่เป็นคนดูแคลนคนจากสิ่งภายนอกที่มองเห็นนัก

“ก็ได้แต่พยายามละครับ น่าขันนะที่เราพยายามจะใช้วิธีธรรมชาติทุกอย่าง แต่กลับต้องลงทุนมากกว่าวิธีที่ทำลายธรรมชาติเสียอีก” เนธานยิ้มเหยียด

“ฉันอยากเห็นฟาร์มของคุณจังเลยค่ะ อยู่ในเขตบ้านนี้หรือเปล่า” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น

“ไม่ครับ ฟาร์มของผมอยู่อีกที่หนึ่ง ผมรักวัวของผมนะ แต่ก็ไม่ได้รักขนาดทนดมของเสียของพวกมันได้ตลอด 24 ชั่วโมงหรอกนะ”

สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม หญิงสาวต่างวัยสองคนในห้องหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

ความประหม่า ตื่นกลัวต่อภัยธรรมชาติของหญิงสาวลดลงมามาก หลังได้สนทนากับชายหนุ่มและมารดาของเขาภายในห้องหลบภัย กำแพงอคติที่ก่อกั้นขวางหนุ่มเจ้าของฟาร์มโคนมในใจหล่อน ค่อยๆ ถูกกร่อนเซาะลงทีละน้อย

ที่จริงเขาก็ไม่ได้ร้ายอย่างที่หล่อนตั้งแง่ เสียแต่ที่วาจาพ่อคุณดูจะกวนโทโสไปบ้าง เถอะน่า อย่างน้อยเขาก็นับว่าเป็นคนมีน้ำใจต่อคนแปลกหน้าอย่างหล่อน ทั้งยังแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ยากจะพบในสังคมเมืองที่หล่อนจากมา ปณาลีตั้งใจไว้ว่าจะต้องหาทางตอบแทนน้ำใจเขาให้เหมาะสมทีเดียว

ขณะที่หญิงสาวกำลังเพลิดเพลินกับ เรื่องที่เขาเล่าให้ฟังถึงการทำฟาร์มโคนมปลอดสารพิษของเขาอยู่นั้น พลันก็มีเสียงโครมครามดังระรัวติดต่อกันหลายครั้งมาจากภายนอกตัวบ้าน ทำให้ผู้หญิงต่างวัยสองคนสะดุ้งและร้องกรี๊ดขึ้นมาสุดเสียงด้วยความตกใจ

“โอ้ พระเจ้า” นางอลิสร้องครางพลางยกมือกุมหน้าอกตัวเอง

ต่อจากนั้นก็มีเสียงเปรี๊ยะดังขึ้น เสียงนั้นดังมาจากระยะที่ไม่ไกลจากห้องหลบภัยที่ทั้งสามหลบอยู่นัก เจ้าแลบบราดอร์สองตัวพร้อมใจกันลุกขึ้นยืนส่งเสียงเห่าขรมอย่างตื่นๆ

“บานกระจกที่ห้องใต้ดินแตก ทอร์นาโดเข้าแล้ว คงพัดอะไรสักอย่างมากระทบตัวบ้าน” ผู้ชายคนเดียวในบ้านตอบด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม ด้วยควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี

ต่างจากหญิงสาวแปลกหน้าชาวเอเชีย ความกลัวที่เร้นตัวหายไปเมื่อไม่นาน กลับแล่นขึ้นมาจู่โจมหล่อนอย่างรวดเร็ว

“เราจะปลอดภัยมั้ยคะ” หล่อนละล่ำละลักถามเสียงสั่น ขณะหูได้ยินเสียงอื้ออึงของพายุทอร์นาโดที่กระพือโหมอยู่นอกตัวบ้าน

“ไม่ต้องกลัวนะ เราจะไม่เป็นไรหรอก นี่คงเป็นแค่หางพายุ” เนธานตอบอย่างผู้ที่เชี่ยวชาญกับสภาพอากาศในบ้านเมืองตนเอง

“หางพายุ?” ปณาลีร้องครางใจเต้นรัว มือสั่นเทา นี่ถ้าโดนพายุเต็มลูกจะเกิดอะไรขึ้น หล่อนคงไม่มีชีวิตรอดกลับบ้าน

เนธานพยักหน้ารับ พลางเอื้อมมือผ่านหน้ามารดาของเขา มากุมมือบางที่ไหวระริกนั้นไว้เพื่อปลอบใจ

นางอลิสโอบไหล่หญิงสาวไว้อีกแรง ทั้งเอ่ยปลอบโยนแม้ตัวนางเองก็ตื่นกลัวไม่แพ้ปณาลี

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่นานหรอกพาน่า” นางอลิสเรียกชื่อหล่อนสั้นๆ ตามสำเนียงอเมริกัน

“ค่ะ อีกไม่นานใช่มั้ยคะ” หล่อนมองหน้าผู้สูงวัยกว่า พูดพึมพำคล้ายขอความมั่นใจ ทั้งๆ ที่เสียงพายุกรรโชกแรง และเสียงของวัตถุที่ถูกพายุพัดปลิวมากระแทกตัวบ้านนั้น ลอยเข้ามากระทบประสาทหูของหล่อนไม่ขาดสาย

ทุกครั้งที่เกิดเสียงดังโครม ร่างของปณาลีจะกระตุก สะดุ้งเฮือก หล่อนพยายามเรียกสติ ควบคุมตัวเองไม่ให้ตื่นตกใจ หากก็ทำไม่ได้ พายุทอร์นาโด…ภัยธรรมชาติรุนแรง หล่อนไม่เคยประสบกับมันมาก่อนเลยในชีวิตตั้งแต่เกิดมา แล้วถ้า…มันเกิดไม่ใช่หางพายุอย่างที่เขาปลอบใจเล่า…ชะตาของหล่อนจะเป็นอย่างไร?

ณ เวลาที่ชีวิตคล้ายถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย ปณาลีหวนคิด หล่อนมาทำอะไรที่นี่ ในถิ่นไกลความเจริญ เมืองที่มีแต่ท้องทุ่ง เมืองที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ

หล่อนเลือกมาที่นี่ เพียงเพื่อให้ไกลจากอดีต หวังให้งานในท้องถิ่นห่างไกลจะทำให้หล่อนลืมความปวดร้าว หวังจะให้จิตใจได้รับการเยียวยาให้หายดีก่อนจะกลับเมืองไทยอย่างผู้หญิงที่มีจิตใจเข้มแข็ง กลับกลายเป็นว่าหล่อนอาจจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่…โดยมีต้นตอสาเหตุจากผู้ชายคนนั้น….ผู้ชายคนที่บอกกับหล่อนว่า….เขาไม่รักหล่อนแล้ว…เขาไม่มีหล่อนในหัวใจอีกต่อไป

ข้างนอกฝนกระหน่ำโปรยปรายลงมาพร้อมพายุใหญ่ ท้องฟ้าคำรามลั่น กระแทกทำนบกั้นคลื่นความรวดร้าวในหัวใจที่แตกสลายของหล่อนจนพลังทลาย กลายเป็นคลื่นน้ำตาที่ถั่งโถมล้นปรี่สองขอบตา หล่อนบีบมือแข็งแรงของชายหนุ่มไว้แน่นก่อนซบใบหน้าลงกับมือนั้นปล่อยโฮออกมาไร้เรี่ยวแรงจะกลั้นความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งดวงใจของหล่อน…นับตั้งแต่คืนวันฝนตกวันนั้นที่แคลิฟอร์เนีย…คืนนี้หล่อนปล่อยให้มันไหล่บ่าออกมาที่เคนตั๊กกี้ ท่ามกลางคนแปลกหน้าผู้ใจดี

หล่อนร้องไห้อยู่นานเท่าไรไม่อาจรู้ รู้เพียงสัมผัสของไออุ่นที่โอบกอดหล่อนไว้ ไม่ใช่จากอ้อมแขนของหญิงชรา หากเป็นวงแขนแข็งแรงของชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้ม เขาโอบกอดหล่อนไว้ ตบหลังหล่อนเบาๆ เพื่อปลอบโยน

แม้จะมึนงงระคนตกใจกับอาการของหญิงสาวอยู่พอควร แต่เมื่อมารดาเลี่ยงตัว กระถดตัวถอยออกมาให้เขาเข้าใกล้ตัวปณาลี

เป็นเพราะท่าทางสะอึกสะอื้นและเสียงร้องไห้นั้น บ่งบอกถึงอารมณ์เศร้าโศกเสียใจอย่างปิดไม่มิด เนธานจึงขยับตัวเข้ามาประชิดหล่อน โอบศีรษะหล่อนอิงลงที่บ่าของเขา

คล้ายมีคลื่นความอบอุ่นมั่นคงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา ปณาลีเลื่อนศีรษะลงมา ซุกใบหน้าร้องไห้กับแผ่นอกกว้างของเขา ลืมความเป็นคนแปลกหน้าระหว่างหล่อนและเขาไปจนหมดสิ้น

ปณาลีร้องไห้จนรู้สึกคล้ายกับว่าน้ำตาที่ท่วมท้นเริ่มเหือดหาย มันจางไปพร้อมๆ กับสายฝนที่ซาเม็ดลง และพายุทอร์นาโดที่ม้วนตัวห่างออกไป ทิ้งความสงบเงียบไว้กับบ้านหลังใหญ่บนเนินเตี้ยที่คุ้มกันพวกเขาทั้งสาม และสุนัขทั้งสองตัวเอาไว้

“พายุสงบแล้ว คุณไม่ต้องกลัวแล้วนะพาน่า เราปลอดภัยแล้ว” เสียงปลอบอ่อนโยนของเขากระซิบที่ริมหูของหล่อน

พลันที่รู้สึกตัวปณาลีถอนดวงหน้าออกจากอกของเขาช้าๆ ปาดคราบน้ำตาบนแก้มนวลด้วยท่าทีขัดเขิน นี่หล่อนเป็นบ้าอะไรไปอีก ปณาลีต่อว่าตัวเองอยู่ในใจที่ปล่อยให้ความอ่อนแอเข้ามาครอบงำจิตใจเสียจน ตัวอ่อนปวกเปียกจนต้องซบอกชายหนุ่มแปลกหน้า นี่เขาจะคิดอย่างไรกับหล่อนกัน

เมื่อแลเห็นท่าทีของหล่อน เนธานก็ส่งยิ้มอบอุ่นให้อย่างเข้าใจไม่เอ่ยอะไรถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา แล้วหันไปพูดกับมารดา

“สงสัยเรามีงานต้องทำอีกมากเลยนะครับแม่” เขาเสพูดถึงเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวบ้าน แทนที่จะถามซักไซ้หญิงสาวถึงสาเหตุที่แท้จริงอันเป็นที่มาของน้ำตา

“นั่นสิ” นางอลิส พยักหน้าเห็นด้วยกับลูกชาย พลางลูบไปตามลำตัวของเจ้าแลบบราดอร์ 2 ตัว ที่เริ่มเงียบสงบ หายตื่นจากเสียงพายุ

“เอ่อ…มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้บ้างมั้ยคะ” ปณาลีถามขึ้นเสียงยังไม่คลายสั่นเครือ

“มีเยอะแยะเลย ถ้าคุณอยากช่วย เช่น มาช่วยทาสี ตอกตะปูฝาบ้าน ยกแผ่นไม้ เศษโลหะที่ปลิวมากระแทกบ้าน เอ…แล้วมีอะไรอีกนะ” ชายหนุ่มแสร้งทำท่าคิด

“เนธ” มารดาเอ่ยชื่อเน้นเสียงหนักเป็นการปราม “เหลวไหลน่า อย่าไปเชื่อเนธเลย เขาชอบพูดเล่นอย่างนี้ละ” ประโยคสุดท้ายหญิงสูงวัยหันมาพูดกับปณาลี

“ถ้าคุณต้องการจะให้ฉันช่วยงานพวกนั้น ฉันก็ยินดีจะช่วยเต็มความสามารถค่ะ ฉันคิดว่า…ฉันพอจะทาสีบ้านได้” หล่อนเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น

แทนคำตอบเนธานหัวเราะร่า “ดีจัง จู่ๆ ก็ได้แรงงานฟรีมากับพายุ”

นางอลิสส่ายหน้ากับความทะเล้นไม่เลิกราของลูกชาย

“แต่ไม่เป็นไรหรอกคุณ ขอบคุณมากที่มีน้ำใจ งานพวกนี้ผมทำเองได้” เนธานบอกกับหล่อนพร้อมยิ้มกว้าง

“เราขึ้นไปข้างบนกันเถอะ พาน่าจะได้พักผ่อน” หญิงสูงวัยกล่าวขึ้น แล้วโอบไหล่ปณาลี เป็นเชิงเชิญชวน

ปณาลียิ้มน้อยๆ พยักหน้ารับ พลางเดินเคียงข้างมารดาของเขาออกจากห้องหลบภัย

“แม่ พาน่า ระวังเศษแก้วจากบานกระจกหน้าต่างนะครับ” เนธานร้องเตือนไล่หลัง

“เราใส่รองเท้าไม่เป็นไรหรอก” คนเป็นมารดาหันมาบอกลูกชาย หากแต่เมื่อก้มลงมองไปที่พื้น ก็แลเห็นเท้าเปลือยเปล่าของหญิงสาว

“ตายจริง เรานั่งคุยกันอยู่ตั้งนาน ไม่ได้สังเกตเลยว่าพาน่าไม่ได้ใส่รองเท้า” นางอลิสอุทานขึ้น ทำให้ลูกชายต้องก้มมองเท่าของหล่อนตามไปด้วย

“โอ…นั่นสิ เป็นความผิดของผมเอง ไม่ได้บอกเธอให้ใส่รองเท้าก่อนออกจากห้องนอน” เนธานกุมหน้าผากตัวเอง

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ต้องห่วง ฉันจะเดินระวัง” หญิงสาวรีบบอกอย่างเกรงใจ

ความเป็นคนไทยทำให้หล่อนเคยชินกับการถอดรองเท้าภายในบ้าน ผิดกับฝรั่งที่ใส่รองเท้าเดินไปทั่วบ้าน แม้แต่เขาห้องนอน

“เอางี้ คุณเอารองเท้าของผมไปใส่ก่อน” เนธานเอ่ยพลางก้มตัวลงจะถอดรองเท้าหนังหุ้มข้อสีน้ำตาลอ่อน ท่าทางหนักอึ้ง

“ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง ฉันเดินได้จริงๆ” หล่อนจับมือเขาห้ามปราม

เนธานผ่อนลมหายใจ “คุณเดินออกจากห้องนี้ด้วยเท้าเปล่าไม่ได้ คุณน่าจะรู้”

“แล้วคุณจะเดินออกไปยังไงละคะ ฉันไม่ต้องการทำให้คุณ…ต้องเจ็บตัวหรือเดือดร้อน”

เนธานมองสีหน้ายุ่งยากของหล่อน พลางนิ่งคิดไปชั่วอึดใจ

“เอางี้ละกัน” พูดจบ ชายหนุ่มก็ถือวิสาสะสอดวงแขนไปรอบแผ่นหลัง และบริเวณขาพับ ยกร่างหล่อนลอยหวือขึ้นมาเหนือพื้น

“ว๊าย” ปณาลีร้องออกมาอย่างตกใจ “ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ ให้ฉันเดินขึ้นไปเองเถอะ”

“ผมอุ้มคุณขึ้นไปอย่างนี้ดีกว่า ปลอดภัยแน่นอน” พูดจบแล้วก็ไม่รอให้หญิงสาวได้โต้เถียง เนธานเดินลิ่วๆ นำหน้ามารดาของเขาตรงไปยังบันไดทางขึ้นตัวบ้าน

ร่างบางที่อยู่ในวงแขนของเขาเกิดอาการอึ้ง พูดไม่ออก กระอักกระอ่วนใจ หากไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่เกร็งร่างนิ่งอยู่ในอ้อมแขนเขาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขา อยากดิ้นแต่ก็กลัวว่าระหว่างเดินขึ้นบันไดมีหวังพลัดตกลงไปทั้งคุณอุ้มและคุณถูกอุ้ม หล่อนจึงได้แต่ทำหน้านิ่วไม่พอใจกับการกระทำของเขาแทน

“อยู่เฉยๆ แบบนี้ดีแล้ว ถ้าคุณเกิดสะบัดตัวดิ้นตกลงไป ทั้งผมทั้งคุณคงตกบันไดหลังหัก” เนธานพูดขึ้นได้ตรงกับใจที่หล่อนคิด

มารดาของเขาก็ราวกับจะเห็นด้วยกับบุตรชาย ไม่พูดว่าอะไรสักคำ หนำซ้ำยังอมยิ้มเสียอีก ตาชาวนาเลี้ยงวัวคนนี้ใจดีก็จริง แต่เป็นพวกชอบแตะต้องสาวๆ หรือเปล่านะปณาลีห้ามความคิดในทางร้ายต่อเขาไม่ได้เสียที

“จะให้ผมอุ้มไปส่งถึงห้องเลยมั้ย” เนธานอมยิ้ม เมื่ออุ้มหล่อนเดินขึ้นมาพ้นประตูทางลงห้องใต้ดิน

“ขอบคุณมาก แต่ไม่ต้องค่ะ” หล่อนตอบน้ำเสียงสะบัด พลางขืนตัวแสดงท่าทางให้เขารู้ว่าหล่อนต้องการจะลง

ลงมายืนได้แล้ว ปณาลีก็ยังรู้สึกแปลกๆ และขัดเขิน ซบหน้าร้องไห้กับอกของเขาแล้ว ยังมาให้เขาอุ้มอีก ทำอย่างกับว่าสนิทกับเขามานานอย่างนั้น

“ขอโทษนะ ผมรู้ตัวว่าทำไม่เหมาะสมกับคุณ แต่ก็ยังดีกว่าเห็นคุณดื้อรั้นเดินเท้าเปล่าไปแล้วถูกแก้วบาด” เนธานพูดขึ้น

“ใช่จ้ะ” นางอลิสที่เดินตามหลังมาเอ่ยรับเข้าข้างบุตรชาย “ฉันถึงไม่ห้ามเนธไงล่ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะ เนธไม่ใช่ผู้ชายประเภทเอาเปรียบผู้หญิงหรอก เขาเป็นสุภาพบุรุษ” มารดาชมบุตรชายต่อหน้าน้ำเสียงแสดงความจริงใจระคนและภูมิใจ

“ฉัน…ไม่คิดอย่างนั้นหรอกค่ะ” หล่อนพูดอุบอิบทั้งก้มหน้าเสมองพื้น

“จะดื่มชา หรือน้ำก่อนเข้านอนมั้ยพาน่า” เขาถามทั้งเรียกชื่อหล่อนอย่างสนิทสนม แทนการเรียกว่ามิส อย่างตอนแรก

“เอ่อ…ได้ดื่มน้ำสักหน่อยก็ดีค่ะ ฉันรู้สึกว่าฉันเสียน้ำไปมากเหลือเกิน” หล่อนยิ้มเจื่อนๆ เนธานดูท่าทางของหล่อนแล้วก็ลอบยิ้มด้วยความขัน

“ถ้าอย่างนั้น เนธพาพาน่า ไปนั่งพักดื่มน้ำเถอะนะ แม่จะขอตัวเข้านอนก่อน เพลียเต็มที” นางอลิสกล่าวขอตัวก่อนจะเดินเลี่ยงไปทางห้องนอนตนเอง โดยไม่รอให้มีคำทัดทานใดๆ จากชายหนุ่มและหญิงสาว

นางรู้สึกเหนื่อย และง่วงเกินจะทน จึงยอมเสียมารยาทต่อหญิงสาว และด้วยว่านางรู้จักบุตรชายของหล่อนดีว่า เขาเป็นสุภาพบุรุษ และไว้ใจได้หากต้องอยู่กับหญิงสาวหน้าตาดีอย่างปณาลีตามลำพัง

“ราตรีสวัสดิ์ครับแม่” ชายหนุ่มเอ่ยไล่หลังหญิงชราร่างเล็กบาง นางส่งเสียงพึมพำราตรีสวัสดิ์กับลูกชายขณะเดินจากไป

ชายหนุ่มเจ้าของบ้านเดินนำหญิงสาวชาวไทยเข้ามาในห้องครัว ซึ่งมีลักษณะเปิดโล่ง ข้าวของต่างๆ ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เคาน์เตอร์สะอาดเอี่ยมราวกับไม่เคยได้ใช้งาน เห็นแล้วปณาลีอดนึกเปรียบเทียบกับห้องครัวที่บ้านเช่าของหล่อนไม่ได้ เพราะทำอาหารไทย ที่ต้องผัดต้องทอด จึงคราบสีเหลืองอ่อนของน้ำมันจับอยู่ตามเตาทำอาหาร และปล่องระบายอากาศบ้าง อาทิตย์หนึ่งหล่อนถึงจะจัดการเช็ดล้างสักที หากอาทิตย์ไหน ขี้เกียจตัวเป็นขนก็อาจจะยกยอดไปอาทิตย์ถัดไป

ความไม่เป็นกุลสตรีเต็มร้อยของหล่อนแบบนี้หรือเปล่านะ ที่ทำให้…พี่ว่านทิ้งหล่อนไป…เชื้อแห่งควาเศร้าสร้อยถวิลหายังคงทิ้งตัวค้างอยู่ในใจของหล่อนไม่เคยจางหาย ปณาลีสูดลมหายใจลึกๆ สกัดกั้นอาการปวดหนึบที่แล่นขึ้นมาจุกอก

เนธานหันไปมองตามเสียงหายใจแรงๆ ขณะมือหนึ่งเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบขวดน้ำดื่ม

“เป็นอะไรไปหรือพาน่า” คิ้วหนาเลิกขึ้นขณะถามไถ่ “คัดจมูกหรือเปล่า ผมมียานะ”

ปณาลีส่ายหน้า ก่อนจะรับขวดน้ำดื่มจากมือเขามาถือไว้

“ผมเข้าใจว่าเราเพิ่งรู้จักกัน พูดอีกนัยหนึ่ง ความจริงเราเป็นคนแปลกหน้ากันด้วยซ้ำ” เนธานพูดเกริ่น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเพ่งมองนิ่งไปที่ดวงหน้าซึ่งมีรอยหม่นอยู่ในดวงตา

“ความทุกข์ที่คุณเก็บมันไว้ในใจ มันจะคอยย้อนขึ้นมาทำร้ายคุณตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร มันก็จะอยู่ตรงนั้น ทำไมคุณไม่วางมันทิ้งลงไปบ้าง ปล่อยให้มันผ่านไปพร้อมพายุ พร้อมสายฝน” ชายหนุ่มขยับตัวเข้ามาใกล้หล่อน สองมือจับหัวไหล่ทั้งสองของหล่อนไว้

“คุณควรจะนึกไว้ตลอดเวลานะว่า ชีวิตของคุณสมควรที่จะได้รับความสุข ไม่ใช่แบกความทุกข์ไว้ท่วมใจ”

ปณาลีสบดวงตาของเขานิ่ง แลเห็นได้ถึงความจริงใจและห่วงใยจากชายต่างชาติ ต่างภาษาที่หล่อนเพิ่งได้รู้จัก

“ความเจ็บปวดบางอย่างมันก็ฝังรากลึกในใจ จนยากที่จะปล่อยให้สายฝนชะล้าง หรือแม้แต่พายุก็ยังพัดความเจ็บในใจฉันไปไม่ได้” หล่อนเอ่ยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เลื่อนลอย

“เพราะคุณไม่ปล่อยมันไปต่างหากล่ะ แทนที่จะคุณจะขุดรากมันออกมา คุณกลับฝังดินกลบแน่น ปล่อยให้มันเติบโตเป็นเชื้อร้ายในใจคุณ”

“คุณไม่เข้าใจหรอกค่ะ เนธ”

“รู้ได้ยังไงว่าผมไม่เข้าใจ” เขาพูดสวนขึ้นมาทันควัน หากน้ำเสียงยังคงนิ่มนวล

ปณาลีระบายลมหายใจแรง เบือนหน้าหนีจากสายตาที่จ้องมา

“ถ้าให้ผมเดา สิ่งที่ทำให้คุณเจ็บไม่เลิกรา เป็นเรื่องความรักใช่มั้ย”

หญิงสาวก้มหน้านิ่ง ทำไมเขาเดาถูกไปเสียทุกเรื่อง ทั้งที่เพิ่งพบกัน หรือว่าอาการของหล่อนมันแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่าเป็นผู้บอบช้ำจากความรัก

เนธานปล่อยแขนของหล่อน ยกมือขึ้นเสยผมสีน้ำตาลหยักศก แล้วเดินไปหยิบขวดน้ำของตัวเองที่ตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์ เปิดฝา จิบน้ำจากขวดพลาสติกใส

“ความรัก กับการอกหักเป็นของคู่กัน เชื่อผมเถอะว่า สักวันมันก็จะหายไป แต่จะนานเท่าไร อยู่ที่ว่าคุณจะเลี้ยงมันไว้ในใจไว้นานแค่ไหน อยากให้มันอยู่ชั่วคราว หรือตลอดชีพ ชีวิตเป็นของคุณ สมควรแล้วหรือที่จะให้รอยแผลที่คนอื่นฝากไว้มันตรึงอยู่ในหัวใจชั่วนิรันดร์”

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าเคร่งขรึม

“ผมก็เคยผิดหวังกับความรักนะ พาน่า คุณอยากจะฟังมั้ยล่ะ บางทีอาจจะเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่แพ้เรื่องของคุณ”

ปณาลีหันมามองหน้าของเจ้าของร่างสูงนั้นอย่างแปลกใจ

“ถ้าคุณไม่เหนื่อยเกินไปนัก ไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นสิ ผมจะเล่าให้ฟังถึงความงี่เง่าของตัวเอง” ใบหน้าคร้ามที่ดูเคร่งเครียดเมื่อครู่ กลับปรากฏรอยยิ้มอ่อนๆ คล้ายเห็นรอยแผลในอดีตเป็นเรื่องชวนหัวมากกว่าเรื่องที่เป็นสาระในชีวิต

หญิงสาวเดินตามแผ่นหลังกว้างไปอย่างว่าง่าย ไม่คัดค้าน บางทีการได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เจ็บช้ำ อาจจะช่วยฉุดให้หล่อนขจัดคลื่นความทุกข์ที่แฝงเร้นอยู่ในหัวใจหล่อนไปได้เสียที

ไม่ใช่ว่า ไม่อยากลืมบาดแผลนั้น แต่ทุกคราวที่มีพายุฝนก่อกวนคลื่นในใจ หล่อนไม่อาจจะทนกลั้นความเจ็บปวดนั้นได้สักที

——————————-