March 21, 2010

เหตุที่ฝนตก บทที่ 26 (จบ)

ขอลบนะคะ

March 20, 2010

เหตุที่ฝนตก บทที่ 25

ลบก่อนค่ะ

March 17, 2010

เหตุที่ฝนตก บทที่ 24

ขอลบค่ะ

March 7, 2010

เหตุที่ฝนตก บทที่ 23

* * *

March 4, 2010

เหตุที่ฝนตก บทที่ 22

*****

เหตุที่ฝนตก บทที่ 21

* * * * *

February 14, 2010

เหตุที่ฝนตก บทที่ 20

ระหว่างทางที่ขับรถเข้าเมืองแนชวิลล์ ชายหนุ่มเฝ้าใคร่ครวญถึงสิ่งที่เขาตัดสินใจไปนั้นว่าเป็นเรื่องสมควรหรือไม่ แน่นอนที่ถ่านไฟเก่าระหว่างเขากับคอร์ทนีย์ คงไม่มีทางคุโชนขึ้นมาอีก อย่างน้อยทางฝ่ายเขานั้นไม่มีวันเป็นไปได้

ส่วนลึกในใจของเขาตอบตัวเองชัดเจนว่าไม่สมควร เขามีคนรักใหม่แล้วไม่ควรที่จะกลับไปพัวพันกับคนรักเก่า ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นสักวัน และถ้าความรักระหว่างเขาและปณาลีมีปัญหา มันก็ไม่คุ้มเลยที่เขาจะต้องเสี่ยงกับการเสียหล่อนไป

หากเมื่อนึกถึงแม่หนูเชอรีลแล้ว เนธานก็ไม่รู้จะหาทางออกกับเรื่องนี้อย่างไร ความเป็นคนจิตใจอ่อนโยน และใจดีของเขาแท้ ๆ ที่พาตัวเองมาเผชิญกับเรื่องลำบากใจเช่นนี้ แต่เมื่อตรองดูอีกที สิ่งที่เขากำลังทำอย่างน้อยถ้ามันจะสร้างความสุขเล็ก ๆ ในใจให้กับเด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่ขาดพ่อคนหนึ่ง มันก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือ

เนธานใช้เวลาขับรถไม่ถึงสองชั่วโมงดี ก็มาถึงศูนย์การค้าใหญ่ของเมืองแนชวิลล์ เป็นที่ที่เขาบังเอิญได้หวนกลับมาพบกับคอร์ทนีย์อีกก่อนหน้าที่หล่อนจะย้ายจากนิวยอร์กมาอยู่ที่เมืองนี้

ร้านเรนฟอเรสต์ ที่หล่อนนัดเขานั้น เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขาในสหรัฐอเมริกา เป็นร้านที่เหมาะกับครอบครัว ภายในร้านจำลองสภาพบรรยากาศป่าฝน มีต้นไม้จำลองขนาดใหญ่ พาดพันด้วยเถาวัลย์และตกแต่งด้วยตุ๊กตาสัตว์ป่าแปลก ๆ หลากหลายชนิด
จริงอย่างที่คอร์ทนีย์บอกว่าลูกของหล่อนชอบที่นั่น เชอรีลดูจะตื่นเต้นไปกับทุกสิ่งในร้าน ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกร้องที่ดังขึ้นมาเป็นระยะ ๆ เสียงฟ้าร้องและเสียงฝนตก หนูน้อยดูจะเพลิดเพลินกับธรรมชาติที่ทางร้านจำลองมาไว้เอาใจลูกค้าตัวน้อย ๆ ทั้งหลาย และดูเหมือนว่าเชอรีลจะมีความสุขเป็นพิเศษเมื่อหนูน้อยได้มาที่นี่กับลุงเนธ

“อาหารที่นี่ไม่ถูกปากฉันเท่าไร แต่บรรยากาศเยี่ยม ฉันก็พอทนได้ค่ะ” คอร์ทนีย์เอ่ยขึ้นใบหน้ายิ้มแย้ม

เนธานเพียงแต่พยักหน้าให้หล่อน แล้วหันไปคุยกับเชอรีลที่นั่งอยู่ข้างเขาแทนที่จะนั่งข้างแม่

“เชอรีล มาเล่นเกมไอสปายกันมั้ย” เขาเอ่ยชวนแม่หนูน้อยที่กำลังอยู่ในวัยช่างสังเกต ให้เล่นเกมมองหาสิ่งที่คนถามเห็น เชอรีลยิ้มตาโตพยักหน้าทันที “ลุงเนธเห็นเสือแพนเธอร์สีดำ หนูเห็นหรือเปล่าว่ามันซุ่มอยู่ตรงไหน”

หนูน้อยหันซ้ายหันขวา แหงนหน้าขึ้นมองไปตามกิ่งก้านของต้นไม้จำลอง และเมื่อเห็นสิ่งที่ลุงเนธถาม เชอรีลก็ชี้นิ้วไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งมีเสือแพนเธอร์สีดำจำลองในท่านั่งอยู่บนคาคบไม้

“เห็นแล้วค่ะ อยู่ตรงนั้น” เชอรีลตะโกนตอบเสียงดังแข่งกับเสียงนกร้องที่ดังผ่านลำโพงภายในร้าน

“เก่งมากค่ะ รางวัลของคนเก่ง เอาไปเลยเฟรนช์ฟรายด์หนึ่งชิ้น” เนธานพูดแล้วหยิบมันฝรั่งทอดในจานของตัวเองใส่ไว้ในจานใบเล็กตรงหน้าของเชอรีล แม่หนูหยิบเข้าปากในทันทีพร้อมกล่าวขอบคุณเสียงใส

“โอ้โห คุณนี่เยี่ยมจริง ๆ เลย รู้มั้ยคะว่าปกติเชอรีลไม่ชอบเฟรนช์ฟรายด์” คอร์ทนีย์พูดแล้วมองเขาด้วยสายตาทึ่ง

เนธานยิ้มน้อย ๆ พยักหน้า ไม่ตอบอะไรเช่นเคย

ตลอดเวลาที่เนธานอยู่ที่นั่นกับสองแม่ลูก เขาสนอกสนใจที่จะพูดคุยกับแม่หนูน้อยมากกว่า เขาค่อนข้างระวังตัว และพยายามรักษาระยะห่างระหว่างเขากับคอร์ทนีย์ที่สุด แม้ดูเหมือนว่าหล่อนจะพยายามทำตัวเหมือนเดิมอย่างครั้งที่เคยคบหากันฉันท์คนรัก เช่น คอยดูว่าน้ำในแก้วของเขาพร่องไปหรือยังบ้าง ชวนให้ชิมอาหารในจานของหล่อนบ้าง

ชายหนุ่มรู้ว่าคอร์ทนีย์ไม่ได้ทำอย่างที่หล่อนพูดไว้ว่า ไม่คิดที่จะหวนกลับมาหาเขา เขาเป็นผู้ชายผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทำไมจะไม่รู้ว่าสิ่งที่หล่อนแสดงออกมานั้น มีความนัยใดแอบแฝง หากเนธานก็ไม่อยากแสดงท่าทีแข็งกร้าว ต่อว่าหล่อนต่อหน้าเชอรีล ในเมื่อที่เขามาในวันนี้ ก็เพื่อทำให้หนูน้อยมีความสุข เนธานจึงสะกดอารมณ์หงุดหงิดนิด ๆ นั่นไว้ในใจ

เมื่อถึงช่วงเวลาแยกจากเป็นเวลาที่ยากที่สุด กว่าหนูน้อยเชอรีลจะยินยอมให้เขาลาไปธุระต่อได้ ก็กินเวลาไปร่วมสิบนาที เชอรีลติดเนธานมากดังที่คอร์ทนีย์คาดไว้ แม้รู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ที่ใช้ลูกเป็นเครื่องมือเพื่อที่จะได้มีโอกาสกลับมาใกล้ชิดเขา หากคอร์ทนีย์ก็ให้เหตุผลกับตนเองว่า ลูกหล่อนเองก็มีความสุขที่ได้อยู่กับเขาเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหาย

หล่อนมองตามแผ่นหลังกว้างของเนธานไปจนสุดสายตา กระทั่งร่างของเขาเดินปะปนไปกับฝูงชนที่เดินขวักไขว่ภายในศูนย์การค้า และลับตาไปในที่สุด

คอร์ทนีย์ย่อตัวลงกอดลูกไว้แนบอก แล้วหอมแก้มยุ้ยของเชอรีลฟอดใหญ่

“วันนี้มีความสุขมั้ยคะลูก”

“ค่ะ หนูมีความสุขที่สุดเลย ลุงเนธทำให้หนูมีความสุขมาก ๆ ค่ะ” เชอรีลตอบอย่างไร้เดียงสา

“ต่อไปเราก็จะได้เจอลุงเนธบ่อยขึ้นแล้วนะคะ ถ้าลุงเนธว่างลุงเนธก็จะพาเชอรีลไปเที่ยว หรือไม่เราก็ค่อยไปเที่ยวบ้านลุงเนธกันอีกก็ได้” หล่อนบอกลูก

“จริงเหรอคะ” เชอรีลยิ้มกว้างอวดฟันน้ำนมซี่เล็ก ๆ

“จริงสิคะ” คอร์ทนีย์ตอบแล้วดึงตัวเชอรีลเข้ามากอดไว้แน่นอีกครั้งหนึ่ง ต่อจากนี้เนธานจะไม่มีวันปฎิเสธหล่อนและลูกอีกแล้ว หล่อนเชื่อเช่นนั้น

ทันทีที่เห็นร่างเพรียวของหญิงคนรัก เนธานก็ยิ้มกว้างออกมา เขาโบกมือให้หล่อน และหล่อนก็โบกมือตอบกลับมา สีหน้าของหญิงสาวนั้นแสดงให้เห็นชัดว่า หล่อนดีใจที่ได้กลับมาพบเขา เมื่อปณาลีเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มก็ห้ามความคิดถึงหล่อนไว้ไม่ไหว เขาโอบร่างของหล่อนไว้ในอ้อมแขน และประทับจูบที่หน้าผากกลมมน

“ผมคิดถึงคุณจัง ปณาลี”

“ฉันก็คิดถึงคุณค่ะเนธ” หล่อนตอบเขาไปอย่างไม่ปิดบัง สองมือโอบกอดร่างหนาของเขาไว้เช่นกัน

“เที่ยวสนุกมั้ย” เขาถามหลังจากที่หล่อนถอนกายออกจากอกของเขา แล้วสองคนก็เดินจูงมือกันไปยังจุดรับกระเป๋า

“สนุกค่ะ ซาน ฟรานซิสโก เป็นเมืองที่ฉันเที่ยวได้ไม่มีวันเบื่อ” หล่อนตอบด้วยน้ำเสียงสดชื่น

“อืม ที่ไหนจะน่าเบื่อเหมือนเมืองเล็ก ๆ ในเคนทักกีล่ะ ใช่มั้ย” เขาพูดขำ ๆ

หล่อนยิ้มรับพลางพยักหน้าเหมือนยอมรับกลาย ๆ

“แต่มันก็ไม่เลวร้ายเกินไปนักหลังจากที่คุณพบผม” เขาเอ่ยขึ้นหน้าตาเฉย

ปณาลีทำท่ากลอกตาแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ “หวานอีกแล้วนะคะคุณ”

เนธานยกไหล่ “ช่วยไม่ได้ ผมมันคนหวานเสียด้วยสิ”

หญิงสาวส่ายหน้าน้อย ๆ กับอารมณ์ขันของเขา เสน่ห์ของเขาอยู่ตรงนี้หรือเปล่านะที่ทำให้หล่อนหลงรัก เขาสามารถทำให้แต่ละวันของหล่อนในเมืองเล็ก ๆ เงียบเหงานั่น เป็นวันที่ไม่น่าเบื่อได้จริง ๆ

“นั่นกระเป๋าของคุณมาแล้วล่ะ” เขาบอกพลางชี้มือไปที่กระเป๋าสีเทาขลิบแดงของหล่อนที่กำลังเลื่อนมาตามสายพาน เนธานยกกระเป๋าของหล่อนออกมาเมื่อมันเลื่อนมาถึงจุดที่ทั้งคู่ยืนอยู่

“หนักกว่าตอนขาไปอีกนะ” เขาเย้า “สงสัยคุณจะช้อปจนเดินไม่ไหว”

“รู้ดีจังคุณนี่”

“พวกผู้หญิงอยู่ด้วยกันก็ไม่พ้นเรื่องช้อปปิ้ง ผมเดาว่าพอคุณพบเพื่อนรักนักช้อปของคุณที่นั่น สองสาวก็คงพากันไปจับจ่ายกันซะเพลินไปเลย จริงมั้ยล่ะ” เขาพูดพลางยิ้มทะเล้นแล้วหลิ่วตาให้หล่อน

หล่อนพยักหน้ารับ เป็นวันก่อนที่หล่อนจะได้รับรู้เรื่องที่แพรวพนิตปิดบังไว้ วันนั้นหล่อนจึงเที่ยวซื้อของอย่างสบายใจ หากเมื่อหลังจากนั้น ปณาลีรู้ดีว่าอารมณ์ของหล่อนไม่เบิกบานเหมือนอย่างสองวันแรกที่เพิ่งไปถึงซาน ฟรานซิสโก

“เพื่อน ๆ คุณที่โน่นสบายดีมั้ย” เขาถามแต่ในความหมายที่แฝงเร้นนั้น เขาถามเผื่อเลยไปถึงชายหนุ่มมาดเนี้ยบที่เขาเคยเห็นในรูปภาพคู่กับหล่อน

“สบายดีค่ะ” ปณาลีตอบแล้วระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ “มีเรื่องเซอร์ไพรส์ด้วยล่ะเดี๋ยวจะเล่าให้คุณฟัง แล้วคุณละคะ เพื่อนสาวแสนสวยของคุณคนนั้นแวะไปหาคุณถึงฟาร์มหรือเปล่า ตอนที่ฉันไม่อยู่น่ะ”

คำถามในตอนท้ายทำเอาเนธานสะดุ้งน้อย ๆ เหมือนคนมีชนักปักหลัง เขาบอกหล่อนไว้เองว่าเขาจะไม่มีวันยอมให้คอร์ทนีย์มาวุ่นวายกับชีวิตของเขาอีก แต่ทว่าเขาเพิ่งไปทานข้าวกับหล่อนและลูกเมื่อครู่ก่อนที่จะมารับหล่อน ถึงมันจะเป็นไปด้วยเจตนาดีก็เถิด เนธานก็ไม่วายรู้สึกผิด

“เดาว่าเธอไปพบคุณใช่มั้ยคะ” หล่อนถามด้วยน้ำเสียงปกติ

“เปล่า ผมต่างหากที่ไปพบเธอ”

ได้ยินอย่างนั้นสองเท้าของปณาลีหยุดกึกโดยอัตโนมัติ แล้วหันมาจ้องหน้าเขาเหมือนรอคำอธิบาย

“อย่ามองผมอย่างนั้นซี่” เขาเสียงอ่อน

“คุณล้อฉันเล่นหรือเปล่าคะ”

“ก็ไม่เชิง แต่ผมเพิ่งไปพบเธอมาจริง ๆ” เนธานมองหน้าหล่อนนิ่งแล้วตอบไปตามความจริงซึ่งเขาก็ตั้งใจจะบอกให้หล่อนรับรู้อยู่แล้วถึงหล่อนจะไม่ถาม เพียงแต่เขากำลังหาจังหวะที่เหมาะสม

“ที่ไปเพราะเชอรีลลูกของเธอ ไม่มีเหตุผลอื่น” เขาบอกชัดเจนก่อนจะเอื้อมมือมาโอบหลังของหล่อนแล้วบอก “ออกเดินไปที่รถเถอะปณาลี ผมไม่คิดจะปิดบังอะไรคุณทั้งนั้น”

หล่อนจึงหันกายเดินเคียงคู่ไปกับเขา ในขณะที่เนธานเล่าถึงเหตุที่เขาไปพบคอร์ทนีย์ ก่อนหน้าที่จะมารับหล่อน

“ผมแค่สงสารเชอรีล” เนธานพูดในตอนท้ายหลังเล่าเรื่องทั้งหมดจบ

“เด็กก็น่าสงสารค่ะ แต่ฉันหวังว่าคอร์ทนีย์คงไม่ยกเอาลูกมาเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะได้พบคุณอีกนะคะ” น้ำเสียงของปณาลีอ่อนลงด้วยเห็นใจเชอรีลที่ไม่ได้รับความสนใจจากคนเป็นพ่อเท่าที่ควร

“ผมคิดว่าคงจะมีมาอีกเรื่อย ๆ แต่ผมมั่นใจว่าผมใจแข็งพอที่จะไม่ข้ามเส้นกั้นระหว่างเธอกับผม”

เมื่อเขาเอ่ยมาถึงตอนนี้ ทั้งคู่ก็เดินมาถึงรถพอดี ก่อนที่เนธานจะเปิดประตูท้ายรถ เขาวางกระเป๋าลงแล้วจับมือทั้งสองของหญิงสาวรวบมาไว้ระหว่างอกของตนเอง

“คุณเชื่อใจผมนะปณาลี ผมรักคุณแล้วผมจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ นอกจากคุณจะเปลี่ยนใจไม่รักผมแล้ว”

หญิงสาวสบตาเขานิ่งนานครู่ใหญ่ แลเห็นแต่ความจริงใจในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น

“ฉันเชื่อใจคุณค่ะเนธ ฉันเคยบอกมาก่อนหน้านี้แล้ว และฉันก็จะบอกคุณอีกครั้ง”

“ขอบคุณมากปณาลี” เขารวบร่างของหล่อนมากอดแนบอกชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ปณาลีจะเป็นฝ่ายผลักอกของเขาออกเบา ๆ

“แต่ฉันอยากให้คุณรู้ว่า ฉันไม่พอใจ และก็รู้สึกสบายใจได้ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ที่คุณกับเธอยังพบกัน”

“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไงปณาลี” เขาโอด “ผมไม่กล้าปฏิเสธเชอรีล ไม่อยากทำร้ายความรู้สึกเด็ก”

ปณาลีถอนใจ “ฉันเข้าใจคุณค่ะ แต่ตอนนี้ฉันคิดไม่ออกเหมือนกันว่าควรจะทำยังไง”

เนธานก้มหน้า คอตกครู่หนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวคนรัก

“ถึงยังไงตอนนี้มันก็ยังไม่มีปัญหาอะไร ถ้าหากวันหนึ่งคอร์ทนีย์เข้ามาวุ่นวายกับเราสองคนมาก ๆ ผมก็ต้องเลือกที่จะทำทุกอย่างที่คุณพอใจเท่านั้น เพราะคุณคือคนที่สำคัญในชีวิตของผมนะปณาลี”

ประโยคท้ายนั้นเขาเอ่ยหนักแน่น ปณาลีไม่ได้ยิ้มออกมา แต่ก็พยักหน้าน้อย ๆ ให้เขาเอ่ยขอบคุณเขาออกไปเบา ๆ

“มันก็จริงอย่างที่คุณว่านะคะว่าตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไร และบางทีในอนาคตมันก็อาจจะไม่มีเลยก็ได้ ตอนนี้ฉันคิดได้แต่เพียงว่า เราค่อยจัดการกับปัญหาตรงหน้าเมื่อมันมาถึงก็แล้วกัน”

ปณาลีเอ่ยออกไปแล้วก็คิดต่อไปว่า ถ้าปัญหานั้นไม่ลุกลามจนเกินแก้เสียก่อน หล่อนและเขาคงจะพอรับมือกับมันได้

“ขึ้นรถกันเถอะค่ะ ฉันจะได้เล่าเรื่องเซอร์ไพรส์ของฉันให้คุณฟังบ้าง” หล่อนเป็นฝ่ายเอ่ยตัดบท อยากพักเรื่องของสองแม่ลูกไว้เพียงเท่านั้น

ชายหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วย แล้วยกกระเป๋าและสัมภาระอื่น ๆ ของหล่อนขึ้นหลังรถในขณะที่ปณาลีเดินไปเปิดประตูหน้าขึ้นไปในนั่งรอเขาอยู่ในรถ

เนธานขับรถออกมาจากสนามบินแล้ว ปณาลีจึงได้เริ่มต้นเล่าเรื่องของหล่อนบ้าง

“คุณคงเดาไว้อยู่แล้วใช่มั้ยคะว่าฉันกลับไปเบิร์กลีย์คราวนี้คงต้องได้เจอพี่ว่าน หรือไม่ก็ต้องได้ข่าวของเขาบ้าง” หล่อนกล่าวเมื่อแลเห็นว่าเขาผงกศีรษะรับ ปณาลีก็เล่าต่อ

“สังคมคนไทยในต่างประเทศค่อนข้างแคบนะคะ แต่ฉันกลับไม่รู้ข่าวของเขาเลย จนกระทั่งมาเห็นกับตาตัวเองว่าเขา…กำลังคบกับแพรวรูมเมทเก่าของฉัน”

“แพรวคนที่คุณไปค้างด้วยน่ะเหรอ” เนธานถามออกมาทันที

หญิงสาวเหลือบมองคนรักหนุ่มแล้วพยักหน้าช้า ๆ

“แพรวไม่บอกฉันเลย วินซ์เองก็ไม่บอก แค่บอกว่าแพรวมีแฟน และแฟนแพรวชอบมาค้างด้วยบ่อย ๆ วินซ์ก็เลยชวนให้ฉันไปพักกับเขาไงคะ”

“ปณาลี คุณอย่าบอกผมนะว่า…แฟนเก่าของคุณมานอนกับเพื่อนคุณในวันที่คุณอยู่ด้วย”

หล่อนส่ายหน้าโดยเร็ว “ไม่ค่ะไม่ แต่แย่ยิ่งกว่านั้นอีก”

ปณาลีแลเห็นคิ้วของเขาเลิกสูงขึ้น หล่อนถอนใจก่อนพูด

“วันที่ฉันจะไปนอนค้างบ้านวินซ์ ฉันบังเอิญลืมโทรศัพท์มือถือไว้ ก็เลยแวะไปที่เอาโทรศัพท์ ฉันเคาะประตูห้องแต่ไม่มีใครเปิด แต่ฉันยังมีกุญแจสำรองของแพรวอยู่ ฉันก็เลยเปิดเข้าไป ฉันได้ยินเสียงเพลงในห้อง ก็เลยคิดว่าแพรวคงจะอยู่ในห้อง แต่พอเดินเข้าไปใกล้ ฉันก็ได้ยินเสียงผู้ชายพูดกับแพรว โชคไม่ดีที่ฉันจำเสียงเขาได้ และอะไรไม่รู้ที่ดลใจฉันให้เดินไปเปิดประตูดูให้แน่ใจ และฉันก็เห็นเขาสองคน ตอนนั้นฉันรู้สึกแย่มากเลยค่ะเนธ”

ทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบเมื่อปณาลีพูดจบ

“คุณยังรู้สึกเจ็บปวดเพราะเขาอยู่อีกหรือเปล่า ปณาลี” เขาเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาก่อน

“ถ้าถามฉันตอนนี้ไม่เลยค่ะ แต่ ณ เวลานั้นฉันตกใจเสียจน…คิดอะไรไม่ออก…แต่ก็ไม่เจ็บ ความรู้สึกต่างกันมากกับตอนที่ฉันรู้ว่าเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงคนนั้นแล้วเขาก็บอกเลิกฉัน”

ปณาลีเล่าด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีความรู้สึกสะเทือนใจแฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นแม้สักเสี้ยว เนธานเอื้อมมือมาบีบมือเล็ก ๆ บอบบางไว้ เหลือบตามามองหล่อนครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า

“ผมดีใจที่คุณก้าวผ่านรอยแผลในอดีตได้แล้ว”

หญิงสาวสูดลมหายใจลึก “ค่ะ ฉันเองก็ดีใจที่รู้ตัวว่าฉันโผล่พ้นจากก้นมหาสมุทรความเศร้าเสียที” หล่อนว่าแล้วหัวเราะเบา ๆ

“อดีตมีไว้ให้มองกลับไปเป็นบทเรียนแล้วมองต่อไปข้างหน้า ไม่ได้มีไว้ให้เราจ่อมจมอยู่ในนั้น” เนธานกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ค่ะ ฉันรู้ซึ้งข้อนั้นดี แต่ก็มีคนอีกมากนะคะที่ยังพาตัวเองว่ายวนอยู่ในอดีต”

“บางทีพวกเขาไม่เข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นยืนและก้าวไปข้างหน้าเหมือนคุณ”

ปณาลีหันหน้าเอียงคอมองเขาเหมือนจะถาม เนธานยิ้มให้หญิงสาวคนรักนิดหนึ่งก่อนตอบ

“เพราะคุณเข้มแข็งพอที่จะมองหาทางข้างหน้าให้แก่ชีวิตตัวเอง เพื่อที่จะทิ้งอดีต คุณจึงตัดสินใจหางานในที่ห่างไกล มาเผชิญชีวิตคนเดียวในที่ที่คุณไม่รู้จักใคร ไม่มีสังคมคนไทย ไม่มีความศิวิไลซ์อย่างที่คุณเคยอยู่ คุณเอาใจของคุณมุ่งไปที่งานและชีวิตตรงหน้าของคุณมากกว่าที่จะฟูมฟายหวนไห้ถึงอดีต แล้วคุณก็ดำเนินชีวิตของคุณมาได้ด้วยดี”

เขาเหลือบมองนิดหนึ่งเมื่อพูดจบ อดีตของเขาเองก็แทบไม่ต่างจากหล่อน และเขาก็เลือกที่จะกลับบ้านเพื่อเยียวยาบาดแผลในใจ เขายังดีกว่าหล่อนมากที่มีครอบครัวคอยอยู่เคียงข้าง ได้กลับคืนถิ่นที่เขาคุ้นเคย มีเพื่อน มีคนรู้จัก ต่างกับหล่อน ที่เข้มแข็ง และกล้าพอที่จะข้ามน้ำข้ามทะเลมาผจญชีวิตตามลำพัง ซึ่งเนธานก็อดชื่นชมในความเข้มแข็งของหล่อนไม่ได้

“ผมภูมิใจในตัวคุณนะปณาลี”

“ขอบคุณค่ะ ที่จริงฉันไม่ใช่คนเข้มแข็งขนาดนั้นหรอก แต่เมื่อชีวิตเป็นอย่างนี้แล้ว คุณก็ต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ ใช่มั้ยค่ะ”

ปณาลีพูดออกไปแล้ว ก็อดนึกถึงวันที่วีรภัทรบอกเลิกหล่อนไม่ได้…ที่เขาพูดกับหล่อนทำนองว่าหล่อนเป็นคนเข้มแข็งพอที่จะรับมือกับความเจ็บปวดจากความรักได้ วีรภัทรคิดไม่ผิด แต่กว่าที่หล่อนจะรวบรวมหัวใจที่แตกสลายและหยัดยืนมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ปณาลีก็เสียน้ำตาไปมาก และต้องใช้กำลังใจที่มีอยู่ทั้งหมดผลักดันตัวเองอย่างสุดแรง…ที่สุดแล้วชีวิตก็เป็นของหล่อน ไม่มีใคร หรือสิ่งใดที่จะพยุงร่างของเราให้ยืนขึ้นได้อย่างมั่นคง หากเราไม่พยายามทำตัวให้เข้มแข้งเพื่อเป็นที่พึ่งของตัวเราเอง

“จริงอย่างที่คุณพูดนะปณาลี เราต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ เพื่อที่จะพาชีวิตก้าวไปข้างหน้าให้ได้”
เนธานทวนคำพูดของหญิงคนรัก แล้วใจก็นึกไปถึงคอร์ทนีย์ หวังให้หล่อนรู้ตัวว่าควรจะทำอะไร เพื่อนำพาชีวิตของหล่อนไปข้างหน้า ผู้หญิงเก่งที่เพียบพร้อมด้วยหน้าตาและฐานะ น่าจะคิดได้เสียทีว่า ควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ชีวิตของหล่อนและลูกมีความสุข…โดยไม่มีเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

หลังจากวันนั้น เนธานแก้ปัญหาให้ตัวเองเมื่อคอร์ทนีย์ร้องขอจะพาเชอรีลมาพบเขา ด้วยการมอบหน้าที่ให้ชัคดูแลต้อนรับคอร์ทนีย์ และเชอรีลที่ฟาร์ม ส่วนเขาก็จะปลีกตัวไปขลุกอยู่ที่บ้านของปณาลีบ้าง โดยบางครั้งเขาก็หอบเอาเอกสารงานค้างไปทำที่บ้านของหล่อนด้วย หรือไม่สลับหน้าที่ไปขับรถบรรทุกไปส่งน้ำนมดิบ และติดต่อกับโรงงานผลิตนมแทนชัค ซึ่งก็ทำให้ปณาลีสบายใจได้ในระดับหนึ่ง

เนธานจำกัดให้คอร์ทนีย์พาเชอรีลมาเที่ยวที่ฟาร์มได้แค่เดือนละสองครั้งเท่านั้น ซึ่งแต่ละครั้งเนธานจะรอสองแม่ลูกอยู่ที่ฟาร์ม ด้วยไม่ต้องการต้อนรับคอร์ทนีย์ที่บ้านของเขา เนธานจะอยู่พบและเล่นกับเชอรีลครู่ใหญ่ แล้วก็ปลีกตัวไป โดยตลอดเวลาช่วงนั้นเขาแทบจะไม่ได้คุยกับคอร์ทนีย์นอกเหนือไปจากทักทาย และตอบคำถามหล่อนแต่เพียงสั้น ๆ เท่านั้น

คอร์ทนีย์ไม่พอใจอยู่ลึก ๆ หากก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเชอรีลดูจะพอใจกับเวลาสิบนาที สิบห้านาทีที่ได้พบและพูดคุยกับลุงเนธ แล้วจากนั้นแม่หนูก็เพลิดเพลินกับการช่วยไป เล่นไปกับน้าชัคในฟาร์ม คอร์ทนีย์จึงไม่มีข้ออ้างใดที่จะฉุดรั้งเขาเอาไว้

กว่าสามเดือนมาแล้ว ที่คอร์ทนีย์พยายามที่จะช่วงชิงเนธานให้หวนคืนมา และเนธานก็ไม่มีทีท่าว่าจะหวั่นไหว ถึงกระนั้นคอร์ทนีย์ก็ยังไม่ยอมแพ้ หล่อนตั้งมั่นกับตัวเองแล้วว่า หล่อนจะไม่มีวันออกไปจากชีวิตของเขา ม่ายสาวใจเย็นพอที่จะรอไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเขาต้องใจอ่อน หรือไม่…แม่สาวเอชียคนนั้นอาจจะแสดงอาการหึงหวงออกนอกหน้า และหาเหตุชวนทะเลาะกับเขาเข้าสักวันหนึ่ง เมื่อเขาไม่มีความสุขในรักครั้งใหม่ของเขา เขาก็จะต้องกลับมาหาหล่อนจนได้

หากในสายวันเสาร์ปลายเดือนตุลาคม เป็นวันหนึ่งที่ทำให้คอร์ทนีย์ต้องจดจำ เมื่อเมลินดาแฟนสาวของชัคมาที่ฟาร์ม เพื่อมารอพาเชอรีลไปเที่ยวไร่ฟักทองที่ฟาร์มของหล่อนจัดไว้เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวในเทศกาลวันฮาโลวีน หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่าพัมพ์กิ้น แพช (Pumpkin Patch)

ครอบครัวของเมลินดาทำกิจการฟาร์มโคนมเช่นเดียวกับเนธาน และทำไร่ข้าวโพดควบคู่ไปด้วย แต่ในช่วงก่อนที่จะถึงเดือนตุลาคม จะปลูกฟักทองในไร่ เพื่อนำมาขายในเทศกาลวันปล่อยผี และยังตกแต่งสถานที่ให้พ่อแม่ได้พาเด็ก ๆ มาเที่ยว โดยจะมีการทำเขาวงกตโดยใช้ฟางที่มัดไว้เป็นก้อนสี่เหลี่ยมเรียงตั้งไว้ให้เด็ก ๆ ได้เข้าไปเล่นหาทางออกจากทางที่คดเคี้ยว มีการนำหุ่นไล่กาที่ทำด้วยฟางมาประดับตกแต่ง พร้อมฟักทองลูกโต ๆ สีส้มวางอยู่ทั่วบริเวณ ปีนี้เมลินดาแนะให้พ่อนำลูกม้ามาให้เด็ก ๆ ได้ขี่ และจัดให้มีรถพ่วงรถแทรคเตอร์ ขับพานักท่องเที่ยวชมในไร่ด้วย

เมื่อสองแม่ลูกมาถึงฟาร์ม เนธานก็พาเมลินดามาแนะนำให้ทั้งคู่รู้จัก

“นี่แมนดี้ แฟนของชัค เธอจะพาคุณกับเชอรีลไปเที่ยวไร่ฟักทองของที่บ้าน ไร่ของแมนดี้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทุกปีในเดือนตุลา ต้อนรับฮัลโลวีน”

เมลินดาเอ่ยทักทายคอร์ทนีย์ตามมารยาท เด็กสาวรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับม่ายสาวผมบลอนด์ คนสวยนัก นอกจากจะไม่ชอบที่รู้ว่าคอร์ทนีย์เข้ามาปั่นป่วนในชีวิตรักของเนธานแล้ว เมลินดายังไม่พอใจที่ชัคต้องทำหน้าที่ดูแลหล่อนแทนเนธานอีก อารมณ์เด็กสาวอย่างเมลินดาไม่หนักแน่นพอที่จะทำใจให้เข้าใจและอยู่เฉยได้ เมื่อแฟนของหล่อนต้องใกล้ชิดกับม่ายสาวทรงเสน่ห์อย่างคอร์ทนีย์ แม้ชัคจะไม่เคยแสดงท่าทีก้อร่อก้อติกใด ๆ กับคอร์ทนีย์ และคอร์ทนีย์ก็ไม่เคยแม้แต่ปรายตามองชัคก็ตาม

“ได้ยินชื่อคุณมานาน ในที่สุดก็ได้พบตัวจริงซะที” เมลินดากล่าวพร้อมยิ้มมุมปาก

คอร์ทนีย์แลเห็นสายตาของเด็กสาวก็รู้ได้ว่าไม่มีความยินดีอยู่ในนั้น หากก็ทำนิ่งเสีย

“วันนี้ชัคกับแมนดี้จะพาคุณกับลูกไปเที่ยวไร่ฟักทอง” เนธานบอกสั้น ๆ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งยอง ๆไปพูดกับเชอรีล “ไร่ของแมนดี้ทำไร่ฟักทองให้เด็ก ๆ ไปเที่ยว มีฟักทองลูกใหญ่ ๆ เต็มเลย วันนี้แมนดี้จะพาหนูไปนั่งรถแทรคเตอร์เที่ยวในไร่ มีลูกม้าให้ขี่ด้วยนะ”

หนูน้อยยิ้ม ตาโตด้วยความตื่นเต้น “จริงเหรอคะ หนูไม่เคยเที่ยวไร่ฟักทองเลยค่ะ แล้วก็ไม่เคยขี่ลูกม้าด้วย”

“ท่าทางจะมีเรื่องตื่นเต้นเยอะแยะเลยนะคะ เชอรีลถามลุงเนธสิคะว่าลุงเนธจะเป็นคนขับรถแทรคเตอร์ให้หนูนั่งได้หรือเปล่า” คอร์ทนีย์สบโอกาสรีบป้อนข้อมูลให้ลูก

แต่ยังไม่ทันทีที่หนูน้อยเชอรีลจะพูดอะไร เสียงใส ๆ ของเด็กสาววัยยังไม่ถึงยี่สิบก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

“ไร่ของเราไม่อนุญาตให้คนอื่นขับแทรคเตอร์ของเราค่ะ และเนธก็มีนัดกับแฟนทุกวันเสาร์อาทิตย์ด้วยนี่ เขาไม่มีเวลาพาคุณกับลูกเที่ยวหรอก”

ผู้ชายสองคนในที่นั้น เนธาน และชัคเบิ่งตาโตกับคำพูดของเมลินดา แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยขัดอะไร โดยเฉพาะชัคที่รู้นิสัยปากกล้าของแฟนสาวดี และเขาก็ทั้งรักและเกรงใจจนไม่กล้าขัด

คอร์ทนีย์มองเด็กสาวด้วยสายตาเย็นชาพลางพูดตอบไปว่า “ทำไมเนธจะไม่มีเวลาให้เชอรีล ถ้าเชอรีลขอ เนธไม่เคยปฎิเสธอยู่แล้ว”

เมลินดายิ้มเยาะ “เหรอคะ”

เนธานเห็นว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่หากผู้ใหญ่สองคนจะมาต่อปากต่อคำกันต่อหน้าเด็ก เขาจึงลุกขึ้นแล้วหันไปบอกเมลินดา

“แมนดี้ ผมรบกวนคุณพาเชอรีลไปเที่ยวที่ไร่ของคุณหน่อยได้หรือเปล่า”

“แน่นอนค่ะ ฉันรับปากคุณไว้แล้วนี่” เมลินดารับคำน้ำเสียงร่าเริง ก่อนจะก้มตัวลงไปพูดกับเชอรีล “ไม่เป็นไรหรอกนะเชอรีลที่ลุงเนธไปด้วยไม่ได้ ชัคกับฉันจะดูแลหนูอย่างดีเลย” หล่อนตั้งใจไม่เอ่ยถึงแม่ของหนูน้อย เพราะยายแม่ม่ายคนนี้จะไม่มีวันได้รับการต้อนรับที่ดีจากหล่อน

เชอรีลตอบรับด้วยความไร้เดียงสา ไม่เข้าใจถึงสายตาที่แฝงเร้นความเกลียดชังกันและกันของผู้ใหญ่ทั้งสองคน

หลังจากเนธานโบกมือลาไปขึ้นรถของตัวเอง ชัคก็หันไปบอกกับคอร์ทนีย์ให้ขับรถตามรถของเขากับแมนดี้ไปที่ไร่ คอร์ทนีย์จำใจทำตาม หากไม่กลัวว่าจะเป็นการทำร้ายจิตใจลูก คอร์ทนีย์อยากจะพาเชอรีลขึ้นรถแล้วขับกลับบ้านเสียเดี๋ยวนั้น ด้วยเห็นเค้าแล้วว่า วันนี้จะเป็นวันที่ไม่สนุกสำหรับหล่อนแน่

ส่วนเมลินดาเมื่อคอร์ทนีย์ลับหลังไปแล้ว หล่อนก็หันมาพูดกับชัคระหว่างเดินไปที่รถของตัวเอง

“ไม่รู้ว่าพาน่าทนอยู่เฉยได้ไงนะที่แม่นี่พาลูกมาหาเนธอยู่ทุกเดือน ๆ” เมลินดาเรียกปณาลีว่าพาน่าเหมือนคนอื่น ๆ

“ความเชื่อใจไงจ๊ะที่รัก” ชัคตอบเสียงอ่อนหวาน “และเนธเองก็วางตัวดี ไม่ทำให้พาน่าไม่สบายใจด้วย เห็นมั้ยละ เนธไม่เคยอยู่ฟาร์มเลยสักครั้งที่คอร์ทนีย์มา ตรงดิ่งไปรายงานตัวกับพาน่าทุกครั้ง ฉลาดจริง ๆ” ชัคพูดแล้วยิ้มมุมปาก

“อย่างนั้นก็เถอะ ฉันขอบอกเลยว่าแม่คนนี้น่ะไม่ธรรมดา เอาลูกมาบังหน้า ถ้าฉันเป็นพาน่าละก็ ยัยคอร์ทนีย์กระเจิงไปตั้งแต่วันแรกแล้ว” เมลินดาพูดขณะก้าวขึ้นรถแล้วปิดประตูดังปัง

“โอย เบา ๆ หน่อยสิ รถผมยิ่งเก่า ๆ อยู่ด้วย โกรธคนอื่นอย่ามาลงที่รถผมสิจ๊ะที่รัก” ชัคแกล้งโอดครวญ

เมลินดาค้อนเขานิดหนึ่ง “เบาไปสิ ถ้าเปลี่ยนกันว่าคุณเป็นเนธ และฉันเป็นพาน่า ฉันไม่ทำแค่ปิดรถให้ประตูพังหรอกนะ จะบอกให้”

“โถ ๆ ๆ ใจเย็น ๆ น่า ไม่ใช่เรื่องของเราซักหน่อย ปัญหาของพวกเขา เดี๋ยวก็จัดการกันเองได้ละน่า ว่าแต่ถ้าคุณเป็นพาน่าคุณจะทำยังไงเหรอ ผมจะได้รู้ไว้เผื่อไหวตัวทัน” ชัคถามสนุก ๆ อย่างเห็นเป็นเรื่องตลก

แต่เมลินดาไม่เห็นเป็นเรื่องตลกด้วย หล่อนหรี่ตาตอบด้วยน้ำเสียงอย่างคนที่หมายมั่นจะทำการบางอย่าง

“อยากรู้เดี๋ยวคอยดูก็แล้วกัน” หล่อนไม่ได้พูดประโยคที่อยู่ในใจต่อมาว่า “จะทำให้ไม่กล้ามาเหยียบเคนทักกีอีกเลย”

ชัคเห็นท่าทางเอาจริงของแฟนสาวแล้วก็ใจไม่ค่อยดี คาดว่าเมลินดาคงต้องหาทางพูดจาเหน็บแนมม่ายสาวให้เจ็บ ๆ คัน ๆ ตามนิสัย เห็นท่าเขาต้องคอยตามประกบแฟนสาวและคอร์ทนีย์ไม่ให้คลาดสายตา อย่างน้อยก็คงพอช่วยปรามให้เมลินดาเพลา ๆ ถ้อยคำเชือดเฉือนสักหน่อย แต่ใจหนึ่งก็อยากปล่อยให้เมลินดาใช้คำพูดกระแทกม่ายสาวสักประโยคสองประโยค เผื่อจะช่วยสะกิดเตือนหล่อนได้บ้าง คอร์ทนีย์เองก็สมควรได้รับการสั่งสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เหมือนกัน

ภาพของผลฟักทองที่เรียงรายอยู่บนผืนดินในไร่กว้าง ผลสีส้มตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าใสเป็นภาพสีจัดจ้านน่าตื่นตาตื่นใจ คอร์ทนีย์เองก็เผลอร้องอุทานออกมาโดยลืมนึกถึงใบหน้ากวนโทสะของเด็กสาวเจ้าของไร่

เชอรีลแสดงท่าทางตื่นเต้นกับฟักทองผลโตมากมายที่ตั้งไว้เป็นกอง ๆ แลดูเหมือนเนินเขาสีส้ม ซึ่งทางไร่จัดไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวตรงทางเข้าด้านหน้า บริเวณพื้นที่ที่จัดไว้เป็นที่จอดรถของผู้มาเยี่ยมชมนั้นเริ่มมีรถมาจอดหนาตา พอคอร์ทนีย์จอดรถและพาลูกเดินไปที่ประตูไม้ทางเข้าไปยังไร่ ก็พบว่าเมลินดาเตรียมรถลากคันเล็กสำหรับเด็กมาให้เชอรีลนั่ง

“เชอรีล อย่านั่งเลยลูก พื้นรถสกปรกจะตายไป” คอร์ทนีย์รีบร้องห้าม แต่ไม่ทันเสียแล้ว ด้วยหนูน้อยดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษจึงรีบก้าวขาลงไปนั่งทันที

เมลินดายิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากเยาะเย้ยก่อนว่า “แค่ฝุ่นนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คอกวัวของเนธที่คุณชอบไปน่ะ สกปรกกว่านี้อีก ทำไมยังทนได้ หรือว่าชอบทำอะไรสกปรก ๆ”

คอร์ทนีย์ถลึงตาใส่อย่างเคียดแค้น ชัคเห็นแล้วก็รีบเข้ามาห้ามทัพ

“เข้าไปเที่ยวในไร่กันเถอะคอร์ทนีย์ เชอรีล”

ม่ายสาวมองหน้าชายหนุ่มก่อนจะผงกศีรษะเป็นเชิงตกลง แล้วสะบัดหน้าเดินเฉียดร่างเมลินดาไป

เมลินดายิ้มอย่างสมใจ แล้วยัดคันลากของรถเข็นใส่มือชัค ชายหนุ่มมองหน้าหล่อนอย่างงง ๆ และเมื่อเห็นเมลินดาเร่งฝีเท้าเดินตามม่ายสาวไป ชัคก็ตกใจหากพูดไม่ออกได้แต่รีบลากรถเร่งฝีเท้าตามไปอีกคน แต่การลากรถเข็นที่มีหนูน้อยนั่งอยู่ไปบนทางลูกรังขรุขระนั้น ทำให้ชัควิ่งตามไปได้ไม่เร็วเท่าใจอยากให้เป็น

“คุณรู้มั้ยคอร์ทนีย์ สิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้มันน่ารังเกียจมาก เนธเขามีคนรักแล้ว คุณมาตามรังควานเนธเขาอยู่ทำไม หน้าไม่อาย” เมลินดาพร่างพรูคำพูดใส่หูม่ายสาวเป็นชุด

คอร์ทนีย์หยุดกึกแล้วหันมาตอบโต้ “นี่! ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน ตราบใดที่เนธไม่ปฏิเสธฉันก็จะไม่มีวันถอย”

“หน้าด้าน” เมลินดาเน้นเสียง

คอร์ทนีย์หน้าชา ไม่เคยต้องต่อกรกับผู้หญิงอย่างเมลินดามาก่อน และไม่เคยถูกใครด่าใส่หน้าเช่นนี้ หล่อนกัดฟัน สองมือกำแน่นด้วยความโกรธ สติที่ยังอยู่กับตัวจวนเจียนจะขาดผึงลงนั้น ย้ำเตือนหล่อนให้ข่มอารมณ์เอาไว้ อย่าตอบโต้กับคนหยาบคายในที่สาธารณชน

“อึ้งไปเลยสิ ฉันพูดถูกใช่มั้ยล่ะ หน้าตาก็ดี แต่ไม่รู้จักอาย ผู้ชายเขาไม่สนยังจะมากวนใจอยู่ได้ เพราะอย่างนี้หรือเปล่าถึงเป็นม่าย ถ้าให้ฉันเดา เธอคงถูกสามีทิ้งใช่มั้ยล่ะ”

“แก! นังเลว!” คอร์ทนีย์เค้นคำออกไปปากคอสั่น นึกหาคำด่าไม่ออก

ก่อนที่เมลินดาจะพ่นคำพูดเชือดเฉือนม่ายสาวต่อ ชัคก็มาถึงตรงที่สองสาวยืนประจันหน้ากันอยู่พอดี เขาใจหายวาบเมื่อเห็นคอร์ทนีย์หยุด แล้วเมลินดาพูดอะไรบางอย่างใส่หน้าหล่อน จนทำให้คอร์ทนีย์ยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ

“แมนดี้ ไม่เอาน่า นึกถึงเชอรีลบ้าง เดี๋ยวเด็กจะหมดสนุกเปล่า ๆ” ชัคเตือนสติแม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าเมลินดาพูดอะไรออกไปบ้าง เมลินดาหน้าง้ำ เมินมองไปทางอื่น

“ชัค ฉันขอบอกคุณนะว่า แฟนของคุณมารยาทเลวทรามมาก ฉันขอรบกวนคุณให้พาเชอรีลไปเที่ยวหน่อยได้มั้ย ฉันจะไปนั่งรอที่รถ” คอร์ทนีย์กล่าวเสียงสั่น

“อย่างกับตัวเองดีนักละ” เมลินดาเอ่ยสวนออกไปทันควัน จนชัคต้องหันไปมองหล่อนพร้อมส่งสายตาห้ามปราม

ชัคเห็นว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีสุด จึงพยักหน้าให้คอร์ทนีย์เป็นเชิงตกลง คอร์ทนีย์เดินไปหาลูก พยายามควบคุมอารมณ์และบอกลูกทั้งเสียงยังสั่นอยู่ด้วยความโกรธ

“เชอรีล หนูไปเที่ยวกับน้าชัคก่อนนะคะ แม่ไม่ค่อยสบายจะไปนั่งพักที่รถ เสร็จแล้วแม่จะเดินมารับนะคะ”

“ค่ะ” เชอรีลมีสีหน้างุนงง แต่ก็รับคำแม่แต่โดยดี ด้วยใจหนูน้อยจดจ่ออยู่กับรถแทรคเตอร์สีเขียวที่กำลังลากรถพ่วงพานักท่องเที่ยวเข้าชมไร่ฟักทองที่เห็นอยู่ข้างหน้า

“อีกครึ่งชั่วโมงฉันจะไปรอที่ที่นั่งตรงโน้นก็แล้วกัน” คอร์ทนีย์บุ้ยหน้าไปทางโต๊ะด้านหน้าซุ้มอาหาร

พอชัคพยักหน้าอีกครั้งหล่อนก็เดินก้าวเร็ว ๆ กลับไปที่รถ

ชัคไม่รู้ว่าเมลินดาพูดอะไรถึงทำให้คอร์ทนีย์โกรธถึงขั้นต่อว่าหล่อนขนาดนั้น แต่เขาก็อดทึ่งไม่ได้ว่าคอร์ทนีย์ควบคุมอารมณ์ได้ดีเยี่ยม แม้นัยน์ตาของหล่อนจะวาวโรจน์ มือที่เกร็งแน่นนั้นตั้งท่าเหมือนจะฉีกเมลินดาออกเป็นชิ้น ๆ เมื่อเห็นผู้หญิงสองคนหันหน้าหากันทีแรก ชัคนึกว่าจะเกิดศึกแมวสาวตีกันเสียแล้ว

“คุณพูดอะไรน่ะแมนดี้ คอร์ทนีย์ถึงได้โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง” ชัคกระซิบถามขณะเดินไปด้วยกัน

เมลินดายักไหล่ ยิ้มอย่างสะใจ “ไม่ได้ว่าอะไรรุนแรงเสียหน่อย แค่บอกว่าหล่อนหน้าด้านที่เทียวไปเทียวมาหาเนธอยู่ได้” เมลินดากระซิบตอบกลับไป

“เฮ้ย! คุณไปว่าคอร์ทนีย์แรง ๆ อย่างนั้นทำไม”

“ฉันพูดความจริงต่างหากล่ะ ผู้หญิงอะไรไม่มียางอาย” เมลินดากระแทกเสียง

ชัคได้แต่ส่ายหน้ากับความร้ายกาจของแฟนสาว “ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องของเรานะ” เขาเตือน

เมลินดายักไหล่อีกอย่างไม่ยี่หระ “ฉันไม่ชอบหล่อนนี่ พาน่าก็ไม่เห็นทำอะไรซักทีผู้หญิงอื่นมายุ่งกับแฟนตัวเองแท้ ๆ”

“เอาเถอะ ยังไงก็อย่าไปว่าเธออีกก็แล้วกัน อยู่ห่าง ๆ เธอไว้ก็ดี”

“นี่เข้าข้างหล่อนออกนอกหน้าแบบนี้ หรือว่าหลงเสน่ห์ยัยแม่ม่ายนั่นเข้าแล้ว” เมลินดาพูดออกมาค่อนข้างดัง จนชัคต้องรีบเอามือข้างหนึ่งมาปิดปากหล่อนเอาไว้

“เบา ๆ ซี่ เดี๋ยวเชอรีลก็ได้ยินพอดี สงสารเด็ก”

เมลินดาทำท่าฮึดฮัด สะบัดหน้าให้พ้นจากอุ้งมือของเขา “ไม่รู้ละ ถ้าคุณนอกใจฉันไปหาแม่นั่นละก็ ตายทั้งคู่!” เด็กสาวขู่แล้วก็เดินกระแทกเท้านำหน้าไป

ชัคโคลงศีรษะอย่างอ่อนใจ ก่อนหันไปยิ้มให้เชอรีล “สงสัยวันนี้อากาศจะไม่ค่อยดีนะเชอรีล พวกผู้หญิงคนโต ๆ พาลไม่สบายกันไปหมด”

แม่หนูน้อยไม่รู้เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าจึงยิ้มรับและพาซื่อตอบไป “แต่หนูไม่เป็นไรค่ะ เพราะฉีดวัคซีนป้องกันไว้แล้ว”

ชัคหลุดขำออกมานิดหนึ่งกับความไร้เดียงสา เด็กหนอเด็ก เขารำพึงกับตัวเอง

“เยี่ยมมากจ้ะ ไปกันเถอะ เราไปนั่งรถแทรคเตอร์ไปเก็บฟักทองกันดีกว่า เชอรีลเลือกลูกใหญ่ ๆ เลยนะ น้าจะแกะสลักเป็นแจ็ค-โอ-แลนเทิร์น*ให้”

เชอรีลตบมือดีใจเมื่อได้ยิน มันจะเป็นตะเกียงฟักทอง แจ็ค-โอ-แลนเทิร์น ใบแรกในชีวิตของหนูน้อย

——————–

* Jack-o-Lantern ชื่อเรียกฟักทองที่แกะสลักเป็นหน้าปีศาจในเทศกาลฮาโลวีน

เหตุที่ฝนตก บทที่ 19

วันที่สามยามบ่ายในแคลิฟอร์เนียของปณาลี ดูเหมือนจะเป็นวันพักผ่อนสบาย ๆ หล่อนนั่งเล่นนอนเล่นอยู่ในบ้านของเพื่อนหนุ่ม เพลิดเพลินกับการอ่านนิตยสารของวินซ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนิตยสารเกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน คิดว่าจะหาไอเดียไปตกแต่งบ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ของหล่อนให้น่าอยู่ขึ้นบ้าง

หญิงสาวแยกนิตยสารเล่มที่หล่อนชอบออกมา พร้อมหาเศษกระดาษแผ่นเล็ก ๆ คั่นหน้าที่สนใจไว้ ตั้งใจว่าจะขอวินซ์ติดมือกลับบ้านไปด้วยถ้าเพื่อนหนุ่มไม่ขัดข้อง ระหว่างที่กำลังดูหนังสืออยู่นั้น พลันกริ่งโทรศัพท์บ้านของวินซ์ก็ดังขึ้น หญิงสาวจึงเดินไปที่เครื่องรับ และเมื่อเห็นหมายเลขโทรศัพท์ที่แสดงเป็นเบอร์โทรศัพท์มือถือของวินซ์ ปณาลีก็นิ่วหน้า นึกสงสัยว่าทำไมเขาไม่โทรเข้าโทรศัพท์มือถือของหล่อนแทนที่จะโทรเข้าบ้าน

“ฮัลโหล” หล่อนรับสายเพื่อน

“นี่เธอ ฉันโทรเข้ามือถือเธอตั้งเป็นพัน ๆ รอบทำไมไม่รับสาย” วินซ์โวยวายอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย

“เว่อร์ไปแล้ว ฉันไม่เห็นได้ยินเลย” ปณาลีแย้งกลับไป ก็หล่อนไม่ได้จริง ๆ

“เธอซุกโทรศัพท์ไว้ที่ไหนล่ะจ้ะยอดรัก ทำไมถึงไม่ได้ยิน” วินซ์เปรยออกมามากกว่าถามจริงจัง

ปณาลีจึงเริ่มนึก “สงสัยอยู่ในกระเป๋าถือ” หล่อนคาดไปตามปกติ

“เอาเถอะ ๆ” วินซ์ตัดบท “เตรียมแต่งเนื้อแต่งตัวได้แล้ว คืนนี้จะพาไปดินเนอร์ร้านหรู ตากลมชมวิวยามค่ำของอ่าวซาน ฟรานซิสโก”

หญิงสาวตาโต ยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจ “จริงเหรอ เธอเลี้ยงใช่มั้ย” หล่อนถามติดตลก

“แน่นอน ฉันกับรอนขอเลี้ยงอาหารต้อนรับคุณปณาลีอย่างเป็นทางการ” วินซ์กล่าวถึงรอน แฟนหนุ่มของเขา

“ลาภปากจริง ๆ” หล่อนบอกเพื่อนแล้วนัดแนะเวลาที่วินซ์จะกลับมารับแล้ววางสายไป

จากนั้นปณาลีก็เดินไปหยิบกระเป๋าถือ ตั้งใจว่าจะหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมา เผื่อวินซ์โทรมาหล่อนจะได้รับสายได้ แต่ทว่าค้นแล้วค้นอีกหล่อนก็หาโทรศัพท์เครื่องเล็กกว่าฝ่ามือนั่นไม่เจอ

หล่อนจึงลองไปค้นในกระเป๋าเดินทางดู รื้อเสื้อผ้าออกมาทุกชิ้น ค้นซอกเล็กซอกน้อยในกระเป๋า รื้อถุงเสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อมา แต่ก็ยังไม่เจอ คราวนี้ปณาลีเริ่มวิตกจริต ไม่บ่อยนักที่หล่อนจะลืมของ หญิงสาวทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนอนในห้องพัก พยายามคิดทบทวนถึงครั้งสุดท้ายที่หล่อนใช้โทรศัพท์ แล้วปณาลีก็ถอนลมหายใจออกมาแรง ๆ เมื่อนึกออก

“เวรกรรม ลืมโทรศัพท์ไว้บ้านแพรวแน่เลย ทำไงดีล่ะทีนี้” หล่อนบ่นกับตัวเองแล้วนั่งนิ่งใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก็สรุปกับตัวเองว่า “กินข้าวเสร็จค่อยให้วินซ์แวะไปบ้านแพรวก็แล้วกัน”

“โอย นี่เธอกลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืมตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย” วินซ์บ่นกระปอดกระแปดเมื่อหล่อนบอกเขาเรื่องโทรศัพท์ แต่ชายหนุ่มก็ขับรถพาหล่อนไปที่ที่พักของแพรวพนิตแต่โดยดี ทั้งเสนอว่าควรจะไปก่อนเข้าไปทานอาหาร

“ไปเอามาซะให้เสร็จเรื่อง จะได้ไม่ต้องกังวลรีบกลับบ้าน” เขาให้เหตุผล “นี่เพิ่งจะสี่โมงกว่า แพรวคงยังไม่กลับบ้านหรอก”

จากบ้านของวินซ์ไปบ้านของแพรวพนิตใช้เวลาขับรถไม่ถึง 10 นาที ปณาลีบอกให้เขารออยู่ในรถ ส่วนหล่อนจะขึ้นไปที่ห้องพักของแพรวพนิตเอง และจะได้ถือโอกาสคืนกุญแจสำรองที่หล่อนพกติดตัวมาด้วยเลย

ปณาลีเคาะประตูห้องเบา ๆ สองสามครั้ง แต่ไม่มีเสียงขานตอบ หล่อนจึงถือวิสาสะไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปในห้อง พอเดินเข้าไปก็ได้ยินเสียงเพลงดังแว่วออกมาจากห้องนอนเบา ๆ หล่อนนึกแปลกใจ และเมื่อมองไปปณาลีเห็นว่าบานประตูปิดไว้ไม่สนิท ในใจคิดไปว่าหล่อนคงเคาะประตูเบาเกินไป แพรวพนิตจึงไม่ได้ยิน

หญิงสาวเดินไปที่โต๊ะรับแขกในส่วนนั่งเล่นก่อน แล้วก็พบว่าโทรศัพท์มือถือของหล่อนยังอยู่ตรงนั้น หล่อนยิ้มแล้วหยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋า ขณะกำลังจะหันไปทางห้องนอนแล้วเอ่ยปากเรียกเพื่อน ปณาลีก็ได้ยินเสียงคล้ายคนกำลังพูดพึมพำบางอย่าง และหล่อนก็รู้สึกตกใจที่เสียงหนึ่งนั้นเป็นเสียงผู้ชาย

ขณะที่หล่อนกำลังรู้สึกลังเลใจว่าควรจะเข้าไปทักเพื่อนสาว หรือว่าปลีกตัวจากไปเงียบ ๆ พลันเสียงร้องครางครวญของแพรวพนิตก็ทำให้ร่างของหล่อนตรึงอยู่กับที่

“พี่ว่าน…พี่ว่านขา โอ้ว ดีมากเลยค่ะ”

“ชอบอย่างนี้เหรอแพรว” เสียงของเขา…พี่ว่าน หล่อนจำได้แม่นยำ

“ชอบมากเลยค่ะ” แพรวพนิตตอบน้ำเสียงสั่นพร่า

ปณาลีมึนงงคล้ายถูกทุบอย่างแรงเข้าที่ศีรษะ เป็นไปได้อย่างไรว่าคนที่อยู่ในห้องกับแพรวพนิตตอนนี้คือวีรภัทร ผู้ที่เคยมองแพรวพนิตด้วยสายตาหยามเหยียดกับพฤติกรรมด้านการคบหาผู้ชายของหล่อน แล้วทำไมเขาถึงมาอยู่ในห้องของแพรวพนิตได้ และดูเหมือนว่า…เขาและเพื่อนสาวของหล่อนกำลัง…อยู่บนเตียงด้วยกัน

สองเท้าของหล่อนพาร่างเดินก้าวพรวด ๆ ตรงไปที่ประตูห้องนอนโดยไม่รั้งรอ ไม่มีสติจะหยุดคิด และ ภาพที่ปรากฎตรงหน้าหลังจากที่มือของหล่อนผลักประตูเปิดออก ก็ทำให้หล่อนตกตะลึง หน้าชา ทั้งยังหลุดปากเผลอร้องออกมา

“แพรว! พี่ว่าน!”

กว่าปณาลีจะได้สติก็เมื่อคนทั้งคู่หันมามอง และเรียกชื่อของหล่อนออกมาพร้อมกัน ปณาลีจึงได้รีบเบือนหน้าหนีจากภาพไม่น่าดูนั้น หล่อนก้มหน้างุดละล่ำละลักกล่าวคำขอโทษ แล้วรีบวิ่งออกจากห้องพักของแพรวพนิตออกมา โดยไม่สนใจคำเรียกของเพื่อนสาวและอดีตคนรัก

เมื่อวิ่งลงมาถึงรถของวินซ์ที่จอดรออยู่ หล่อนก็รีบขึ้นรถแล้วปิดประตูโดยแรง

“รีบไปกันเถอะวินซ์” เสียงของหล่อนสั่น

“เกิดอะไรขึ้น” เพื่อนหนุ่มถามด้วยความงุนงง เมื่อเห็นท่าทางของเพื่อน และใบหน้าซีดเผือด

“ไปก่อนเถอะ” หล่อนพูดเสียงดังเกือบตะคอก วินซ์ จึงไม่ถามอะไรต่อแต่เข้าเกียร์ขับรถออกไปแต่โดยดี

ปณาลีนั่งเงียบไปตลอดทาง หล่อนสับสนจนไม่อาจบรรยายความรู้สึกของตัวเองต่อภาพที่เพิ่งเห็นกับตา แต่หล่อนรู้อยู่ในใจลึก ๆ ว่าหล่อนไม่เจ็บปวดที่พบว่าวีรภัทรมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแพรวพนิต มันเป็นเรื่องเหนือความคาดคิด วีรภัทรคนที่เคยรังเกียจพฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนของแพรวพนิต วันนี้กลับกลายมาเป็นคู่นอนของหล่อนเสียเอง เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ แล้วอันธิกาแฟนของเขาเล่า ไหนว่ารักนักรักหนา ตอนนี้เขาเอาหล่อนไปทิ้งไว้ที่ไหน ถึงได้มา…มัวเมาสเน่หา…พร่ำพรอดอยู่กับผู้หญิงอีกคนเช่นนี้

“พี่ว่านกับแพรวเขาคบกันมานานแค่ไหนแล้ว” ปณาลีถามออกไปเมื่อตั้งสติได้แล้ว

“รู้ได้ยังไง” วินซ์ถามกลับ ไม่มีท่าทีตกอกตกใจ

“ตอนขึ้นไปเอาโทรศัพท์ ฉันเห็นพวกเขาสองคน…กำลัง…อยู่ด้วยกัน…บนเตียง” หล่อนอึกอักรู้สึกละอายเมื่อภาพนั้นปรากฎขึ้นมาในห้วงคิดอีกครั้ง

คราวนี้วินซ์อ้าปากค้าง ยกมือข้างหนึ่งทาบอก

“อดอยากปากแห้งอะไรกันอย่างนั้นนะ” วินซ์พึมพำด้วยถ้อยคำรุนแรง

“เธอรู้ตั้งนานแล้วใช่มั้ยว่าเขาคบกัน ทำไมไม่เล่าให้ฉันฟัง”

วินซ์ถอนหายใจก่อนพูด “เล่าไปแล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ฉันไม่ต้องการรื้อฟื้นเรื่องของผู้ชายคนนั้นให้เธอต้องเสียอารมณ์ เสียเวลา”

“อย่างน้อยเธอก็น่าจะบอกให้ฉันรู้ก่อนที่ฉันจะไปนอนกับแพรว”

“ฉันถึงบอกเธอให้มานอนบ้านฉันไงล่ะ เจอแจ๊คพ็อตเข้าจนได้” วินซ์พูด

“แล้วแฟนใหม่ของเขาล่ะไปไหน” ปณาลีซัก

“แม่อันธิกาอะไรนั่นนะเหรอ” วินซ์เอ่ยขึ้นเหมือนถาม หากก็พูดต่อโดยไม่รอคำตอบ “ผู้หญิงคนนั้นทิ้งนายว่านของเธอไปหาผู้ชายคนใหม่น่ะสิ แฟนเก่าของเธอเขาก็เลยช้ำใจหนัก ทำตัวเหลวแหลก เสียศูนย์อยู่พักใหญ่ กระทั่งมาเจอแม่แพรวนี่ คุยกันอีท่าไหนไม่รู้ เจอกันอีกทีก็รู้ว่าสองคนนี้คบกัน เกาะกันติดแจ นายว่านไปนอนกับยายแพรวแทบทุกคืน ข้อหลังนี่แพรวเล่าให้ฉันฟังเอง”

วินซ์เล่าแต่ไม่ได้บอกถึงคำที่แพรวพนิตบรรยายต่อว่า หล่อนทำให้วีรภัทรติดอกติดใจสัมพันธ์สวาทครั้งนี้จนหัวปักหัวปำ แพรวพนิตเองก็ยอมรับกับเขาว่า หล่อนก็รู้สึกไม่ต่างกัน และแพรวพนิตยังหวังไปไกลกว่านั้นอีกว่า ความสัมพันธ์ของหล่อนและวีรภัทรจะยืนยาวไปถึงขึ้นได้อยู่กินด้วยกัน

หญิงสาวนิ่งอึ้งกับเรื่องราวที่ได้ยิน จะเรียกว่าเป็นกงกรรมกงเกวียนได้หรือเปล่านะ ที่เขาถูกผู้หญิงคนนั้นทิ้งไปในเวลาอันรวดเร็วเสียด้วย เขาคงจะเจ็บปวด แต่คงไม่มากเท่าหล่อน ในเมื่อเขาสามารถหาผู้หญิงคนใหม่ได้ไม่ยาก และเขาไม่ได้คิดหวนกลับมาหาหล่อนเลย นั่นควรเป็นเรื่องที่หล่อนควรดีใจ ใช่หรือเปล่า

วีรภัทรที่หล่อนเพิ่งพบในวันนี้ไม่เหมือนพี่ว่าน คนเดิมที่หล่อนเคยรัก อีกด้านหนึ่งที่หล่อนไม่เคยรู้จักเขา คนที่หล่อนเห็นในวันนี้กลับกลายเป็นผู้ชายที่หลงใหลและหมกมุ่นอยู่กับกามารมณ์ ความเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงเช่นนี้ เป็นเรื่องน่าขยะแขยงเกินที่หล่อนจะรับ

โชคดีใช่ไหมที่เขาทิ้งหล่อนไป เพราะนอกจากจะทำให้หล่อนได้พบผู้ชายที่ดีเช่นเนธานแล้ว ยังทำให้หล่อนไม่ต้องกลายเป็นผู้ค้นพบตัวตนอีกด้านหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ของเขาด้วยตัวเอง

ณ ขณะนี้เองที่ปณาลีประจักษ์แก่ใจแล้วว่า อดีตที่เจ็บปวดของหล่อนได้ผ่านไปแล้วจริง ๆ และหล่อนไม่ได้รู้สึกเศร้าโศกเสียใจกับมันอีกต่อไป ต่อแต่นี้คงไม่มีเลยสักวันที่หล่อนจะหวนนึกไปถึงวันคืนแสนหวานที่หล่อนเคยมีร่วมกับวีรภัทร ความหลังระหว่างเขากับหล่อนจบสิ้นกันโดยไม่ต้องอาลัยอาวรณ์ห่วงหากันอีกต่อไป

หญิงสาวเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อรถของวินซ์ขับข้ามสะพานเบย์ บริดจ์ เพื่อแล่นเข้าสู่ตัวเมืองซาน ฟรานซิสโก แสงแดดยามเย็นในฤดูร้อนยังคงจัดจ้า ส่องให้เห็นเรือใบที่กำลังกางแผ่นผ้าใบสีขาวเล่นลมล่องลอยอยู่ในอ่าวซาน ฟรานซิสโก เมื่อหันหน้ามองผ่านกระจกหน้าต่างรถทางฝั่งวินซ์ ก็แลเห็นสีแดงของสะพานโกลเด้น เกท ตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง เป็นภาพที่สวยงามเหลือเกินในสายตาของปณาลี

“วันนี้ซาน ฟรานซิสโก ดูสวยจังนะ วินซ์” หล่อนเอ่ยออกมาเบา ๆ

“หือ?” วินซ์ครางออกมาอย่างงง ๆ

“ฉันรู้สึกมีความสุข จนเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในซาน ฟรานซิสโกสวยไปหมดเลยละ” หล่อนพูดแล้วเผยรอยยิ้มออกมาให้เพื่อนเห็น
วินซ์พยักหน้าและยิ้มรับ ทั้งที่ในใจยังอดสงสัยไม่ได้ที่จู่ ๆ ปณาลีก็พลันอารมณ์ดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“เธอคงสงสัยใช่มั้ยล่ะ” ปณาลีถามออกไปเหมือนหยั่งรู้ใจเพื่อน “ฉันมีความสุข ที่ฉันเพิ่งรู้ว่าอดีตที่ผ่านมาระหว่างฉันกับพี่ว่าน มันไม่สามารถทำให้เจ็บปวดได้อีกแล้ว วันนี้ฉันมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมแล้ว มีคนรักใหม่ที่ดีกว่า และเป็นคนที่จะไม่ทำให้ฉันเจ็บช้ำเหมือนอย่างที่ผ่านมา ฉันมีความสุขที่หลุดพ้นจากพี่ว่านมาได้ ฉันมีความสุขจริง ๆ นะ วินซ์”

ความรู้สึกในใจของหล่อนที่แท้จริงนั้นฉายชัดออกมาทางน้ำเสียงและดวงตา วินซ์เชื่อหล่อนเต็มหัวใจ และดีใจไปกับหล่อนที่ในที่สุดเพื่อนของเขาก็มีความสุขอย่างที่หล่อนสมควรจะได้รับเสียที

หลังจากเกิดเหตุบังเอิญที่ทำให้ปณาลีได้ล่วงรู้ความสัมพันธ์ระหว่างแพรวพนิตและวีรภัทรแล้ว ปณาลีก็ไม่ได้คุยกับแพรวพนิตอีก หล่อนไม่ได้โทรหาเพื่อนสาวด้วยรู้สึกตะขิดตะขวงใจ และแพรวพนิตเองก็ไม่ได้โทรหาหล่อน หากแต่กลับโทรไปถามถึงปณาลีจากวินซ์แทน

“น้ำก็สบายดีนะ ไม่ได้โกรธหรือเสียอกเสียใจอะไร ดูเหมือนว่าจะดีใจเสียด้วยซ้ำ” วินซ์บอกไป

“ดีใจ? ทำไมถึงดีใจล่ะ” แพรวพนิตงุนงงกับคำพูดของวินซ์

“ก็ดีใจที่ทำให้เห็นธาตุแท้ของนายว่านพิษนั่นน่ะสิ” วินซ์กระแทกเสียง

แพรวพนิตรู้สึกไม่พอใจนิดหน่อยที่วินซ์ว่าคนรัก แต่หล่อนก็ระงับอารมณ์เอาไว้

“ดีแล้วที่น้ำไปเห็นตอนเธอสองคนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม จะได้รู้เสียทีว่าคนอย่างว่านไม่เหมาะกับน้ำเลยแม้แต่นิดเดียว เขาเหมาะกับเธอมากกว่า” วินซ์พูดนิ่ม ๆ แต่เจ็บแสบ

“ใช่ เธอพูดถูกวินซ์ พี่ว่านเหมาะกับฉัน และเราก็เข้ากันได้ดีเสียด้วย” แพรวพนิตโต้กลับไป

“อย่างนั้นก็ดีแล้ว” วินซ์บอก “เราอย่ามาทะเลาะกันเรื่องนี้เลย ฉันไม่เคยแคร์เรื่องชีวิตส่วนตัวของเธอ และก็จะไม่มีวันแคร์ว่าเธอจะคบใคร แต่ถ้าเรื่องเมื่อวานทำให้น้ำเสียใจละก็ ฉันคงจะไม่พอใจมาก ในเมื่อผลมันออกมาในทางกลับกัน ฉันขอขอบคุณด้วยนะที่เลิฟซีนของเธอทำให้น้ำคิดได้ ฉันเข้าใจว่าน้ำเขาสบายใจที่รู้ตัวแล้วว่า ไม่เหลือความรักใด ๆ ให้กับพี่ว่านของเธอแล้ว ทีนี้ก็สบายใจกันทุกฝ่าย โอเค๊”

แพรวพนิตอึ้งไปครู่หนึ่งกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับ หล่อนไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากฝากคำขอโทษ

“บอกน้ำให้หน่อยนะว่าฉันขอโทษที่ไม่ได้บอกเรื่องพี่ว่าน และขอโทษทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่ทำให้น้ำโกรธ”

“โถ เล่นเหมาขอโทษเป็นแพ็คเกจอย่างนี้เลยเหรอ” วินซ์พูดติดตลก ก่อนที่จะระบายลมหายใจยาวออกมาอย่างผ่อนคลาย “ฉันก็ขอโทษเธอด้วยนะแพรว ที่เมื่อกี้พูดจารุนแรงไป ถึงที่สุดแล้วพวกเราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ดี ไม่ว่าจะอย่างไรฉันก็ขอให้เธอโชคดีกับความรักครั้งใหม่นะ” วินซ์กล่าวทิ้งท้ายก่อนจะตัดสายไป

ปณาลีเองได้ฟังเรื่องที่วินซ์คุยกับแพรวพนิตจากปากเขา แล้วก็คิดไม่ต่างจากที่วินซ์บอกกับแพรวพนิต ถึงที่สุดแล้วหล่อนก็ยังนับแพรวพนิตเป็นเพื่อน ในอดีตหล่อนไม่เคยรังเกียจพฤติกรรมของเพื่อนสาว แล้ววันนี้ทำไมหล่อนจึงต้องรังเกียจเพื่อนด้วย เพียงเพราะผู้ชายของแพรวพนิตเป็นอดีตคนรักของหล่อน อย่างนั้นหรือ

หญิงสาวยอมรับว่าหล่อนเสียความรู้สึกกับเรื่องที่ได้รับรู้ แต่นั่นก็เป็นชีวิตของแพรวพนิตและวีรภัทร เป็นสิ่งที่สองคนนั้นเลือกที่จะดำเนินชีวิตเช่นนั้น หล่อนไม่มีสิทธิ์ไปวิพากษ์หรือตัดสินใจแทนพวกเขา

ก่อนวันเดินทางกลับบ้านที่เคนทักกี ปณาลีจึงตัดสินใจโทรไปหาแพรวพนิต เพื่อบอกลาและขอบคุณสำหรับการต้อนรับ

“น้ำ…น้ำไม่โกรธแพรวใช่มั้ยเรื่อง…เอ่อ…เรื่อง…” แพรวพนิตเอ่ยถามขึ้น

“เรื่องแพรวกับพี่ว่านน่ะเหรอ” ปณาลีรู้ดีว่าเพื่อนสาวหมายถึงเรื่องอะไร

“ใช่”

“แค่ตกใจนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรแล้วละ” ปณาลีพูดแล้วหยุดถอนหายใจเบา ๆ “ที่จริงน้ำไม่ดีเองที่พรวดพราดเข้าไปเพราะอยากรู้ น้ำก็ต้องขอโทษแพรวด้วยเหมือนกัน กับพี่ว่านนี่หรือเปล่าที่แพรวบอกว่าอยากจริงจังด้วย”

แพรวพนิตรับคำเบา ๆ แล้วว่า “แต่แพรวก็ไม่แน่ใจหรอกว่า พี่ว่านจะจริงจังกับผู้หญิงอย่างแพรวหรือเปล่า น้ำก็รู้ว่าเขาเคยไม่ชอบแพรว แต่…หลังจากที่พี่ว่านถูกแอลทิ้ง พี่ว่านก็เสียใจมาก เพราะพี่ว่าน…ทิ้งน้ำไปเพื่อไปอยู่กับเขา”

ปณาลีหลับตาสูดลมหายใจลึก เตรียมรับมือกับคลื่นอารมณ์เจ็บที่คาดว่าจะตามมา หากก็ผิดคาด หล่อนไม่รู้สึกหวั่นไหวใด ๆ เลยกับประโยคท้ายของแพรวพนิต หญิงสาวเพียงแต่นิ่งฟังเพื่อนพูดต่อ

“ตอนนั้นแพรวรู้ข่าวก็เห็นใจพี่ว่านนะ น้ำคงไม่รู้หรอกว่า…แพรวเคยแอบชอบพี่ว่านอยู่” แพรวพนิตนิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายจะรอฟังว่าปณาลีจะพูดอะไร หากอีกฝ่ายก็คล้ายยังฟังอยู่เงียบ ๆ แพรวพนิตจึงพูดต่อ

“คืนหนึ่งแพรวไปเจอพี่ว่านนั่งดื่มเบียร์ที่ผับที่แพรวไปประจำ ท่าทางเศร้า ๆ แพรวก็เลยไปนั่งคุยด้วย จากนั้นก็คุยกันเรื่อย ๆ กระทั่งคบกันน่ะ”

“อืม” ปณาลีเพียงพึมพำออกไปให้รู้ว่าหล่อนฟังอยู่

“อนาคตระหว่างเรากับพี่ว่านเป็นยังไง แพรวไม่ซีเรียสหรอก ขอแต่ว่าวันนี้แพรวมีความสุขก็พอ แต่ถ้าพี่ว่านจริงจังกับแพรว แพรวก็พร้อมที่จะหยุดอยู่ที่เขา น้ำก็รู้นี่ที่แพรวเปลี่ยนผู้ชาย ก็เพราะแพรวแสวงหาคนที่รักแพรวจริง ๆ แพรวไม่ใช่คนเข้มแข็งพอที่จะอยู่ตัวคนเดียวได้นะน้ำ” เสียงของแพรวพนิตสั่นเครือในตอนท้าย

นั่นทำให้ปณาลีจำได้ว่า แพรวพนิตเป็นผู้หญิงที่ขี้เหงา และค่อนข้างอ่อนไหว ถ้าวีรภัทรจริงจังกับเพื่อนสาวของหล่อน แพรวพนิตก็คงจะมีความสุข และปณาลีก็ไม่ใจดำที่จะไม่ยินดีไปกับความสุขของเพื่อน หล่อนจึงเอ่ยปากอวยพรขอให้ความรักครั้งนี้ของแพรวพนิตสมหวัง แม้จะไม่มั่นใจนักว่า อดีตของแพรวพนิตจะทำให้วีรภัทร คบหากับหล่อนเพียงแค่คลายเหงาชั่วคราวหรือเปล่า

“ถ้ากลับมาเที่ยวซาน ฟรานอีก โทรบอกแพรวบ้างนะ” น้ำเสียงของแพรวพนิตคล้ายขอร้อง หลังจากที่ปณาลีเอ่ยลา

“จ้ะ น้ำจะโทรบอก” หล่อนตอบเพื่อนสาวแล้ววางสาย

“น้ำขอให้แพรวมีความสุขจริง ๆ นะ” หล่อนพูดเบา ๆ กับตัวเอง

รุ่งเช้าวันใหม่ วินซ์ขับรถไปส่งปณาลีที่สนามบินนานาชาติ ซาน ฟรานซิสโก และอยู่รอส่งจนหล่อนเดินผ่านจุดตรวจเพื่อรักษาความปลอดภัย เพื่อเข้าไปในส่วนรับรองผู้โดยสารขาออก ก่อนที่จะแยกจากกัน วินซ์โอบกอดปณาลีแล้วตบหลังเบา ๆ ตามธรรมเนียมชาวอเมริกัน

“แล้วมาเยี่ยมอีกนะ” เขาบอก

“แน่นอน” ปณาลีรับคำ แล้วเอ่ยชวนหลังจากวินซ์คลายอ้อมกอด “หรือไม่เธอก็ไปเยี่ยมฉันบ้าง”

“เป็นความคิดที่ไม่เลว ฉันก็อยากเห็นพ่อหนุ่มคาวบอยของเธอเต็มแก่แล้ว จะไปชมด้วยตัวเองเสียหน่อยที่ช่วยรักษาแผลใจให้เพื่อนรักของฉันได้หายสนิท” พูดแล้ววินซ์ก็หัวเราะคิกคัก

ปณาลีส่ายหน้าอมยิ้มกับคำหยอกของเพื่อน

“ขอให้ไปจริง ๆ เถอะ พารอนไปเที่ยวด้วยก็ได้นะ” หล่อนกล่าวถึงแฟนของเขา

วินซ์พยักหน้าน้อย ๆ ยิ้มรับ แล้วยืนส่งหล่อนจนลับตา

เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นสู่น่านฟ้าแล้ว ปณาลีมองภาพทิวทัศน์เบื้องล่างผ่านทางกระจกหน้าต่าง
ลาก่อนแคลิฟอร์เนีย หากมีโอกาสคงได้กลับมาใหม่ ปณาลียังจำได้ถึงครั้งที่หล่อนพาหัวใจดวงร้าวอำลาจากที่นี่ ความรู้สึกในวันนั้นเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นกับสถานที่ใหม่ สังคมใหม่ ไม่แน่ใจว่าหล่อนจะเอาตัวรอดในดินแดนใหม่ได้หรือเปล่า แต่เมื่อจากแคลิฟอร์เนียในวันนี้ ความรู้สึกต่างไปจากวันนั้น หล่อนเต็มไปด้วยความมั่นใจ อุ่นใจ ด้วยรู้ว่าที่เคนทักกีมีหัวใจของหล่อนรออยู่ที่นั่น

เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ภายในบ้านหลังงามย่านกลางเมือง หญิงสาวผมบลอนด์เดินไปมาด้วยอารมณ์หงุดหงิด ในมือถือโทรศัพท์มือถือแนบไว้ที่ใบหู บริเวณสวนสวยหลังบ้าน สีสันสดใสของมวลหมู่ดอกไม้ภายในสวนไม่ได้ทำให้ใจของหล่อนสงบร่มเย็นได้เลย

หล่อนกดหมายเลขเดิมซ้ำ ๆ เป็นครั้งที่เท่าไรนั้น หล่อนไม่อยากนับให้อารมณ์เสียมากไปกว่านี้ รู้แต่ว่ามันเกิน 10 ครั้งแน่นอน เขาจะให้หล่อนงอนง้ออย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน จึงจะยอมใจอ่อน แม้รู้เต็มอกว่าหล่อนกำลังผิดคำสัญญาที่ให้กับเขาไว้เมื่ออาทิตย์ก่อนว่า หล่อนจะไม่ติดต่อเขาอีก แต่คอร์ทนีย์ก็ทำใจไม่ได้
ยิ่งเขาไม่มีเยื่อใย หล่อนก็ยิ่งกระวนกระวาย ทุรนทุราย ทุกข์ทรมานใจเหลือเกิน ทำไมเขาถึงใจร้ายกับคนที่เขาเคยบอกว่ารักมากได้ลงคอ คิดแล้วหัวใจของคอร์ทนีย์ก็ยิ่งหดหู่

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หล่อนพยายามลืมเขา แต่คอร์ทนีย์ตัดใจจากเขาไม่ขาด และการที่เชอรีล ลูกสาวของหล่อนเฝ้าถามถึงและพูดถึงแต่ลุงเนธ ก็คล้ายเป็นตัวกระตุ้นให้หล่อนเฝ้าพะวงถึงแต่เขา

แรกทีเดียวสุดสัปดาห์นี้หล่อนตั้งใจว่าจะพาเชอรีลไปพบวิลล์ อดีตสามีของหล่อน และพ่อของเชอรีล ตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าสามสัปดาห์แล้วว่า เขาจะบินมาเยี่ยมลูก และทั้งคู่จะพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์แนชวิลล์ด้วยกัน

ไม่ใช่ว่าหล่อนอยากพบวิลล์หรือต้องการใช้เวลาร่วมกับเขา แต่เป็นเพราะเชอรีลหล่อนจึงยอมให้วิลล์มาและวางแผนว่าจะไปเที่ยวด้วยกัน แต่แล้วเขากลับโทรมายกเลิกหน้าตาเฉยในเย็นวันศุกร์ ทั้ง ๆ ที่เป็นคนต้นคิดทั้งหมด ที่น่าเจ็บใจคือ เขาบอกโดยไม่ยี่หระว่า ภรรยาใหม่ของเขาอยากไปเที่ยวทะเลคาริบเบียนสุดสัปดาห์นี้ บังเอิญว่าเขาจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมได้ในราคาพิเศษสุด เขาจึงตกลงที่จะพาผู้หญิงคนใหม่ของเขาไปเที่ยวแทน

ประโยคเดียวที่คอร์ทนีย์ตะโกนใส่โทรศัพท์ไปหลังจากที่เขาขอเลื่อนไปอีกสองอาทิตย์คือ ‘ไปตายเสียเถอะ’

คอร์ทนีย์จำแววตาที่เจ็บปวดและเต็มไปด้วยความผิดหวังของลูกสาวได้ดี เชอรีลเพิ่งอายุเต็มหกขวบ ทำไมลูกของหล่อนจึงต้องมาพบเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจเช่นนี้ และนั่นเองที่ทำให้คอร์ทนีย์ยิ่งอยากหาสิ่งชดเชยให้ลูก ทดแทนที่พ่อของลูกทำให้ผิดหวัง
เมื่อวานหล่อนพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์เพียงลำพัง เชอรีลดูมีความสุข ลืมความผิดหวังเรื่องพ่อไปได้ แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน หนูน้อยก็กลับมีท่าทางซึม ๆ อีก ตอนแรกคอร์ทนีย์คิดว่าเป็นเพราะเหนื่อยจากที่เที่ยวมาเกือบทั้งวัน แต่ก่อนที่เชอรีลจะหลับก็ยังถามถึงพ่อแล้วร้องไห้ และนั่นทำให้คอร์ทนีย์แน่ใจว่า หล่อนเพียงลำพังคงไม่ทำให้เชอรีลมีความสุขได้เต็มอิ่ม

ชีวิตหล่อนและลูกต้องสุขสมบูรณ์ และหล่อนจะทำให้เป็นจริง

คอร์ทนีย์กดเรียกหมายเลขเดิมนั้นซ้ำอีกครั้งอย่างอดทน พลันเสียงที่หล่อนรอคอยก็ดังเข้ามาในหู หล่อนยิ้มออกมาด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้ยินเสียงของเขา

“คอร์ทนีย์ คุณมีอะไรเร่งด่วนงั้นหรือ ถึงได้โทรหาผมเป็นสิบ ๆ ครั้งแบบนี้” คนทางปลายสายถามด้วยน้ำเสียงเข้มคล้ายกำลังสะกดกลั้นอารมณ์

เสียงโทรศัพท์ที่ดังอยู่ตลอดเช้าตรู่วันอาทิตย์สร้างความหงุดหงิดให้เขามิใช่น้อย เขาไม่รับสายหล่อนด้วยหวังว่าหล่อนจะล้าไปเอง หากเนธานก็คิดผิด คอร์ทนีย์กลับดันทุรังกดโทรศัพท์หาเขาไม่เลิก จะปิดเครื่องโทรศัพท์ก็ไม่ได้ เพราะวันอาทิตย์สำหรับเขาก็ยังเป็นวันทำงาน และอาจจะมีโทรศัพท์สายด่วนจากฟาร์ม หรือลูกค้าเข้ามาหาเขาได้ทุกเมื่อ เนธานจึงได้แต่อดทน โดยเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าเป็นระบบสั่น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเมื่อต้องรับรู้ถึงแรงสะเทือนของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ทุกครึ่งนาที

“เนธ ฉันขอโทษค่ะที่รบกวน แต่ฉันมีเรื่องที่อยากขอความช่วยเหลือจากคุณจริง ๆ นะคะ” คอร์ทนีย์วิงวอนเสียงอ่อนคล้ายจะร้องไห้

เนธานลอบถอนหายใจเบา ๆ “ถ้าผมช่วยได้ ผมก็จะช่วยก็แล้วกัน”

คอร์ทนีย์ยิ้มออกมาด้วยความยินดี “ฉันขอพาเชอรีลไปพบคุณได้มั้ยคะ”

“ไม่ได้!” ชายหนุ่มตอบกลับมาทันทีแล้วเอ่ยเตือน “เราตกลงกันแล้วนะคอร์ทนีย์”

“ฉันรู้ค่ะ แต่ได้โปรดฟังฉันก่อนเถอะค่ะ อาทิตย์นี้เชอรีลเศร้ามาก วิลล์ พ่อของเชอรีลสัญญาว่าจะมาหาและพาลูกไปเที่ยว แต่เขาก็ไม่มา ที่ร้ายกว่านั้นเขากลับพาภรรยาใหม่ของเขาไปเที่ยวแคริบเบียนแทน” คอร์ทนีย์ร้องไห้ออกมาจริง ๆ โดยไม่เสแสร้ง “ฉัน…ฉันสงสารลูกค่ะ เนธ”

“ทำไมคุณไม่พาเชอรีลไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ที่บ้านผม”

ความเงียบแล่นไปมาตามสายระหว่างคนสองคน ที่สุดคอร์ทนีย์ก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน

“เนธ ฉันรู้ว่าคุณกำลังคิดว่าฉันใช้ลูกมาเป็นข้ออ้างอีก แต่ครั้งนี้ฉันขอบอกว่าไม่ใช่ค่ะ เมื่อวานฉันพาเชอรีลไปเที่ยวสวนสัตว์อย่างที่วางแผนกันไว้ ช่วงที่เที่ยวลูกก็สนุกสดชื่นดีแต่พอกลับมาบ้านลูกก็ซึม แล้วร้องไห้หาพ่อ ฉันไม่รู้จะทำยังไงดีจริง ๆ ค่ะเนธ และฉันก็ไม่มีใครที่นี่ ที่อยู่ใกล้ ๆ คุณก็รู้ว่าพ่อแม่ของฉันอยู่ถึงเมืองกรีนวิลล์ ถึงฉันจะพาลูกไปเยี่ยมท่านที่นั่นก็ได้ แต่เชอรีลไม่ได้ต้องการเจอปู่ย่า ลูกต้องการพ่อ แต่เมื่อพ่อไม่มาหา เชอรีลก็นึกถึงคุณ คุณเป็นตัวแทนพ่อของเชอรีลได้ใกล้เคียงที่สุด คุณเข้าใจฉันมั้ยคะเนธ”

“คอร์ทนีย์ ถึงอย่างไรผมก็ไม่ใช่พ่อของเชอรีล และไม่มีวันที่ผมจะเป็นพ่อของลูกคุณได้” เนธานเอ่ยอย่างใจเย็น เมื่อรู้สึกว่าเสียงของคอร์ทนีย์คล้ายจะเต็มไปด้วยอารมณ์เคร่งเครียด และพลุ่งพล่าน

“คุณไม่จำเป็นต้องมาเป็นพ่อของลูกฉันหรอกค่ะ” หล่อนตอบกลับมาโดยทันที “ไม่จำเป็นเลย สิ่งที่ฉันต้องการคือขอให้คุณเมตตาเชอรีล เห็นใจที่ลูกของฉันไม่มีพ่อที่ดี…และถ้าคุณจะกรุณา ฉันขอพาเชอรีลไปเยี่ยมเยียนคุณบ้างเท่านั้น เท่านั้นจริง ๆ นะคะเนธ…ฉัน…ฉันรู้ว่าเรื่องระหว่างเรามันจบลงแล้ว ฉันเพียงแต่ต้องการทำเพื่อลูกเท่านั้น ฉันจึงขอร้องคุณ ขอความช่วยเหลือจากคุณ”
น้ำเสียงของคอร์ทนีย์สั่นพร่า วิงวอน ผิดไปจากคอร์ทนีย์คนเดิมที่ไม่เคยขอร้องใคร เนธานฟังคำของคอร์ทนีย์แล้วก็เริ่มใจอ่อน หากเรื่องเกี่ยวกับพ่อของเชอรีลเป็นความจริง หนูน้อยก็น่าสงสารมาก เงินทองที่คอร์ทนีย์หามาได้มากมายนั้น ไม่สามารถบันดาลความสุขทางใจให้ลูกของหล่อนได้เลยจริง ๆ

เนธานระบายลมหายใจออกมาอีกครั้งก่อนเอ่ย “ก็ได้คอร์ทนีย์ ขอให้รู้ไว้ว่าเป็นเพราะผมเห็นใจเชอรีล ผมถึงยอมที่จะให้คุณติดต่อมาหาผมอีก แต่วันนี้ผมขอโทษด้วยที่ผมคงให้คุณมาที่นี่ไม่ได้ ผมมีธุระต้องไปรับปณาลี แฟนของผมที่สนามบิน”

ธุระของเขาทำให้คอร์ทนีย์รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่หล่อนก็สะกดกลั้นอารมณ์ไว้ แค่เขายอมอ่อนลงขนาดนี้หล่อนก็ดีใจมากแล้ว ถือว่าหล่อนทำสำเร็จไปแล้วขั้นหนึ่ง

“โธ่ เชอรีล” หล่อนอุทานน้ำเสียงเศร้าสร้อย พลันก็คิดขึ้นมาได้ “คุณต้องไปรับเธอที่สนามบินไหนคะ แนชวิลล์หรือเปล่า”

“ก็…ใช่” เนธานตอบไปตามความเป็นจริง

“ถ้าอย่างนั้นเรานัดพบกันในแนชวิลล์ดีมั้ยคะ ฉันพาเชอรีลไปทานข้าวกับคุณที่ร้านอาหารในสนามบินก็ได้ แค่ได้พบคุณลูกคงดีใจมาก รู้มั้ยว่าเชอรีลพูดถึงคุณทุกวันเลยตั้งแต่กลับมาจากฟาร์ม” หล่อนรีบเสนอความคิดโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดขัด

เนธานอึกอัก ที่จริงเขาก็มีเวลาอยู่หรอก แต่เขารู้สึกว่ายังตั้งตัวรับไม่ทัน เขาจึงเอ่ยปฎิเสธไป

“ได้โปรดเถอะค่ะเนธ ให้เชอรีลได้พบคุณวันนี้เถอะนะคะ” หล่อนยังเว้าวอนไม่เลิก

“คอร์ทนีย์ ผมกลัวว่าจะไม่ทันนะ”

“แค่ห้านาที สิบนาทีก็ยังดีนะคะเนธ อย่างน้อยคุณก็จะทำให้เด็กคนหนึ่งมีความสุขไปได้ทั้งอาทิตย์”

“แต่…”

“อ้าว นั่นเชอรีลตื่นพอดีเลย…เชอรีลมานี่สิลูก แม่กำลังคุยกับลุงเนธอยู่พอดีเลย” คอร์ทนีย์หันหน้าไปบอกลูกสาวที่เปิดประตูห้องนอนของผู้เป็นแม่ แล้วเดินก้าวเข้ามา

เชอรีลยิ้มออกมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อของลุงเนธ “จริงเหรอคะ”

เนธานได้ยินเสียงหนูน้อยดังแว่วเข้ามาในหูโทรศัพท์ แล้วก็รู้สึกอึดอัด เขากล้าที่จะปฎิเสธคอร์ทนีย์ แต่กับลูกของหล่อน เขาไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไรให้นุ่มนวล

สักพักเนธานก็ได้ยินเสียงของหนูน้อยชัดเจน

“สวัสดีค่ะลุงเนธ”

“สวัสดีจ้ะเชอรีล” เขารีบปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง

“วันนี้ลุงเนธว่างมั้ยคะ หนูอยากไปเที่ยวฟาร์มของลุงเนธอีกค่ะ”

“ยังไม่เบื่อสัตว์อีกเหรอเชอรีล แม่หนูบอกลุงว่าเมื่อวานหนูก็เพิ่งไปสวนสัตว์มา” เขาพูดไปหมายจะเบี่ยงเบนความคิดของเด็กน้อย

“ไม่เบื่อหรอกค่ะ ไปสวนสัตว์เมื่อวานไม่สนุกเลย คุณพ่อบอกว่าจะไปกับหนูด้วย แต่คุณพ่อของหนูก็ไม่มาค่ะ” เด็กน้อยพูดสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจตลอดเวลาออกไปให้ลุงเนธของหล่อนฟัง

เนธานหัวใจอ่อนยวบ สงสารเชอรีลขึ้นมาจับใจ คอร์ทนีย์ไม่ได้โกหก ลูกสาวของหล่อนเสียใจจริง ๆ ที่พ่อผิดสัญญา

“นะคะลุงเนธ ขอหนูไปดูลูกวัวที่ฟาร์มลุงเนธนะคะ” หนูน้อยอ้อนวอนแล้วพูดต่อขึ้นมาโดยเร็วเมื่อนึกขึ้นได้ “ลุงเนธคะ รู้มั้ยเมื่อวานนี้ได้ป้อนอาหารให้ยีราฟที่สวนสัตว์ด้วยค่ะ วันนี้หนูอยากไปลองป้อนอาหารให้วัวจัง วัวลุงเนธกินแครกเกอร์เหมือนยีราฟมั้ยคะ”
เนธานหัวเราะน้อย ๆ รู้สึกเอ็นดูกับความช่างพูดของเชอรีล

“วัวของลุงชอบกินหญ้าสด ๆ กับฟางจ้ะ” เขาตอบไป

“ทำไมไม่ลองป้อนแครกเกอร์บ้างล่ะคะ หนูมีอยู่ตั้งหลายกล่อง หนูจะเอาไปให้วัวลุงเนธกิน”

“ขอบใจจ้ะ แต่วันนี้ลุงเนธมีธุระต้องออกไปข้างนอก ลุงเนธขอโทษด้วยนะจ๊ะ เอาไว้วันหลังดีมั้ย”

ปลายสายเงียบไป แล้วเนธานก็ได้ยินเสียงสูดจมูกฟืดฟาด “ไม่มีใครมีเวลาให้หนูเลย” คำพูดของเชอรีลทำให้เนธานนึกประหลาดใจ ที่เด็กวัยหกขวบสามารถพูดความในใจออกมาได้ขนาดนี้

แล้วเขาก็ได้ยินเสียงคอร์ทนีย์ดังแว่วเข้ามาในหูโทรศัพท์ “เชอรีลลูก ไม่เอาค่ะ อย่าร้องไห้” เสียงที่หล่อนพูดกับลูกนั้นอ่อนโยน “ลุงเนธมีธุระค่ะ แต่ลุงเนธจะเข้ามาแนชวิลล์แถวบ้านเรา หนูลองถามลุงเนธสิคะว่าจะมีเวลามาทานอาหารกลางวันกับหนูสักครู่เดียวหรือเปล่า”

“ลุงเนธคะวันนี้ลุงเนธมาทานอาหารกลางวันกับหนูได้มั้ยคะ” เชอรีลถามตามคำแนะของแม่

“เอ่อ…เอาไงดีละ” เนธานนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อใช้ความคิด แล้วก็ตอบออกไป “เอาอย่างนั้นก็ได้” เขาส่ายหน้าให้กับความใจอ่อนของตัวเอง เขาได้ยินเสียงหนูน้อยร้องไชโยออกมาดัง ๆ ก่อนที่จะบอกกับแม่ถึงคำตอบที่ได้รับ

“ขอลุงคุยกับแม่ของหนูหน่อยสิจ๊ะ” เขาบอกออกไป เชอรีลจึงส่งโทรศัพท์ให้แม่อย่างว่าง่าย

“ค่ะ เชอรีลบอกว่าคุณโอเคแล้ว จริงหรือคะเนธ” สุ้มเสียงของคอร์ทนีย์ดีขึ้นกว่าเดิม

“ใช่” เนธตอบรับ “คุณหาที่นัดมาก็แล้วกัน เอาที่ไม่ไกลจากสนามบินมาก ผมต้องไปถึงสนามบินก่อนบ่ายสามโมง เราพบกันสักเที่ยงถึงบ่ายสอง ผมให้เวลาเชอรีลสองชั่วโมงเลย จะได้ไม่สั้นเกินไปในความรู้สึกของแก”

“ขอบคุณค่ะเนธ เอาเป็นที่ออพปรี้มิลล์ ที่ฉันพบคุณครั้งแรกนะคะ ที่นั่นมีร้านอาหารสำหรับครอบครัวชื่อร้าน เรนฟอร์เรสท์ เชอรีลชอบที่นั่นมากค่ะ เราไปพบกันที่นั่นเถอะ”

คอร์ทนีย์เสนอ ร้านอาหารที่หล่อนพูดถึงนั้นจำลองสภาพบรรยากาศป่าฝน ประดับประดาด้วยตุ๊กตาสัตว์นานาชนิดที่พบในป่าฝน เป็นที่ถูกใจเด็ก ๆ ลูกของหล่อนชอบที่นั่น และยิ่งถ้าได้ไปที่ร้านนั้นกับลุงเนธด้วยแล้ว เชอรีลคงจะมีความสุขมาก

“ไม่มีปัญหา” เขาตอบ

“ขอบคุณจริง ๆ นะคะเนธ วันนี้คงเป็นวันที่เชอรีลมีความสุขมาก ๆ อีกวันหนึ่ง”

“ถ้าเป็นเพื่อเชอรีลแล้ว ผมยินดี” เนธานกล่าวก่อนที่จะวางสายไป

เขาไม่รู้หรอกว่า คอร์ทนีย์กำลังทั้งกอดทั้งหอมลูกสาวตัวน้อยด้วยสมใจในสิ่งที่หมายมั่น สองแม่ลูกยิ้มให้กันหากแต่ความคิดในใจนั้นแตกต่างกันไป เชอรีลเพียงแต่ดีใจที่จะได้เจอลุงเนธ ผู้ใจดีของหล่อน แต่แม่ของเชอรีลกลับคิดไปไกลกว่านั้น

January 28, 2010

เหตุที่ฝนตก บทที่ 18

บทที่ 18

“ยินดีต้อนรับกลับถิ่นซาน ฟรานซิสโก” เป็นคำทักทายแรกที่วินเซ้นต์ หรือวินซ์ เพื่อนของหล่อนเอ่ยทันทีที่พบหน้ากัน ที่บริเวณโถงต้อนรับผู้โดยสายขาเข้า สนามบินนานาชาติ ซาน ฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย

ปณาลียิ้มอย่างดีใจพร้อมรับการโอบกอดจากเพื่อนหนุ่ม

“วินซ์ ฉันดีใจจังที่ได้กลับมาเจอเธออีก”

“เหมือนกันจ้ะน้ำ ที่รัก” เขาพูดพลางส่งยิ้มหวานให้หล่อนเช่นเคย

“แล้วนี่มาคนเดียวเหรอ แพรวล่ะ” ปณาลีถามถึงแพรวพนิต อดีตรูมเมทของหล่อน

รอยยิ้มของวินซ์กระตุกไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเขาจะรีบตีสีหน้าชื่นบานเหมือนเดิม หากปณาลีมัวแต่ดีใจจึงไม่ทันได้สังเกต

“อ๋อ แพรวไปทำงานน่ะวันนี้ เห็นบอกว่าไปทำงานร้านอาหารกะอาหารกลางวันแทนเพื่อน” วินซ์ตอบไปตามที่แพรวพนิตบอกเขาผ่านสายโทรศัพท์เมื่อเช้า

ปณาลีพยักหน้าช้า ๆ อย่างเข้าใจ ด้วยรู้ว่าแพรวพนิตเคยทำงานร้านอาหารไทยมาก่อนที่จะได้งานเป็นกราฟฟิก ดีไซน์เนอร์ที่บริษัทออกแบบสิ่งพิมพ์ในซาน ฟรานซิสโก แม้จะได้งานที่มั่นคงแล้ว แพรวพนิตก็ยังไปทำร้านอาหารบ้าง บอกว่าแก้เหงา กับไปทำงานแทนเพื่อนที่ต้องการหยุดงาน

“ไปรอรับกระเป๋ากันดีกว่า ของเธอสายพานลำเลียงที่ 2 นะ ฉันดูที่หน้าจอมาแล้ว” วินซ์พูดพลางดึงมือเพื่อนสาว

มีหลายเรื่องเกี่ยวกับแพรวพนิตที่ปณาลียังไม่รู้ และวินซ์ไม่กล้าเล่า เขาจะรอดูท่าทีของปณาลีไปก่อนว่า หล่อนมีวี่แววจะรับได้หรือไม่กับข่าวคราวใหม่หมาดของเพื่อนสาวชาวไทยของหล่อนคนนี้

วินซ์ขับรถพาหล่อนกลับเข้าซาน ฟรานซิสโกทางถนนสาย 101 เพื่อไปข้ามสะพานเบย์บริดจ์ต่อไปยังเบิร์กลีย์ ซึ่งเป็นย่านที่ทั้งวินซ์และแพรวพนิตพักอยู่

ปณาลีเองก็เคยพักอยู่ย่านนั้นเช่นกัน เมื่อช่วงที่ยังเรียนหนังสืออยู่ โดยเช่าอพาร์ทเม้นท์ขนาดสองห้องนอนหารแบ่งครึ่งกับแพรวพนิต เพื่อนนักเรียนไทยที่หล่อนเพิ่งมารู้จักที่นี่ และจากแพรวพนิตนี่เองทำให้หล่อนได้รู้จักวินซ์ ซึ่งเรียนร่วมชั้นเรียนด้วยกันมาในชั้นปริญญาตรี ที่สนิทกันเป็นเพราะทั้งคู่ต่างเป็นประเภทเรียนจบปริญญาตรีสาขาอื่นมาแล้ว แต่กลับเพิ่งมารู้จักตัวเองว่าต้องการทำงานด้านศิลปะ จึงมาเริ่มเรียนกันใหม่ทั้งคู่ วินซ์เรียนจบด้านออกแบบตกแต่งภายใน ส่วนแพรวพนิตเรียนจบด้านกราฟฟิก ดีไซน์

แพรวพนิต เรียนจบและได้งานที่นี่ หล่อนค่อนข้างเป็นคนหัวสมัยใหม่ มีความเป็นศิลปิน ปณาลีชอบตอนที่พักอยู่กับหล่อนเพราะแพรวพนิตมักจะจัดแต่งอพาร์ทเม้นต์ให้สวยงามน่าอยู่เสมอ ๆ ติดแต่ว่าเพื่อนหล่อนคนนี้เปลี่ยนคู่ควงบ่อย และ…ใช้ผู้ชายเปลือง ปณาลีไม่ถึงกับรังเกียจแต่ก็ยอมรับได้อย่างไม่สนิทใจ เพราะวิถีชีวิตแบบนั้นค่อนข้างต่างจากวิถีชีวิตของหล่อนเกินไป หากหล่อนก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และไม่ได้กระทบกับการอยู่ร่วมกันนัก เพราะแพรวพนิตไม่เคยพาผู้ชายมานอนค้างที่ห้อง

ปณาลีเคยถามหล่อนด้วยความอยากรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้หล่อนคบกับใครไม่ยืด แพรวพนิตได้แต่ยักไหล่ และว่า “แพรวจริงจังกับทุกคนนะ แต่คนที่เข้ามาพอคบ ๆ ไป ก็เหมือนกับแค่อยากนอนกับแพรวเท่านั้น” หล่อนจำได้ว่ายังถามกลับไปว่า แล้วทำไมหล่อนต้องนอนกับทุกคน คำตอบที่กลับมาทำให้ปณาลีพูดไม่ออก “ก็เขาอยากนอน ก็นอนกับเขาซะ ให้รู้กันไปว่าเขาต้องการไปไกลแค่ไหน ถ้าต้องการแค่นั้นก็จบกันไป ไม่ต้องเสียเวลาคุยกันอีก”

ปณาลีไม่ค่อยเข้าใจตรรกะของแพรวพนิตนัก กระทั่งวินซ์เล่าให้ฟังถึงอดีตอันเจ็บปวดของแพรวพนิตว่า หล่อนเคยมีคนรักที่หล่อนรักมาก รักหมดตัวหมดหัวใจ จนเมื่อถูกคนรักทอดทิ้ง แพรวพนิตจึงประชดชีวิตด้วยการนอนกับผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ประกอบกับที่แพรวพนิตลึก ๆ แล้วเป็นคนขี้เหงา หล่อนจึงต้องการมีใครสักคนตลอดเวลา หล่อนแสวงหาความรัก แต่เหมือนมีผงบังตาทำให้หล่อนเข้าใจไปว่า ความรักที่มาพร้อมกับความใคร่นั้นเป็นความรักที่จะยืนยาวและแท้จริง แม้หล่อนจะได้รับบทพิสูจน์มาหลายครั้ง แต่แพรวพนิตก็ไม่เข็ด คล้ายจะพิสูจน์ความเชื่อของหล่อนให้เป็นจริงให้ได้อย่างไรอย่างนั้น

สมัยที่ยังคบกับวีรภัทร เขาไม่พอใจเท่าไรนักที่ปณาลียังคบและพักร่วมห้องกับแพรวพนิต วีรภัทรมักจะมองแพรวพนิตด้วยสายตาเหยียดหยามอยู่เสมอเวลาที่บังเอิญพบกัน แต่การย้ายออกจากอพาร์ทเม้นท์เดียวกับแพรวพนิต แล้วไปพักอยู่กับเขา ก็ไม่ใช่ทางออกที่ปณาลีต้องการ กระทั่งวันที่หล่อนเต็มใจอยากย้ายไปอยู่กับเขา แต่เขากลับไม่ต้องการหล่อนแล้วนั่นละ ปณาลีจึงได้มีอันแยกจากแพรวพนิต เพื่อหนีไปพักรักษาใจที่เคนทักกี

“น้ำ เธอนึกยังไงถึงจะไปพักกับแพรว” วินซ์ถามขึ้นระหว่างที่รถกำลังแล่นข้ามสะพานเบย์ บริดจ์

ปณาลีละสายตาจากทิวทัศน์ของอ่าวซาน ฟรานซิสโก แล้วหันมามองเพื่อน

“ก็ฉันเคยพักอยู่กับแพรว คิดว่าน่าจะสะดวกสุด”

“ทำไมไม่พักบ้านฉัน” วินซ์ถามอีกน้ำเสียงจริงจัง

“ลืมไปแล้วเหรอว่าตัวเองเป็นผู้ชาย” หญิงสาวแกล้งเย้าแล้วหัวเราะเบา ๆ เพื่อนหนุ่มส่งค้อนให้วงหนึ่ง

“แต่ฉันก็เป็นผู้ชายที่จะไม่ทำอะไรเธอ แม้ว่าเธอจะยั่วยวนแค่ไหนก็ตาม” วินซ์ต่อคำพูดของเพื่อนสาว

คราวนี้ปณาลีขำก๊าก “นั่นสิ พยายามเท่าไรก็ไม่ได้ผล ถ้าเธอใจอ่อนกับฉัน ฉันคงไม่ต้องซมซานไปอยู่เคนทักกีโน่น”
วินซ์โคลงศีรษะก่อนจะหยุดพูด แล้วหันไปใส่ใจกับถนนเมื่อต้องเปลี่ยนเลน เพื่อเลี้ยงเข้าแยกขึ้นถนนอินเตอร์สเตท 580 ที่มุ่งหน้าไปเบิร์กลีย์

ปณาลีมองดูการจราจรทางฝั่งตรงกันข้าม ขบวนรถต่อแถวยาวเป็นแพเพื่อเข้าช่องจ่ายเงินข้ามสะพานเบย์ บริดจ์ เพื่อข้ามไปสู่ตัวเมืองซาน ฟรานซิสโก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ทุกวันในซาน ฟรานซิสโกไม่เคยเงียบเหงา โดยเฉพาะวันอาทิตย์อย่างนี้ ผู้คนจากเมืองอื่น ๆ ยังหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวไม่ขาดสาย

หล่อนเองก็ชักจะคิดถึงการเดินเลียบริมทะเลมองดูสะพานโกลเด้น เกท สะพานแขวนสีแดง สัญลักษณ์ประจำเมืองของ ซาน ฟรานซิสโก พาลนึกไปถึงอาหาร ซุปแคลม ชาวเดอร์ อร่อย ๆ ที่ร้านอาหารในฟิชเชอร์แมน วอร์ฟ ขนมปังซาวเวอร์โดว์ จากร้านขนมปังที่ขึ้นชื่อของเมือง เป็ดย่าง ในอาหารจีนย่านไชน่า ทาวน์ อืม หล่อนคงชักจะหิวขึ้นมาแล้วกระมัง ในหัวจึงได้มีแต่เรื่องอาหาร

“ตะกี้น่าชวนวินซ์แวะไชน่า ทาวน์ก่อนเนอะ”

หล่อนเอ่ยขึ้น นึกถึงการเดินเล่นในไชน่า ทาวน์ ที่ดูวุ่นวายแต่สนุก เวลาไปเที่ยวไชน่า ทาวน์ ใน ซาน ฟรานซิสโกทีไร หล่อนยังนึกเปรียบเทียบด้วยความคิดถึงบ้านว่า เหมือนเดินในเยาวราช ที่กรุงเทพฯ

“หิวแล้วล่ะสิ คงจะเลยเวลาอาหารกลางวันปกติของเธอแล้ว”

“เลยมามากกว่าสามชั่วโมงแล้วด้วย” ปณาลีมองดูนาฬิกาข้อมือซึ่งยังไม่ได้เปลี่ยนเวลาจากโซนเซ็นทรัล ไทม์ ที่เป็นเวลาในเคนทักกี เป็นโซนแปซิฟิค ไทม์ ของทางฝั่งแคลิฟอร์เนีย

“อยากกินอะไรล่ะ” วินซ์ถาม

“เป็ดย่าง” ปณาลีเอ่ยหน้าตาย เลยได้ค้อนจากเพื่อนอีกวงหนึ่ง

“เอาที่เป็นไปได้หน่อยสิจ๊ะ”

“งั้นก็ร้านอาหารจีนแถว ๆ อพาร์ทเม้นท์ละกัน อยากกินเส้นหมี่ผัด”

“ได้เลย”

ระหว่างที่นั่งรออาหารที่สั่งไป วินเซ้นท์ก็วกกลับมาเอ่ยชวนให้หล่อนไปพักกับเขาอีกครั้ง

“ไม่ล่ะ บอกแพรวไว้แล้วว่าจะพักกับแพรว ดูเหมือนแพรวจะดีใจด้วย ที่จะได้นอนคุยกันบ้าง ถ้ายกเลิกเสียเฉย ๆ แพรวอาจจะเสียใจ” ปณาลีให้เหตุผล

วินซ์เบ้ปาก “แพรวจะโล่งใจน่ะสิไม่ว่า”

“ทำไมล่ะ หรือว่าแพรวแอบไปพูดกับเธอว่าไม่อยากให้ฉันพักด้วย” ปณาลีถามด้วยความอยากรู้

“เปล่า แต่เดี๋ยวนี้แพรวเขา…ไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” วินซ์มีสีหน้ายุ่งยาก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี

“ไม่เหมือนเดิมยังไง”

“แพรวเขามีแฟน แล้วบางทีแฟนเขาก็ไปนอนค้างด้วย” ชายหนุ่มบอก หากไม่ได้เผยให้เพื่อนสาวรู้ว่าผู้ชายคนใหม่ของแพรวพนิตคือใคร วินซ์หวังว่าปณาลีคงจะไม่ได้รับรู้เรื่องนี้ก่อนจะกลับเคนทักกี

“อ้าว แพรวไม่เห็นบอกเลย แต่แฟนแพรวก็ไม่ได้มาค้างด้วยทุกวัน คงไม่เป็นไรมั้ง”

วินซ์ถอนหายใจ “ก็ถ้าเผื่อเขาโผล่มาวันใดวันหนึ่งระหว่างที่เธอมาพักอยู่ล่ะน้ำ”

“ไม่หรอกน่า แพรวคงบอกแฟนเขาไว้แล้วละ ไม่งั้นจะชวนให้ฉันไปนอนค้างด้วยทำไม” ปณาลีพูดแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วก็ยิ้มออกมาเหมือนคิดอะไรได้บางอย่าง “เอางี้ดีมั้ย เพื่อไม่ให้น่าเกลียด ฉันค้างกับแพรวสักสองคืน แล้วหลังจากนั้นก็ไปนอนบ้านเธอ” หล่อนยักคิ้วสองข้างขึ้นลงให้เพื่อนหนุ่ม

“คืนเดียวก็พอมั้ง” วินซ์ต่อรอง

“โถ คืนเดียวนอนยังไม่ทันหายเหนื่อยเลยต้องเก็บของอีกแล้ว ไม่เอาน่าอดใจรอหน่อยนะ ฉันรู้ว่าเธอคิดถึงฉัน” หล่อนกล่าวติดตลก วินซ์เลยยิ้มออกมาได้พลางส่ายศีรษะ

“ก็ได้ ฉันจะอดใจรอเธอ”

วินซ์รู้สึกโล่งอกที่โน้มน้าวให้ปณาลีมาพักกับเขาจนได้ แค่สองคืนคงไม่มีปัญหา ผู้ชายของแพรวพนิตคงยอมห่างหล่อนได้อยู่หรอก นึกถึงผู้ชายคนนั้นแล้ว วินซ์เองก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า อะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปได้มากมาย แค่ความรักที่ไม่สมหวัง ทำให้คน ๆ หนึ่งเป็นไปได้ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ

หลังจากอิ่มหนำจากอาหารจีนแล้ว วินซ์ก็ขับรถพาปณาลีมาส่งที่อพาร์ทเม้นท์ของแพรวพนิต หล่อนฝากกุญแจสำรองไว้กับวินซ์ให้ปณาลีได้ใช้ระหว่างที่มาพักอยู่ด้วย เมื่อทั้งคู่ไปถึงห้องพัก แพรวพนิตยังไม่กลับ วินซ์จึงโทรไปหา แต่ดูเหมือนหล่อนจะปิดโทรศัพท์มือถือ เขาจึงได้แต่ฝากข้อความเอาไว้ว่า ปณาลีมาถึงห้องพักเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มนั่งคุยกับปณาลีอยู่ครู่ใหญ่ ๆ จึงขอตัวกลับก่อน เพราะมีนัดกับแฟนหนุ่มของเขาจะไปทานอาหารเย็นด้วยกัน ที่ย่านลิตเติ้ล อิตาลีในซาน ฟรานซิสโก เขาเอ่ยชวนปณาลีให้ไปด้วยกัน แต่หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางจึงขอตัวพักผ่อน

“แล้วพรุ่งนี้ค่อยคุยกันนะน้ำ ฉันดีใจที่เธอกลับมาเที่ยวที่นี่” วินซ์โอบกอดเพื่อนสาวพร้อมเอ่ยลา ในใจเขาอดภาวนาไม่ได้ว่า หวังว่าระหว่างสองวันที่หล่อนพักอยู่กับแพรวพนิต ปณาลีจะไม่เจอแจ็คพ็อตช็อทเด็ด จนช็อค ซีนีม่าไปเสียก่อน

แพรวพนิตกลับมาถึงห้องพักเอาเกือบสี่ทุ่ม ตอนนั้นปณาลีนอนหลับไปก่อนแล้ว แต่ก็ตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงดังกุกกักภายในห้อง แพรวพนิตเอ่ยขอโทษเพื่อนสาวที่ปล่อยให้เพื่อนสาวอยู่ตามลำพังที่ห้อง แทนที่หล่อนจะอยู่คอยต้อนรับ

“ไม่เป็นไรหรอก น้ำเพิ่งมาถึงก็เพลียนิดหน่อย ผิดเวลาด้วย นอนหลับไปตั้งแต่หกโมงเย็นแล้วละ” ปณาลีบอกเพื่อนทั้งที่ยังรู้สึกง่วงงุน เทียบเวลาปกติในเคนทักกีก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว

“งั้นน้ำนอนต่อเถอะ แพรวขอโทษด้วยนะที่ทำให้ตื่น” แพรวพนิตขอโทษอีกครั้ง แล้วก็ขอตัวไปอาบน้ำเพื่อเตรียมเข้านอนเหมือนกัน

หลังจากที่ปณาลีย้ายไปอยู่รัฐเคนทักกี แพรวพนิตยังพักอยู่ในอพาร์ทเม้นท์เดิม แต่ย้ายห้องพักใหม่มาอยู่แบบห้องนอนเดียว เพื่อลดค่าใช้จ่าย เมื่อปณาลีมาพักอยู่ด้วย สองสาวจึงต้องนอนอยู่ในเตียงเดียวกัน ดีที่แพรวพนิตเปลี่ยนเตียงใหม่เป็นขนาดควีนเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ทั้งคู่ไม่ต้องนอนเบียดกัน เหตุผลที่แพรวพนิตเปลี่ยนก็เพื่อ…ต้อนรับแขกคนพิเศษของหล่อนคนนั้นที่มาเยี่ยมเยียนบ้างในบางคืน

เพื่อนสาวผู้มาเยือนหลับสนิทเมื่อแพรวพนิตขึ้นมานอนบนเตียง หญิงสาวมองหน้าเพื่อนที่นอนหลับตาพริ้มอย่างคนที่มีความสุข รู้สึกยุ่งยากใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ไม่รู้ว่าปณาลีจะคิดอย่างไรกับความลับที่หล่อนเก็บงำไว้ แพรวพนิตเริ่มไม่แน่ใจว่าหล่อนคิดถูกหรือเปล่า ที่เอ่ยปากชวนให้ปณาลีมาพักกับหล่อนเมื่อรู้ว่าเพื่อนสาวจะลาพักร้อนมาเที่ยวและเยี่ยมเยียนเพื่อน ๆ ที่ซาน ฟรานซิสโก เพื่อนของปณาลีที่นี่ ก็มีแค่หล่อนกับวินซ์เท่านั้น ดีที่ปณาลีไม่รู้จักใครมากที่นี่ ไม่อย่างนั้นก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากว่า ปณาลีอาจล่วงรู้ความลับของหล่อนจากปากคนอื่น

มีแต่วินซ์คนเดียวเท่านั้นที่จะอยู่ใกล้ชิดปณาลีระหว่างที่หล่อนอยู่ที่นี่ และแพรวพนิตก็เชื่อว่าวินซ์จะไม่มีวันแพร่งพรายเรื่องนั้นให้ปณาลีรู้แน่ ๆ

ปณาลีตื่นแต่เช้ามืดก่อนที่แพรวพนิตจะตื่น เนื่องจากร่างกายยังปรับตามเวลาท้องถิ่นไม่ได้ หล่อนจึงรอเพื่อนสาวตื่นด้วยการนั่งอ่านหนังสือนิยายที่พกติดมาด้วยเงียบ ๆ ราว ๆ 7 โมงเช้าแพรวพนิตก็ตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุก

“ตื่นแต่เช้าเลยน้ำ” แพรวพนิตเอ่ยทักเพื่อน

“ถ้าเทียบเวลาที่โน่นก็ไม่เช้าเท่าไร” หล่อนตอบ “แพรวไปทำงานกี่โมง”

“เข้างาน 9 โมงเช้า แต่วันนี้เราลางานนะ จะได้พาน้ำไปเที่ยว” แพรวพนิตยิ้ม

“โธ่ แพรวไม่จำเป็นต้องลาก็ได้ น้ำย้ายจากที่นี่ไปไม่ถึงปี ยังไม่ลืมหรอกน่าว่าจะขึ้นบาร์ทเข้าซาน ฟรานยังไง ลงสถานีไหน”
ปณาลีหมายถึงรถไฟฟ้า Bay Area Rapid Transit หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า บาร์ท (Bart) ที่บริการรับส่งจากย่านเบย์ แอเรีย ข้ามไปสู่ฝั่งซาน ฟรานซิสโก ซึ่งวิ่งไปสุดปลายทางที่สนามบินนานาชาติ ซาน ฟรานซิสโก

“แหม น้ำมาทั้งที แพรวจะปล่อยให้เที่ยวคนเดียวได้ไงล่ะ” แพรวพนิตยิ้ม ก่อนจะขอตัวไปล้างหน้าแปรงฟัน
พอแพรวพนิตทำธุระในห้องน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็เห็นปณาลีกำลังเตรียมอาหารเช้าไว้ให้เหมือนอย่างที่เคยทำตอนที่พักอยู่ด้วยกัน แพรวพนิตยิ้มกับความน่ารักและมีน้ำใจของเพื่อนสาวที่ไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าก็เกิดความรู้สึกผิดวูบเข้ามาในใจจนรอยยิ้มบนใบหน้าจางไป

“ได้ข่าวว่าแพรวมีแฟนใหม่เหรอ” ปณาลีถามเมื่อแพรวพนิตลงนั่งที่โต๊ะทานอาหาร พร้อมถ้วยกาแฟหอมกรุ่นในมือ

“ก็…มีเรื่อย ๆ แหละ น้ำก็รู้นี่” หล่อนตอบไปโดยที่ไม่มองหน้าเพื่อน

“เมื่อไรจะจริงจังกับใครซักคนซะทีล่ะ” หล่อนถามยิ้ม ๆ

“อืม…ก็ดูก่อนสิว่าจะมีใครจริงจังกับแพรวมั้ย”

“แล้วคนนี้ล่ะ” ปณาลียื่นหน้าถามพร้อมอมยิ้ม

แพรวพนิตยกไหล่นิดหนึ่งก่อนตอบ “แพรวก็…อยากให้เขาจริงจังด้วยนะ แพรว…รักเขา” หล่อนบอกกับเพื่อนอย่างไม่ปิดบัง ด้วยในใจลึก ๆ อยากให้ปณาลีรู้ เผื่อว่าความลับที่หล่อนเก็บไว้ว่าเขาเป็นใครจะเผยออกมาระหว่างที่ปณาลีมาพักด้วย ปณาลีจะได้รู้เหตุผลที่หล่อนคบหากับเขา

ปณาลีกำลังนึกหาจังหวะบอกแพรวพนิต ถึงเรื่องที่หล่อนจะไปนอนพักที่บ้านวินซ์อยู่พอดี หล่อนจึงตัดสินใจถามคำถามที่คาใจออกไป

“ขอโทษนะถ้าน้ำละลาบละล้วง วินซ์บอกว่า…แฟนแพรวมาค้างที่บ้านนี้ด้วยเหรอ”

“วินซ์นี่ปากมากจริง ๆ” แพรวพนิตทำเป็นต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก

“วินซ์ไม่ได้เม้าท์แพรวหรอก เขาคงเกรงใจแพรวกับแฟนมากกว่า เลยบอกให้น้ำรู้” ปณาลีแก้ตัวแทน

“แฟนแพรวไม่ได้ค้างบ่อย ๆ หรอกน้ำสบายใจได้” แพรวพนิตเสยกกาแฟขึ้นจิบเพื่อปิดบังความรู้สึกบนใบหน้า “แพรวบอกเขาเรียบร้อยแล้วล่ะว่าอาทิตย์นี้ห้ามมา” หล่อนพูดต่อเมื่อเห็นว่าปณาลีไม่พูดอะไร

“เดี๋ยวเขาเกลียดน้ำแย่เลย มาขัดความสุข” ปณาลีเอ่ยยิ้ม ๆ

แพรวพนิตเกือบสำลักกาแฟ ที่คำพูดเล่นของปณาลีใกล้เคียงกับความจริง เพราะผู้ชายคนนั้นของหล่อนออกอาการหงุดหงิดนิดหน่อยที่เขาจะมาหาหล่อนไม่ได้ทั้งอาทิตย์ เมื่อวานหล่อนจึงต้องใช้เวลาอยู่กับเขาจนค่ำมืดเพื่อให้เขาอิ่มหนำกับ ‘อาหาร’ ที่เขาจะขาดไปตลอดทั้งอาทิตย์ ซึ่งหล่อนเองก็ไม่ต่าง แพรวพนิตตักตวงความสุขเสียยากจะถอนใจ ความสัมพันธ์ครั้งนี้ระหว่างเขาและหล่อน เรื่องบนเตียงดูจะเป็นเรื่องที่เข้ากันได้ดีที่สุด จนแพรวพนิตเองก็ประหลาดใจและคาดไม่ถึง

ปณาลีเลิกคิ้วกับท่าทางคล้ายมีลับลมคมในบางอย่างของเพื่อนแล้วจึงรีบพูดขึ้น

“สงสัยเขาจะไม่ชอบจริง ๆ ใช่หรือเปล่า” หล่อนพูดต่อไม่สนกับท่าทางโบกมือเป็นพัลวันของแพรวพนิต “เอาเป็นว่าน้ำรบกวนแพรวคืนนี้อีกคืนละกันนะ พรุ่งนี้จะไปนอนบ้านวินซ์บ้าง น้ำเกรงใจ”

“เฮ้ย ไม่หรอกน้ำ นอนที่นี่แหละ” แพรวพนิตบอก

“ขอบคุณมากจ้ะแพรว แต่น้ำไม่อยากให้แฟนแพรวงอน ยิ่งแพรวบอกว่าอยากจะจริงจังกับเขาด้วยแล้ว น้ำยิ่งไม่อยากให้แพรวมีปัญหากับแฟน” ปณาลีพยักหน้านิด ๆ เป็นเชิงบอกให้เพื่อนยอมรับกับคำเสนอของหล่อน

แพรวพนิตยกไหล่อีกครั้งแล้วตอบตกลง จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน วันนี้หล่อนจะได้บอกให้เขารู้ คิดว่าเขาคงจะพอใจเช่นกันกับข่าวนี้

หลังจากจัดการกับอาหารเช้าเรียบร้อย แพรวพนิตก็พาปณาลีไปเที่ยวในซาน ฟรานซิสโก หล่อนลางานสองวันตั้งใจจะเที่ยวเป็นเพื่อนปณาลี สองสาวตัดสินใจนั่งรถไฟเข้าเมือง และนั่งรถโดยสารประจำทางเพื่อไปสถานที่เที่ยวต่าง ๆ ในซาน ฟรานซิสโก

แม้ทั้งคู่จะเคยเข้ามาเที่ยวกันเป็นประจำอยู่แล้วเมื่อครั้งปณาลีเรียนอยู่ที่นี่ แต่ปณาลีและแพรวพนิตก็ไม่เคยเบื่อที่จะไปที่ต่าง ๆ ในซาน ฟรานซิสโกเลย ไม่ว่าจะเป็น ท่าเรือเพียร์ 39 ที่ได้ปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกต่าง ๆ มีเหล่าสิงโตทะเลมานอนอาบแดดบ้าง ว่ายน้ำบ้างอยู่ในทะเลใกล้ ๆ ท่าเรือ และยังเป็นท่าเรือสำหรับพานักท่องเที่ยวข้ามไปเที่ยวที่เกาะอัลคาทร๊าซ เรือนจำเก่าที่เคยเป็นสถานที่สำคัญในภาพยนต์เรื่องดังมาแล้ว หล่อนใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่ในย่านเพียร์ 39 กับ ฟิชเชอร์แมนวอร์ฟ สูดกลิ่นไอทะเล และทานอาหารทะเลที่อยากทาน

วันที่สองหล่อนไปเดินเที่ยวในไชน่า ทาวน์ แล้วเลยไปเดินเล่นย่านยูเนี่ยน สแควร์ ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ที่มีร้านค้าชื่อดังมากมาย ตอนที่ไปเที่ยวหลายร้านกำลังอยู่ในช่วงลดราคาในช่วงปลายฤดูร้อนพอดี ปณาลีและแพรวพนิตจึงมีความสุขมากในการได้รื้อ คุ้ย เสื้อผ้าและสินค้าราคาถูก แม้ทั้งคู่จะทำงานมีรายได้ดีพอที่จะจับจ่ายสินค้าราคาปกติได้ แต่การได้ซื้อสินค้าชื่อดังในราคาถูก เป็นความสนุก และตื่นเต้นสำหรับหล่อนสองคน

เวลาสองวันที่อยู่กับแพรวพนิต ปณาลียอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่สนุก การได้พบเพื่อนเก่า และได้คุยเรื่องจุกจิกตามประสาผู้หญิงบ้าง ทำให้เวลาผ่านไปรวดเร็ว จนปณาลีรู้สึกใจหายที่ต้องเก็บของย้ายไปพักที่บ้านวินซ์ในวันรุ่งขึ้น โดยวินซ์บอกว่าจะขับรถมารับหล่อนที่อพารท์เม้นท์ของแพรวพนิต

วันนี้แพรวพนิตออกไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้ว และปณาลีก็เหนื่อยจากการเที่ยวมาสองวัน หล่อนจึงนอนตื่นสาย โทรคุยกับเนธานอยู่พักใหญ่ ๆ แล้วนั่งอ่านหนังสือรอวินซ์ ไม่ได้วางแผนว่าจะออกไปไหน

เสียงโทรศัพท์ของหล่อนดังขึ้น เหลือบดูหมายเลขที่ปรากฎบนหน้าจอก็รู้ว่าเป็นวินซ์ หล่อนกดรับสาย

“ฮัลโหล ว่าไง”

“น้ำ เก็บของเสร็จหรือยัง ถ้าเสร็จแล้วรีบลงมารอที่ลานจอดรถข้างล่างเลยนะ ฉันมีธุระด่วน ต้องไปพบลูกค้า แต่พอมีเวลาไปส่งเธอที่บ้านฉันก่อน” น้ำเสียงของวินซ์ฟังดูเร่งด่วนจริง ๆ

“ถ้ายุ่ง ก็ไปทำธุระให้เสร็จก่อนก็ได้นะ แล้วค่อยมารับ” ปณาลีบอกเพื่อน

“ไม่ได้ ๆ ไปพบลูกค้ารายนี้อาจจะยาว เพราะคุณเธอเรื่องมากกกกก” เขาลากเสียงยาวเน้นย้ำ

“หรือว่าจะให้ฉันนอนกับแพรวอีกคืน”

“โอย ไม่ได้เด็ดขาด บอกเขาแล้วว่าจะออกวันนี้ก็ต้องออกวันนี้” วินซ์รีบพูดสวนออกมาราวกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายในความรู้สึกของปณาลี “เร็ว ๆ เถอะน่า อย่ามัวต่อรองอยู่เลย ไม่ต้องห่วงฉันพอมีเวลาอยู่”

เท่านั้นปณาลีจึงเลิกต่อความยาวกับเขา ตอบตกลงก่อนตัดสายโทรศัพท์เพื่อเตรียมตัวไปรอวินซ์ ที่บอกว่ากำลังจะมาถึงในเวลาไม่เกินสิบนาที

หล่อนวางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะรับแขกตัวเตี้ย แล้วเดินสำรวจภายในห้องอีกรอบว่าได้เก็บของเรียบร้อยแล้ว นั่นละปณาลีจึงเห็นว่าหล่อนลืมเสื้อที่เพิ่งซื้อมาใหม่สองตัวไว้ในห้องน้ำ หลังจากที่ลองสวมดูเมื่อคืน

กว่าจะเก็บทุกอย่างเรียบร้อย ก็จวนเวลาที่วินซ์จะมารับแล้ว ปณาลีจึงรีบคว้ากระเป๋าเดินทางและกระเป๋าถือของตัวเอง ล็อคห้องพักของแพรวพนิตเก็บกุญแจสำรองลงในกระเป๋าถือด้วยความเคยชิน จากนั้นก็วิ่งลงบันไดไปรอวินซ์ที่ลานจอดรถ

ที่พักของวินซ์อยู่ในย่านเบิร์กลีย์เช่นเดียวกับแพรวพนิต แต่เขาพักอยู่ในบ้านแบบทาวน์โฮมสามชั้น มีสนามหลังบ้านเล็ก ๆ พอให้ได้นั่งพักผ่อน และจัดสวนหย่อม

วินซ์เดินเข้ามาส่งปณาลีในบ้าน พาเข้าห้องพักบนชั้นสองแล้วบอกว่าของใช้ที่จำเป็นอยู่ตรงไหนบ้าง แล้วบอกหล่อนให้ทำตัวตามสบาย ก่อนจะรีบลาไปพบลูกค้า

ปณาลีเก็บกระเป๋าเข้าห้องพักแล้ว ก็เดินดูรอบ ๆ บ้านของวินซ์ด้วยความชื่นชม เขาจัดบ้านได้น่าอยู่ตามประสานักออกแบบตกแต่งภายใน ปณาลีเคยมาเที่ยวบ้านของวินซ์พร้อมกับแพรวพนิตแล้วก่อนหน้านี้ ที่จริงหล่อนควรจะมาพักที่บ้านของวินซ์ตั้งแต่แรกเพราะมีถึงสามห้องนอน เดิมบ้านนี้มีสี่ห้องนอน แต่วินซ์จัดห้องนอนที่ชั้นสามห้องหนึ่งเป็นห้องทำงาน ชั้นล่างของบ้านทั้งหมดเป็นส่วนใช้สอยที่ประกอบด้วยห้องครัว ห้องอาหาร และห้องนั่งเล่น จากห้องนั่งเล่นมีประตูออกไปที่ระเบียงหลังบ้าน ซึ่งวินซ์จัดสวนเล็ก ๆ ไว้ มีม้านั่งตัวยาวทำด้วยไม้ตั้งชิดกับรั้วบ้าน ข้างม้านั่งตั้งอ่างดินเผาขนาดใหญ่ ที่มีดอกบัวสายสีชมพูและสีม่วงลอยชูช่ออวดกลีบบาน

หญิงสาวเดินไปนั่งเล่นบนม้านั่งปล่อยใจให้ล่องลอย พลันก็หวนคิดไปถึงใครคนหนึ่งที่หล่อนเคยรักมากมาย ซึ่งเป็นอดีตและความทรงจำของหล่อนที่เบิร์กลีย์ ‘พี่ว่าน’ ของหล่อน ตอนนี้เขาคงจะมีความสุขกับคนที่เขาบอกว่ารัก และลืมคนที่เขาหมดรักคนนี้แล้ว บางเสี้ยวอารมณ์หล่อนก็อยากรู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง ยังมีความสุขกับอันธิกา สาวสวยผู้ร่ำรวยและมาจากตระกูลดังคนนั้นอยู่หรือไม่ ทว่าหล่อนก็เก็บความอยากรู้นั้นเอาไว้กับตัว ไม่ได้ปริปากเอ่ยถามกับเพื่อนไม่ว่าจะเป็นวินซ์ หรือแพรวพนิต สองคนนั้นดูเหมือนจะใจดีพอที่จะไม่กล่าวถึงเขา เพื่อรื้อฟื้นอดีตอันเจ็บปวดของหล่อน

ช่างเถอะ หล่อนบอกตัวเอง เขาจะเป็นอย่างไรก็ช่าง พายุฝนของหล่อนผ่านไปแล้ว ตอนนี้หล่อนไม่รู้สึกเจ็บช้ำอีกแล้ว ด้วยหล่อนมีความสุขกับชีวิตใหม่ที่มีเนธาน เมื่อนึกย้อนไปหล่อนรู้สึกว่าโชคดีแล้วที่วีรภัทรนอกใจ ก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานกัน ไม่อย่างนั้นหล่อนคงจะช้ำใจกว่าที่ผ่านมาเป็นเท่าทวีเมื่อชีวิตสมรสต้องอับปาง

แล้วกับคนใหม่ล่ะ กับเนธานชีวิตข้างหน้าของหล่อนจะเป็นอย่างไร ปณาลีไม่อาจรู้ได้ หากบทเรียนที่ผ่านมาก็ทำให้หล่อนได้เรียนรู้ และรู้จักตั้งรับ หล่อนรู้ว่าความเศร้าจากความผิดหวังที่ผ่านเข้ามา วันหนึ่งมันก็จะผ่านไป และหล่อนก็จะมีชีวิตสดใสได้เหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตาม หล่อนก็หวังว่าความรักครั้งใหม่นี้จะเป็นรักที่มั่นคงและยืนยาว สมกับที่หล่อนมั่นใจในตัวเขา

ปณาลียอมรับกับตัวเองว่าเมื่ออยู่ห่างจากเนธานเช่นนี้ หล่อนรู้สึกคิดถึงเขาจนอยากเร่งวันคืนให้ถึงวันที่หล่อนกลับบ้านที่เคนทักกีเหลือเกิน

* * * *

tweet แล้วจ้า

Filed under: Mitsinee chit-chat

เผื่อมีใครเล่น twitter แล้วอยากตาม

ใช้ชื่อว่า mitsinee นะคะ

Mitsinee